เช้าวันต่อมาเป็เวลาที่สมควรตื่นกันหมดแล้วผิดกับตำหนักของลั่วอู่หลินที่บัดนี้ข้าวใหม่ปลามันพึ่งเสร็จกิจรักและกำลังนอนเหนื่อยหอบด้วยความอ่อนเพลีย
บนเตียงใหญ่ลั่วอู่หลินตอนนี้นอนอยู่ตรงกลางทั้งสองข้างคือชายาทั้งสองที่ตอนนี้อ่อนเพลียง่วงนอนและใกล้จะหลับเต็มทีกำลังนอนกอดเขาอยู่ เมื่อเห็นว่าเป็เช่นนี้ลั่วอู่หลินจึงถือโอกาสในการเปิดเผยความลับของตนเองออกไป
"นี่ ฟางหนิง ฟางเยว่ ข้ามีความลับจะบอกพวกท่าน"
"อื้อ ความลับอะไรหรือเ้าคะ บอกมาได้เลย"ลู่ฟางหนิงกล่าวตอบกลับด้วยสภาพงัวเงียเต็มทน
"ใช่ๆข้ารอฟังอยู่"ลู่ฟางเยว่กล่าวเสริมแต่นางเองก็สภาพไม่ดีนัก
"พวกท่านต้องรับปากข้าก่อนว่าจะไม่โกรธเคืองข้า"
"อืม"พวกนางกล่าวพร้อมกันดวงตาใกล้จะหลับตนทน
ลั่วอู่หลินที่ได้คำยืนยันเช่นนี้ก็พลันยกยิ้มและกล่าวบอกพวกนางในทันที แน่นอนเขาคิดใช้โอกาสนี้มัดมือชกพวกนางไม่ให้โกรธเคืองเขาที่ปิดบังพวกนางมาเป็แรมปี
"ความจริงแล้วข้าบ่มเพาะพลังได้"
"อะไรกันเื่แค่นี้พวกข้าจะโกรธ ได้ อย่าง ไร"ด้วยความอ่อนเพลียลู่ฟางหนิงและลู่ฟางเยว่ก็หลับไปหลังจากกล่าวจบ ลั่วอู่หลินที่เห็นเช่นนั้นก็หัวเราะในใจ เขาไม่รู้จะบอกพวกนางอย่างไรจริงๆจึงได้ใช้วิธีนี้ เมื่อพวกนางตื่นขึ้นมาแล้วจำเื่ที่เขากล่าวสารภาพได้พวกนางก็จะไม่มีสิทธิ์โกรธเคืองเขา
แต่หากจำไม่ได้ชายหนุ่มก็จะบอกพวกนางอีกครั้งและหยิบยกเอาคำของพวกนางในเวลานี้กล่าวอ้างเพื่อให้รอดตัวหากเกิดสถานการณ์เลวร้าย
"ขอบคุณที่ไม่โกรธข้า ฮิฮิ"ลั่วอู่หลินกล่าวอย่างเ้าเล่ห์และบรรจงประดับริมฝีปากที่หน้าผากของพวกนางและนอนหลับพักผ่อนเช่นเดียวกัน
สามสามีภรรยาหลังจากที่ผ่านศึกรักอันหนักหน่วงมาตลอดทั้งค่ำคืนในที่สุดก็ได้พักเสียที เนื่องจากในระยะเวลาเจ็ดวันนี้เป็วันร่วมหอของพวกเขาดังนั้นจึงไม่มีผู้ใดเข้ามารบกวน
ในขณะที่ลั่วอู่หลินกำลังหลับไปนั้น จิตของเขาก็พลันถูกดึงมายังทะเลแห่งจิตใจอย่างไม่ทราบสาเหตุ เมื่อเขาลืมตาขึ้นสิ่งที่เขาเห็นคือไฉ่เยว่เอ๋อร์ที่ตอนนี้กำลังหลับตาทำสมาธิอย่างเคร่งขรึม ส่วนาาัอัสนีบาตทรราชนั้นก็ยังคงนอนอยู่เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
"ยินดีด้วยที่ได้แต่งงาน แต่ทว่าเมื่อคืนเ้าร่วมรักหนักหน่วงเกินไปหรือเปล่า เ้ารู้หรือไม่ว่าทำให้พี่สาวเกือบจะบ้าตาย"ขณะที่ลั่วอู่หลินกำลังสำรวจทะเลแห่งจิตใจ เสียงยั่วยวนแกมหยอกเย้าของไฉ่เยว่เอ๋อร์พลันดังขึ้นมา
"ฮิฮิ ข้าขออภัยขอรับพี่สาว พอดีเกิดฮึกเหิมเกินไปหน่อย"ลั่วอู่หลินกล่าว แต่เขาไม่รู้เลยว่าไฉ่เยว่เอ๋อร์นั้นปิดกั้นจิตใจปั่นปวนเพียงใดเมื่อเห็นเขาในร่างเปลือยเปล่า หากไม่ใช่เพราะนางปิดกั้นการรับรู้ของนางเอาไว้บางทีนางอาจจะเป็บ้าตายอย่างที่นางกล่าวจริงๆก็เป็ได้
"โอ้ น้องชายมีบางอย่างที่ข้าต้องบอกเ้า ด้วยเส้นลมปราณของเ้าที่เห็นหยินเมื่อร่วมรักกับสตรีคนใดก็จะยกระดับให้สตรีคนนั้นด้วยนะ การที่เ้าไปร่วมรักอย่างหนักหน่วงกับภรรยาเช่นนี้เห็นทีว่าพวกนางคงจะเลื่อนสักสองสามระดับได้ ฮิฮิ"นางกล่าว โดยปกตินั้นสตรีก็นับว่าเป็หยินอยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เส้นลมปราณของชายหนุ่มที่ส่งเสริมการบ่มเพาะให้สตรีได้ ซึ่งในทางกลับกันลั่วอู่หลินจะไม่ได้รับผลประโยชน์ด้านการบ่มเพาะใดๆ แต่จะเป็การขัดเกลาพลังปราณน้ำแข็งของเขาให้บริสุทธิ์มากขึ้นแทน
"ห๊ะ! เื่จริงหรือ?"ลั่วอู่หลินเอ๋ยปากถามเพื่อความแน่ใจ
"แน่นอนว่าเป็เื่จริง ที่ข้าไม่ได้บอกเ้าก็เพราะไม่คิดว่าจะได้ใช้ความสามารถผสานหยินไวปานนี้"
"นั่นก็ถือว่าดีสำหรับพวกนาง แต่ทว่านะพี่สาว เหตุใดข้าจึงเข้ามาด้านในนี้ได้กันละ ทั้งๆที่เมื่อตอนที่เข้ามาครั้งที่แล้วกลับถูกดีดกลับไป"ลั่วอู่หลินกล่าวถามอีกครั้งด้วยความแปลกใจ
"น่าจะเป็เพราะนั่น"ไฉ่เยว่เอ๋อชี้ไปที่ตรงกลางระหว่างเขตของนาง เขตของาาัอัสนีบาตทรราช และเขตของหมอกสีดำซึ่งตอนนี้มีต้นกล้าสีทองเปล่งแสงสว่างไสว ลั่วอู่หลินเดินเข้าไปใกล้และมองมันด้วยความแปลกใจ ในทะเลแห่งจิตใจของเขามีของแบบนี้ด้วยหรือ
"มันคือต้นอะไรกัน ข้าไม่เคยเห็นมาก่อน"
"อืม มันก็พูดยาก ต้นกล้าต้นนี้เติบโตั้แ่เ้าอยู่ในระดับจักรพรรดิ ก่อนหน้านี้มันคงจะเป็เมล็ดพันธุ์ ซึ่งข้าก็ไม่รู้เช่นกันว่ามันคือต้นอะไร จะว่าเป็ต้นไม้โลกก็ไม่น่าจะใช่เพราะตำนานกล่าวไว้ว่าต้นไม้โลกจะมีสีเขียวขจีและแผ่ออร่าพลังชีวิตออกมาไม่สิ้นสุด ซึ่งแตกต่างจากเ้าต้นไม้นี้มากเพราะนอกจากมันจะแผ่พลังชีวิตออกมาแล้วมันยังมีคุณสมบัติของแสงอีกด้วย"ไฉ่เยว่เอ๋อวิเคราะห์ ลั่วอู่หลินเองก็ไม่เข้าใจเช่นเดียวกัน เขามองไปที่ต้นไม้สีทองด้วยความสงสัย
ทันใดนั้นในเขตของหมอกสีดำเกิด 'คลื่น' ดังออกมาไม่ขาดสาย ไฉ่เยว่เอ๋อร์ที่เห็นเช่นนั้นนางก็ผลักลั่วอู่หลินออกจากทะเลแห่งจิตใจในทันที เหตุการณ์นี้ทำให้ชายหนุ่มต้องลืมตาตื่นขึ้นมาโดยพลัน
"เห้อ ร่างกายข้ามันอะไรกันเนี้ย ไฉนถงมีสิ่งแปลกประหลาดมากมายไปหมด"ชายหนุ่มเมื่อตื่นขึ้นมาแล้วก็อดที่จะบ่นอุบอิบและนอนต่อไปในทันทีโชคยังดีที่การสะดุ้งตื่นเมื่อครู่ไม่ได้ไปปลุกภรรยาทั้งสองของเขาแต่อย่างใด
ในขณะที่ชายหนุ่มเข้าสู่ห้วงแห่งการหลับไหลอีกครั้ง ด้านนอกวังหลวง ณ หอประมูลในเวลานี้หญิงงามฮั่วฟางหรงตอนนี้กำลังหงุดหงิดเป็อย่างมาก เพราะเวลาก็ผ่านไปเดือนกว่าแล้วที่นางมาอยู่ที่นี่แต่กลับไม่พบเจอจักรพรรดิน้ำแข็งอีกเลย แม้นางจะระดมพลค้นหาก็ไร้ซึ่งวี่แวว
"เขาหายไปไหนกันนะ ขุมกำลังของตนเองก็ไม่เคยมาดู นี่ข้าไล่ตามิญญาอยู่หรืออย่างไร"ฮั่วฟางหรงบ่นออกมา ในขณะที่กำลังมืดแปดด้านอยู่นั้น ชายชราฮั่วหยางก็เดินเข้ามายังห้องทำงานของหญิงงามและกล่าวรายงานถึงกำหนดการณ์ต่างๆของขุมกำลัง
"เรียนคุณหนู อีกหนึ่งเดือนข้างหน้าราชวงศ์ได้ส่งบัตรเชิญงานเลี้ยงวันครบรอบตั้งราชวงศ์มาขอรับ คุณหนูจะไปงานหรือไม่"ฮั่วหยางกล่าวรายงานพร้อมไถ่ถาม
"หืม งานเลี้ยงวันก่อตั้งราชวงศ์?? ก็ดีเหมือนกัน ถึงอย่างไรตอนนี้ก็ยังหาผู้ชายน่าเบื่อคนนั้นไม่เจอ เช่นนั้นก็สมควรจะเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง ตอบรับคำเชิญไป"ฮั่วฟางหรงกล่าวอย่างเบื่อหน่าย ชายชราเช่นฮั่วหยางผสานมือคาราวะคุณหนูของเขาในทันทีพร้อมกับเดินจากไป
ใน่บ่ายของวัน สองหญิงงามอย่างลู่ฟางหนิงและลู่ฟางเยว่ได้ตื่นขึ้นมา เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มผู้เป็สามีที่กำลังหลับปุ๋ยอยู่ข้างๆพวกนางก็พลันยกยิ้มก่อนจะนึกไปถึงเื่ราวอันแสนเร้าร้อนเมื่อคืนแล้วก็อดเขินอายไม่ได้
ในขณะที่เหตุการณ์กำลังเป็ไปอย่างราบรื่นนั้นอยู่ดีๆรอยยิ้มของทั้งลู่ฟางหนิงและลู่ฟางเยว่ก็หุบลงพร้อมกันก่อนที่เสียงอันโกรธเคืองจะดังขึ้นมา
"ลั่วอู่หลิน!! ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้!!!"
เมื่อได้ยินเสียงที่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวลั่วอู่หลินลุกพรวดขึ้นมาจากเตียง และไม่รู้ว่าด้วยสัญชาตญาณของเขาหรืออะไรหอกน้ำแข็งพลันถูกหลอมสร้างมาอยู่ในมือทันทีที่เขาลุกขึ้นมา ก่อนที่จะตั้งท่าราวกับจะรับมือศัตรูอย่างไรอย่างนั้น
"เกิดอะไรขึ้น!!"ชายหนุ่มมองซ้ายมองขวา แต่สิ่งที่เห็นคือภรรยาสาวของตนที่ยืนเปลือยเปล่ายืนกอดอกของตนเองเอาไว้ ใบหน้าของพวกนางบึ้งตึงอย่างสังเกตุได้ เมื่อลั่วอู่หลินเห็นเช่นนั้นเขารีบเก็บหอกน้ำแข็งในทันใดก่อนจะส่งยิ้มเจื่อนๆให้ผู้เป็ภรรยา
"ทะ ที่รัก ข้าอธิ............"
"คุกเข่าลงเดี๋ยวนี้!!"ยังไม่ทันได้กล่าวจบหญิงงามะโสั่งในทันที ทำให้สามีเช่นลั่วอู่หลินขาอ่อนยวบลงคุกเข่าราวกับไม่อาจจะต่อต้านได้ ชายหนุ่มเหมือนรู้ชะตากรรมของตนเองจึงก้มหน้าก้มตาพองแก้มแสดงท่าทีสำนึกผิดในทันใด เห็นได้ชัดเลยว่าแผนชิงความได้เปรียบในขณะที่อีกฝ่ายอ่อนแอของเขานั้นไม่ได้ผลแม้แต่นิดเดียว
อีกทั้งยังมีความจริงที่ว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าภรรยาแล้ว ตัวเขาไม่มีความกล้ามากพอที่จะหยิบยกสิ่งที่พวกนางพูดเมื่อคืนขณะงัวเงียมาใช้กล่าวอ้างได้ ดังนั้นจึงได้แต่จำยอมต้องสำนึกผิดไปและหวังว่าพวกนางจะให้อภัยโดยเร็ว