อี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ)

    บทที่ 72 ข้าจะไปแคว้นฉิน

            “เจ้ากลับสำนักไปเก็บของ พรุ่งนี้ออกเดินทางไปแคว้นลู่”

            “หม่อมฉันขอปฏิเสธ” 

            “ขัดราชโองการ โทษประหารทั้งตระกูล …” 

            องค์ราชาสวนกลับด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์ ทว่าถ้อยคำนั้นกลับรุนแรงอย่างมากกับคนฟัง 

            ดวงตาสีน้ำตาลสะบัดวูบเข้าใส่องค์ราชาอย่างแข็งกร้าว … หากกล้าแตะต้องตระกูลของนาง นางก็ไม่รังเกียจที่จะฆ่าพวกเขาทั้งตระกูลเสียก่อน 

            “เสด็จพ่อ ลูกมีความคิดหนึ่ง” องค์ชายใหญ่ที่ได้แต่เงียบมาตลอดเอ่ยขึ้นขัดขวางบรรยากาศอันเป็นปฏิปักษ์ของคนทั้งคู่ไว้ องค์ราชาละสายตาจากมู่เชียนแล้วพยักหน้าอนุญาต 

            “ภูติพฤกษานั้นแต่เดิมก็เป็นของแคว้นต้าหนาน สมบัติไม่มีรังเกียจว่ามากเกินไป เหตุใดต้องมอบให้แคว้นลู่ด้วยเล่า…… ด้านป่าพันอสูรที่พวกเขานำมาแลกนั้น แม้จะอาณาเขตกว้างใหญ่ ทว่าเต็มไปด้วยสัตว์อสูรที่พวกเขาคุ้นชิน แม้ได้มาก็ยังไม่แน่ว่าจะเป็นผลดีกับพวกเรา” 

            หนานจื่อชิ่งอธิบายอย่างเป็นเหตุผล เมื่อเห็นพระบิดามิได้มีท่าทางปฏิเสธก็เอ่ยต่อไป

            “ส่วนมู่เชียนนั้นนางเป็นผู้มีฝีมือ น่าเสียดายหากต้องให้ไปรับใช้แคว้นอื่น อีกทั้งงานประลองห้าแคว้นก็ใกล้มาถึงแล้ว …. หากคนของเราโชคดีสามารถนำลูกแก้วบงการอสูรมาจากแคว้นฉินได้ พวกเราย่อมไม่ต้องกังวลถึงแคว้นลู่อีก รอไว้ถึงวันนั้นถ้าพวกเขาทำไม่สำเร็จค่อยตัดสินใจอีกครั้งก็ยังไม่สายนะพะย่ะค่ะ”

            “ทางแคว้นลู่จะรอได้หรือ ?” แม้แผนของหนานจื่อชิ่งจะยอดเยี่ยมเพียงใด แต่น้ำไกลย่อมไม่อาจดับไฟใกล้ ดูจากความใจร้อนของลู่เหวินหลางเขาคงไม่ยินดีรอนานเพียงนั้นเป็นแน่

            “ย่อมต้องได้ หากแคว้นลู่ไม่อยากได้ชื่อว่าเล่นสกปรก วางแผนแย่งชิงตัวแทนจากแคว้นอื่นเพื่อตัดกำลัง” 

            การประลองระดับแคว้นนั้นมิได้มีมิตรไมตรีดังเช่นการประลองระหว่างสำนัก ตัวแทนแต่ละแคว้นล้วนไปด้วยเจตนาห้ำหั่นแย่งชิง หลายครั้งถึงกับมีคนตายและหายสาบสูญไปด้วยซ้ำ 

            ผู้ที่เสียไปล้วนเป็นอัจฉริยะของแว่นแคว้น บุตรหลานคนสำคัญของตระกูล แม้ยังจับมือใครดมไม่ได้ ทว่าสายตาทุกคู่ล้วนจับจ้องอย่างระแวดระวังไปทั่ว

            ในยามนี้หากมีหลักฐานว่าแคว้นลู่คิดเล่นสกปรกกับตัวแทนจากแคว้นอื่น ย่อมกลายเป็นที่เคลือบแคลงว่าเหตุร้ายที่ผ่านมาอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับพวกเขา ไม่ฉลาดเลยที่จะเป็นศัตรูกับคนทั้งทวีปเช่นนี้

            ใบหน้าองค์ราชามีรอยยิ้มชื่นชม แต่ไรมาทรงรับฟังความเห็นของลูกชายคนโตผู้นี้มาตลอด ความสามารถของเขาเหนือกว่าน้องชายมากนัก น่าเสียดายที่เกิดจากสนมเท่านั้น หาไม่แล้วตำแหน่งราชาองค์ต่อไปควรเป็นของหนานจื่อชิ่งมากกว่า

            “เอาตามที่เจ้าว่า รอให้เสร็จสิ้นการประลองห้าแคว้นก่อน หากมู่เชียนสามารถครอบครองลูกแก้วบงการอสูรได้พวกเราย่อมไม่ต้องกลัวกองทัพอสูรของแคว้นลู่อีกแล้ว”

            มู่เชียนฟังสองพ่อลูกเจรจากันก็ลอบกำหมัดแน่น พวกเขาคิดว่านางเป็นอะไรจึงกล้าขึ้นมาดีดลูกคิดบนศีรษะนางเช่นนี้ 

            ‘คิดหรือว่าข้าจะยอมให้ชักเชิดเช่นนี้ไปตลอด’

            เด็กสาวรู้ดีว่าต้นเหตุมาจากแคว้นลู่ที่ข่มขู่แคว้นต้าหนาน ด้วยภารกิจอย่างไรซักวันนางก็ต้องไปจากแคว้นต้าหนานแห่งนี้…. ก่อนหน้านั้นนางคงต้องจัดการแคว้นลู่ให้เรียบร้อยเสียก่อนเพื่อความปลอดภัยของหมู่ตึกพฤกษาและตระกูลมู่

            “กองทัพสัตว์อสูรหรือ หึ… คิดว่าข้าเป็นใครกัน ?” ในกระโจมที่พัก เสี่ยวจิ้งปรากฏตัวขึ้นแล้วเอ่ยเสียงเยาะเย้ย

            “จริงๆไปแคว้นลู่ก็ไม่เลวร้ายนะ ข้าสนใจถ้ำไร้ตะวันของพี่รองเจ้าอยู่บ้าง” 

            “ตามใจเจ้า… เช่นนั้นพวกเราไปแคว้นฉินหาพี่สาม แล้วค่อยไปถ้ำไร้ตะวันก็แล้วกัน” 

            มู่เชียนและเสี่ยวจิ้งไม่คิดใส่ใจคำสั่งของแคว้นลู่เลยแม้แต่น้อย แคว้นที่พึ่งพาเพียงสัตว์อสูรเพื่อขึ้นเป็นใหญ่เช่นนั้นหากจำเป็นจริงๆ ทำลายซะก็ได้ 

            “หากเจ้าได้สมบัติจากถ้ำไร้ตะวันมาคงจะช่วยให้ก้าวหน้าเร็วขึ้นอีกมาก”

            “อืม… ข้าอยากจะสำเร็จโดยเร็ว ข้าอยากกลับไปพบครอบครัว อยากช่วยพวกเจ้า และเยว่เทียนหงด้วย”

            “เจ้าจะไปอยากช่วยเขาทำอะไร คนแซ่เยว่นั่นชั่วช้าทุกคน” เสี่ยวจิ้งสะบัดเสียงใส่มู่เชียนอย่างไม่พอใจ …. นี่นางยังไม่เลิกคิดถึงเจ้าก้อนน้ำแข็งดำมืดนั่นอีกหรือ ?!

            “ที่วันนั้นข้ารอดมาได้ก็เพราะพี่หู่อู่มาช่วยข้าเอาไว้ เยว่เทียนหงสั่งให้เขาคุ้มครองข้า เขาช่วยข้าครั้งแล้วครั้งเล่าข้าจะเนรคุณได้อย่างไร” 

            “หากเจ้าทำลายกระจกนั่น ทำลายอำนาจเขา ก็เท่ากับเนรคุณเขาแล้ว”

            “เขาอาจไม่ต้องการอำนาจก็ได้ หากเป็นข้า ข้าขอเป็นคนธรรมดาที่มีอิสระดีกว่า”

            “เจ้ากับเขาจะเหมือนกันได้อย่างไร ?”

            “สรุปคือข้าเชื่อว่าเขาเป็นคนดี… ข้าจะทำทุกอย่างเพื่อทำลายกระจก ช่วยมิติแห่งนี้ และช่วยเขาให้ได้ ! ”

            เยว่เทียนหงยามนี้กำลังฟังคำรายงานจากหู่เอ้อเรื่องคนชุดดำปริศนาที่มุ่งร้ายต่อมู่เชียนและคนอื่นๆในวันนั้น 

            “ฝีมือเยว่เทียนหมิงสินะ” 

            โครงหน้างดงามเกินผู้ใด เดิมทีควรจะทำให้ผู้มองรู้สึกดีจนไม่อาจละสายตา ทว่าเสียงที่เปล่งออกมาจากริมฝีปากบางเฉียบนั้นกลับเต็มไปด้วยรังสีหนาวเย็นจนหู่เอ้อ และคนอื่นๆลอบขดตัวด้วยความเหน็บหนาว

            “หลวนอ๋องร่วมกับใต้เท้าสุน จงใจสร้างสถานการณ์ให้แคว้นอื่นๆเป็นศัตรูกับพระองค์ หมายจะฉวยโอกาสช่วงวุ่นวายชิงบัลลังก์ ทั้งยังลอบส่งสานส์ขอความร่วมมือกับแคว้นเยายี่อีกด้วย สิ่งแลกเปลี่ยนคืออาณาเขตแคว้นต้าเยว่ครึ่งหนึ่งและ….” เสียงของหู่เอ้อชะงักลง ไม่มั่นใจว่าควรเอ่ยต่อไปหรือไม่ 

            “อะไร…” เสียงเย็นชาเอ่ยทำให้หู่เอ้อหลับตาลงและกัดฟันเอ่ยออกมา

            “และพระศพของราชาทุกพระองค์พะย่ะค่ะ”

            แคว้นเยายี่ถูกแคว้นต้าเยว่ข่มเหงมานาน องค์ราชาแทบทุกพระองค์ล้วนต้องตายในมือของแคว้นต้าเยว่ทั้งสิ้น แม้จะเป็นเช่นนี้แต่อดีตราชาทั้งหลายกลับมิได้เข่นฆ่าบุตรหลานของราชวงศ์เยายี่ให้หมดสิ้นเพื่อตัดความยุ่งยาก เหตุคงเพราะพวกเขารู้สึกชื่นชอบสายตาเจ็บแค้นแต่จำต้องก้มหัวให้ของคนเหล่านั้นกระมัง

            “ยามนี้จวนหลวนอ๋องและจวนใต้เท้าจงถูกเราล้อมไว้หมดแล้ว รอให้ทรงมีราชโองการลงอาญาเท่านั้น” หู่เอ้อเอ่ย เขาไม่กล้าคาดเดาว่าจะทรงมีพระดำริเช่นไร จึงเพียงล้อมที่พักของคนเหล่านั้นเอาไว้ไม่ให้หนีไปได้เท่านั้น 

            เยว่เทียนหงเคาะนิ้วเรียวงามลงกับโต๊ะเบาๆอย่างใช้ความคิด ครู่หนึ่งจึงออกคำสั่ง

            “หู่อีเจ้าไปนำตัวเยว่เทียนหมิงมาพบข้า หู่เอ้อไปที่จวนสุยแล้วเข้าจับกุมพวกมันทั้งหมดส่งเข้าคุกหลวง หากขัดขืน ผู้ชายฆ่าได้เลย ส่วนผู้หญิงและเด็ก…” 

            “ฝ่าบาท แย่แล้วพะย่ะค่ะ” หู่ซาน หัวหน้าองครักษ์วังหลวงวิ่งหน้าตื่นเข้ามาทรุดตัวอยู่เบื้องหน้าเยว่เทียนหง เสียงสั่นเทารายงานอย่างร้อนรน

            “อ๋องหลวนไม่ทราบรู้ทางลับได้อย่างไร จึงลอบเข้าวังมา ยามนี้เขาจับกุมตัวพระชนนีไว้ที่ตำหนักฟ่งหลวน…….”

            “ฟุ่บ” ร่างของเยว่เทียนหงหายไปจากท้องพระโรงทันที

            “หู่อี หู่เอ้อ หู่ซาน พวกเจ้าตามฝ่าบาทไป ข้าจะไปหาพี่เมิ่ง” ฟู่หลิงเอ่ยแล้วรีบวิ่งออกจากวังไปทันที 

            เบื้องหน้าตำหนักฟ่งหลวน คนชุดดำระดับจ้าวยุทธ์กว่าห้าสิบคนยืนล้อมตำหนักอยู่ ดาบในมือของพวกสั่นไหว แม้รู้ดีว่าวันนี้ตนคงยากจะรอดชีวิตไปได้ แต่ถึงอย่างไรก็ขอสู้ให้เต็มที่สักครั้ง

            ห่างจากประตูตำหนักประมาณ 100 ก้าว หู่ซื่อยืนอยู่พร้อมกับองครักษ์นับพันคน พวกเขากระจายตัวออกล้อมตำหนักฟ่งหลวนไว้ตรงกลาง ดาบคู่อันเป็นอาวุธคู่กายของหู่ซื่อถูกวางลงกับพื้นขณะที่เจ้าตัวกำลังพยายามเจรจากับคนด้านในอย่างสุดความสามารถ

            “อ๋องหลวนท่านยอมแพ้แล้วรีบปล่อยตัวพระชนนีซะ โทษหนักจะได้เป็นเบา”

            “เยว่เทียนหงอยู่ไหน ให้มันมาพบข้า”. 

            ​เสียงตะโกนดังมาจากภายในตำหนัก พร้อมกับเสียงบางอย่างที่แตกกระจาย ทำให้คาดเดาได้ว่าอ๋องหลวนในยามนี้คงอยู่สภาวะเคร่งเครียดจนใกล้จะอาละวาดแล้ว

            “ข้าอยู่นี่…” 

            เยว่เทียนหงปรากฏตัวขึ้นด้านหน้าของหู่ซื่ออย่างเงียบเชียบ ปราณระดับเหนือยุทธ์ถูกเก็บงำสนิทแน่นจนไม่มีใครรู้สึก ทว่าบารมีแห่งราชันยังคงฉายชัดจากร่างสูงจนรอบด้านรีบทรุดตัวลง

            “ถวายบังคมฝ่าบาท” ร่างนับพันเอ่ยถวายพระพรพร้อมกันนั้นดังก้องไปทั่วทั้งพระราชวัง จนกระทั่งเจ้าเหนือหัวสะบัดมือทีหนึ่ง เหล่าองครักษ์จึงรีบลุกขึ้นแล้วกลับไปประจำตำแหน่ง 

            ไม่มีผู้ใดรู้ว่ามือแกร่งขององค์ราชายามนี้กำลังสั่นเทา ความเป็นห่วงและความโกรธแค้นสลับปนเปจนปราณมืดในร่างของเขากำลังดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง เยว่เทียนหงหวั่นใจว่าเขาอาจจะถูกมันครอบงำได้ทุกเมื่อ 

            ร่างของเยว่เทียนหมิงปรากฏตัวขึ้นที่ประตูตำหนัก ในมือของเขากุมลำคอบางของสตรีงดงามผู้หนึ่งเอาไว้ นั่นคือฟ่งหลิงหลวน พระชนนีผู้สูงศักดิ์ของแคว้นต้าเยว่ เยว่เทียนหงมองแล้วก็ลอบประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว

            หากเขาลงมือตอนนี้แม้จะฆ่าพวกมันได้หมดในชั่วอึดใจทว่าย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยงที่จะทำร้ายพระมารดาไปด้วย หรือถ้าจะฆ่าพวกมันทีละคนกว่าจะไปถึงร่างของเยว่เทียนหมิงเสด็จแม่อาจถูกมัน.. 

            เยว่เทียนหงลอบกำมือแน่น ทว่าดวงตาสีเทาคู่นั้นกลับมองพระมารดาที่ถูกจับไว้อย่างเฉยชา

            “ปล่อยนางซะ ” 

            น้ำเสียงผู้เป็นราชาฟังดูนิ่งเฉย ราวกับผู้ที่ถูกดาบพาดคออยู่นั้นไม่ใช่มารดาของตน เยว่เทียนหมิงเห็นเช่นนั้นก็หวาดกลัวมากขึ้น เจ้าปีศาจนี่ไม่มีจุดอ่อนจริงๆหรือ 

            หลังจากเยว่เทียนหมิงรู้ว่าความแตกก็คิดหนีเอาชีวิตรอด ทว่าด้วยฝีมือของเยว่เทียนหงและองครักษ์หู่ทั้งห้า ต่อให้เขาหนีไปไกลเพียงใดก็ไร้ประโยชน์ ประจวบกับได้แผนที่ทางลับวังหลวงมาโดยบังเอิญ จึงตัดสินใจเข้าวังมาหวังจับพระชนนีไว้เป็นตัวประกัน 

            ไม่คิดว่าเจ้าปีศาจนี่กลับไม่มีท่าทางกังวลกับความเป็นตายของมารดาแม้แต่น้อย สีหน้าเย็นชานั่นราวกับว่าสามารถให้เขาตายไปพร้อมกับฟ่งหลิงหลวนได้ทุกเมื่อ อย่างไรก็ตามมาถึงขั้นนี้แล้วเยว่เทียนหมิงได้แต่ยึดขอนไม้ในมือไว้ให้แน่นที่สุดเท่านั้น

            “เจ้าปล่อยข้าไปก่อน เตรียมรถม้าไว้ ออกนอกแคว้นเมื่อใดข้าจะปล่อยนางกลับมาเอง”

            “ปล่อยนางซะ หรือไม่ก็ตายเสียที่นี่” 

            เยว่เทียนหงไม่อ่อนข้อ เขาไม่เชื่อว่าเจ้าคนสับปลับนี่จะปล่อยเสด็จแม่ของเขากลับมาโดยดีอย่างแน่นอน ความเย็นชาดำมืดในดวงตาคู่นั้นทำให้ใจของเยว่เทียนหมิงและเหล่าคนชุดดำแทบจะสิ้นหวังแล้ว

            ฟ่งหลงหลวนมองบุตรชายคนเดียวผู้เป็นยอดดวงใจของนาง ว่ากันว่าผู้เป็นแม่คือผู้เข้าใจลูกที่สุด นางรู้ดีว่าเยว่เทียนหงที่ดูเหมือนเย็นชาไร้ความรู้สึกนั้น ยามนี้คงกำลังต่อสู้กับปราณมืดในใจอย่างสุดความสามารถ หากพลาดพลั้งแม้แต่นิดเดียว เยว่เทียนหงอาจถูกกระจกรัตติกาลครอบงำ และเปลี่ยนเป็นปีศาจบ้าเลือดขึ้นมาจริงๆ นางรู้สึกเกลียดตัวเองเหลือเกินที่ทำให้เขาต้องมาอยู่ในสภาพเช่นนี้ 

            ใบหน้างดงามของผู้เป็นแม่ แย้มยิ้มส่งกำลังใจให้เขาแล้วพึมพำกระซิบเบาๆ ทว่าเยว่เทียนหงกลับสามารถได้ยินคำพูดนั้นทุกคำราวกับมารดากระซิบอยู่ข้างหู

            “แม่ไม่เป็นอะไร เจ้ารีบไปเถิด” 

            เสียงใสเย็นอ่อนโยนไพเราะดังเช่นที่เคยเอ่ยกับเขาเสมอ ทว่ายามนี้มันกลับไม่อาจปลอบประโลมเขาได้ดังเคย…. ยิ่งเมื่อศีรษะของพระมารดาถูกกระชากอย่างแรงจนต้องแหงนหน้าขึ้น ใบมีดกดลึกลงที่ลำคอของนางจนเกิดเลือดหยดเล็กๆ ไหลลงมาต้องพื้นเยว่เทียนหงก็แทบจะไม่อาจควบคุมตนเองได้

            “ข้าสัญญาแล้วย่อมไม่คืนคำ วางดาบลงแล้วไปซะ” 

            น้ำเสียงของเยว่เทียนหงที่เคยเฉยชาเริ่มเปลี่ยนเป็นกร้าวแกร่งขึ้น ความเป็นห่วงในใจทำให้ปราณมืดบางส่วนหลุดจากการควบคุมจนทะลักออกมากระแทกเอาชายชุดดำห้าคนที่อยู่ด้านหน้าสุดกระอักเลือดและถอยหลังไปหลายก้าว เยว่เทียนหมิงเห็นแล้วยิ่งตระหนกอย่างมาก 

            “เยว่เทียนหง ถอยไปเดี๋ยวนี้ !” 

            มือที่กระชากผมฟ่งหลงหลวนอยู่เปลี่ยนเป็นกดศีรษะนางลงกับพื้นจนเกิดเสียงดัง ดาบใหญ่วางทาบลำคอเล็กในลักษณะที่พร้อมจะกดลงทุกเมื่อ ความเคลื่อนไหวนั้นทำลายความอดทนของเยว่เทียนหงลงในที่สุด เยว่เทียนหงไม่ต้องการดิ้นรนอีกแล้ว เขาปล่อยให้ความดำมืดเข้าเกาะกินจิตใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน 

            ‘อยากให้ช่วยไหม…’ เสียงแหบต่ำลอยล่องมาจากที่ใดที่หนึ่งเข้าสู่สำนึกของเยว่เทียนหงโดยตรง 

            ดวงตาสีดำสนิทเหลือบมองหยดเลือดพระมารดาบนพื้น สีสันอันบาดตานั้นจุดประกายสีแดงให้เกิดขึ้นในดวงตาของเขา ริมฝีปากงดงามคลี่ยิ้มชั่วร้ายแล้วเอ่ยปากตอบรับ

            “เอาสิ” 

            “ฟู่วววว….”

            เมฆดำเคลื่อนเข้ามาปกคลุมท้องฟ้า ลมแรงจากรอบด้านพัดพากลิ่นอายอันชั่วร้ายให้ปกคลุมไปทั่วพระราชวัง กระจกสีดำสนิทบานหนึ่งปรากฏขึ้นเบื้องหลังเยว่เทียนหง 

            “นั่นกระจกรัตติกาล !” ไม่รู้เสียงผู้ใดพูด สร้างความตื่นตระหนกให้กับคนนับพันในบริเวณนั้น 

            ขณะเดียวกันนั้น กระจกที่เหมือนกันทุกประการนับร้อยบานก็ปรากฏขึ้นรอบๆตำหนักฟ่งหลวน จากนั้นร่างที่เหมือนเยว่เทียนหงทุกประการก็ก้าวออกจากกระจก ดวงตาแดงฉานนับร้อยคู่ปลดปล่อยแรงกดดันของระดับเหนือยุทธ์ออกมาพร้อมกัน ความกดดันมหาศาลครอบคลุมไปทั่ว ไม่มีผู้ใดจะสามารถขยับตัวได้ภายใต้สถานการณ์นี้ 

            ร่างงดงามเหล่านั้นตรงเข้าฉีกทึ้งปลิดชีพคนชุดดำทุกร่างในตำหนักอย่างง่ายดาย รวมถึงเยว่เทียนหมิง เศษซากร่างของอ๋องหลวนกระจัดกระจายปนเปไปกับเหล่าองครักษ์ของเขาจนไม่อาจแยกแยะได้จ้าวยุทธ์จำนวนกว่าครึ่งร้อยกลายเป็นเศษเนื้อไปเพียงลมหายใจเดียวเท่านั้น

            ฟ่งหลงหลวนหลุดออกจากันธนาการก็พยุงร่างที่สั่นเทาขึ้น พระชนนีผู้งดงามเหลือบมองเศษเนื้อรอบด้านแล้วก็ให้นึกถึงวันสุดท้ายของราชาองค์ก่อนขึ้นมา ร่างสูงของบุตรชายยังคงยืนนิ่งอยู่ ท่ามกลางสายฟ้าสีดำที่แล่นเปรี๊ยะอยู่รอบกาย ดวงตาดำสนิทของเขามองมาที่นางราวกับไร้ความรู้สึก 

            “ลูกแม่… มาหาแม่” ผู้เป็นแม่ก้าวช้าๆเข้าหาร่างทรงพลังที่ยืนอยู่ไม่ไกล นางสัมผัสได้ถึงความผิดปกติของบุตรชาย จึงพยายามใช้เสียงอันอ่อนโยนหมายจะเรียกให้เขาคืนสติ ทว่ายังไม่ทันได้เข้าใกล้ ร่างสูงกลับหมุนตัวจากไปโดยมิได้ตอบรับคำของนาง 

            กระจกหายไปแล้วพร้อมกับร่างแยกเหล่านั้น ในตำหนักหรูหรานอกจากพระชนนีก็ไม่มีผู้รอดชีวิต เหล่าองครักษ์ได้แต่มองภาพนองเลือดตรงหน้าอย่างนิ่งงัน 

            ไม่เคยได้ยินว่าจะมีผู้ใดสำแดงพลังของกระจกรัตติกาลได้มากมายเพียงนี้ 

            เยว่เทียนหงเดินกลับมาที่ท้องพระโรง เมื่อครู่เขาเพิ่งฆ่าพี่ชายร่วมสายเลือดคนแรก คำสาปได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว แม้ยามนี้สติของเขากลับคืนมาบ้างทว่าความกระหายเลือดนั้นยังต้องการการระบายออกไป

            “หู่อี… รับคำสั่ง…..” 

            “พะย่ะค่ะ”

            “วังอ๋องหลวน จวนสุยซิ่งชาง รวมถึงราชวงศ์เยายี่ทั้งหมด ฆ่าไม่เว้น ….”

            หู่อีนิ่งไปชั่วอึดใจแล้วก้มหน้าลง แล้วเอ่ยรับด้วยเสียงที่ไม่ต่างจากปกติ

            “พะย่ะค่ะ” 

            ฟู่หลิงก้าวสวนเข้ามาในตำหนักพร้อมกับบุรุษผู้หนึ่ง วัยประมาณสามสิบปี ใบหน้าอบอุ่นอ่อนโยนสวมชุดผาวยาวสีไข่ไก่ ทั้งตัวเผยรังสีแห่งความสุภาพอบอุ่นออกมา นี่คือเมิ่งห่าวหมิงมหาเสาบดีคนสนิท และเชื่อใจที่สุดของเยว่เทียนหง 

            เมื่อครู่ยามคับขันฟู่หลิงรีบออกจากวังไปตามเมิ่งห่าวหมิงมา แต่ไหนแต่ไรหากองค์ราชามีทีท่าจะควบคุมตนเองไม่ได้ ความอบอุ่นและไว้ใจที่พระองค์มีต่อเมิ่งห่าวหมิงมักจะทำให้ปราณมืดนั้นสงบลงได้ 

            ฟู่หลิงทราบเรื่องหลวนอ๋องจับพระชนนีไว้ก็มั่นใจได้ว่า ปราณมืดในกายพระองค์ต้องปะทุอีกเป็นแน่ … หากพระชนนีเกิดเรื่องจริง…. ในแคว้นต้าเยว่แห่งนี้อาจมีเพียงมหาเสนาบดีผู้นี้เท่านั้นที่หยุดพระองค์ได้

            เมิ่งห่าวหมิงมองปราณมืดที่คุกรุ่นทั่วตำหนัก ร่างสง่างามของผู้เป็นเจ้าชีวิตนั่งนิ่งอยู่บนบัลลังก์ ดวงตาสีดำสนิทคู่นั้นยามนี้เย็นเยียบราวลูกแก้ว มองแล้วแทบปราศจากความเป็นมนุษย์ ดูเหมือนสถานการณ์จะร้ายแรงกว่าที่เขาคิดมาก เมิ่งห่าวหมิงก้าวเท้าช้าเข้ามาทำความเคารพเยว่เทียนหง จากนั้นเสียงอบอุ่นทุ้มห้าวอันเป็นเอกลักษณ์ดังขึ้น

            “ฝ่าบาท ทรงเป็นอย่างไรบ้าง ?” 

            “หุบปาก” น้ำเสียงเย็นเยียบราวน้ำแข็งหมื่นปีตอบกลับอย่างไร้ไมตรี

            “ฝ่าบาท ทรงสงบใจสักค…” 

            “หุบปาก…” 

            “เปรี๊ยะ” 

            สายฟ้าสีดำแลบแปลบปลาบบริเวณใต้เท้าของเยว่เทียนหง ฟู่หลิงที่ยืนอยู่ด้านข้างรีบส่ายศีรษะให้เมิ่งห่าวหมิงอย่างเอาเป็นเอาตาย ทว่ากลับไม่เป็นผล พี่เมิ่งของเขายังคงไม่รักชีวิตเช่นเดิม

            “ฝ่าบาท.. ข้า..”

            “เปรี้ยง…!” 

            ปราณมหาศาลระเบิดออกมา ร่างในชุดสีขาวของเมิ่งห่าวหมิงกระเด็นไปกระแทกเสาท้องพระโรง ชายหนุ่มผู้อ่อนโยนกระอักเลือดออกมาทันที ฟู่หลิงเห็นแล้วก็ลืมกลัววิ่งไปขวางไว้ เขารีบคุกเข่าลงแล้วเริ่มโขกศีรษะไม่หยุด 

            เยว่เทียนหงเห็นเมิ่งห่าวหมิงกระอักเลือดก็เริ่มรู้สึกตัว ดวงตาสีดำเกิดประกายสีเทากะพริบวูบวาบอย่างดิ้นรน 

            นั่นคือห่าวหมิงที่อยู่ข้างเขามาตลอดสิบกว่าปี ห่าวหมิงที่แสนอ่อนโยน ดีกับเขายิ่งกว่าพี่ชายแท้ๆ 

            ฝ่ามือขวาของเยว่เทียนหงกำเป็นหมัดแน่น กำปั้นซัดลงอย่างแรงที่อกของตนเพื่อหวังเตือนสติจนกระทั่งมุมปากงดงามมีเลือดไหลซึมออกมา เมิ่งห่าวหมิงและฟู่หลิงเห็นแล้วก็ตกใจ และพยายามจะเข้ามาหาฝ่าบาทของตน 

            “เปรี๊ยะ !” สายฟ้าสีดำปรากฏขึ้นอีกครั้ง หยุดยั้งฟู่หลิงและเมิ่งห่าวหมิงเอาไว้

            “อย่าเข้ามาใกล้ข้า…” ปราณมืดนั่นยังคงอาละวาดดิ้นรนอยู่ภายในร่างเขา เขาไม่อาจให้ผู้ใดเข้าใกล้จนกว่าจะสยบมันได้ ประกายสีแดงยังคงวาบขึ้นในดวงตาเขาเป็นระยะ 

            ทันใดนั้นยันต์สื่อสารของหู่อู่พลันปรากฏขึ้นในมือของเยว่หงเทียน เยว่เทียนหงรีบคว้ามันไว้แน่นแล้วเปิดอ่านด้วยมือสั่นเทา ราวกับสิ่งของในมือตรงหน้าคือฟางเส้นสุดท้ายที่จะช่วยชีวิตเขาได้ 

            มู่เชียนชนะการประลองปรุงโอสถ…​นางเอ่ยถึงเขาว่าอยากช่วยเขา นางเชื่อว่าเขาเป็นคนดี นางกำลังจะไปร่วมงานประลองห้าแคว้นที่ต้าฉิน และหลังจากนั้น นางอาจถูกกดดันให้เดินทางไปแคว้นลู่ 

            คิดถึงใบหน้าของนาง และความอบอุ่นของปราณสีทองนั่น ปราณธาตุมืดที่วิ่งพล่านในร่างของเขาค่อยๆสงบลงโดยไม่รู้ตัว แม้จะยังไม่ปกตินักแต่ก็ยังพอจะควบคุมตัวเองได้บ้าง

            “ห่าวหมิง… รักษาการแทนข้าชั่วคราว หากแคว้นเยายี่มีท่าทีต่อต้าน จัดการไปได้เลย” 

            น้ำเสียงทุ้มที่เอ่ยแม้จะยังแหบพร่าเยียบเย็นอยู่บ้าง แต่รังสีอำมหิตเมื่อครู่นั้นทุเลาไปแล้ว เมิ่งห่าวหิงทรุดตัวลงรับคำสั่งด้วยสีหน้าทั้งเป็นห่วงและกังวล

            “ฝ่าบาทแล้วท่านเล่า”

            “ข้าจะไปแคว้นฉิน ….” 

            

            มีแต่ต้องไปอยู่ใกล้ๆ ได้เห็นหน้านาง … ได้ยินเสียงนาง เขาจึงจะหนีพ้นภัยครั้งนี้ได้ !

    คล้ายกับเรื่องอี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ) ที่คุณอ่าน