[นิยายแปล] Logging 10000 Years into the Future - เทพไร้พ่าย ลุยเดี่ยวอนาคตหมื่นปี【จบ】

    เล่มที่ 5 บทที่ 143 ดัชนีแผดเผา ควบคุมดาวฤกษ์! วิถีปรมาจารย์ของลู่เซิ่ง (4)

            ยามค่ำคืน อาหารเต็มโต๊ะเช่นเคย เจิ้งอวี้เฟินสรรหาเมนูใหม่ๆ มาฉลองให้ลู่เซิ่ง

            “เสี่ยวเซิ่ง มาเร็ว มาดื่มเป็นเพื่อนพ่ออีกสักสองจอก!”

            ลู่ต้าไห่ถือจอกเหล้ารออยู่ที่โต๊ะตั้งแต่เนิ่นๆ พอเห็นลู่เซิ่งก็ยิ้มตาหยีโบกมือเรียก

            ลู่เซิ่งไม่ได้รังเกียจที่จะดื่มกับลู่ต้าไห่เท่าไร อย่างไรเสีย แอลกอฮอล์แค่นั้นไม่มีผลอะไรต่อเขาเลย

            แต่เขากลัวว่าลู่ต้าไห่จะดีใจมากเกินไปต่างหาก

            “พ่อ ดื่มน้อยๆ นะ ยังไม่ถึงเวลาฉลองจริงๆ สักหน่อย”

            “เอาน่า ไม่เป็นไร พ่อเชื่อมั่นในความสามารถของแก”

            ลู่ต้าไห่นึกว่าลู่เซิ่งหมายถึงผลสอบยังไม่ออก กลัวว่าถึงตอนนั้นตัวเองจะหน้าแตก ทำให้คนอื่นผิดหวัง

            หารู้ไม่ว่าลู่เซิ่งตรวจสอบจากในพื้นที่แห่งความฝันแล้วว่าตัวเองได้ที่หนึ่งระดับประเทศในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยครั้งนี้อย่างแน่นอน จากยอดฝีมืออันดับหนึ่งของเมือง กลายเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งของประเทศ ตอนนั้นลู่ต้าไห่คงจะไม่ดีใจจนดื่มตายบนโต๊ะเหล้าเลยหรือไงกัน?!

            เห็นลู่ต้าไห่ยืนกราน ลู่เซิ่งก็ไม่ได้ว่าอะไร รินเหล้าขาวหนึ่งจอก ดื่มกับลู่ต้าไห่

            บรรยากาศในช่วงอาหารเย็นก็ดี ครอบครัวมีความสุขกันดี แต่เมื่อลู่เซิ่งสอบเสร็จ หัวข้อสนทนาหลักจึงไปอยู่ที่น้องสาวลู่ชิงเหอ

            ลู่ชิงเหอกลับมั่นใจในตัวเองมาก พูดอย่างหนักแน่นว่า “พ่อแม่วางใจได้เลย อีกสองปี หนูจะเอาตำแหน่งยอดฝีมืออันดับหนึ่งของเมืองมาให้ได้”

            เธอมีวิชาการฝึกร่างกายพิเศษที่ลู่เซิ่งสอน ทั้งยังมีเนื้อสัตว์ประหลาดและยาเสริมกำลังต่างๆ อีกมากมาย หากสองปียังไม่ได้ที่หนึ่งของนักเรียนมัธยมปลายในเมืองไป๋เหอ ลู่ชิงเหอคิดว่าตัวเองคงจะเอาหัวโขกประตูห้องของพี่ชายตายไปเลย

            ในขณะที่ทุกคนในครอบครัวกำลังกินข้าวกันอย่างมีความสุข จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงดังจากหน้าจอวิดีโออินเตอร์คอมที่ผนัง

            มีคนกดกริ่งประตู

            เจิ้งอวี้เฟินวางตะเกียบ เตรียมจะลุกขึ้น

            “แม่ไปเปิดเอง”

            ลู่เซิ่งกลับเห็นร่างที่คุ้นเคยจากหน้าจอแสดงผลของระบบวิดีโออินเตอร์คอม ดวงตาเป็นประกายวูบหนึ่ง ห้ามผู้เป็นแม่แล้วพูดว่า “ผมไปเองดีกว่า เป็นเพื่อนผมเอง”

            “อ้อๆ”

            คนในครอบครัวเข้าใจ

            เจิ้งอวี้เฟินพูดว่า “สอบเข้ามหาวิทยาลัยเสร็จแล้ว การที่เพื่อนๆ นัดเจอกันก็เป็นเรื่องที่ควรทำ เสี่ยวเซิ่งแกควรออกไปข้างนอกบ้าง จะได้ไม่ต้องหมกตัวอยู่แต่ในบ้าน ไม่ฝึกศิลปะการต่อสู้ก็หลับ...”

            ลู่เซิ่งคิดในใจว่า แม่ครับ แม่พูดผิดแล้ว ที่จริงแล้วตอนที่ลูกชายแม่นอนหลับก็กำลังฝึกศิลปะการต่อสู้อยู่นะครับ

            เขาเดินออกจากบ้าน ลู่เซิ่งก็เห็นร่างหนึ่งยืนวนไปวนมาอยู่นอกรั้ว ราวกับกำลังประหม่า

            ลู่เซิ่งรีบเดินออกไป

            เห็นได้ชัดว่าเด็กหนุ่มก็เห็นเขาเช่นกัน ยกมือขึ้นโบกอย่างตื่นเต้นโดยไม่รู้ตัว

            แต่โบกไปได้ครึ่งหนึ่ง ราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงลดมือลง เพียงแต่ยิ้มอย่างเก้ๆ กังๆ ให้ลู่เซิ่ง

            ลู่เซิ่งเดินไปถึงนอกประตูบ้าน มองดูหลิวฉี่หมิงที่แทบจะจำไม่ได้ตรงหน้า ใบหน้าก็ฉายรอยยิ้มสดใส ทักทายว่า “หลิวฉี่หมิง เข้ามาสิ”

            ใช่แล้ว เขาคือหลิวฉี่หมิง

            เจ้าเด็กอ้วนเพื่อนสนิทที่นั่งข้างๆ ลู่เซิ่งในห้องห้าชั้นม.หก โรงเรียนมัธยมไป๋เหอสาขาสามเมื่อก่อน

            แต่หลิวฉี่หมิงในปัจจุบันกลับเปลี่ยนไปราวกับคนละคน ไม่ใช่เจ้าอ้วนอีกต่อไป

            ผอมลงมาก แถมยังคล้ำขึ้นอีกด้วย

            ผมที่เคยลีบแบนก็ตัดสั้นเกรียน ดวงตาส่องประกายเจิดจ้า แม้กระทั่งเห็นเค้าร่างกล้ามเนื้อบนแขน

            ทั้งตัวดูมีชีวิตชีวามาก ราวกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน

            “ช่างเถอะ ฉันไม่เข้าไปหรอก พูดสองสามคำก็ไปแล้ว”

            หลิวฉี่หมิงโบกมือ มองลู่เซิ่งด้วยท่าทางที่ดูเหมือนจะประหม่า

            เขามองไปที่บ้านของลู่เซิ่ง มองด้วยความทึ่ง “ลู่เซิ่ง ไม่คิดเลยว่าบ้านนายจะซื้อวิลล่าแล้ว นี่มันใหญ่มาก...ถ้านายไม่ส่งข้อความมาบอกเอง ฉันคงไม่กล้าตามมาถูกหรอก รู้ไหม...บ้านใหญ่ขนาดนี้ ต้องมีห้องฝึกศิลปะการต่อสู้ส่วนตัวแน่ๆ เลยสินะ”

            ลู่เซิ่งยิ้มน้อยๆ พูดว่า “ฉันนึกว่าจะถามว่าห้องเล่นเกมใหญ่หรือเปล่าซะอีก”

            “เฮ้ นั่นมันเมื่อก่อน...”

            หลิวฉี่หมิงเกาหัวอย่างกระอักกระอ่วน ท่าทางเขินอายทำให้ลู่เซิ่งรู้สึกถึงรูปลักษณ์เดิมๆ ของเขาบ้าง

            จู่ๆ หลิวฉี่หมิงก็ทำสีหน้าจริงจัง พูดขอบคุณลู่เซิ่งอย่างเคร่งขรึมว่า “ขอบใจนะ”

            ดวงตาของลู่เซิ่งเป็นประกายวูบหนึ่ง รู้ว่าเขาหมายถึงอะไร

            ที่อยู่บ้านใหม่ ลู่เซิ่งบอกแค่ไม่กี่คน ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือหลิวฉี่หมิง

            “ขอบใจอะไรกัน!”

            ลู่เซิ่งรีบเข้าไปโอบคอหลิวฉี่หมิงไว้ เหมือนเมื่อครึ่งปีก่อน

            “ระหว่างพวกเรายังต้องพูดขอบคุณอะไรกันอีก รีบบอกมา สอบเข้ามหาวิทยาลัยเป็นไงบ้าง?”

            หลิวฉี่หมิงทำท่าทาง “ดีใจจนเกินไป” แต่ไม่นานใบหน้าก็ฉีกยิ้มออกมา ตอบกลับด้วยรอยยิ้มว่า “ก็พอไหวอยู่ มีลุ้นติดมหาวิทยาลัยระดับสาม

            ยังไงก็พยายามอย่างสุดความสามารถแล้ว ถ้ายังไม่ได้อีก...

            งั้นฉันจะสอบอีกปี!”

            สี่คำสุดท้าย หลิวฉี่หมิงพูดอย่างหนักแน่น

            ลู่เซิ่งปล่อยแขนที่หนีบคอหลิวฉี่หมิงอยู่ ตบไหล่เขาด้วยความชื่นชม “ถ้าอยู่ในเมืองไป๋เหอต่อไป ไปโรงศิลปะการต่อสู้หงชวนแถวๆ บ้านเดิมของฉันก็ได้

            ฉันจะบอกพวกเขาให้หานักสู้ที่เก่งที่สุดมาสอนนาย”

            “ได้เลย!”

            หลิวฉี่หมิงยิ้มกว้าง เผยให้เห็นฟันขาวเรียงกัน “นายไม่รู้หรอก ตอนนี้สมัครเรียนที่โรงศิลปะการต่อสู้หงชวนยากขนาดไหน”

            ลู่เซิ่งยิ้ม ไม่ได้พูดต่อในหัวข้อนี้ แต่เปลี่ยนเรื่องพูดว่า “พรุ่งนี้ว่างไหม ไปเล่นเกมออนไลน์กัน หรือว่าเราสองคนจะลงเลนล่าง”

            “จริงเหรอ?!”

            ดวงตาของหลิวฉี่หมิงเป็นประกาย แสดงความประหลาดใจออกมา

            “ดี!”

            เขารีบตอบตกลง พูดว่า “ที่จริงวันนี้ฉันมาหานายก็เพราะเรื่องนี้แหละ สอบเข้ามหาวิทยาลัยเสร็จแล้ว ที่ห้องเลยอยากจัดงานเลี้ยงสังสรรค์กินข้าวด้วยกัน

            เลยส่งฉันมาถามว่านายจะไปไหม...

            ถ้านายไม่อยากไปก็ไม่เป็นไร ฉันจะชวนคนสองสามคนไปเล่นเน็ตเลย!”

            หลิวฉี่หมิงพูดเร็วมาก ราวกับกลัวว่าลู่เซิ่งจะไม่คิดแม้แต่จะไปเล่นเน็ตด้วยกัน

            แต่ลู่เซิ่งกลับตอบตกลงอย่างง่ายดาย

            “ได้สิ บอกเวลาและสถานที่ให้ฉันด้วย พรุ่งนี้ฉันไปแน่นอน”

            ห้านาทีต่อมา หลิวฉี่หมิงเดินอยู่บนถนนออกจากวิลล่า ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความยินดีที่ไม่อาจระงับได้

            จู่ๆ เขาก็กระโดดขึ้น “เย้” คำหนึ่ง

            ทั้งตัวดูตื่นเต้นอย่างมาก

            “ติ๊งหน่งหนิง”

            เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์มือถือดังกังวาน

            หลิวฉี่หมิงรับโทรศัพท์ ปลายสายส่งเสียงร้อนรนและกระตือรือร้น

            “เป็นไงบ้างๆ ลู่เซิ่งตกลงไหม?”

            “ไม่ต้องพูดถึง ทุกอย่างโอเค!”

            “ว้าว!”

            ปลายสายมีเสียงโห่ร้องยินดี

            “ได้แล้ว ตอนนี้ฉันจะไป ทุกคนมาปรึกษากันดีๆ ว่าจะจัดกิจกรรมพรุ่งนี้ยังไง!

            อ้อ ใช่แล้ว ลู่เซิ่งบอกว่าพรุ่งนี้จะไปเล่นเน็ตกับพวกเราด้วย!

            อะไร ล้อเล่นหรือเปล่า แกดูฉัน หลิวฉี่หมิงเหมือนคนชอบล้อเล่นตรงไหน...”

            หลิวฉี่หมิงพูดอย่างฮึกเหิม ก้าวเดินเบาราวกับว่าได้รับการตอบรับเข้ามหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้แล้ว

            ...

            ยามค่ำคืน ลู่เซิ่งนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นเรียบเป็นเงา เข้าสู่พื้นที่แห่งความฝัน

            ภาคต่อของสามสุดยอดวิชาระดับสิบเอ็ดยังคงลอยอยู่ตรงหน้าลู่เซิ่งเหมือนตอนที่เขาจากมา

            เมื่อก่อนไม่มีเวลาดู ตอนนี้ก็สามารถพลิกดูอย่างละเอียดได้แล้ว

            ลู่เซิ่งเริ่มจาก “วิชาฝึกร่างกายแห่งดาวฤกษ์” ตามเคย

            อ่านวิชาทั้งหมดจบ ลู่เซิ่งก็มีสีหน้าตกตะลึงเล็กน้อย

            “ ‘วิชาฝึกร่างกายแห่งดาวฤกษ์’ ระดับสี่ ครอบคลุมการฝึกฝนทุกขั้นตอนตั้งแต่ระดับสี่ถึงระดับหก เทียบเท่ากับการชี้ทางไปสู่ปรมาจารย์โดยตรง!”

            วิชานี้ไม่เพียงแต่ให้ท่าทางการฝึกฝนในขั้นตอนที่สองของกายทองอมตะ แต่ยังมีเคล็ดลับพิเศษเพิ่มเข้ามาด้วย

            “นิมิตทินกร ประสานสามสิ่ง จิต กำลัง และสมาธิ มุ่งตรงไปยังปรมาจารย์!”

            ในวิชาฝึกร่างกายแห่งดาวฤกษ์นี้ก็เสนอแนวคิดเรื่องการนิมิต

            แต่สิ่งที่แตกต่างจากทักษะสมาทานจิตแก้วก็คือ มันไม่มีภาพโครงร่างสำเร็จรูป แต่ให้ลู่เซิ่งเพ่งนิมิตดวงอาทิตย์บนท้องฟ้าโดยตรง

            “ขั้นตอนแรกคือการมองดวงอาทิตย์บนท้องฟ้าโดยตรง เริ่มจากดวงอาทิตย์แรกที่ขึ้นในตอนเช้า แล้วค่อยๆ เพิ่มความยาก

            เจ็ดหรือแปดโมงเช้า เก้าหรือสิบโมงเช้า สุดท้ายคือดวงอาทิตย์ที่แผดจ้าอยู่กลางท้องฟ้า

            จากนั้นก็จินตนาการถึงรูปร่างของดวงอาทิตย์ที่มองเห็นในสมอง ทุ่มเทจิต กำลัง และสมาธิลงไป

            เมื่อภาพจินตนาการดวงอาทิตย์ในสมองร้อนแรงเหมือนดวงอาทิตย์จริง นั่นคือวันที่ฉันก้าวเข้าสู่ปรมาจารย์อย่างแท้จริง”

            พูดง่ายแต่ทำจริงไม่ง่าย

            สามสิ่งที่ “วิชาฝึกร่างกายแห่งดาวฤกษ์” กล่าวถึง ได้แก่

            จิต หมายถึง แก่นแท้ของเนื้อ เลือด และไขกระดูก

            กำลัง หมายถึง พลังจากภายใน พูดให้ถูกก็คือพลังแกร่งกล้า

            สมาธิ หมายถึง พลังจิต

            เจตจำนงแห่งปรมาจารย์ของลู่เซิ่งสำเร็จแล้ว ที่จริงแค่ค่อยๆ เพิ่มค่าพลังชีวิตไปตามลำดับ ก็จะสามารถขึ้นสู่ปรมาจารย์ได้อย่างราบรื่น

            แต่!

            วิถีปรมาจารย์ของซือเซิ่งหนิงและยอดฝีมือระดับสิบเอ็ดหวังเหอที่ในอนาคตหมื่นปีข้างหน้าได้รับการขนานนามว่า “สามานย์ทินกรแห่งตะวันออก”...

            อยู่ในระดับเดียวกันหรือไม่?

            ไม่เหมือนกันเลย

            ตอนนี้ลู่เซิ่งรู้สึกขอบคุณมากที่ซอมบี้ระดับปรมาจารย์ตัวแรกที่เขาเจอคือซือเซิ่งหนิง สาวกของหวังเหอ

            วิถีปรมาจารย์เป็นการเลียนแบบหวังเหอ

            เจตจำนงแห่งปรมาจารย์ของทั้งสองสืบทอดกันมา เขาจึงสามารถเชื่อมต่อได้อย่างราบรื่น

            แต่...

            “ไม่ว่าจะเป็นเจตจำนงแห่งปรมาจารย์ของซือเซิ่งหนิง หรือเจตจำนงแห่งปรมาจารย์ของหวังเหอ มันก็ไม่ใช่เจตจำนงแห่งปรมาจารย์ของฉัน

            สิ่งนั้นเป็นตัวแทนของพวกเขา ไม่ใช่วิถีของฉัน...”

            ลู่เซิ่งทำสีหน้าสงบ พูดกับตัวเองทีละคำว่า “วิถีปรมาจารย์ที่ลู่เซิ่งคนนี้จะเดิน จะต้องมีพื้นฐานจากหวังเหอ แต่ก็ต้องอยู่เหนือหวังเหอ

            มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นจึงจะสามารถทำในสิ่งที่แม้แต่หวังเหอก็ทำไม่ได้”

            หวังเหอระดับสิบเอ็ดก็ไม่สามารถกอบกู้วัฒนธรรมมนุษย์จากการล่มสลายได้ ดังนั้นเป้าหมายเริ่มต้นของลู่เซิ่งจึงมุ่งไปที่ระดับสิบสองหรือสูงกว่านั้นด้วยซ้ำ

            “ไม่ใช่ความเพ้อฝัน และก็ไม่ใช่การไม่เจียมตัว

            ฉันมีสุดยอดวิชาระดับสิบเอ็ดสามวิชาเป็นรากฐาน มีวัฒนธรรม ศิลปะการต่อสู้ที่รุ่งเรืองในอีกหมื่นปีข้างหน้าเป็นพื้นฐาน ระดับสิบสองอาจจะไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้...”

            นอกจากวิธีการเลื่อนขั้นสู่ปรมาจารย์ของวิชาฝึกร่างกายแห่งดาวฤกษ์ ในนั้นยังกล่าวถึงเคล็ดลับใหม่ด้วย

            เคล็ดลับการโจมตี เป็นสิ่งที่ผู้ฝึกฝนระดับห้าและระดับหกก็สามารถใช้ได้ ถือว่าเป็นทักษะการต่อสู้ชั่วคราวที่หวังเหอสร้างขึ้นมาโดยเฉพาะสำหรับผู้ฝึกฝนวิชา “ฝึกร่างกายแห่งดาวฤกษ์”

            ชื่อของทักษะการต่อสู้นี้ง่ายมาก ชื่อว่า

            กำกับดาวฤกษ์!

            เทคนิคการใช้ก็ง่ายมาก เพียงแค่รวบรวมพลังทั้งหมดในร่างกาย ระเบิดออกไปในจุดเดียวก็พอ

            เนื่องจากพลังหลักของผู้ฝึกฝนระดับห้าและหกคือพลังปราณ ส่วนพลังปราณของผู้ฝึกฝนวิชาฝึกร่างกายแห่งดาวฤกษ์จะส่องประกายสีทอง

            เมื่อรวมกันในจุดเดียว จะเหมือนกับดวงอาทิตย์ที่แผดจ้า

            ราวกับว่ากุมดาวฤกษ์ไว้ในมือ

            ดัชนีแผดเผา ควบคุมดาวฤกษ์!

            จึงได้ชื่อว่า กำกับดาวฤกษ์

    คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] Logging 10000 Years into the Future - เทพไร้พ่าย ลุยเดี่ยวอนาคตหมื่นปี【จบ】 ที่คุณอ่าน

    สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

    สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    9.93M 1273
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    นิยาย แฟนตาซี
    1K 34
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    เหนือพิภพ สยบสวรรค์ (ภาค 2 สยบสวรรค์)

    เหนือพิภพ สยบสวรรค์ (ภาค 2 สยบสวรรค์)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.13M 1288
    จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    นิยาย แฟนตาซี
    3.06M 3586
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185