“อ่า...เช่นนั้นก็หมายความว่าท่านไม่ผ่านการทดสอบ?”
ใบหน้าของต้วนหลิงเทียนกลายเป็นซีดลงขณะที่มองไปยังบุรุษหนุ่มชุดฟ้าที่ยืนอยู่ตรงหน้าคำพูดของเขาราวกับเป็นตะปูที่ตอกย้ำลงไปในหัวใจของหลี่หลิงเทียนหลังจากที่เห็นว่าเย่ฉีผ่านการทดสอบนี้ได้ความหวังของเขาก็พลังทลายลงไปในทันทีสำหรับการทดสอบต่อไปเขามั่นใจว่าอีกฝ่ายต้องรวบรวมตราประทับได้ครบอย่างแน่นอน
“เฮ้อ...ช่างมันเถอะแต่ไหนแต่ไรข้ากับเจ้าผีน้อยก็ไม่เคยได้เปรียบเลยสักครั้ง!”
หลังจากกล่าวออกมาอย่างปลดปลงรอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นมาบนหน้าของเขาอีกครั้งเกี่ยวกับการแข่งขันของเขาและเย่ฉี หลี่หลิงเทียนเลือกที่จะโยนมันทิ้งไปและคิดว่าการร่วมทางกับเด็กๆเหล่านี่นั้นน่าสนุกยิ่งกว่าเมื่อคิดไปถึงคำถามของเด็กหนุ่มตรงหน้าเขาก็หัวเราะออกมาอย่างภูมิใจถึงแม้ว่าเขาจะพ่ายแพ้ให้กับการทดสอบที่ห้าก็ตาม
“ฮ่าๆเด็กน้อยเอ๋ย...ข้าจะบอกบางอย่างแก่เจ้าก็แล้วกันการทดสอบที่ห้านั้นเกี่ยวกับการก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเองสำหรับข้าผู้อาวุโสแล้วมันคงจะเป็นไปไม่ได้เพราะขีดจำกัดของข้านั้นอยู่สูงเป็นอย่างมากฮ่าๆ”
ต้วนหลิงเทียนทำได้เพียงยิ้มออกมาเจื่อนๆเมื่อได้ยินคำกพูดของอีกฝ่ายซึ่งแม้แต่เสวี่ยชิงที่มักจะเย็นชาก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาอย่างไรก็ตามในเวลานั้นสายตาของหลี่หลิงเทียนก็กลับมาจริงจังอีกครั้ง
“วางเรื่องของข้าเอาไว้ก่อนสำหรับศาลาที่ห้านี้อันตรายเป็นอย่างมากและในขณะเดียวกันผลตอบแทนนั้นก็สูงด้วยเช่นกันหากมองจากการสลักชื่อบนป้ายศิลาและสิ่งที่ข้าเผชิญมาผู้ที่ผ่านการทดสอบนี้จะได้รับตราประทับสิบดวงอย่างแน่นอน!ถ้าหากพวกเจ้าผ่านไปได้โอกาสที่จะได้เข้าสู่ปราสาทราชาก็จะมีมากยิ่งขึ้น!”
ดวงตาของทั้งสองคนเปล่งประกายขึ้นทันทีที่ได้ยินรางวัลนี้ยั่วยวนเป็นอย่างมาก ในตอนนี้พวกเขามีตราประทับอยู่สามบสิบและยี่สิบเก้าหากทั้งสองคนผ่านการทดสอบนี้ได้ต้วนหลิงเทียนจะสามารถเข้าสู่ปราสาทอ๋องได้ทันทีและอีกสามศาลาที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของเขาว่าจะเปิดห้องสมบัติใดได้
ส่วนเสวี่ยชิงนั้นก็ไม่ได้แตกต่างกันมากหลี่หลิงเทียนราวกับผู้อาวุโสที่คอยสั่งสอนผู้เยาว์เมื่อได้เห็นความตื่นเต้นของทั้งสองคนเขาก็ส่ายหน้าเล็กน้อยก่อนจะกล่าวเตือนออกมา
“อย่าได้ประมาทเป็นอันขาดในศาลาทั้งแปดนั้นแต่ละการทดสอบคือของจริง!มันไม่ใช่ภาพมายาและการทดสอบที่ห้าก็อันตรายอย่างมากถ้าหากพวกเจ้าสามารถข้ามผ่านไปได้อนาคตของพวกเจ้าจะยิ่งพุ่งทะยานแน่นอน”
ทั้งสองคนพยักหน้ารับฟังอย่างตั้งใจก่อนจะสูดหายใจเข้าลึกและเดินเข้าศาลาไปพร้อมกับดวงตาที่เด็ดเดี่ยวหลี่หลิงเทียนมองแผ่นหลังของทั้งสองคนก่อนจะยิ้มออกมาอย่างพอใจความรู้สึกถูกชะตาปรากฏขึ้นเมื่อเขามองไปยังเด็กทั้งสองคนนี้อย่างบอกไม่ถูกอย่างไรก็ตามเขาก็ไม่ได้กล่าวถึงรายละเอียดใดๆของการทดสอบ...การจะก้าวผ่านขีดจำกัดไปได้นั้นมีแต่ต้องปล่อยให้พวกเขาได้เผชิญหน้าด้วยตนเอง
ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้เล็กน้อยในศาลาที่ห้าก่อนที่หลี่หลิงเทียนจะออกจากค่ายกล...
ภายใต้ท้องฟ้าที่มืดมืดมีเพียงแสงจันทร์เท่านั้นที่สาดส่องลงไปยังทะเลดำไร้ที่สิ้นสุดในเวลานั้นกลิ่นอายอันน่าหวาดกลัวได้คืบคลานไปทั่วทั้งดินแดนแห่งนี้กลิ่นอายนี้ราวกับว่ามันคงอยู่มานานและจะคงอยู่ตลอดไป ภายใต้ความเก่าแก่นั้นก็คือความลึกลับไร้ที่สิ้นสุด!
ร่างของเย่ฉีในตอนนี้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างมากนอกจากเสื้อผ้าที่ทรุดโทรมแล้วสีผมของเขาก็กลายเป็นสีขาวไปราวกับคนแก่ผิวหนังตามร่างกายซีดเซียวไม่เหลือความนุ่มนวลของดอกบกกชเช่นเดิม สิ่งที่น่ากลัวมากที่สุดก็คือดวงตาของเขา...มันกลายเป็นสีดำมืดราวกับภูติผีที่มาจากขุมนรก!
กลิ่นอายและริ้วปราณสีดำพัดกระจายไปทั่วอย่างบ้าคลั่งมันทำให้ภายในทะเลนั้นเกิดเป็นคลื่นปั่นป่วนและแม้แต่ดวงจันทร์ก็ยังหวาดกลัวจนหม่นหมองทุกย่างเก้าที่เย่ฉีเดินไปนั้นจะเกิดเป็นวงคลื่นขนาดใหญ่ของระลอกสีดำกระจายออกไปราวกับมันต้องการกลืนกินทุกสิ่งที่ขวางหน้า!
เย่ฉีมองไปยังร่างเงาของเขาที่นอนสิ้นสภาพอยู่เบื้องหน้าด้วยสายตาเรียบเฉยจากความเฉยชาที่เขามีอยู่แล้วเมื่อรวมเข้ากลับความดำมืดที่แผ่กระจายออกมามันยิ่งทำให้บุคลิกของเขาน่ากลัวขึ้นอย่างมากผ่ามือที่ขาวซีดของเขาค่อยๆยื่นออกไปคว้าจับที่ศีรษะของอีกฝ่ายอย่างช้าๆในดวงตาที่มืดมิดของเขาปรากฏเป็นแสงสีดำราวกับเปลวเพลิงที่มืดมิดลุกโชนอยู่ด้านใน
แม้จะสิ้นสภาพแต่ร่างเงาของเขาก็ยังไม่ได้หมดสติไปความมืดมิดเริ่มกัดกินศีรษะของร่างเงาผ่านทางฝ่ามือของเย่ฉีนี่เป็นครั้งแรกที่ใบหน้าไร้อารมณ์ของร่างเงาเกิดเป็นความหวาดกลัวต่อสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าเสียงร้องโหยหวนดังออกมากรีดร้องราวกับภูตผีจากขุมนรกดูภายนอกอาจจะเป็นเพียงเย่ฉีกำลังจับศีรษะของร่างเงาไว้แต่ในความเป็นจริงเขากำลังใช้สมาธิอย่างมากและยังต้องทนต่อความเจ็บปวดในการเรียกใช้ดวงตาที่หกนี้อีกด้วย!
สิ่งที่เย่ฉีต้องการกลืนกินด้วยความมืดอนันตกาลนี้ก็คือดาราสีทองของร่างเงา!เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นจริงไม่ใช่ภาพมายาดังนั้นดาราที่ร่างเงาใช้ในการผสานพลังก็คือของจริง!ทว่าก่อนที่จะกลืนกินนั้นสิ่งแรกคือเขาต้องนำมันออกมาให้ได้เสียก่อนมันอาจจะดูโหดร้ายแต่วิธีเดียวก็คือการ ขจัดร่างเนื้อและวิญญาณของร่างเงาทั้งหมดให้หายไปโดยเหลือไว้เพียงกลุ่มก้อนพลังสีทองซึ่งจะกลายเป็นดาราดวงที่สองของเขา!
อ้าก!
เสียงกรีดร้องดังออกมาเป็นเวลานานก่อนที่จะเงียบลงพร้อมกับร่างเงาที่บัดนี้ถูกความมืดกลืนกินไปแล้วจนหมดสิ้นดวงตาของเย่ฉีหรี่ลงเล็กน้อยก่อนจะออกแรงกระชากฝ่ามืออย่างรุนแรงทำให้สิ่งที่อยู่เบื้องหน้าพังทะลายกลายเป็นฝุ่นละอองสีดำที่ฝ่ามือของเขาตอนนี้ก็คือดวงดาวสีทองดวงหนึ่งที่เต็มไปด้วยพลังของจักรวาลอัดแน่นอยู่ภายใน!
“ไม่รู้ว่าค่ายกลเวทนี้ทำงานอย่างไรถึงได้สร้างมันขึ้นมาได้...”
ด้วยความสัตย์จริงแม้แต่เย่ฉีที่ผ่านช่วงเวลามามากมายก็ยังให้การเครารพต่อชายผู้นั้นการที่ใครบางคนทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อศึกษาบางสิ่งและพัฒนามันจนมาถึงระดับนี้ได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยยังไม่ต้องกล่าวถึงว่าค่ายกลเวทนี้สามารถจำลองได้แม้กระทั่งคัมภีร์ของจักรพรรดิหยาง!
ตราประทับทั้งสิบกองอยู่เบื้องหน้าหลังจากร่างเงาสลายไปเย่ฉีไม่ได้หยิบมันขึ้นมาในทันทีแต่เขาเลือกที่จะตบเม็ดยาฟื้นฟูเข้าปากก่อนจะนั่งลงเพื่อโคจรพลังที่ติดขัดภายในร่างให้กลับสู่สภาพสมบูรณ์หลังจากนั้นไม่นานเย่ฉีก็ลืมตาขึ้นมองไปยังดวงดาวสีทองที่ลอยอยู่เบื้องหน้าก่อนที่เขาจะกลายเป็นเด็ดเดี่ยวและเปิดใช้คัมภีร์จักรพรรดิหยางในทันที!
ร่างกายของเย่ฉีค่อยๆเรืองแสงสีทองขึ้นมาอย่างช้าๆและเบื้องหลังของเขาก็ปรากฏเป็นดาราดวงแรกที่มีประกายสายฟ้าลอยอยู่ทั้งสองสิ่งนี้เป็นราวกับแม่เหล็กที่ดึงดูดให้ดวงดาวสีทองเบื้องหน้าลอยเข้ามาใกล้ร่างของเย่ฉีอย่างไรก็ตามเขากลับหยุดมันไว้และฝืนไม่ให้ดวงดาวนั้นถูกกลืนกินไปโดยคัมภีร์จักรพรรดิหยางสำหรับเย่ฉีแล้วเขามีเส้นทางของตัวเองเส้นทางนั้นจะต้องเหนือยิ่งกว่าเส้นทางเดิมในอดีต!
เย่ฉีตบลงไปที่หน้าอกของตัวเองอย่างแรงจนโลหิตพุ่งกระเซ็นออกจากปากใบหน้าของเขากลายเป็นซีดลงราวกับซากศพในเวลานี้ แม้จะอ่อนแอและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดแต่เขาก็ยังกัดฟันและตบลงไปอีกครั้งหนึ่งราวกับว่าพลังชีวิตถูกลดทอนออกไปสายตาของเย่ฉีเลือนลางอีกครั้งแต่ก็ยังฝืนกัดปลายลิ้มเพื่อพยุงสติเอาไว้ในครั้งนี้สิ่งที่เขาพ่นออกมาไม่ใช่แก่นโลหิตแต่เป็นเม็ดยาสีแดงชาดเม็ดหนึ่ง!
สิ่งที่เย่ฉีกำลังจะทำมันเป็นความลับที่แม้แต่จักวาลแห่งนี้ก็ยังไม่รับรู้เขาค้นพบว่าเส้นของจักรพรรดิหยางนั้นยังดำเนินไปไม่ถึงจุดสูงสุด!เก้าโลกาสะบั้นภพยังมีความสามารถสุดท้ายที่ซ่อนอยู่และผู้ที่จะเติมเต็มมันได้ก็มีเพียงเย่ฉีคนเดียวเท่านั้นในตอนนี้เย่ฉีอ่อนแอเป็นอย่างมากและเวลาของเขาก็มีจำกัดความมืดเริ่มกัดกินจิตใจของเขามาได้ครู่หนึ่งแล้ว ถ้าหากยังปล่อยให้มันดำเนินต่อไปย่อมไม่เป็นผลดีอย่างแน่นอน!
เย่ฉีโบกสะบัดมืออย่างแรงด้วยกำลังเหลืออยู่เพื่อผลักดันให้เม็ดยาสีชาดนั้นพุ่งเข้าไปในดาราสีทองเม็ดยานั้นถูกห่อหุ้มด้วยปราณสีดำจางๆเพื่อช่วยให้มันลดทอนแรงต่อต้านจากพลังของดวงดาวสำหรับเม็ดยาสีชาดนั้นแน่นอนว่ามันคือมรดกของนิกายมังกรนพเก้าที่สืบทอดมาและในเวลานี้มันก็ได้รับการปลดผนึกจากเย่ฉีซึ่งเป็นเจ้าของสายเลือดทั้งหมดแล้วมรดกสีชาดในตอนนี้มีพลังอำนาจมากกว่าก่อนหน้านี้หลายร้อยเท่า!เมื่อเห็นว่าการหลอมรวมเริ่มเกิดขึ้นอย่างช้าๆเขาก็ผ่อนคลายลงในที่สุด
หากเม็ดยาสีชาดนี้หลอมรวมกับดาราที่สองได้อย่างสมบูรณ์มันจะทำให้พลังในการต่อสู้ของเย่ฉีแข็งแกร่งขึ้นอย่างมากเพียงเวลาสั้นๆโดยมีรากฐานคือพลังแห่งดวงดาวที่รวมเข้ากับสายเลือด กระดูกและวิญญาณของราชันมังกร เย่ฉีจะสามารถฟื้นคืนกลิ่นอายของชีวิตที่แปดได้อีกครั้ง!
ดาราแรกคือทัณฑ์สายฟ้าที่ทรงอำนาจทั้งรวดเร็วและเต็มไปด้วยพลังทำลาย...ดาราที่สองคือกลิ่นอายและร่างกายของราชันย์มังกรที่เคยสยบไปทั้งสิบทิศ!เรื่องนี้อาจจะฟังดูเพ้อเจ้อแต่เย่ฉีมั่นใจอย่างมากว่าเขาจะสามารถทำมันได้สำเร็จและสร้างโลกาสะบั้นภพที่สมบูรณ์แบบขึ้นมาได้
ในความคิดของเย่ฉีนี่เป็นหนทางเดียวที่เขาจะเข้าใกล้ชายแก่คนนั้นได้ในท้ายที่สุด!เขาจะใช้ดาราทั้งเก้าดวงแรกนี้เป็นรากฐานของดวงจันทร์ เขาจะผนึกสุดยอดพลังและสมบัติของจักรวาลที่คัดเลือกแล้วเป็นอย่างดีเอาไว้ในนั้นเมื่อถึงเวลาที่เขาก้าวไปสู่จุดสูงสุด...โลกทั้งเก้าของเขาจะแฝงไปด้วยคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมที่สุดในจักรวาล!
การหลอมรวมเป็นไปอย่างราบลื่นและจบลงในที่สุดความมืดกระจายหายไปและร่างกายของเย่ฉีก็กลับมาเป็นเช่นเดิมดวงตาสีฟ้าครามของเขามองไปยังดวงดาวสีทองที่ด้านในมีหยดโลหิตสีชาดหยดหนึ่งซ่อนอยู่ด้วยความพอใจก่อนที่เขาจะปิดคัมภีร์จักรพรรดิหยางตอนนี้ความแข็งแกร่งของเขาก้าวไปสู่ระดับของบรรพบุรุษแล้ว เมื่อเขาสามารถสร้างดาราดวงที่สามได้อย่างสมบูรณ์เย่ฉีจะมีความแข็งแกร่งเท่ากับบรรพชนโบราณไร้ประตู!
หากแผนการของเขาเป็นไปอย่างที่คิดเมื่ออกจากพระราชวังแห่งนี้เย่ฉีจะสร้างดาราที่สามได้อย่างแน่นอนมันจะเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เขาดำเนินแผนการต่อไปในอนาคตสำหรับคุณสมบัติแฝงเร้นที่สามนั้นเย่ฉีได้เลือกเอาไว้นานแล้วดาราแรกคือความเร็วและพลังทำลาย ดาราที่สองคือกลิ่นอายและกายเนื้อสำหรับดาราที่สามนั้นแน่นอนว่าต้องเป็นคุณสมบัติในการฟื้นฟู!ในจักรวาลนี้มีเพียงสิ่งเดียวที่สามารถต่อต้านทัณฑ์สายฟ้าได้...เขาจะผสานดาราที่สามโดยใช้น้ำค้างจากแกนโลกที่เหลืออยู่หยดสุดท้าย!