จุดสูงสุดแห่งชูร่า【至尊修罗】

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 43 เส้นโลหิตอสูร

            บริเวณพรมแดนที่เชื่อมต่อระหว่างสามอาณาจักร ได้แก่ อาณาจักรหนานหลิงอาณาจักรเทียนเฟิงและอาณาจักรต้าหยวนนั้นมีสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งเรียกว่าหุบเขาเทียนอวิ่น

            หุบเขาเทียนอวิ่นแห่งนี้มีพื้นที่ความยาวหลายร้อยลี้และมีความกว้างมากกว่าร้อยลี้ภายในหุบเขาเทียนอวิ่นนั้นมีสำนักฝึกยุทธ์และสำนักศึกษาราชวงศ์ที่มีชื่อเสียงขจรขจายไปไกลทั่วทั้งสามอาณาจักรอยู่

            สำนักศึกษาราชวงศ์เป็นหนึ่งในสำนักศึกษาที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในสามอาณาจักรภายในสำนักศึกษานั้นมีบัณฑิตอยู่จำนวนหลายหมื่นคน และยังมีผู้แข็งแกร่งอีกจำนวนมากจากทั่วทั้งสามอาณาจักรเคล็ดวิชาการฝึกฝนทักษะพลังปราณของที่นี่นับว่าอยู่ในระดับสูงสุด มีคนที่ทรงพลังนับไม่ถ้วนอยู่ในสถานศึกษาในทุกปีพวกเขาจะเปิดรับสมัครศิษย์เพื่อคัดเลือกผู้คนจากทั้งสามอาณาจักรมาเข้าศึกษาในสำนักศึกษา

            โดยปกติแล้ว บัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาจากสำนักศึกษาราชวงศ์ส่วนใหญ่จะกลายเป็นบุคคลสำคัญที่มีความโดดเด่นในสามอาณาจักร

            ภายในสำนักศึกษานั้นมีอาคารตั้งเรียงรายอยู่เป็นจำนวนมากกระทั่งศาลาพักอันวิจิตรงดงามที่เอาไว้ให้ผู้คนนั่งพักผ่อนหย่อนใจก็มีอยู่มากมายสิ่งอำนวยความสะดวกล้วนมีพร้อมอย่างครบครัน ราวกับว่าเป็นเมืองแห่งหนึ่งเลยทีเดียว

            ณ บริเวณนอกลานบ้านแห่งหนึ่ง หญิงสาวในชุดสีน้ำเงินกำลังกัดริมฝีปากของนางแน่นแววตาคู่สวยของนางเผยให้เห็นถึงร่องรอยของความลังเล แต่เมื่อหวนนึกถึงภาพเงาร่างอันเด็ดเดี่ยวของเด็กหนุ่มผู้นั้นนางก็ยังคงเคาะลงบนหน้าประตูลานบ้าน

            “เข้ามา”

            เสียงของสตรีนางหนึ่งดังขึ้นมู่หลิงเอ๋อร์ที่อยู่ด้านนอกจึงผลักประตูเข้าไป พร้อมกับกลิ่นหอมประหลาดบางอย่างที่โชยออกมา

            ลานแห่งนี้มีขนาดกว้างมาก ภายในนั้นมีแปลงสมุนไพรอยู่หลายชนิดถือได้ว่าเป็นสวนยาสมุนไพรขนาดย่อม โดยสมุนไพรแต่ละชนิดนั้นล้วนเป็นวัตถุดิบของตัวยาล้ำค่ามีทั้งสีเขียว สีแดง รวมถึงสีเขียวสดซึ่งแบ่งออกเป็นหลากหลายชนิด และแต่ละต้นนั้นมีค่ามากกว่าหนึ่งพันเหรียญตำลึงทองเสียอีก

            มู่หลิงเอ๋อร์เดินเข้าไปในลานสมุนไพรก่อนจะพบกับหญิงชราในชุดคลุมสีเทาผู้หนึ่ง หญิงชราผู้นี้มีใบหน้าซูบผอมผมหงอกขาว ดวงตาของนางมีเงาแสงสีเขียวส่องประกายผิวหน้าของนางนั้นดูราวกับผิวของเปลือกส้มแห้ง ซึ่งทำให้นางดูน่ากลัวเล็กน้อย

            “คารวะนักปรุงโอสถเหลิ่ง”

            มู่หลิงเอ๋อร์แสดงความเคารพต่ออีกฝ่ายตามมารยาทของผู้เยาว์

            “เป็นหลิงเอ๋อร์รึ ว่าอย่างไร เจ้าคิดเห็นอย่างไรกับเงื่อนไขของข้า?”

            หญิงชราจ้องมองไปยังมู่หลิงเอ๋อร์ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบแห้งที่ทำให้ฟังได้ยาก

            “ของเพียงท่านสามารถมอบตัวยาที่รักษาเส้นลมปราณให้ข้าได้ ข้าข้ายินดีจะฝึกฝนเคล็ดวิชานั้น”

            มู่หลิงเอ๋อร์กัดฟันพูดออกมาในที่สุด

            “ดีมาก นี่คือยาหล่อเลี้ยงเส้นลมปราณ เป็นยาครอบจักรวาลขั้นที่หกทั่วทั้งเมืองเป่ยหยวนมีอยู่เพียงไม่กี่เม็ดเท่านั้น”

            หญิงชราเหยียดยิ้มออกมาทันทีหลังได้ยินคำพูดนั้นรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าของนางดูราวกับดอกเบญจมาศ นางได้หยิบขวดหยกสีขาวออกมาจากแหวนเฉียนคุนและส่งมอบมันให้มู่หลิงเอ๋อร์

            มู่หลิงเอ๋อร์รับมันมาก่อนจะเปิดขวดเพื่อตรวจสอบนางพบว่าภายในนั้นมีเม็ดยาสีเขียวขนาดใหญ่เท่าหัวแม่มือบรรจุอยู่ภายในขวดนี่คือยาครอบจักรวาลขั้นหกอย่างแน่นอน ยาครอบจักรวาลขั้นหกเพียงหนึ่งเม็ดเกรงว่าคงมีมูลค่าไม่ตำกว่าหนึ่งล้านเหรียญตำลึงทอง

            “เป็นยาครอบจักรวาลขั้นหกจริงด้วย เสี่ยวเฟิงอาการบาดเจ็บของเจ้าสามารถรักษาได้แล้ว”

            มู่หลิงเอ๋อร์ยิ้มออกมาอย่างดีใจ จากนั้นนางได้เก็บขวดยาเอาไว้อย่างดีก่อนจะหันไปทำความเคารพหญิงชราในทันที

            “เอาละ ในเมื่อเจ้าได้รับตัวยาไปแล้ว เช่นนั้นก็จงตามข้ามา”

            หญิงชรากล่าวขึ้น จากนั้นนางได้หันหลังกลับและเดินเข้าไปในบ้านมู่หลิงเอ๋อร์รีบตามอีกฝ่ายเข้าไปในทันที

            เมื่อเข้ามาภายในห้องศิลาสีดำ หญิงสาวพบว่าภายในห้องนั้นมีบ่อน้ำบ่อหนึ่งตั้งอยู่และในบ่อน้ำก็เต็มไปด้วยของเหลวสีแดงเข้ม ดูน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง

            “เปลื้องผ้าแล้วลงไปในบ่อนั่นเสีย ไม่ว่าจะเจ็บปวดอย่างไรเจ้าต้องอดทนเอาไว้ และฝึกฝนไปตามที่ข้าเคยสอน”

            หญิงชรากล่าวอย่างเฉยเมย

            มู่หลิงเอ๋อร์พยักหน้า ก่อนจะเริ่มถอดสายรัดเอวและชุดของตัวเองออกเผยให้เห็นผิวขาวราวหิมะรวมถึงรูปร่างอรชรอันน่าภาคภูมิใจของนาง จากนั้นขาเรียวยาวของหญิงสาวก็เดินก้าวเข้าไปหาบ่อน้ำนางพยายามอดทนต่อความรู้สึกอันน่าคลื่นไส้นี้พลางก้าวขาลงไปในบ่อโลหิตนั้นอย่างรวดเร็ว

            หลังจากลงไปในบ่อโลหิตแล้ว หญิงสาวก็นั่งลงขัดสมาธิเพื่อทำการฝึกฝนในทันทีความรู้สึกแสบร้อนได้ถาโถมเข้ามาโดยพลันนางรู้สึกราวกับว่าตนกำลังนั่งอยู่ในน้ำเดือด

            มู่หลิงเอ๋อร์กัดฟันแน่นก่อนจะเริ่มโคจรพลังปราณภายในร่างตามแบบวิธีการฝึกที่หญิงชราได้ถ่ายทอดให้กับนาง

            หญิงชรานำขวดหยกขวดหนึ่งออกมา ก่อนจะเทของเหลวภายในขวดออกมาหนึ่งหยดของเหลวสีทองเข้มได้หยดลงไปในบ่อโลหิต ซึ่งแท้จริงแล้วมันก็คือแก่นโลหิต!

            แก่นโลหิตหยดนี้มีพลังมหาศาล เมื่อมันถูกหยดลงไปในบ่อโลหิตฉับพลันนั้นบ่อโลหิตก็เดือดพล่านขึ้นมาในทันที

            ก่อนจะปรากฏเส้นพลังงานสีแดงเข้มหลั่งไหลเข้าสู่ร่างกายของมู่หลิงเอ๋อร์เวลานั้นหญิงสาวรู้สึกราวกับมีน้ำมันที่เดือดระอุไหลเวียนเข้าสู่ร่างกายของตนซึ่งมันให้ความรู้สึกเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส

            “อ๊าก…!”

            หญิงสาวกรีดร้องเสียงโหยหวนออกมาอย่างทรมาน และเสียงนี้ได้ดังสะท้อนอยู่ภายในห้องศิลาท่าทางของนางราวกับไม่อาจอดทนต่อความเจ็บปวดนี้ได้อีกต่อไปแล้ว

            “อดทนเอาไว้ หากว่าเจ้าล้มเหลว ยาที่ข้ามอบให้เจ้าไป ข้าจะเอาคืน!”

            หญิงชรากล่าวเสียงเย็น

            “ข้า ข้าจะอดทน ไม่ว่าอย่างไรก็จะไม่คืนยานั่นน้องชายของข้าจำเป็นต้องใช้มัน”

            เมื่อได้ยินดังนั้น มู่หลิงเอ๋อร์ก็พยายามอดกลั้นต่อความเจ็บปวดในทันทีนางกัดฟันแน่นขึ้นขณะพยายามฝึกฝนต่อไป

            พลังแก่นโลหิตภายในบ่อเริ่มไหลเข้าสู่ร่างกายของมู่หลิงเอ๋อร์เวลานี้ใบหน้างดงามของนางพลันบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด

            แต่เมื่อนางนึกถึงเขา นึกถึงเด็กหนุ่มผู้ดื้อรั้นคนนั้น น้องชายผู้เป็นที่รักของนางความเชื่อมั่นอันแรงกล้านี้ก็ได้ช่วยผลักดันให้ตัวนางสามารถอดทนต่อไปได้

            นางต้องการช่วยเหลือเขา สวรรค์ทำให้เขาต้องสูญเสียบิดามารดาไปแล้วนางไม่ต้องการให้สวรรค์กีดกันความหวังที่จะแข็งแกร่งขึ้นของเขาอีก

            “สามารถดูดซับได้ตามคาด เด็กสาวผู้นี้มีพลังอสูรฟ้าโดยกำเนิดอย่างที่คิดเอาไว้ช่างน่าเสียดายที่พลังอสูรฟ้าดันมาถือกำเนิดในร่างของเผ่าพันธุ์มนุษย์แต่ไม่เป็นไร เดี๋ยวข้าผู้นี้จะเปลี่ยนเส้นโลหิตให้เจ้าเอง ฮี่ๆ ๆ...”

            หญิงชราพึมพำกับตัวเองด้วยรอยยิ้มอันน่าพรั่นพรึง

            “อ๊าก…!”

            หยาดเลือดของหญิงสาวได้ไหลออกมาจากร่างกาย จากนั้นเลือดสีแดงเข้มภายในบ่อก็ไหลเวียนเข้าไปแทนที่กระทั่งแก่นโลหิตยังซึมเข้าสู่ร่างกายของนางอย่างสมบูรณ์

            “ผู้ปรุงโอสถเหลิ่ง ข้าเจ็บปวดเหลือเกิน นี่มันอะไรกัน อ๊าก...”

            มู่หลิงเอ๋อร์กรีดร้องออกมาอีกครั้ง คราวนี้ร่างอันบอบบางของนางกำลังขดตัวอยู่ในบ่อโลหิตร่างกายของนางในเวลานี้ดูอ่อนแอเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้มันยังสั่นเทาด้วยความเจ็บปวด

            “เส้นโลหิตนี้เป็นเส้นโลหิตที่ประเสริฐที่สุดในบรรดาเผ่าพันธุ์นับหมื่นมันจะทำให้เจ้ารู้สึกราวกับได้เกิดใหม่ ฉะนั้นเจ้าจงยอมรับมันแต่โดยดีเถอะ”

            หญิงชราหัวเราะออกมาด้วยน้ำเสียงอันเย็นยะเยือก

            เลือดในกายของมู่หลิงเอ๋อร์ยังคงถูกขับออกมาอย่างต่อเนื่องในขณะที่เลือดสีเข้มภายในบ่อได้ไหลเข้าไปเติมเต็มอย่างไม่รู้จบ หลังจากนั้นไม่นาน ร่างกายของมู่หลิงเอ๋อร์ก็ดูดซึมเลือดภายในบ่อโลหิตเข้าไปจนหมด

            ฉับพลันนั้นได้มีแถบเส้นสีดำปรากฏขึ้นบนผิวกายขาวเนียนของมู่หลิงเอ๋อร์ หญิงสาวยกมือทั้งสองข้างของนางขึ้นมอง ก่อนจะเห็นกับตาของตนว่าเล็บของนางกำลังเปลี่ยนเป็นกรงเล็บอันแหลมคมทันใดนั้นความเจ็บปวดได้ปะทุขึ้นบริเวณแผ่นหลังอย่างรุนแรง กล้ามเนื้อแผ่นหลังของนางฉีกขาดก่อนจะปรากฏปีกสีนิลคู่หนึ่งที่คล้ายคลึงกับปีกนกงอกออกมาจากบริเวณนั้นกระทั่งเส้นผมของนางยังกลับกลายเป็นสีแดงเข้ม

            ในขณะเดียวกันนั้น ระดับวรยุทธ์ของนางก็ได้เพิ่มสูงขึ้นจากระดับจื่อฝู่ขั้นสี่กลายเป็นระดับจื่อฝู่ขั้นเก้า!

            มู่หลิงเอ๋อร์จ้องมองปีกสีนิลที่งอกออกมาจากแผนหลังของตัวเองด้วยสายตาสยดสยองโดยเฉพาะเล็บอันแหลมคมที่เหมือนกับกรงเล็บนี้ยิ่งทำให้นางตกใจจนตัวแข็งค้าง 

            “ข้า ข้ากลายเป็นเช่นนี้ไปได้อย่างไร นี่ไม่ใช่ข้า ไม่ใช่ข้า ไม่ใช่ข้า...”

            มู่หลิงเอ๋อร์ไม่อยากจะเชื่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับร่างกายของตนหญิงสาวร้องไห้กอดตัวเองอยู่ภายในบ่อโลหิต...

            “จุ๊ๆ ๆ... ข้าทำสำเร็จแล้ว เปลี่ยนเส้นโลหิต ข้าทำได้แล้วข้าสามารถเปลี่ยนเส้นโลหิตได้แล้ว!”

            หญิงชรามองมายังหญิงสาวที่กำลังร้องไห้ ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างตื่นเต้นจากนั้นนางได้กล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้มอันเย็นยะเยือกว่า “หนูน้อย เจ้าอย่าได้ร้องให้อีกเลยนี่คือเส้นโลหิตอสูร มันประเสริฐยิ่งกว่าเส้นโลหิตของเผ่าพันธุ์มนุษย์อย่างพวกเจ้าไม่รู้ตั้งเท่าไร”

            หญิงชรากล่าวออกมาอย่างตื่นเต้น นางจ้องมองเข้าไปในดวงตาของมู่หลิงเอ๋อร์ด้วยแววตาที่เปี่ยมล้นไปด้วยความพึงพอใจ

            แท้จริงแล้วตัวตนของหญิงชราผู้นี้เป็นใครกันแน่?

            แน่นอนว่าทางฝั่งมู่เฟิงย่อมไม่ทราบว่าเพื่อตัวเขาแล้วพี่สาวของเขาได้ยอมทำข้อตกลงอะไรแบบนี้ขึ้น

            ความสัมพันธ์ที่เรียกกันว่าเครือญาตินั้นย่อมสามารถทำให้คนผู้หนึ่งยอมเสียสละเพื่อใครอีกคนได้อย่างไม่มีเงื่อนไข...

     

    คล้ายกับเรื่องจุดสูงสุดแห่งชูร่า【至尊修罗】 ที่คุณอ่าน