จารึกที่ 40 : ศึกชิงจ้าวอักขระ : เวทีนี้ไม่มีที่ยืนให้คนจน
เสียงกลองศึกดังรัวสนั่นหวั่นไหวไปทั่วขุนเขาจอมงก ปลุกเร้าจิตวิญญาณของผู้ฝึกยุทธ์ให้ลุกโชน แสงตะวันยามเช้าสาดส่องกระทบธงทิวหลากสีที่โบกสะบัดตามแรงลม บรรยากาศคึกคักจอแจเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยและการวางเดิมพัน เป็นสัญญาณว่าเวลาได้มาถึงพร้อมกับพิธีเปิด "ศึกชิงจ้าวอักขระ"
ลานประลองกลางแจ้งขนาดมหึมาถูกจัดขึ้น ณ ลานหินขาวหน้าตำหนักบรรพชน อัฒจันทร์โดยรอบเนืองแน่นไปด้วยศิษย์จากทุกสำนัก ทั้งสายนอก สายใน และศิษย์เอก ที่มารวมตัวกันเพื่อช่วงชิงความเป็นหนึ่ง
"ขวาต่ำกว่าซ้ายสองกระเบียด..." หลี่มู่กู่ พึมพำเสียงเครียด มือไม้สั่นระริกขณะจ้องมองซุ้มประตูทางเข้าสนามประลอง "ช่างไม้คนไหนเป็นคนตอกตะปูตัวนั้น! มันทำลายสมดุลของงานศิลปะ! ข้าอยากจะพุ่งเข้าไปถอนมันออกเสียเดี๋ยวนี้!"
"ใจเย็นก่อนศิษย์พี่..." อาเจีย ตบไหล่เพื่อนร่วมอุดมการณ์เบาๆ สายตาสอดส่ายไปรอบๆ มิใช่เพื่อชมความงาม แต่เพื่อประเมิน 'มูลค่า' ของงาน "เก็บแรงบ้าของท่านไว้ใช้ตอนซ่อมเจ้าสัวเถอะ วันนี้เรามาเพื่อกอบโกย ไม่ใช่มาก่อกวน"
หลินชิงเสวี่ย ในชุดศิษย์สายในสีฟ้าคราม งดงามดุจเทพธิดา เดินทิ้งระยะห่างจากทั้งสองคนราวสิบก้าว นางทำทีเป็นไม่รู้จักเจ้าพวกบ้านนอกคอกนานี่ แต่สายตาก็อดเหลือบมองด้วยความเป็นห่วงไม่ได้
ที่จุดลงทะเบียน ผู้อาวุโสหน้าบอกบุญไม่รับกวาดตามองป้ายหยกประจำตัวของอาเจียด้วยสายตาดูแคลน
"ศิษย์สายนอก? เจ้าแน่ใจนะว่าจะลงแข่ง? ค่าสมัคร 50 ตำลึงเงิน หากแพ้รอบแรกไม่มีคืนเงินนะ"
"แน่ยิ่งกว่าแช่แป้งขอรับ" อาเจียยิ้มกว้าง วางถุงเงินลงบนโต๊ะเสียงดัง ตุ้บ!
เงินจำนวนนี้คือเศษเงินก้นถุงที่เหลือจากการซื้อวัตถุดิบ แต่สำหรับอาเจีย มันคือ 'เมล็ดพันธุ์' ที่จะงอกเงยเป็นต้นไม้ทองคำ
เมื่อผ่านจุดลงทะเบียน อาเจียไม่ได้มุ่งหน้าไปยังจุดเตรียมตัว แต่กลับเลี้ยวแวบเข้าไปที่ซุ้มมุงหญ้าคาข้างลานประลอง ซึ่งมีป้ายเขียนว่า "หอพยากรณ์ผลการแข่งขัน" (หรือเรียกง่ายๆ ว่าบ่อนรับพนันของสำนัก)
กระดานไม้ไผ่ขนาดใหญ่แสดงรายชื่อผู้เข้าแข่งขันพร้อมอัตราต่อรอง
เย่ปิงอวิ๋น (ศิษย์เอกสำนักเมฆาคล้อย) : แทง 1 จ่าย 1.1
หลินชิงเสวี่ย (ศิษย์เอกสำนักหมึกวารี) : แทง 1 จ่าย 1.5
...
อาเจีย (ศิษย์สายนอกไร้นาม) : แทง 1 จ่าย 100
"หวานเจี๊ยบ..." อาเจียตาลุกวาว แสยะยิ้มที่มุมปากดุจปีศาจจิ้งจอก
เขาล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ หยิบตั๋วแลกเงินใบสุดท้ายที่ซ่อนไว้อย่างดีออกมา เป็นเงินที่ยืมล่วงหน้ามาจากหลี่มู่กู่ (โดยเจ้าตัวยังไม่รู้ตัว)
"ข้าลงเดิมพันข้าง 'อาเจีย' 200 ตำลึงทอง!"
เสมียนรับพนันเงยหน้ามองด้วยความงุนงง "เจ้าหนุ่ม เจ้าจะทิ้งเงินเปล่ารึ? เจ้าเด็กอาเจียนั่นเป็นใครข้ายังไม่รู้จักเลย สู้เอาไปแทงแม่นางเย่ปิงอวิ๋นยังได้ค่าขนมคืนบ้าง"
"เชื่อข้าเถอะพี่ชาย..." อาเจียยื่นตั๋วเงินให้พร้อมรอยยิ้มลึกลับ "ม้ามืดมักจะวิ่งเข้าเส้นชัยในตอนที่ทุกคนเผลอเสมอ"
"การทดสอบรอบคัดเลือกเริ่มได้!!"
เสียงประกาศก้องกังวานจากแท่นประธาน พร้อมกับเสียงฆ้องที่ดังกึกก้อง
กติการอบแรกนั้นเรียบง่ายแต่โหดหิน ผู้เข้าแข่งขันกว่าห้าร้อยคนต้องเดินผ่าน "ค่ายกลแรงกดดันวิญญาณ" ที่ปูลาดอยู่บนทางเดินยาวร้อยก้าว ใครที่เข่าทรุดหรือหมดสติก่อนถึงเส้นชัย จะถูกคัดออกทันที
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าสู่เขตค่ายกล แรงกดดันมหาศาลดุจขุนเขาก็ถาโถมเข้าใส่ร่างของผู้เข้าแข่งขัน ศิษย์สายนอกหลายคนหน้าซีดเผือด ล้มพับลงไปกองกับพื้นตั้งแต่นับหนึ่งไม่ถึงสิบ
เย่ปิงอวิ๋น เดินตัวปลิวผ่านไปอย่างสง่างาม ราวกับเดินชมสวนดอกไม้ เรียกเสียงฮือฮาจากผู้ชมรอบสนาม
หลินชิงเสวี่ย กัดฟันเล็กน้อย ใช้ปราณวารีห่อหุ้มกาย เดินผ่านไปได้เช่นกัน
ถึงตาของอาเจีย...
ชายหนุ่มก้าวเท้าเข้าไปในเขตค่ายกล ร่างกายของเขาสั่นสะท้าน กึกๆๆ
"โอ๊ย... หนัก... หนักเหลือเกิน..." อาเจียทำหน้าบิดเบี้ยว เหงื่อแตกพลั่ก ขาสั่นพั่บๆ เหมือนลูกนกตกน้ำ แสร้งทำเป็นจะล้มมิล้มแหล่
ผู้ชมโห่ฮา "ลงไปนอนเถอะเจ้าศิษย์สายนอก! กลับไปเลี้ยงควายไป๊!"
แต่ในความเป็นจริง...
ภายในร่างของอาเจีย วงล้อ 'สูญตา (O)' กำลังหมุนวนอย่างเงียบเชียบ ดูดกลืนแรงกดดันวิญญาณที่ถาโถมเข้ามา แล้วสลายมันทิ้งไปในความว่างเปล่า
"การแสดงเป็นศาสตร์ชั้นสูง" อาเจียคิดในใจ "ข้าต้องดูอ่อนแอที่สุด ต้องดูเหมือนผ่านเข้ารอบมาได้เพราะโชคช่วย... เพื่อให้อัตราต่อรองรอบหน้าพุ่งขึ้นไปอีก!"
เขากัดลิ้นตัวเองให้เลือดซึมออกมาเล็กน้อยเพื่อความสมจริง แล้วลากสังขารเดินโซซัดโซเซผ่านเส้นชัยไปเป็นคนสุดท้าย
ตุ้บ!
อาเจียทิ้งตัวลงนอนหอบแฮกๆ ที่ปลายทาง ท่ามกลางสายตาดูถูกเหยียดหยามของเหล่าศิษย์พี่สายใน
"รอดตายมาได้หวุดหวิด..." อาเจียพึมพำเสียงดังให้คนรอบข้างได้ยิน
แต่สายตากลับแอบเหลือบมองไปทางซุ้มรับพนัน เห็นเสมียนคนเดิมกำลังอ้าปากค้าง
"ฮึๆๆ... รอบต่อไป เตรียมตัวกระเป๋าฉีกได้เลยเจ้าพวกเจ้ามือหน้าเลือด"
ทันใดนั้น เงาร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่งก็เดินเข้ามาบดบังแสงอาทิตย์เหนือหัวอาเจีย
"เจ้าเองรึ... คนที่ทำลายหอระฆัง?"
น้ำเสียงเย็นชาดุจน้ำแข็งดังขึ้น อาเจียเงยหน้ามอง พบกับชายหนุ่มชุดขาวผู้แบกกระบี่ใหญ่ไว้กลางหลัง รัศมีกดดันรุนแรงกว่าค่ายกลเมื่อครู่หลายเท่า
'ศิษย์พี่ใหญ่แห่งหอคุมกฎ'
อาเจียกลืนน้ำลายเอือก "งานเข้าแล้วไง..."