บทที่ 42
เล่นกู่ฉิน
หลังจากที่นางพูดจบก็แสร้งจะหันหลังจากไป แต่เมื่อนางหันหลังกลับและเดินออกไปได้เพียงครึ่งก้าว นางก็ได้ยินเสียงเรียกให้หยุดจากข้างหลังนาง เมื่อได้ยินเช่นนี้ เมิ่งอวิ๋นเสียงก็เผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ แววตาของนางดูราวกับหยั่งรู้จิตใจของเหยาจี
นางไม่สนใจเหยาจี และหันหลังเดินไปยังตำแหน่งที่นางเล่นกู่ฉินเมื่อครู่นี้แล้วนั่งลง นิ้วมือเรียวงามลูบไล้กู่ฉินแล้วทดลองดีดสายสองสามสาย หลังจากมองดูอย่างละเอียดแล้ว นางก็ยกย่องในใจหลายครั้งว่า สิ่งที่อยู่ในเจ้าสำราญราวเมามายในความฝันช่างมีรสนิยมยิ่งนัก แม้แต่สายกู่ฉินที่สาวน้อยผู้นี้เล่นยังทำด้วยเส้นไหมแท้ที่ขดแน่น
“แม่นางเหยาจี โปรดตั้งใจฟังให้ดีเพราะมีครั้งเดียวเท่านั้น เมื่อแลกเปลี่ยนแล้วจะไม่มีการคืนเงิน” เมื่อนางพูดจบแล้วก็หายใจเข้าลึก ๆ จากนั้นนิ้วเรียวงามก็เริ่มแกว่งไปมาบนสายของกู่ฉิน นางบรรเลงได้อย่างพลิ้วไหว แล้วเสียงเพลงกู่ฉินที่สง่างามและอ่อนโยนก็ค่อย ๆ ดังขึ้นอย่างแช่มช้า
เสียงกู่ฉินนั้นทำให้ผู้ฟังรู้สึกราวกับอยู่ท่ามกลางคลื่นสีฟ้าและหมอกควัน จากนั้นเสียงกู่ฉินก็เปลี่ยนไปเป็นเศร้าสร้อย ทำให้เหยาจีเกิดความรู้สึกหดหู่และวิตกกังวล และอดไม่ได้ที่จะซาบซึ้งและโศกเศร้าเพราะการเปลี่ยนท่วงทำนองนี้
ในช่วงเวลาแห่งความหดหู่ใจนี้ จู่ ๆ เสียงเพลงกู่ฉินก็เปลี่ยนไปให้ความรู้สึกหนักอึ้งและปั่นป่วน ภาพที่ปรากฏตรงหน้าของเหยาจีตอนนี้คือภาพเมฆหมอกและสายน้ำที่ไหลเชี่ยวกราก แล้วภาพชวนอึดอัดนี้ก็เลือนหายไป จากนั้นเสียงของกู่ฉินก็เร่งเร้าขึ้นเรื่อย ๆ ราวไร้ขีดจำกัด อันเกิดจากการผสมผสานอันชาญฉลาดของท่วงทำนอง ก่อให้เกิดเป็นภาพของแสงยามรุ่งอรุณบนท้องฟ้าที่ฉาบลงบนเมฆจนเกิดเป็นเงา ราวกับว่าเสียงของกู่ฉินที่เปลี่ยนแปลงไป ก่อให้เกิดภาพแม่น้ำและภูเขาอันยิ่งใหญ่ที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตาตรงหน้านาง
ในช่วงท้ายของเพลง เสียงเพลงเปลี่ยนเป็นจังหวะเนิบช้า ชวนให้นึกถึงหมู่เมฆขาวและสายน้ำที่ไหลรินอย่างแผ่วเบา ซึ่งทำให้ผู้ฟังรู้สึกได้ถึงอารมณ์อันไม่มีที่สิ้นสุด
หลังจากบรรเลงจนจบเพลงแล้ว เมิ่งอวิ๋นเสียงก็ลุกขึ้นแล้วยกยิ้มหวาน “ไม่ทราบว่าคุณชายผู้นี้ได้บรรเลงเพลงที่ไร้ซึ่งความไพเราะไปหรือไม่ แม่นางเหยาจีเคยได้ยินเพลงนี้หรือไม่?”
เหยาจียังไม่สามารถปลดปล่อยตัวเองจากเสียงเพลงกู่ฉินนั้นได้ เมื่อนางได้ยินประโยคนี้ ใบหน้าของนางก็กลายเป็นสีแดงก่ำทันที นางรู้สึกเขินอายจนเลือดแทบจะไหลจากแก้ม “นั่น... ข้าน้อยไม่เคยได้ยินมาก่อน หวังว่าคุณชายจะให้อภัยนะเจ้าคะ”
“ไม่เป็นอะไร ไม่เป็นอะไร...” เมิ่งอวิ๋นเสียงโบกมือไปมา ที่นางสามารถเล่นเพลงนี้ได้ต้องขอบคุณความตั้งใจของตัวเองในตอนนั้น นางเคยตั้งใจฝึกเล่นกู่ฉินมาก่อน โดยจุดประสงค์ของการฝึกเล่นกู่ฉินคือต้องการปรับปรุงอารมณ์ หลังจากเสียค่าเล่าเรียนไปแล้วมากมาย และได้เรียนกับครูหลายคนก็มีเพียงนางคนเดียวที่เล่นเพลงนี้ได้ แม้ว่าจะเจ็บมือราวกับมือจะหักก็ตาม ไม่คิดเลยว่าจะได้ใช้ทักษะในวันนี้
“ข้าน้อยขอบอกคุณชายว่าบทเพลงนี้ช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก ไม่ทราบว่าชื่อเพลงนี้...”
“อยู่ในตำราเสินฉีมี่ผู่ ข้าพูดไปแล้วนะ แม่นางเหยาจีไม่รู้จักหรือ?” เมิ่งอวิ๋นเสียงยังคงไม่ลืมจุดประสงค์ของการทำเช่นนี้ หากไม่ใช่เพราะต้องการค้นหาความลับของจิ่งฮวาแล้ว เหตุใดนางต้องมาแสดงฝีมือของนางในรอบหลายปีด้วย อันที่จริงนางหลงลืมไปมากแล้ว แต่โชคดีที่นางยังพอรื้อฟื้นความจำขึ้นมาได้
“คุณชายโปรดบอกข้าน้อยเถิดนะเจ้าคะ” นางเรียนรู้ท่วงทำนองเพลงที่อ่อนโยนและโศกเศร้ามาโดยตลอด แม้ว่านางจะสามารถเล่นท่วงทำนองนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว แต่นางก็รู้สึกเบื่อหน่ายยิ่งนัก บทเพลงที่เมิ่งอวิ๋นเสียงบรรเลงให้นางฟังเป็นดั่งบ่อน้ำใสท่ามกลางทะเลทรายที่ร้อนระอุ จินตภาพที่ปรากฏต่อหน้านางทำให้นางรู้สึกมีพลังและสดใสขึ้นมาทันที เพียงได้ยินเพลงนี้สักครั้งในชีวิต นางก็ไม่เสียใจอีกแล้ว