เวทีที่สองอยู่ห่างออกมาหน่อยรูปแบบการจัดไม่ต่างกันเพียงแต่เวทีนี้มีหลังคาปกคลุม ผมก้าวเข้าไปในตัวอาคารอเนกประสงค์มองไล่ตามเก้าอี้ที่เรียงแถวกันที่ลดหลั่นกันเป็นขั้นบันไดเหมือนไว้นั่งชมการแสดงในโรงละครมีจอภาพอยู่เหนือเวทีเพื่อขยายให้ผู้ชมด้านหลังเห็นได้ชัดสาวทอมบอยคนหนึ่งในผู้สมัครสภาท้องถิ่นในชุดสูทกำลังยืนพูดกลางเวทีเขาหรือเธอออกไม้ออกมือเต็มที่ขณะขยายความการปรับปรุงกฎหมายบทบัญญัติท้องถิ่นเรื่องการรักษาความสะอาดพื้นที่ส่วนรวมให้เข้มงวดขึ้นท่าทางทะมัดทะแมงและดูเป็นมืออาชีพ
ผมยืนอยู่ชั้นบนสุดไม่ต้องถ่อเข้าไปแถวหน้า ๆ ก็เห็นคนพูดได้ชัดแจ๋วเสียงจากลำโพงก้องกังวานไปทั้งห้องได้ยินชัดเจนอยู่แล้วคราวนี้ผมสาบานกับตนเองเลยว่าจะไม่เถลไถลออกไปไหน เพราะได้บทเรียนจากครั้งก่อน
สายตาผมจับจ้องอยู่ที่ด้านหลังศีรษะของชายชราที่เป็นเป้าหมายซึ่งนั่งแถวหน้าสุดผมตรวจเช็คกับรูปที่ถ่ายจากมือถืออิสราอีกครั้ง ไม่ผิดตัวแน่ผมบนศีรษะของเขาเป็นสีขาวโพลน มีเหลืออยู่เพียงกระจุกเดียวผิดแปลกไปจากบุคคลข้างเคียงจนโดดเด่นออกมาเป็นที่สังเกตได้ชัด
ตามข้อมูลในไฟล์ที่อิสราให้อดีตนายกพชร เป็นชายวัย 78ปี ถือเป็นผู้อาวุโสของพรรคอัตตาแม้ตอนนี้จะเกษียณอายุไปแล้ว ผมก็ยังเห็นการกล่าวถึงในสื่ออยู่บ่อย ๆ
สายตาผมจับจ้องเขาจากมุมมองด้านหลังไม่กระพริบตา ตามกำหนดการชายชราน่าจะพูดจบเรียบร้อยแล้วเพราะได้พูดเป็นคนแรกของเวทีที่สอง ตอนนี้เขานั่งเอนตัวบนเก้าอี้ผมเห็นเสื้อแจ๊คเก็ตที่มีตราสัญลักษณ์พรรคอัตตา
ตอนนี้มีเวลา 11.30 น.ยังพอมีเวลาอยู่บ้าง ผู้พูดบนเวทีเพิ่งเปลี่ยนตัวรอบนี้มีชายขึ้นเวทีพร้อมกันสองคน ผมฟังทีมงานของผู้สมัครผู้ว่าราชการจังหวัดอธิบายนโยบายของตนเองทีละข้อ
{ “ความร่วมมือกับภาคส่วนกลางเป็นสิ่งสำคัญหากคุณอัตลักษณ์ ได้เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด ก็พร้อมที่จะร่วมมือกับ รมต.ของพรรคเราซึ่งมีที่นั่งถึงสามกระทรวงใหญ่ ทั้งมหาดไทย กระทรวงความมั่นคงมนุษย์และสวัสดิการกระทรวงพาณิชย์และแรงงาน แค่นี้ก็รับประกันแล้วว่าเศรษฐกิจของจังหวัดต้องขยายตัวเราตั้งตัวชี้วัดไว้ว่าจีดีพีของจังหวัดขยายตัว 2% ในปีแรก และ 3.5% ในปีต่อมา”ชายคนหนึ่งที่เป็นทีมงานคนหนึ่งของอัตลักษณ์นั่งบรรยายอยู่กลางเวทีเขากดปุ่มบนแว่นตาเอวีเอสอีของตน ฉับพลันนั้นเองภาพฮอโลแกรมสามมิติขนาดใหญ่ก็ปรากฏลอยบนอากาศหมุนรอบตัวเองช้าๆ เป็นรูปกราฟแสดงผลอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของจังหวัดในแต่ละปี
ผมถ่ายบรรยากาศตอนนี้ไว้ด้วยไม่มีผู้ชมคนไหนเลยส่งเสียงฮือฮาตื่นเต้นตกใจทุกคนต่างจดจ่อตั้งใจฟังสีหน้าตึงเครียดพวกเขาคงเห็นภาพสามมิติลักษณะนี้กันจนชินชาแล้วผู้ชมคนหนึ่งส่งสัญญาณให้ทีมงานบนเวทีด้วยวิธีการบางอย่างผมไม่แน่ใจว่าเขากดปุ่มบนเก้าอี้ หรือไม่ก็จากโทรศัพท์มือถือของเขาพิธีกรบนเวทีจึงเชิญให้เขาลุกขึ้นยืนถาม
“แล้วนโยบายพัฒนาการจ้างงาน ท่านจะพัฒนาอย่างไร ที่ท่านพูดมาทั้งหมดเรายังไม่เห็นท่านคุยถึงเรื่องนี้เลยในรายละเอียดของงบประมาณที่ท่านแจงมาก็ไม่มีเรื่องนี้”
“สาเหตุที่เราไม่ได้พูดก็เพราะ..”ชายที่นั่งกลางเวทีลุกขึ้นยืนตอบ “..เราคิดว่าของเดิมก็ดีอยู่แล้วไม่ได้มีปัญหาอะไร เลยไม่ได้เจียดเอางบประมาณมาใช้ หรือท่านเห็นว่าควรจะปรับปรุงอะไรบ้าง”
ชายที่เป็นฝ่ายผู้ชมชะงักดูอ้ำอึ้ง
“เราก็คิดไม่ออกเหมือนกัน”คำตอบที่ติดตลกทำเอาคนทั้งห้องประชุมฮาครืนตอนผมทำข่าวก็ไม่เห็นมีใครพูดถึงปัญหานี้แม้ในระดับชาติ แสดงว่าไรต์จ็อบส์ยังใช้งานได้ดีเราสามารถตั้งฟิลเตอร์เป็นรายจังหวัดได้อยู่แล้ว
พอเขานั่งลงแล้วเหตุการณ์บนเวทีจึงดำเนินต่อ จากนั้นทีมงานอีกคนก็ขึ้นมาพูดตัวชี้วัดอีกอันนั่นคือ สุขภาพโดยรวมของจังหวัดที่กำหนดว่าต้องมีประชาชนที่เจ็บป่วยจนต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลด้วยโรคเรื้อรังน้อยกว่าปีก่อน25% ไม่นับสาเหตุจากอุบัติเหตุซึ่งแยกไปเป็นตัวชี้วัดอีกอันที่เกี่ยวข้องกับการจราจรผมรู้สึกทึ่งที่พวกเขากล้าวางตัวชี้วัดไว้กว้างขนาดนี้จากนั้นทีมงานก็บอกวิธีทำทีละขั้นตอนว่าจะทำอะไรบ้าง ใช้งบประมาณเท่าใดกอปรกับอวยตัวเองเล็กน้อยว่าใช้เวลาสามปี วางแผนมาแล้วอย่างดีถึงกล้าพูดเช่นนี้พวกเขาไปเคาะประตูบ้านประชาชนทีละหลังมาแล้วเพราะเชื่อว่าจะได้คำตอบจริงกว่าการถามทางออนไลน์แน่นอนว่าต้องมีการโยงกับข้อมูลโรคที่เจ็บป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาลของคนยุคนี้ซึ่งผมคุ้นชื่อทุกอันไม่ได้ต่างไปจากยุคของผม ไม่ว่าจะเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมองโรคมะเร็งและอื่น ๆ ที่ผมจำได้ไม่หมดและก็โยงไปถึงเงินทองของชาติที่ใช้รักษาโรคเหล่านี้
อีกสิ่งหนึ่งที่ผมค้นพบใหม่คือจะมีการยกข้อเสียของนโยบายมาพูดดักทางไว้ก่อนราวกับว่าเป็นวัฒนธรรมการเมืองของคนในยุคนี้ ถ้าพูดถึงแต่ข้อดีของตนเองล้วน ๆประชาชนจะไม่เชื่อ ทำให้ความนิยมลดลง ส่วนมากจะเป็นเรื่องเล็กน้อยและทีมงานจะปิดท้ายด้วยการโน้มน้าวให้ยอมรับข้อเสีย เพื่อผลประโยชน์ส่วนรวมอย่างในเรื่องนี้ก็จะติดขัดที่ต้องใช้งบประมาณมหาศาล ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือทั้งสมาชิกสภาจังหวัด ประชาชน แต่ส่วนที่พวกเขากังวลมากที่สุดคือความร่วมมือจาก รมต.กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นคนของต่างพรรค
“เราต้องเริ่มทำให้ รมต.สาธารณสุขเห็น ว่าเราทำได้ เราผ่านเคโอไอได้ทีละขั้นแล้วเขาก็จะร่วมมือเราโดยปริยายเอง เพราะเขาขัดเสียงของประชาชนนั่นก็คือพวกเราทุกคนไม่ได้หรอก แต่ถ้าไม่เริ่มแต่แรกเสียแต่วันนี้ทุกคนปล่อยเนื้อปล่อยตัว ก็จะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง” ผู้ปราศรัยบนเวทีกล่าวพร้อมกับชูมือขึ้นให้ทุกคนเฮตาม รอบนี้มีเสียงตอบรับเกินครึ่งห้องประชุม
ผมเพิ่งตระหนักได้จากการที่ฟังมาสองเวทีเนื้อหาที่พูดบนเวที จะไม่มีการพูดโจมตีพรรคอื่นไม่ปลุกระดมด้วยการด่าทอฝ่ายตรงข้าม แต่จะเลือกพูดข้อดีของตนเองเป็นหลักทั้งเรื่องนโยบายที่น่าสนใจและความสำเร็จในอดีตเวทีปราศรัยของพรรคแมวพลัดถิ่นเองก็เช่นกัน แต่พอพูดอย่างไม่เป็นทางการถึงจะเจอความคิดเห็นส่วนตัวที่วิพากวิจารณ์พรรคที่ความเห็นต่างจากเรามันช่างแตกต่างจากในยุคผมเสียจริงไปฟังการปราศรัยก็เหมือนไปดูมวยที่โจมตีฝ่ายตรงข้ามด้วยการสาดโคลนใส่กัน }
ผมเปลี่ยนอิริยาบถเป็นนั่งเก้าอี้แถวหลังสุดแทนซึ่งมีที่ว่างเหลือเฟือฟังนโยบายมาแค่สองด้านก็เริ่มเบื่อ ยังเหลือเวลาอีกตั้งสิบนาทีชายชราที่เป็นเป้าหมายยังนั่งอยู่ที่เดิมศีรษะเขานิ่งไม่ได้หันซ้ายหันขวาไปสนทนากับคนข้าง ๆ เลยแม้แต่น้อยผมไม่ได้เห็นใบหน้าเขาเลยแยกไม่ได้ระหว่างนั่งหลับหรือมีสมาธิตั้งใจฟังผมดูในตารางกำหนดการ นโยบายส่วนใหญ่ในเวทีที่สองก็เป็นเรื่องทั่ว ๆ ไปอย่างพัฒนาการการท่องเที่ยว เพิ่มสวัสดิการการศึกษา ควบคุมตรึงราคาสินค้านโยบายสิ่งแวดล้อมเพิ่มพื้นที่สีเขียวและพลังงานสะอาด สุขาภิบาลกำจัดขยะ และนโยบายการขนส่งคนเหล่านี้จริงจังถึงขนาดวิดีโอคอลหานักวิชาการหลายคนมาพูดเลยว่าแต่ละนโยบายที่จะทำเป็นไปได้จริง
“ท่านมาจากสำนักข่าวไหนเหรอ”เสียงเล็กแหลมหนึ่งดังขึ้นด้านข้างผม ผมหันไปเห็นเป็นหญิงผมสั้นสีแดงคนหนึ่งดูอ่อนกว่าผม น่าจะอายุสัก 20ปี เธอสวมเสื้อยืดรัดรูปสีชมพูสไตล์มินิมอลแขนยาวมีแถบสีสะท้อนแสงทอดตลอดลำแขนผมไม่ได้สังเกตมาก่อนว่าเธอนั่งอยู่ตรงนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่ที่นั่งเธอห่างจากผมไปอีกสามช่วงตัว ระหว่างเราเป็นเก้าอี้ว่าง ผมจึงได้ยินเธอชัด
“ซัมนิวส์” ผมตอบพลางโชว์สัญลักษณ์บนกล้องวิดีโอให้ดู เธอเลิกคิ้วอย่างสนใจ แล้วลุกขึ้นยืนอย่างฉับพลันจากนั้นก็สาวเท้าตรงมาหาผม ตอนนี้ผมเห็นรูปร่างของเธอชัดเจนเสื้อยืดของเธอยาวถึงแค่ขอบชายโครง เห็นเอวอันบอบบางได้ชัดเจนกระโปรงผ้าสังเคราะห์สีชมพูโทนเดียวกับเสื้อของเธอสูงกว่าเข่าประมาณหนึ่งคืบ
ยิ่งเข้ามาใจ ผมยิ่งใจเต้นตุ้ม ๆ ต่อมๆ แม้ใบหน้าของเธอซึ่งแต่งหน้าจัด ไม่ได้โดดเด่นอะไรในสายตาผม ทว่ารูปร่างเธอดูเย้ายวนอย่างยิ่งผมพยายามเบี่ยงสายตาไม่ให้จ้องเรือนร่างของเธอตรง ๆ จนดูเสียมารยาท
“ท่านชื่ออะไร”หญิงสาวหย่อนก้นลงบนเก้าอี้ข้างผม
“เออ...ประชา“ ผมตอบด้วยปฏิกิริยารีเฟล็กซ์[1] คุ้นชินกับวัฒนธรรมของคนยุคนี้อยู่แล้วถ้าเริ่มพูดคุยกันจะตั้งต้นด้วยการถามชื่อของอีกฝ่ายเพื่อให้เกียรติคู่สนทนาแต่บางทีการถามชื่อก็เป็นการส่งท้ายก่อนจากกันก็ได้ตั้งแต่มาที่นี่ผมโดนคนแปลกหน้าชวนคุยและถามชื่อไปนับครั้งไม่ถ้วนแล้วคนส่วนใหญ่จะแค่ยิ้มทักทายกันตามท้องถนน ผมไม่รู้ว่าเธอจะมาไม้ไหนหรือว่ากำลังจีบผมอยู่ หรือว่าแกล้งตีสนิทเพื่อหวังผลบางอย่าง
“เราชื่อ เกรซี่”หญิงสาวชิงแนะนำตัวก่อนด้วยสีหน้ายิ้มแย้มผมไม่ได้รู้สึกถึงสายตาใคร่ครอบครองของเธอขนาดนั้น ไม่น่าจะมีพิษมีภัยอะไรเราทั้งสองคนก็เงียบอยู่ครึ่งนาทีได้ ผมไม่ค่อยกล้าสบตาเธอโดยตรงแสร้งทำเป็นฟังเนื้อหาบนเวทีแทน สารภาพเลยว่าไม่เคยจีบผู้หญิงคนไหนมาก่อนตั้งแต่เด็กใครจะมาสนใจชายเนิร์ด ๆ ที่เอาแต่เก็บตัวอยู่กับเพื่อนสนิทแค่สองคน แถมวัน ๆก็เอาแต่พูดการเมือง คนที่เคยเป็นแฟนผมก็เป็นฝ่ายเข้ามาจีบผมก่อนหญิงสาวสุดเซ็กซี่ชวนผมคุยในที่สุด
“เราเห็นท่านถ่าย ๆ หยุด ๆแต่ก็ยังไม่ไปไหน เลยเดาว่าท่านรอสัมภาษณ์ใครสักคนตอนจบ”เธอยื่นหน้าเข้ามาใกล้ทำผมขวยเขิน ถ้าสบหญิงสาวตรง ๆจะเลี่ยงที่จะเผลอมองร่างกายของเธอท่อนบนไม่ได้ ถ้าแต่งตัวมิดชิดจะไม่ว่าอะไรเลยเธอคงไม่ได้ตั้งใจยั่วยวนผมโดยเฉพาะ แต่เป็นเสรีภาพปกติของคนยุคนี้ซึ่งไปเจือจางคำว่ากาลเทศะจนแทบสัมผัสไม่ได้ผมเคยเห็นคนแต่งชุดวาบหวิวในที่ทำงานมาแล้วสองคน ผู้ชายเองก็ไม่เว้นเคสที่เตะตาผมที่สุดในที่ทำงานคือ ผู้ชายคนหนึ่งเปลือยท่อนบนแต่ป้องกันการอนาจารด้วยการคาดแถบสีดำเล็ก ๆ ไว้บนอกปิดหัวนมไว้ ทำผมสลัดภาพอุจาดตานี้ไม่ออกไปหลายวัน
“ก็ทำนองนั้นกับเก็บบรรยากาศในงานนิดหน่อย” ผมตอบ ตั้งใจทำให้ดูเป็นทางการ ไม่ตีสนิท“ท่านมีธุระอะไรรึเปล่า”
“เราเองก็อยากเป็นนักข่าวนะ” คำพูดเธอทำให้ผมเลิกคิ้วอย่างสนใจ เกรซี่กล่าวต่อ “เรากำลังค้นหาตัวเองอยู่แต่ไม่ค่อยมีโอกาสได้ใกล้ชิดกับนักข่าวเลย จนเราเห็นท่านถือกล้องเดินไปมาในพื้นที่นี้ก็เห็นมีแค่สองสามเจ้า”
เธอพูดจริงผมพยักหน้าทักทายให้ทีมงานข่าวของสำนักข่าวอีกสำนักไปแค่ทีมเดียวเท่านั้นตอนที่เดินสวนกันดูเหมือนเรื่องนี้ผู้ชมจะไม่ค่อยสนใจเท่าใดนักเดาว่าส่วนใหญ่คงรอสัมภาษณ์รวมช่วงท้าย กับเอาไฟล์ถ่ายทอดสดของพรรคแค่นั้นก็พอผมเองก็เห็นด้วย ไม่เข้าใจว่าทำไมซัมนิวส์ต้องทำอะไรประหลาดขนาดนี้ด้วยบรรยากาศเวทีไหนก็คงเหมือนกัน สัมภาษณ์ความเห็นคนโน้นนี้ก็เยอะแยะไปหมดระวังจะหาว่าลำเอียง เป็นหัวคะแนนให้พรรคอัตตา
“เราอยากรู้ว่า วันวันท่านทำอะไรบ้างทำงานวันละกี่ชั่วโมง ได้ค่าจ้างเยอะไหม ได้ไปเที่ยวต่างจังหวัดบ่อยรึเปล่า...”เธอยิงคำถามรัวเป็นชุด จนผมต้องยกมือให้หยุด
“อันที่จริงเราเป็นนักจับใจความต่างหากอันนี้แค่มาช่วยนักข่าวถ่ายวิดีโอ เพราะผู้ช่วยตัวจริงป่วย”เดิมผมกะจะตีเนียนเป็นผู้สื่อข่าวไปเลย แต่เจอคำถามมากมายขนาดนี้ฝืนตอบไปต้องมีพิรุธความแตกแน่ปรากฏว่าแววตาหญิงสาวเป็นประกายยิ่งกว่าเดิมราวกับว่าเธอเคยได้ยินคำ ๆนี้เป็นครั้งแรก
“เราถามอาชีพของท่านแทนก็ได้”
“ไม่ได้สนุกขนาดนั้นหรอก วัน ๆก็นั่งดูแต่หน้าจอ อ่านแล้วก็คิด แล้วก็อ่านสลับกันไปทั้งวัน”ผมเล่าอาชีพของผมด้วยมุมมองน่าเบื่อแบบสุด ๆ แต่ไม่สามารถทำให้เกรซี่ตัดใจได้หญิงสาวตั้งอกตั้งใจฟัง พยักหน้าตามเป็นพัก ๆผมบอกขั้นตอนการทำงานที่นิกรณ์เคยสอนจนหมดเปลือก ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะโกหกคณะกรรมการบริษัทไม่มีทางเอาผิดผมโทษฐานเปิดเผยความลับนิกรณ์เคยบอกว่าไม่มีบริษัทไหนที่กล้ากดขี่อาชีพใด ๆ อยู่แล้วเพราะมีสภาวิชาชีพนั้น ๆ เป็นผู้คุ้มกะลาหัวอยู่สัปดาห์ก่อนเขายังมาชวนผมสมัครเข้าเป็นสมาชิกสภาวิชาชีพนักจับใจความเลย ตอนนั้นพวกเราเจอกันโดยบังเอิญในโรงอาหารตอนใกล้เลิกงานวันนั้นผมบังเอิญสรุปข่าวเสร็จเร็ว
{ “ชุมชนของเรา สภาวิชาชีพนักจับใจความไม่ได้ใหญ่มาก ทั้งประเทศรวมภาครัฐและเอกชน มีราว ๆ 5,000 คน เอง” นิกรณ์เกริ่นผมรู้มาก่อนแล้วว่าสภาวิชาชีพมีแทบทุกอาชีพ องค์กรนี้จะทำหน้าที่ทั้งรักษามาตรฐานเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน บางคนเข้าหลายสภาวิชาชีพอย่างธรณีเข้าร่วมทั้งสภาวิชาชีพผู้สื่อข่าว และสภาครูเพราะทำพาร์ตไทม์สอนหนังสือที่โรงเรียนอีกหน่อยถ้าได้ทำงานการเมืองก็ต้องจะเป็นสมาชิกสภาวิชาชีพนักการเมืองเพิ่มองค์กรนี้ยังทำหน้าที่เป็นสหภาพแรงงานต่อสู้เรียกร้องผลประโยชน์เมื่อถูกกดขี่ได้รับความไม่เป็นธรรม อย่างที่สภาวิชาชีพนักการเมืองเคยเรียกร้องปรับลดมาตรการความโปร่งใสเพราะโดนคุกคามความเป็นส่วนตัวมากไปจนสำเร็จมาแล้วนำมาสู่การตรวจสอบโดยลดระดับกันตามตำแหน่งทางการเมืองเป็นกลุ่ม A ถึง E ตามจำนวนดาวบนเข็มกลัดแบบในปัจจุบัน”
“ยังเลย ไม่เข้าได้ไหมอยากลองศึกษาดูก่อน” ในตอนนั้นผมปฏิเสธ
“ก็ได้ แต่ถ้าไม่สมัครก็เหมือนเป็นอาชีพเถื่อน แถมไม่ได้รับความคุ้มครองผลประโยชน์ด้วยนะ”คำตอบเขาทำผมจุก นึกถึงข่าวจับกุมหมอเสริมความงามเถื่อนที่เห็นได้บ่อย ๆตามสื่อทีวีในยุคผม ความแตกต่างอยู่ที่หมอเถื่อนจะรักษาดีหรือไม่ดีก็ได้แต่ยังไงหมอจริงก็ถูกบังคับให้รักษาดีเป็นนัยว่าถ้าผมเข้าก็ต้องถูกตรวจสอบหนักขึ้น
นิกรณ์มีสีหน้าฉงนปนผิดหวังในคำตอบ “อาชีพก่อนของท่านไม่ได้เข้าเหรอ”
“เราเพิ่งได้งานนี้งานแรก”ผมตัดสินใจไม่โกหก
“อ๋อ ก่อนหน้านี้ท่านไปท่องเที่ยวหาประสบการณ์ค้นพบตัวเองอยู่ใช่มั้ย”
“ก็ทำนองนั้น”ผมใช้มือเกาศีรษะ พยายามคิดหาถ้อยคำที่จะเล่าแต่โชคดีที่เพื่อนร่วมงานผมไม่ถามเจาะลึก
“น่าอิจฉานะที่ได้ทำแบบนั้นเราต้องดูแลน้องอีกสองคน เลยต้องหางานทำให้ได้เร็วที่สุด เลยเข้าแต่แรกเลย”
“ขอคิดดูก่อนนะถ้าจะสนใจจะทำไง” ผมลองถามหยั่งเชิงเป็นข้อมูล
“ง่ายนิดเดียว ก็กดสมัครในเว็บไซต์ แล้วคณะกรรมการจะติดต่อไปนัดสัมภาษณ์ ไปโชว์สกิล[2] คล้าย ๆ กับตอนที่สมัครงานที่นี่นั่นแหละ อาชีพเราสัมภาษณ์ออนไลน์ได้ถ้าผ่านแล้วก็จะได้ใบอนุญาต เราก็เพิ่งจะต่อไปอนุญาตไปเมื่อสามเดือนก่อนเอง”
“ต้องต่ออายุใบอนุญาตด้วยเหรอ”
“ก็แน่นอนสิ ถามอะไรแปลกๆ” นิกรณ์ขมวดคิ้วเพ่งมองผม เลยรู้ตัวว่าเผลอเรออีกแล้วเดชะบุญที่นิสัยเขาไม่ใช่คนชอบจับผิด “ต่อสิ ไม่งั้นจะรู้ได้ไงว่าสกิลไม่ได้หายไปตามกาลเวลาไม่งั้นจะปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนได้ไง ก็เหมือนพวกยศ คำนำหน้าชื่อ นั่นแหละเราไม่กล้าเรียกยศใครก็ตามได้เต็มปากหากไม่มั่นใจว่าเขามีความสามารถสมควรกับยศนั้นอยู่หรือไม่”
ผมรู้ดีว่าเพื่อนร่วมงานหมายถึงอะไรยุคนี้คำนำหน้าชื่อคือสิ่งที่กำหนดคุณสมบัติปัจจุบันไม่ใช่ความสำเร็จในอดีตที่ได้แล้วได้เลย เรื่องนี้ผมเห็นด้วย ถ้าคนที่มียศยาวมาก ๆในยุคของผมมาเกิดในยุคนี้คงต้องตระเวนสอบกันชุลมุนวุ่นวาย สมมุติว่าคนที่มียศผศ.พล.อ.ต.นพ.ดร.ก็ต้องถูกประเมินทักษะการวิจัยและการสอนเพื่อต่ออายุตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์สอบสมรรถนะทางร่างกายและความรู้การเป็นนายพลอากาศตรีอัพเดทความรู้ทางการแพทย์เพื่อต่ออายุการเป็นหมอและก็ต้องสร้างองค์ความรู้ใหม่ผ่านงานวิจัยเพื่อรักษาปริญญาเอกไว้แค่ทำพวกนี้วนไปทุกห้าปี ก็หนักเจียนตายแล้วถ้ามาทำงานประจำอีกก็คงไม่ต้องหายใจหายคอกันพอดีผมอยากรู้ว่าคนจะกระหายอยากได้ยศนายพลกันมากขนาดนี้อยู่ไหม
“ลองเข้าไปดูข้อมูลในเว็บไซต์ก่อนก็ได้เขายังแนะนำสกิลที่ควรศึกษาไว้เพื่อต่อยอดอาชีพด้วยนะ อย่างสกิลการจับใจความพื้นฐานและชั้นสูงทักษะพวกนี้เป็นของอาชีพพวกเราโดยเฉพาะเลยนะ หรืออย่างสกิลการตรวจจับตรรกะวิบัติ เผื่อได้ย้ายไปทำงานองค์กรอิสระประจำหน่วยดีเบต หรือถ้าจะไปทางท้องถิ่นก็อาจจะเรียนสกิลการพูดในที่สาธารณะเพิ่มไม่งั้นอนาคตท่านอาจเสียเปรียบคนที่เรียนมาสายนี้โดยตรง บางคนไปเรียนจบเมืองนอกเพื่อมาทำงานองค์กรอิสระเลยก็มี”
นิกรณ์อธิบายยาวเหยียดผมซาบซึ้งในคำแนะนำของเขา แต่ไม่ได้อยู่ในอารมณ์ที่อยากรับรู้อะไรมากนักไม่ใช่ว่ามันไม่น่าสนใจ แต่ความก้าวหน้าในอาชีพในโลกยุคนี้มีแต่จะนำพาปัญหามาให้ผมต้องแลกมาด้วยการถูกล้วงความลับมากขึ้นอีกทั้งผมไม่รู้เลยว่าจะถูกส่งตัวกลับไปในอดีตเมื่อไหร่หากถึงวันนั้นวิชาที่อุตส่าห์ร่ำเรียนมา ความอุตสาหะทั้งหมดก็จะไร้ค่าในทันที
ในตอนนั้นใจผมกำลังนับถอยหลังเวลาเลิกงานแล้วจะได้ไปเล่นเกมที่ค้างไว้ต่อที่ห้องธรณีจนในที่สุดผมเหลือบไปเห็นแฟนหนุ่มของนิกรณ์มายืนรอรับที่ปากประตูทางออกโรงอาหารเลยสะกิดบอกเพื่อนร่วมอาชีพ ผมกล่าวขอบคุณเขาสั้น ๆแล้วมองตามทั้งคู่ที่โอบเอวกันเดินจากไปท่าทางที่เคยเคร่งขรึมของนิกรณ์ดูอ่อนโยนขึ้นมาทันทีเมื่ออยู่ตรงหน้าคู่ของเขาใบหน้าดูอิ่มเอิบสดใสต่างจากเมื่อครู่อย่างเห็นได้ชัด ผมอมยิ้มเมื่อเห็นความน่ารักกะหนุงกะหนิงของทั้งคู่ความรักไม่ว่าเพศไหนก็เป็นสิ่งสวยงามเสมอ
ความอิจฉาทำให้ผมจินตนาการเพ้อฝันไปไกลถึงภาพที่ผมกับอิสราเข้ามาแทนที่พวกเขาทั้งสองเราทั้งคู่เดินโอบเอวกันไปอย่างไม่เร่งรีบปล่อยให้กระแสเวลารอบตัวไหลผ่านไปอย่างเชื่องช้า
“เฮ้...ท่านยังอยู่รึเปล่า” เสียงหนึ่งปลุกผมจากห้วงความคิดหญิงสาวผมแดงโบกมือไปมาผ่านลานสายตาผม เหมือนกำลังตรวจสอบว่ามองเห็นหรือไม่ผมสะบัดศีรษะสั้น ๆ เรียกสติคืนมาอย่างรวดเร็ว }
“ฟังแล้วอยากเป็นขึ้นมาไหม”ผมถามเกรซี่ปิดท้ายการบรรยายก่อนหน้านี้
“น่าสนใจดีออก แต่ก็คงต้องดูหลาย ๆอันก่อน” เธอดูรื่นเริงกับการถาม “แล้วท่านเคย...”
“เกรซี่ เราขอร้องอะไรหน่อย”ผมแทรกตัดบท หากเงียบไปนานกว่านี้ เธอคงยิงคำถามชุดใหม่มาอีกทีแรกผมกะว่าจะหาข้ออ้างว่ามีงานด่วนเพื่อสลัดเธอทิ้งดีหรือไม่ทว่าผมเพิ่งคิดวิธีดี ๆ ออก จะทำให้เกิดสถานการณ์ที่ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ผมยืนยันเวลาที่เหลืออยู่อีกครั้งก่อนกล่าวต่อ น่าจะทันขณะนี้เป็นช่วงที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ ทีมงานทั้งหมดและผู้สมัครสมาชิกสภาจังหวัดบางส่วนทยอยย้ายมานั่งรวมกันที่เวทีที่สองทำให้เวทีดูแคบลงถนัดตาอัตลักษณ์กำลังพูดถึงความตั้งใจของตนเองที่จะพัฒนาจังหวัดบ้านเกิดตนเองและยืนยันว่าทุกนโยบายไม่ได้ทำเพื่อพรรคแต่มีวางตัวชี้วัดไว้จำเพาะกับชาวพฤฒธานีทุกคนใครมีข้อเสนอแนะนโยบายเพิ่มเติมก็อย่ารอช้าที่จะส่งข้อเสนอแนะมาให้พวกเขานำไปปรับปรุง
“เราขอสัมภาษณ์ท่านด้วยคำถามสองสามข้อได้ไหมงานเราวันนี้มีส่วนที่ต้องสุ่มสัมภาษณ์ประชาชนที่มาร่วมงานด้วย”
เธอยักไหล่ยินดีตอบคำถามโดยไม่บ่นสักคำ ผมถามคำถามชุดเดียวกับที่ถามชายที่ลานเบียร์สัญญากับตัวเองว่าจะไม่ชวนคุยนอกเรื่องให้เสียเวลาอีกโชคดีที่เสียงบนเวทีดังกว่าเสียงพวกเรามาก ผมจึงมั่นใจว่าไม่รบกวนคนรอบข้าง
หญิงสาวตั้งอกตั้งใจกว่าชายคนก่อนมากคำตอบดูจริงใจไม่ปกปิด เธอจะเลือกพรรคอัตตาเพราะซื้อแนวคิดเรื่องการพัฒนาตัวเองเชื่อว่าจะพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้หลากหลายกว่า และดีกว่าในปัจจุบันเธอเล่าว่าที่มาฟังวันนี้ก็ตั้งใจเลือกเวทีที่สองโดยเฉพาะ ปรากฏว่ายิ่งได้ฟังก็ยิ่งชอบแต่ที่ชวนผมคุยก็เพราะว่าเธอไปมาหลายเวทีแล้วและค้นพบว่าไม่ได้มีเนื้อหาอะไรใหม่มากนัก
“ข้อเสียเหรอ..”เธอเหลือบตาครุ่นคิดขณะผมถามคำถามที่สาม “...การวางตัวคนทำงานยังไม่ค่อยดีเราว่ามีคนที่น่าจะเก่งกว่า อัตลักษณ์หลายคน เคยไปฟัง ดร.อาชา กับ คุณครุฑปราศรัยแล้วต้องอ้าปากค้างเลย สุดยอดมาก สนุกเหมือนได้ฟังทอล์กโชว์ แถมได้ความรู้เยอะด้วยถ้าจะให้ปรับปรุงจุดแก้ไขก็น่าจะเป็นเรื่องความโปร่งใสภายในพรรคนี่แหละหัวหน้าพรรคแค่บอกว่าคัดเลือกจากไพรมารีโหวต[3]แต่ไม่ยอมบอกรายละเอียด แบบนี้คนก็ต้องคิดไว้ก่อนว่าอาจใช้เส้นสาย”
เธอพูดจาฉะฉานทีแรกผมคาดไว้ว่าเธอจะเป็นแค่เด็กวัยผู้ใหญ่ตอนต้นที่ยังไม่ประสีประสากับโลกทว่าแววตาที่มุ่งมั่นแสดงให้เห็นชัดเจนว่าสนใจการเมืองกว่าที่ผมคิดไว้ตอนแรกเราไม่สามารถตัดสินคนยุคนี้จากตัวตนภายนอกได้เลย
ผมดูนาฬิกาข้อมือปรากฏว่าจบทันเวลาพอดิบพอดี ทีแรกผมจะขอตัวลุกออกไปแล้วแต่เมื่อมองไปเบื้องล่างยังเห็นชายชรานั่งอยู่ที่เดิมไม่ยอมลุก บางทีเขาอาจจะลืมเวลา หรือว่าผมควรต้องไปสะกิดเขาแต่คงเสียมารยาทมากที่ต้องไปเตือนคนใหญ่คนโตขนาดนั้น
“ถ้าท่านติดธุระอะไรไปทำธุระของท่านได้นะค่ะ” เกรซี่เสนอ คงสังเกตเห็นท่าทางลุกลี้ลุกลนของผม
“ไม่เป็นไร เรารอสัมภาษณ์คนหนึ่งแต่เขายังไม่ลุกออกมาเลย”
“ปีนี้เป็นปีแรกที่เราลองมาฟังดูก่อนหน้านี้เราเดลิเกตให้พี่ชายตลอด พอเป็นตอนเลือกตั้ง ก็กาไม่ลงคะแนนถ้าเขายอมให้เดลิเกตคงทำไปแล้ว” เธอสาธยายชีวิตตัวเองต่อแสดงว่าเธอไม่ได้ติดตามการเมืองมานานขนาดนั้น เธอเล่าว่าสุนทรพจน์ของ ดร.อาชาที่ได้ฟังโดยบังเอิญเป็นตัวจุดประกายไฟในตัวเธอ
ผมประสานสายตากับเธอแล้วสลับไปมองเป้าหมายเป็นระยะ ใจหนึ่งก็กังวลแต่อีกใจหนึ่งก็รู้สึกว่าคุยเล่นฆ่าเวลาคงไม่เสียหายหรอก
“ปกติท่านเลือกเอง หรือเดลิเกต”
“เราเลือกเองทุกครั้ง” ผมโกหกหน้าตาเฉยแค่สิทธิเลือกตั้งยังไม่มีเลย ไม่ต้องเอ่ยถึงการเดลิเกตซึ่งก็หมายถึงโอนสิทธิการโหวตให้ผู้อื่นที่เราไว้ใจในระบบประชาธิปไตยลื่นไหล
“ว้าว สุดยอดไปเลยเราอยากกล้าแบบท่านบ้าง แต่เรากลัวว่าเสียงของเราจะไปรบกวนคนอื่นเพราะเราไม่ค่อยได้ศึกษา ยอมรับเลย”
ผมลืมตัวไปชั่วขณะ มัวคุยเพลินจนนาฬิกาข้อมือบอกเวลา 11.53แล้ว เลยเวลานัดหมายมาถึง 13 นาทีเนื้อหาที่พูดบนเวทีเองก็เข้าสู่โค้งสุดท้ายแล้ว แต่ไม่มีวี่แววว่าชายชราจะลุกไปไหน เขามีการขยับตัวนาน ๆ ครั้งพยักหน้าเห็นด้วยกับผู้ปราศรัยเป็นรอบ ๆ ผมรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลบางอย่างจึงดีดตัวลุกพรวด
[1]Reflex ปฏิกิริยาอัตโนมัติของร่างกายต่อสิ่งเร้าบางอย่างโดยใช้ระบบประสาทส่วนปลาย เช่น เมื่อมีวัตถุพุ่งเข้ามาใกล้ดวงตาเราจะกระพริบตาเอง
[2]Skill ทักษะ
[3]Primary vote การลงคะแนนเลือกตั้งขั้นต้น ให้สมาชิกพรรคการเมืองร่วมโหวตตัดสินใจส่งสมาชิกพรรคการเมืองของตนเองลงสมัครรับเลือกตั้งสส. แทนที่จะรวบอำนาจการคัดเลือกผู้สมัครไว้ที่คณะกรรมการบริหารพรรค