คัมภีร์ปฐมวิญญาณ (เทพอัสนีย์ มารพยัคขาว ภาค 3)

    ตอนที่ 38 ฤกษ์รักเที่ยงคืน

    กษัตรีย์ไป๋หานเย่ว์นั่งประทับบนบัลลังก์ กวักมือเรียกโหรหลวงให้เข้ามาหา แสงแดดอุ่นยามสายส่องลอดกระจกหลากสีซึ่งประดับอยู่กับบานหน้าต่างเป็นประกายระยิบระยับ เสียงนาฬิกาทองคำกลางห้องดังติ๊ก...ติ๊ก... สร้างจังหวะเร่งเร้าประหนึ่งเตือนว่าฤกษ์แห่งพิธีมงคลกำลังใกล้เข้ามาแล้ว

    “ท่านโหร จงคำนวณฤกษ์แต่งงานให้ลูกสาวข้าหน่อยซิ… ข้าร้อนใจอยากจะได้หลานเร็วๆ”

    โหรหลวงร่างผอม ผมหงอกขาวโบกพัดด้ามหยกในมือ ก่อนหยิบกระดานทำนายขึ้นมาพลางขมวดคิ้ว คำนวณอยู่พักใหญ่ ก่อนจะกล่าวขึ้นอย่างสุขุม “ฝ่าบาท...ฤกษ์ดีที่สุดคือคืนนี้เวลาเที่ยงคืนพะยะค่ะ หากพ้นคืนนี้ไป จะไม่มีฤกษ์ที่สมพงษ์เช่นนี้อีก… แม้จะรอไปถึงร้อยปี”

    กษัตรีย์ไป๋หานเย่ว์ชะงัก “…คืนนี้งั้นหรือ?!”

    ราชามันสินธรและราชินีมันษิตาที่นั่งฟังอยู่ด้านข้างสบตากัน ก่อนราชามันสินธรจะหัวเราะเบาๆ “เช่นนั้นเราคงต้องขออนุญาตฝ่าบาท ให้โหรของอาณาจักรสมุทรเมฆา มาช่วยตรวจหาฤกษ์ยามอีกทีละนะ”

    กษัตรีย์ไป๋หานเย่ว์พยักหน้า โหรหลวงแห่งอาณาจักรสมุทรเมฆาจึงก้าวออกมาด้วยสีหน้าสงบนิ่ง ตั้งเครื่องสังเวยบนโต๊ะพิธีกรรมแบบโบราณ เสียงอ่านคาถาจากคัมภีร์สมัยต้นราชวงค์ดังก้องกังวาน พายุเริ่มโหมกระหน่ำ ท่ามกลางความโกลาหลโหรหลวงพลันหมุนวงล้อเสี่ยงทายแห่งกาลเวลา ครู่หนึ่งวงล้อก็หยุดลงที่เวลาสี่ทุ่มถึงเที่ยงคืน โหรหลวงจึงเงยหน้าขึ้นกล่าวกับฝ่าบาททั้งสองว่า

    “ข้าพระองค์ได้ผลตรงกันกับโหรแห่งอาณาจักรเหมันต์...คืนนี้สี่ทุ่มถึงเที่ยงคืนเท่านั้น หากเลยไป พลังดวงดาวจะพลิกกลับกลายเป็นฤกษ์แห่งการพลัดพราก”

    เสียงฮือฮาดังก้อง กษัตรีย์ไป๋หานเย่ว์ทุบบัลลังก์ดัง “ปัง!”

    “เช่นนั้นก็ไม่มีเหตุให้ต้องรอกันอีกแล้ว! จัดพิธีวิวาห์ตามราชประเพณีแห่งอาณาจักรเหมันต์เดี๋ยวนี้เลย!”

    ราชินีมันษิตาหันมาส่งยิ้มขำๆกับพระสวามี “ดูท่าฝ่าบาทแห่งอาณาจักรเหมันต์ จะตื่นเต้นยิ่งกว่าคู่บ่าวสาวเสียอีก”

    ราชามันสินธรหัวเราะเต็มเสียง “เช่นนั้นพวกเรามาเตรียมขบวนขันหมากให้ทันค่ำวันนี้กันเถิด! งานแต่งเร่งด่วนแบบนี้...ข้ารับรองว่าจะครึกครื้นไม่แพ้งานใหญ่ใดๆเลย”

    เสียงหัวเราะและเสียงสั่งการดังขึ้นทั่ววัง เหล่าข้าราชบริพารรีบวิ่งวุ่นราวกับคลื่นทะเลโหมกระหน่ำ งานวิวาห์ในค่ำคืนนี้กำลังจะกลายเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่ไม่มีผู้ใดลืมเลือนได้

    ลานกลางพระราชวังเหมันต์ – เวลา 11:05 น.

    ตุ้ม! ตุ้ม! ตุ้ม!

    เสียงกลองศึกที่เคยใช้เรียกทัพ กลับถูกใช้เป็นสัญญาณเริ่มงานแต่งกะทันหัน เหล่าทหารเรือและข้าราชบริพารที่กำลังนั่งจิบชาบางคนก็กำลังปัดหิมะตามซอกเสาเล่นก็ถึงกับสะดุ้ง บางคนทำกาน้ำชาล้มจนน้ำชาไหลเป็นทาง

    แม่ครัวใหญ่ตะโกนลั่น “ใครก็ได้! วิ่งไปเอาปลาน้ำแข็งหมื่นปีจากห้องเก็บอาหาร! ฉันจะแล่ให้เสร็จก่อนที่ตะวันจะตกดิน!”

    พ่อครัวหนุ่มที่วิ่งไปสะดุดถังเกลือโบราณ จนเกลือเกลื่อนพื้น กลายเป็นสีขาววาวราวกับหิมะเพิ่งตกใหม่

    ด้านโรงตัดเย็บ ขุนนางฝ่ายในลากม้วนผ้าไหมเงินออกมาเป็นสิบม้วน

    “เย็บชุดเจ้าสาวเดี๋ยวนี้! ถ้าไม่เสร็จ ก็ไม่ต้องพัก! ใครเย็บช้าจะได้รางวัล นอนห้องขังพร้อมกินข้าวแดงฟรี!!”

    เสียงเข็มเย็บปักดังรัวราวกับฝนตก เส้นไหมกระจายว่อนเหมือนใยแมงมุมกลางอากาศ

    ขบวนขันหมากก็วุ่นวายไม่แพ้กัน นักดนตรีตีกลองกับฆ้องแข่งกันจนเสียงลั่น คนที่อยู่ใกล้กับวงดุริยางค์นี้ต่างถูกดนตรีกลบเสียงพูดจนฟังกันไม่รู้เรื่อง

    ม้าศึกถูกตกแต่งด้วยพู่สีฟ้าขาววิบวับ สร้างความน่าสนใจให้กับเหล่าม้า จนบางตัวก็พยายามกินพู่เพราะคิดว่าเป็นหญ้าอ่อน

    พลเอกจีเส้าเทียนที่ปกติสงบนิ่ง เดินเข้ามาด้วยสีหน้าตึงเครียด

    “ขบวนนี้เรียงใหม่! ผู้ที่ถือธงที่อยู่ทางซ้ายเเดินมาเรียงกันใหม่ทางด้านขวา ทหารอย่าเดินซอยเท้าแบบนั้น ควรเดินเตะเท้าไปข้าหน้าเพื่อเน้นความสง่างามจะดีกว่า!”

    แต่แล้วเสียงของเขาก็ถูกกลบด้วยเสียงพ่อค้าขายดอกไม้ที่กำลังโวยวาย “ใครก็ได้! ช่วยกันยกแจกันดอกบัวหิมะยักษ์นี่หน่อย! ถ้าล้มแตก ข้าจะถูกโบยแน่!”

    ในขณะที่ทุกคนวิ่งวุ่นราวกับลมพายุ เจ้าลูกมังกรหิมะตัวน้อย สัตว์เลี้ยงมงคลของวัง ก็กัดริบบิ้นแดงลากไปทั่วลาน เล่นสนุกเหมือนคิดว่านี่คือของเล่นของมัน ทำให้ทหารต้องไล่จับกันพัลวัน

    กลางความวุ่นวาย เสียงแตรงาช้างดังยาวก้องฟ้า สัญญาณว่าทุกฝ่ายต้องเร่งเป็นสองเท่า ราชามันสินธรหัวเราะลั่นจากบนระเบียง

    “หากคืนนี้เราแต่งไม่ทันเที่ยงคืน…พรุ่งนี้ข้าคงได้จัดงานศพพวกเจ้าแทน!”

    เสียงหัวเราะนั้นไม่รู้ว่าควรขำหรือควรหวาดผวาจนขนลุกกันแน่…แต่เมื่อได้ฟังดังนั้น ทุกคนต่างก็รีบวิ่งกันเร็วขึ้นอีกเป็นเท่าตัว

    ณ ลานพระราชวัง – ขบวนขันหมากเริ่มเคลื่อน

    เสียงกลองทหารดุริยางค์ดังก้อง เสียงกลองที่เคยปลุกขวัญกองทัพ วันนี้กลับถูกตีอย่างนุ่มนวลราวกับสายลม ทหารกองเกียรติยศขี่ม้าสีขาวประดับทองเรียงแถวอย่างสง่างาม พู่สีฟ้าขาววิบวับไหวพริ้วตามจังหวะก้าว

    ถัดมาเป็นขบวนเจ้าบ่าวในเครื่องแบบทหารเรือสีขาวสะอาด เต็มยศ บิดาและมารดาของเจ้าบ่าว พร้อมญาติผู้ใหญ่เดินเคียงข้างกันมา ปิดท้ายด้วยขบวนทหารถือพานเครื่องขันหมาก เครื่องเงิน เครื่องทอง และของมงคลวางเรียงอย่างประณีต

    เมื่อขบวนถึงหน้าตำหนักฝ่ายใน เสียงฆ้องดังสามครั้ง ประตูไม้สักแกะลายดอกบัวหิมะค่อยๆ เปิดออก เผยให้เห็นเจ้าสาวในชุดสีชมพูประดับเพชร บนศีรษะมีมงกุฎเงินประดับเพชรเจียรนัยเป็นรูปดอกบัวเม็ดโตน้ำงาม เป็นของที่พระราชบิดาของนางเคยมอบไว้เมื่อนางอายุเพียงสิบขวบ

    นางหยุดยืนชั่วครู่…

    มือเรียวแตะมงกุฎเบาๆ เหมือนเรียกความทรงจำในวัยเยาว์กลับมา แววตาเงียบสงบ แต่ลึกลงไปซ่อนความโศกที่ไม่มีใครเห็น นางนึกในใจภายใต้ความเงียบงัน "เสด็จพ่อ… วันนี้ลูกได้นำมงกุฎดอกบัว ที่ท่านเคยตรัสไว้ว่าทำให้ลูกใส่ตอนแต่งงานมาแล้วนะ แต่ช่างน่าเสียดายที่ท่านไม่อยู่แล้ว…"

    มารดาของนางก้าวเข้ามาแทนที่ตำแหน่งของพระราชบิดา

    มืออุ่นประคองแขนลูกสาวไว้มั่น ก่อนจะยิ้มทั้งน้ำตา

    “ไปกันเถิดลูก… แม่อยู่นี่แล้ว เจ้าไม่ต้องเดินเพียงลำพัง”

    สี่ทุ่ม เสียงเพลงพิธีมงคลจากวงดุริยางค์ดังขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มีเสียงขลุ่ยหิมะเสริม เสียงที่บรรเลงแล้วชวนให้คิดถึง ดวงวิญญาณผู้ล่วงลับ ราวกับพระราชบิดาของนางกำลังเดินเคียงข้างอยู่ในมิติแห่งความทรงจำ

    พิธีแต่งงานดำเนินต่อไปอย่างสง่างาม เจ้าสาวและเจ้าบ่าวก้มศีรษะคำนับฟ้าดิน คำนับพ่อแม่ และทำความเคารพให้กัน จากนั้นก็แลกคำสัตย์ปฏิญาณต่อหน้าพยาน ว่าจะรักและสื่อสัตย์ต่อกันจนกว่าชีวิตจะหาไม่

    โหม่ง! โหม่ง! โหม่ง!

    เสียงฆ้องชัยดังกังวานขึ้นสามคราเป็นสัญญาณว่าเสร็จสิ้นในส่วนของพิธีการ ขบวนม้าเทียมเลื่อนคริสตัลจอดรออยู่ด้านหน้าตำหนัก ค่ำคืนนี้มี หิมะโปรยลงมาช้าๆ ราวเป็นคำอวยพรจากฟากฟ้า เจ้าสาวขึ้นเลื่อนโดยมีเจ้าบ่าวช่วยพยุง

    ก่อนเลื่อนจะเคลื่อนออกไป ไป๋หานเย่ว์สวมผ้าคลุมไหล่ขนแกะให้กับลูกสาว พลางสวมกอดแล้วกล่าวขึ้นอย่างห่วงใย “รักกันให้มากๆนะ หนักนิด เบาหน่อยค่อยๆพูดจา จงเชื่อใจกัน อย่าหูเบา ชีวิตคู่จะยั่งยืนได้เจ้าทั้งสองต้องเข้าใจกันและรู้จักอภัยให้กัน นี่คือพรที่แม่ฝากเจ้าทั้งสองไว้”

    เลื่อนคริสตัลค่อยๆ เคลื่อนออกไปจากลาน เสียงฝีเท้าม้ากระทบพื้นหิมะดัง กรอบ…กรอบ… เส้นทางของคู่บ่าวสาวทั้งสองทอดยาวออกไป แต่ใจของไป๋หานเย่ว์ก็แทบขาดลงด้วยความห่วงใยลูกสาวสุดที่รักของเธอ

    “มันตรา… แม่ฝากน้องด้วยนะ!!... ” เสียงตะโกนไล่หลังของนางดังจนทุกคนได้ยินอย่างชัดเจนโดยทั่วกัน ในเลื่อนมันตรากอดเจ้าสาวของตนไว้แน่น “ท่านพี่ ได้ยินเสด็จแม่ตรัสแล้วใช่ไหมเพคะ” มันตราพยักหน้าอมยิ้มและจุมพิตเบาๆที่แก้มของเธอ