“หากสงครามจะมีขึ้นจริง ยามนั้นมิพ้นสวามีจะส่งเพียงร่างไร้วิญญาณของหม่อมฉันกลับไปยังแคว้นปัวก่อนกระมัง”
^^ “ข้าถือว่าได้ให้โอกาสเจ้ากลับตัวมาหลายปีแล้ว แต่เป็นเจ้าที่ดวงตามืดบอดแสร้งทำเป็นไม่เห็นและไม่คิดจะเปลี่ยนแปลง”
มือบางเช็ดน้ำตาออกไปอย่างลวกๆ “ก็ได้เพคะ หม่อมฉันจะยอมรับโทษแต่โดยดี จะยอมอยู่ในที่ของหม่อมฉัน” การยอมรับความจริงตรงนี้มันคงดีกว่าการถูกจับกุมตัวในภายหลัง นั่นเพราะการตัดสินโทษจากกรมอาญา ด้วยความผิดลอบสังหารเชื้อพระวงศ์คงไม่พ้นได้รับพระราชทานผ้าขาว (ผูกคอ) มิใช่ว่านางทำผิดแล้วจะกลัวตาย...แค่นางกลัวที่ต้องถูกแขวนศพของตนไว้ให้ผู้อื่นได้เหยียดหยามหรือสาปแช่งอยู่นอกวัง ดังนั้น การขอให้เรื่องมันจบอยู่ตรงนี้และมีเพียงชายารองแวะมาสมน้ำหน้ามันคงจะดีกว่า
“ขังลืม อย่าออกมาจากตำหนักให้ข้าได้เห็นหน้าเจ้าอีกดีหรือไม่”
“…” ในอกสะอื้นไห้ ‘มิใช่ว่ายอมอยู่ในที่ของนางแล้วก็จบรึ?’ เช่นนี้แล้วนางจะอยู่อย่างไรได้ ห้ามออกจากตำหนักมันจะต่างอะไรกับนักโทษในกรงขัง หรือนางจะขอทางเลือกใหม่คือการหย่าขาดและเดินทางกลับแคว้นบ้านเกิดไปเสีย ความอับอายรอนางอยู่ที่นั่นในฐานะสตรีหม้ายสูงศักดิ์ ‘อย่างไรจึงจะดีกว่ากัน?’ “หากพระองค์มิทรงต้องการพบหน้าและให้หม่อมฉันอยู่ร่วมบนแผ่นดินนี้ เช่นนั้นหม่อมฉันขอใบหย่าและยอมกลับแคว้นเดิม ชั่วชีวิตมิหวนกลับมาที่นี่อีก ได้หรือไม่เพคะ”
“ข้าประทับตราให้เจ้าได้เดี๋ยวนี้” ร่างแกร่งเดินกลับไปเขียนข้อความหย่าขาดพร้อมกับประทับตรา หลังจากนี้ไปนางจะกลายเป็นอดีตพระชายาต้าสี่เซียนที่ต้องถูกคนของพระองค์จับตามองจนกว่านางจะกลับไปถึงแคว้นปัว ดีร้ายอย่างไรต้องส่งสาสน์ไปถึงฮ่องเต้ผู้เป็นบิดาของนาง เกี่ยวกับเรื่องการลอบสังหารเชื้อพระวงศ์และบุตรีของเขา ‘แต่ทางเลือกที่จะออกไปจากที่นี่ เขาย่อมมีคำตอบย่อยอย่างอื่นรอนางอยู่ก่อนแล้ว’
“หึหึ ฮึกๆๆ” หนึ่งสตรีในห้องหัวเราะทั้งน้ำตา ความรู้สึกในตอนนี้มีทั้งเคียดแค้น เจ็บปวดและอับอาย แต่ถึงอย่างนั้นตัวนางก็ยังไม่วายประชดประชัน “ระหว่างที่หม่อมฉันเดินทางกลับแคว้นปัวหวังว่าพระองค์คงมิส่งองครักษ์ฝีมือดีไปลอบสังหารหม่อมฉันนะเพคะ” หวนคิดถึงความเป็นไปได้ที่มีมากถึงครึ่งต่อครึ่ง เสี้ยวหนึ่งในใจหวังให้ชินอ๋องกล่าวว่าพระองค์มิใช่บุรุษโหดร้ายป่าเถื่อนและจะไม่มีวันทำเช่นนั้นแน่ๆนางหวังมากเกินไปหรือไม่
ชินอ๋องเลิกคิ้ว “เจ้ากลัวตายด้วยงั้นรึ”
“…” เม้มปาก
“คงไม่กลัวสินะ เช่นนั้นจะกล้าสั่งนักฆ่าให้ไปลอบสังหารและวางยาสตรีอื่นบ่อยครั้งได้อย่างไร หรือเจ้าคิดว่าพวกนางเจ็บและตายไม่เป็น อยากลองดูไหมล่ะ” ^^ ชินอ๋องเดินหันหลังให้สตรีที่ขึ้นชื่อได้ว่าเป็นอดีตชายาเอกของตน พลางหยุดยืนตรงบานหน้าต่าง ก่อนหน้านั้นที่ให้สี่เซียนได้เลือกเส้นทางของนางเองเพราะเสี้ยวหนึ่งในใจยังคงสงสารและคิดว่าถ้านางยอมอยู่ในที่ของนางตามคำสั่ง นางคงมีชีวิตได้ยาวนาน แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เลือก ‘เขารู้ว่านางแค้นใจ ทั้งๆ ที่เดิมทีนางควรได้เป็นสนมเอกของฮ่องเต้ มิใช่พระชายาอย่างวันนี้’ ถึงอย่างนั้น เรื่องความร้ายกาจของนางก็ยังคงมิเปลี่ยนแปลง ผู้คนที่ถูกนางทำร้ายต่างก็มีเนื้อมีหนัง มีความรู้สึกไม่ต่างกับนาง “ส่งองครักษ์เงาหนึ่งร้อยนาย ไปสั่งสอนสตรีร้ายกาจนามต้าสี่เซียนเมื่อนางก้าวขาออกจากเมืองหลวง ทำทุกอย่างที่นางเคยทำกับผู้อื่น”
คำสั่งการนั้น องครักษ์เงาขั้นหนึ่งล้วนตอบรับและเตรียมพร้อมอยู่ก่อนแล้ว ภายใต้การซ่อนตัวทุกคนยังคงเฝ้ามองอดีตพระชายาต้าสี่เซียนผู้มีใบหน้าขาวซีดปากสั่น ร้องไห้ ก่อนจะมองเห็นนางเดินออกไปจากตำหนักพร้อมองครักษ์จากแคว้นปัวสิบคน ‘ชินอ๋องเป็นบุรุษที่จิตใจดี มิเช่นนั้นคงมิปล่อยให้เรื่องราวเช่นนี้ทิ้งร้างมานานนับสิบปีหรอกกระมัง ไหนจะเรื่องที่ทรงสั่งการต่อหน้าอย่างเปิดเผยนี้อีกเล่า’ หากมิได้หมายความว่า กำลังเตือนให้อดีตพระชายาระวังตัวเอาไว้ก็คงไม่เอ่ยเช่นนี้ ทรงจิตใจดียิ่งนัก
“ลู่กัง อย่าลืมนำใบหย่าและสาสน์บนโต๊ะนั้นไปมอบให้นางด้วย” กล่าวโดยที่สายตายังคงมองท้องฟ้าสว่างจ้า “เข่อซิงของข้าคงจะเข้าวังมาก่อนที่จะไปเยือนสกุลเสิ่นใช่หรือไม่”
“พระชายารองกล่าวว่าจะเสด็จไปหาจงฮูหยินก่อนพะยะค่ะ”
“วันใด”
“อีกสองวันหลังจากนี้พะยะค่ะ” ขันทีลู่กังทูล
หลงจางเหว่ยยังคงนับวันรอสตรีที่รักอย่างใจจดใจจ่อ ใบหน้างามอันดับหนึ่งนั้น ในยามนี้จะแปรเปลี่ยนไปเช่นไรกับวันแรกที่เขาได้พบนาง ยิ่งคิดถึงยิ่งรู้สึกตื่นเต้น “เช่นนั้นข้าจะไปพบนางที่จวนสกุลเสิ่นเอง” พร้อมกับรับนางเข้าวังหลวง...มาอยู่ในที่ที่นางควรจะอยู่ตั้งแต่แรก
สามวันหลังจากงานมงคล
เสิ่นซัวหยางยังคงปักหลักอยู่ในจวนหลังใหม่ ในทุกๆ วันเขามัวแต่ออกตามหาเย่วซินพร้อมกับบ่าวและบุรุษมากฝีมืออีกหลายคน โดยลืมไปว่าตนเองนั้นเพิ่งสมรสไปได้ไม่นาน ซ้ำวันนี้ฮูหยินของเขานั้นก็กำลังดักรออยู่หน้าจวนพร้อมกับของใช้ของมากมาย
“ท่านพี่ ข้าสั่งบ่าวให้ขนเสื้อผ้าออกมาจากจวนของท่านพ่อแล้วนะเจ้าคะ เรือนนอนในจวนของท่านพี่คงมีมากมายหลายเรือนแล้วท่านพี่พักอยู่ที่เรือนหลังใหญ่ใช่หรือไม่” ซือหลิวเยี่ยนในชุดสีเหลืองอ่อนปักลายดอกเหมย ย่างกรายเข้าหาสามีรูปงามพร้อมทั้งกอดข่วงแขนแกร่งนั้น ด้วยความที่คิดว่านางและเขาสมรสกันแล้ว การแตะเนื้อต้องตัวกันย่อมถือเป็นเรื่องปกติ โดยแสร้งเมินเฉย มิรู้ว่าสามีกำลังทำสิ่งใดอยู่ ในทางกลับกันนางยังพยายามจะเข้าหอกับเสิ่นซัวหยางให้ได้อีกครั้งในคืนนี้
เสิ่นซัวหยางก้มมองซือฮูหยิน ที่สองวันก่อนหน้านั้นเขาได้รู้มาว่านางกลับไปพักยังจวนสกุลซือแล้วถึงจะเข้ามาขอพบเขา ความนี้ได้รู้มาจากผู้ติดตามคนใหม่ที่มีนามว่าเส้าปี บุรุษผู้เก่งกาจในเรื่องพรางกายได้อย่างยอดเยี่ยมแน่นอนว่าเขาได้ส่งเส้าปีเข้าไปยังจวนสกุลซือจนทราบความจริงอันน่าอายเกี่ยวกับซือฮูหยินว่า มีบ่าวชายในจวนเดินเข้าออกเรือนเล็กของนางเกือบทุกชั่วยาม คำพูดนั้นทำให้ย้อนคิดไปถึงสิ่งที่สงสัยเกี่ยวกับเรื่องสตรีในห้องหอ นั่นคือเรื่องแรก ส่วนเรื่องที่สองคงจะเป็นเรื่องบ่าวชายที่เข้าไปในเรือนพักของซือหลิวเยี่ยน ‘คิดอย่างไร ล้วนมิใช่เรื่องดีสักเรื่อง’ “ช่วงนี้ข้าต้องศึกษาภาระงานที่ต้องเดินทางไปประจำการยังพื้นที่ห่างไกล แม้จวนที่อยู่อาศัยของนายอำเภอคนเดิมนั้น อยู่ในพื้นที่ชุมชน แต่ข้าก็ยังไม่พ้นต้องขึ้นไปดูแลหมู่บ้านบนเขา เส้นทางคดเคี้ยวอันตราย มีหุบเหว มีความลำบาก อย่างไรเสียก็ต้องเตรียมการและกำลังคนให้พร้อมสรรพ ตัวเจ้าเป็นฮูหยินย่อมต้องตามไปด้วยใช่หรือไม่” คำถามหยั่งเชิงนั้น ตัวเขาเองอยากจะได้ยินคำตอบว่าไม่…แต่ถ้านางจะไปด้วย เขาก็ไม่คิดจะห้าม