สัตย์สาบานแห่งดวงดาว

    ตอนที่ 37 กระจกเทพ? 3

    ยูรันกล่าวต่ออย่างไม่รีบร้อน


    “เจ้ารู้อะไรไหม ตอนข้าเข้าสำนัก มันมีการทดสอบหนึ่งที่ใช้กระจกส่องชะตาอะไรสักอย่างนี่แหละ”


    หนานอวี้กับหลานชิงอวี้ชะงักไปพร้อมกัน


    พวกนางจำได้ทันที


    วันนั้น กระจกส่องชะตาตั้งอยู่หน้าทางเข้าสำนัก


    และตอนถึงคิวของยูรัน...


    มันเอาหน้าทิ่มดิน


    ยูรันกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ


    “เจ้ากระจกนั่นยังไม่ทันได้ดูอะไรเลย มันก็กลัวหัวหด ปิดตายตัวเอง ไม่ยอมให้ข้าส่องตัวเองด้วยแหละ”


    เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนเสริมอย่างใจเย็น


    “สงสัยคงกลัวตายละมั้ง”


    กระจกเทพสัจธรรมเงียบไปทันที


    [อะไรนะ!!]


    [เป็นไปไม่ได้]


    [เจ้ากระจกนั่น...มันรู้ว่าจะเป็นแบบนี้เองสินะ]


    [มันไม่ใช่ขี้ขลาด แต่มันฉลาด!]


    หนานอวี้กับหลานชิงอวี้มองหน้ากัน


    ทั้งสองงงเป็นไก่ตาแตก


    ความทรงจำตอนเข้าสำนักผุดขึ้นมาอย่างชัดเจน


    ตอนนั้นกระจกส่องชะตาเอาหน้าทิ่มดินจริง ๆ


    แถมยังทำท่าเหมือนปิดตายตัวเองไม่ยอมทำงานอีก


    หลานชิงอวี้ค่อย ๆ หันไปมองกระจกเทพสัจธรรมที่กำลังแตกร้าวอยู่เบื้องหน้า


    หนานอวี้เองก็คิดตามอย่างช้า ๆ


    อย่าบอกนะว่า... กระจกนี่ก็จะทำเหมือนกัน?


    กระจกนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง


    มันพิจารณาชายหนุ่มตรงหน้าอีกครั้งอย่างละเอียดกว่าเดิม


    [เจ้าหมอนี่... ไม่สิ ชายคนนี้ เมื่อครู่นี้เขาไม่ได้จับประเด็นเรื่องพลังของข้า ไม่ใช่เพราะมองไม่ออก แต่เพราะเขาไม่ได้สนใจเลยต่างหาก]


    [เขาสนใจเพียงว่าเสียงหัวเราะของข้าน่ารำคาญเท่านั้น]


    [และอีกอย่าง จากความทรงจำของชายคนนี้ ความลึกลับ กลิ่นอาย และความรู้สึกที่สัมผัสได้ ล้วนยิ่งใหญ่กว่าเทพเซียนอย่างแน่นอน]


    [ไหนจะดวงตาคู่นั้น รวมถึงดวงตาข้างหลังนับล้านนั่นอีก]


    [เอาล่ะ ข้าตัดสินใจแล้ว]


    ชั่วพริบตาต่อมา เงาร่างหนึ่งค่อย ๆ ปรากฏขึ้นกลางมิติ


    มันเป็นรูปร่างคล้ายมนุษย์โปร่งแสง ราวกับถูกหลอมรวมอยู่กับเศษกระจกและแสงเงาของมิติทั้งผืน เส้นขอบร่างกายไม่ชัดเจน แต่กลับให้ความรู้สึกเก่าแก่และลึกลับอย่างยิ่ง


    กระจกก้าวออกมาจากความว่างเปล่า ก่อนคุกเข่าลงตรงหน้ายูรันอย่างไม่มีลังเล


    จากนั้นก้มกราบลงอย่างนอบน้อม


    “ท่านผู้ยิ่งใหญ่ รับการคารวะ และได้โปรดให้ข้าได้รับใช้ด้วย”


    หนานอวี้กับหลานชิงอวี้นิ่งค้างไปพร้อมกัน


    ความงุนงงที่เพิ่งจางหายไปเมื่อครู่ พลันย้อนกลับมาอีกครั้งอย่างรุนแรงกว่าเดิม


    ยูรันมองร่างโปร่งแสงที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้า ก่อนถอนหายใจเบา ๆ


    “เจ้าก็พูดเกินจริงไป ยิ่งใหญ่อะไรกัน ไร้สาระ”


    กระจกก้มศีรษะต่ำลงทันที


    “ไม่เกินจริงขอรับ”


    จากนั้นเงาร่างโปร่งแสงของมันก็เหลือบมองไปทางหนานอวี้และหลานชิงอวี้


    “อีกทั้งท่านยังมีภรรยาทั้งสองที่งดงามขนาดนี้ คอยติดตามอยู่ข้างกาย ย่อมเป็นผู้มีวาสนาไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน”


    หนานอวี้และหลานชิงอวี้หน้าแดงขึ้นทันที


    ยูรันนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนค่อย ๆ หันไปมองกระจก


    [ไอ้เวรนี่ มันกำลังประจบสอพลออยู่เห็น ๆ]


    ยูรันถอนหายใจ


    “ช่างเถอะ มีสองอย่างที่ต้องรู้ไว้ หนึ่งพวกนางเป็นศิษย์พี่และศิษย์น้องของข้ายังไม่ใช่ภรรยาข้า สองข้าสั่งให้ทำอะไรก็ทำห้ามขัด โดยเฉพาะตอนที่อารมณ์ของข้ากำลังขึ้น”


    หลานชิงอวี้ชะงักไปทันที


    [ตะกี้ศิษย์พี่ยูบอกว่า ยังไม่ใช่ภรรยา?]


    [หมายความว่าในอนาคตข้าจะได้เป็นสินะ?]


    ความคิดนั้นทำให้นางเผลอใจเต้นแรงขึ้นมาเล็กน้อย


    ทว่าเพียงชั่วพริบตา นางก็นึกถึงอีกประโยคหนึ่งของยูรันได้


    [แต่เดี๋ยวก่อน... ศิษย์พี่ยูรวมศิษย์พี่สามด้วย]


    ความดีใจเมื่อครู่พลันสะดุดลงอย่างประหลาด ก่อนเปลี่ยนเป็นความไม่พอใจเล็ก ๆ ที่นางเองก็ไม่อยากยอมรับ


    ส่วนหนานอวี้ พอได้ยินยูรันปฏิเสธว่าไม่ใช่ภรรยา อาการเขินอายเมื่อครู่ก็เปลี่ยนเป็นงอนแก้มป่องทันที


    นางยังไม่ทันคิดลึกเหมือนหลานชิงอวี้ด้วยซ้ำ


    กระจกรีบรับคำ ก่อนคำนับสามครั้งอย่างนอบน้อม


    ยูรันมองมันอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวอย่างเกียจคร้าน


    “ไปเถอะใกล้จะเช้าแล้ว ข้ายิ่งหลงทางอยู่ด้วย เดี๋ยวระหว่างกลับต้องจับสัตว์อสูรอีก”


    พูดจบ ยูรันก็ยื่นมือไปแตะร่างโปร่งแสงของกระจก


    “เข้ามา”


    ทันใดนั้น ร่างของกระจกพลันสั่นไหว ก่อนกลายเป็นแสงโปร่งใสสายหนึ่ง ถูกดูดเข้าไปในห้วงจิตของยูรันอย่างเงียบงัน


    ทันทีที่ถูกดึงเข้าสู่ห้วงจิตของยูรัน กระจกก็ตกตะลึงกับความเวิ้งว้างไร้ขอบเขต ราวกับทุกสิ่งในจักรวาลดับลงจนเหลือเพียงความเงียบงัน


    ทว่าในความอ้างว้างนั้นกลับมีความอบอุ่นสงบนิ่งซ่อนอยู่ เหมือนแสงดาวที่ยังส่องผ่านคืนอันยาวนาน มันเย็นแต่ไม่หนาว เงียบแต่ไม่ว่างเปล่า และไม่ผลักไสผู้ที่เข้ามา


    กระจกนิ่งงันอยู่กลางห้วงจิต รู้สึกถึงความลึกซึ้งที่ไม่อาจบรรยายเป็นถ้อยคำ


    [ช่างล้ำลึกยิ่งนัก]


    [ข้าเลือกไม่ผิดจริง ๆ]


    ยูรันหันไปมองทั้งสองคน


    “ศิษย์พี่ ชิงอวี้ ไปเถอะ ไปจับสัตว์อสูรแถวนี้กันก่อนกลับ”


    หนานอวี้ยังคงแก้มป่องอยู่เล็กน้อย


    “จับทำไม?”


    ยูรันตอบอย่างเป็นธรรมชาติ


    “เอาไปเลี้ยง เราทำฟาร์มเพาะสัตว์น้ำแล้ว ก็ต้องมีบนบกกับสัตว์ปีกด้วยสิ ถ้าขุนดี ๆ นี่อร่อยนะ”


    คำว่า อร่อย ทำให้ดวงตาของหนานอวี้สว่างขึ้นทันที


    อาการงอนเมื่อครู่หายไปอย่างรวดเร็วราวกับไม่เคยเกิดขึ้น


    “จริงเหรอ!”


    พูดจบ นางก็รีบเดินนำหน้าไปทันที ท่าทางกระตือรือร้นจนแทบจะลืมไปแล้วว่าตนเองเพิ่งงอนอยู่เมื่อครู่


    ยูรันมองแผ่นหลังของนาง แล้วถอนหายใจเบา ๆ


    หลานชิงอวี้ยืนอยู่ข้างเขาเงียบ ๆ


    “ศิษย์พี่ยู คือว่า...”


    นางเกือบจะถามออกไปแล้ว


    เรื่องที่เขาพูดเมื่อครู่ว่า ยังไม่ใช่ภรรยา


    คำว่า ยัง ทำให้นางสนใจมากเกินไป


    แต่นางก็ปัดความคิดนั้นทิ้งไปในที่สุด


    หากถามตอนนี้ บางทีคนที่เสียอาการอาจเป็นนางเอง


    ยูรันหันมามอง


    “ว่า?”


    หลานชิงอวี้ส่ายหน้าเบา ๆ


    “ไม่มีอะไร เรารีบไปกันเถอะค่ะ”


    ยูรันพยักหน้า


    ระหว่างทางกลับ ทั้งสามคนเดินลัดเลาะผ่านป่าด้านในของแดนลับไปอย่างไม่รีบร้อน


    บริเวณนี้ห่างจากเส้นทางหลักพอสมควร เสียงของขุมกำลังอื่นแทบไม่ได้ยินแล้ว มีเพียงเสียงใบไม้เสียดสีกัน เสียงแมลงเล็ก ๆ และกลิ่นอายดิบเถื่อนของสัตว์อสูรที่ลอยมากับลมเป็นระยะ


    หนานอวี้เดินนำหน้าไปได้ไม่นานก็หยุดเท้าทันที


    ไม่ไกลออกไป หมูป่าตัวหนึ่งกำลังก้มขุดรากไม้บนพื้นดิน


    มันสูงเกือบเท่าคน โตอ้วนแน่น ขนดำแข็งเหมือนเหล็ก เขี้ยวสองข้างงอกยาวโค้งขึ้นเป็นประกายเย็นเยียบ กลิ่นอายพลังของมันหนาแน่นกว่าสัตว์อสูรทั่วไปหลายเท่า


    หนานอวี้ตาเป็นประกายในตอนแรก


    แต่พอสัมผัสระดับพลังของมันได้ สีหน้าของนางก็จ๋อยลงทันที


    “หมูป่าเขี้ยวเหล็กระดับสาม...”


    นางหันกลับมามองยูรัน


    “ศิษย์น้อง ระดับสามมันสูงเกินไปนะ ข้าสู้ไม่ไหว แล้วจะจับยังไง”


    ยูรันเดินเข้ามาใกล้ ก่อนยกมือขึ้นลูบหัวนางเบา ๆ


    “ไม่เป็นไร เรามีกระจกเทพ ๆ นี่”


    หนานอวี้ชะงักไปทันที


    แก้มที่เพิ่งหายแดงเมื่อครู่เริ่มขึ้นสีอีกครั้ง


    แต่ความสนใจของนางถูกคำว่า “กระจกเทพ ๆ” ดึงกลับมาอย่างรวดเร็ว


    “กระจกมันช่วยเราจับได้ด้วยเหรอ”


    ยูรันพยักหน้า


    “ใช่ กระจกมันทำคอกสัตว์ชั่วคราวได้”


    ภายในห้วงจิตของยูรัน กระจกที่กำลังพยายามปรับตัวกับความเวิ้งว้างอันล้ำลึก พลันนิ่งค้างไปทันที


    [นี่ท่านรับข้ามาเพื่อให้ข้าทำคอกสัตว์เนี่ยนะ ข้าเป็นกระจกเทพนะเหวย]


    ยูรันกล่าวเสียงเรียบ


    “กระจก ไปดูดสัตว์มาเก็บไว้ เร็วอย่าลีลา อย่าลืมแบ่งคอกตามชนิดด้วยนะ เดี๋ยวมีประเภทอื่นเข้าไปด้วย”


    กระจกกรีดร้องอยู่ในใจ แต่เสียงที่ตอบออกมากลับนอบน้อมอย่างยิ่ง


    “ขอรับ”


    ชั่วพริบตาต่อมา แสงโปร่งใสสายหนึ่งพลันพุ่งออกจากตัวของยูรัน ลอยขึ้นไปกลางอากาศ ก่อนคลี่ออกเป็นเงากระจกบาง ๆ เหนือหมูป่าเขี้ยวเหล็ก


    หมูป่าระดับสามเหมือนจะรับรู้ถึงอันตราย มันเงยหน้าขึ้นทันที เขี้ยวเหล็กสองข้างเปล่งแสงเย็นวาบ ร่างอ้วนแน่นของมันเตรียมพุ่งชน


    แต่ยังไม่ทันได้ออกแรง แสงจากกระจกก็คลุมลงมา


    อากาศรอบตัวหมูป่าบิดเบี้ยวเล็กน้อย


    พริบตาต่อมา ร่างใหญ่ของมันก็หายวับไปจากพื้นป่า เหลือเพียงรอยเท้าลึกสองสามรอยกับหลุมดินที่มันขุดค้างไว้


    หนานอวี้เบิกตากว้าง


    “กระจกนี่มันเทพจริง ๆ สมแล้ว”


    กระจกในห้วงจิตเงียบไปครู่หนึ่ง


    [ทำไมคำชมนี้ถึงไม่ทำให้ข้าดีใจเลย]


    หลานชิงอวี้กลับไม่ได้สนใจกระจกแม้แต่น้อย


    สายตาของนางยังคงจับจ้องมือของยูรัน


    เมื่อครู่... ศิษย์พี่ยูลูบหัวศิษย์พี่สาม


    [ไม่ได้ ยอมไม่ได้ ข้าต้องได้ด้วย]


    หลังจากนั้น เส้นทางกลับของทั้งสามคนก็ไม่ค่อยเหมือนการเดินทางกลับเท่าไรนัก


    หนานอวี้เดินนำหน้าด้วยดวงตาเป็นประกาย ทุกครั้งที่เห็นสัตว์อสูรตัวอ้วน เนื้อแน่น หรือดูเหมือนจะนำไปทำอาหารได้ นางจะหันกลับมามองยูรันทันที


    ยูรันเองก็ไม่ปฏิเสธ


    กระจกจึงถูกเรียกใช้งานครั้งแล้วครั้งเล่า


    เมื่อแสงเช้าจาง ๆ เริ่มลอดผ่านยอดไม้ ทั้งสามคนจึงกลับมาถึงบริเวณใกล้จุดรวมตัวของแดนลับในที่สุด


    ยูรันมองท้องฟ้าที่เริ่มสว่าง ก่อนกล่าวอย่างเป็นธรรมชาติ


    “กินข้าวสักหน่อยค่อยไปรวมตัวกับอาจารย์”


    หนานอวี้พยักหน้าทันที


    “ดี!”


    ไม่นานนัก กลิ่นอาหารเช้าก็ลอยขึ้นใต้ต้นไม้ใหญ่ริมทาง


    ยูรันทำอาหารง่าย ๆ อย่างรวดเร็ว ทั้งสามคนนั่งกินกันอย่างเป็นธรรมชาติ


    หลังจากกินเสร็จ ยูรันเก็บของเข้าที่ แล้วลุกขึ้นยืน


    “ไปเถอะ”


    หนานอวี้เช็ดปากอย่างพอใจ


    หลานชิงอวี้พยักหน้าเบา ๆ


    จากนั้นทั้งสามคนจึงมุ่งหน้ากลับไปยังจุดรวมตัว เพื่อไปสมทบกับหลิงเยวี่ยและไป๋หลิง

    คล้ายกับเรื่องสัตย์สาบานแห่งดวงดาว ที่คุณอ่าน