Gustonya Undodead ราชันจอมเขมือบ

บทที่ 196 วันสบายๆ ที่ริมน้ำ

วันสบายๆ ที่ริมน้ำ

 

            แสงสว่างที่ปรากฏขึ้นในดินแดนนั้นเรียกความสนใจจากคนทุกคนได้เป็นอย่างดีโดยเฉพาะแสงสว่างที่โดดเด่นของการซื้อดินแดนย่อยซึ่งทำให้คนที่รู้จักมันดีเกิดความตื่นเต้นขึ้นมาในทันที

            กัสที่เดินกึ่งวิ่งออกมาจากห้องทำงานปั้นหน้ายิ้มโดยไม่สนใจสายตาแปลกๆของหญิงสาวคนอื่นที่ได้ยินเสียงตวาดของบลูอายเลยสักนิด

            เขาเพียงเดินไปพลางยิ้มน้อยๆจนกระทั่งเดินเข้าไปหยุดอยู่ที่ด้านหน้าประตูมิติซึ่งลอยอยู่เหนือลานกว้างด้านข้างประตูมิติเข้าออกของดินแดน

            “เอาไว้ค่อยย้ายตำแหน่งก็แล้วกัน..ตอนนี้เข้าไปดูก่อนดีกว่าว่าด้านในมันเป็นยังไง”

            เทียบกับก่อนหน้านี้ที่ดินแดนมีขนาดเล็กเพียงไม่กี่สิบไร่แล้ว การเข้าไปในดินแดนใหม่ตอนที่ดินแดนมีขนาดใหญ่ถึง500 ไร่นั้นให้อารมณ์ที่แตกต่างกันมากทีเดียว

            เพราะขนาดของดินแดนย่อยที่ใหญ่ถึง250 ไร่นั้นมีอะไรให้ลุ้นมากทีเดียว

            ทันทีที่กัสเดินนำเข้าไปเหล่าเด็กสาวและหญิงสาวก็ตามไปติดๆ ไม่ว่าจะด้วยความสนใจหรือเพราะอะไรก็ล้วนแต่มารวมกันและตรงเข้าไปในดินแดนย่อยในทันที

            พริบตาที่ก้าวผ่านประตูมิติความรู้สึกที่คุ้นเคยก็ปรากฏขึ้นมาวูบหนึ่ง ตามมาด้วยกลิ่นของดินและน้ำที่โดดเด่นและเสียงของสายน้ำที่ดังมาให้ได้ยิน

            ประสาทสัมผัสของเผ่าอสูรราวกับถูกกระตุ้นด้วยเสียงของธรรมชาตินี้และทำให้กัสอดไม่ได้ที่จะเบิกตากว้างขึ้นก่อนจะแผ่ขยายสัมผัสวิญญาณออกไปรอบตัวจนถึงขีดสุด

            พริบตาเดียวภาพพื้นที่ในอาณาเขต120 เมตรก็ปรากฏขึ้นในจิตใจและทำให้กัสมองเห็นแม่น้ำถึง 2สายที่อยู่ในอาณาเขตของสัมผัสวิญญาณ

            “ยอดไปเลยแฮะ..แค่แผ่สัมผัสออกไปก็เจอถึงแม่น้ำตั้งสองสาย..แถมยังยาวมาก!”

            กัสทึ่งน้อยๆ ขณะที่เดินต่อไป โดยมีเหล่าเด็กสาวและหญิงสาวที่ส่งเสียงอุทานดังเจื้อยแจ้วด้วยความรู้สึกที่แตกต่างกัน

            ความรู้สึกรวมๆของทุกคนนั้นดูเหมือนจะตื่นเต้นและยินดีกับสภาพแวดล้อมใหม่ส่วนน้องสาวของบลูอายที่รู้เรื่องนี้มาก่อนแล้วและทราบดีว่าดินแดนแห่งนี้จะเป็นสถานที่ทำงานหลักของพวกเธอก็ดูจะตื่นเต้นตึงเครียดน้อยๆ

            ทุกคนเดินตามกัสไปโดยไม่มีความคิดใดๆมีเพียงสายตาที่กวาดมองออกไปโดยรอบมองดูต้นไม้ที่ขึ้นประปรายและเรียงรายเป็นทิวแถวและแม่น้ำที่ทอดยาวไปตลอดเส้นทางที่ขวางกั้นเส้นทางด้านหน้าเอาไว้

            กัสเดินไปรอบๆอย่างใจเย็นขณะที่สำรวจพื้นที่โดยรอบด้วยสัมผัสวิญญาณก่อนจะหยุดลงในที่สุดเมื่อพบว่าดินแดนที่เขาปรากฏตัวขึ้นมานั้นไม่มีทางเดินเนื่องจากมีแม่น้ำสองสายขนาบข้างจนไปไกลกว่านี้ไม่ได้

            ความกว้างของพื้นดินในจุดที่กัสปรากฏตัวนั้นมีความกว้างเพียง80 เมตรโดยประมาณเท่านั้นทำให้พื้นที่ที่เขาสามารถสำรวจได้จริงมีจำกัด

            สัมผัสวิญญาณของเขาแผ่ขยายออกไปได้แค่120 เมตร ขณะที่ดินแดนย่อยที่กว้างใหญ่ถึง 250 ไร่นั้นมีอาณาเขตไม่ต่ำกว่า 720เมตร เทียบกันแล้วเขาสำรวจดินแดนได้เพียง 1 ใน 3 โดยประมาณเท่านั้น

            ทว่าปัญหาข้อนี้ก็ไม่ได้สร้างความลำบากให้กัสมากนักเพราะเขายังมีบลูอายและน้องอยู่ด้วยทักษะการบินที่เป็นพรสวรรค์ตามธรรมชาติของเผ่าวิหคมันง่ายมากที่จะข้ามแม่น้ำที่กว้างเพียง 20 – 30 เมตร

            แม่น้ำทั้งซ้ายและขวาถูกน้องสาวสองคนของบลูอายบินข้ามไปสำรวจอย่างง่ายดายพร้อมกับใช้บันทึกโลกวิญญาณช่วยเหลือไม่นานนักภาพรวมของดินแดนย่อยก็ปรากฏขึ้นมาให้เห็น

            “น่าเสียดายแฮะ..นี่ถ้าเรียกแองจี้มาด้วยคงจะง่ายกว่านี้แต่ช่างเถอะยังไงเสียก็ต้องสร้างสะพานเพิ่มอยู่ดี เอาไว้วันหลังก็ได้”

            กัสไหวไหล่เล็กน้อยอย่างไม่คิดมากเพราะยังไงเสียเขาก็ต้องสร้างสะพานอย่างที่ว่าจริงๆเพราะแม่น้ำสองสายได้ตัดผ่านทางเดินทั้งหมดไปและความกว้างของแม่น้ำเองก็กว้างมากจนไม่สะดวกที่จะกระโดดข้ามไปกลับบ่อยๆ

            พื้นที่ที่เดินได้ก็มีเพียงพื้นที่ระหว่างแม่น้ำทั้งสองสายที่กว้างราว80 เมตรและมีความยาวอีกราว 600 เมตรเท่านั้น

            ขนาดของพื้นที่แถบนี้ไม่นับว่าเล็กแต่ก็นับเป็นส่วนเล็กๆ ของดินแดนเท่านั้น ซึ่งกัสย่อมไม่มีทางจำกัดตัวเองแบบนี้ไหนจะต้องสร้างสะพานที่รองรับเครื่องจักรกลได้อีก

            คิดแล้วกัสก็นิ่งไปครู่หนึ่งพลางทบทวนรายละเอียดของสิ่งก่อสร้างที่เคยอ่านผ่านตาเกี่ยวกับสะพานที่เคยสร้างแต่ไม่เคยศึกษาอย่างจริงจังจึงไม่รู้ว่ามันรับน้ำหนักได้มากน้อยขนาดไหน

            หากเทียบกับแม่น้ำในดินแดนหลักที่กว้างเพียง10 เมตรแล้ว แม่น้ำในดินแดนแห่งนี้นับว่าใหญ่กว่ากันมากจนเทียบกันไม่ได้เลยทีเดียว

            ในดินแดนหลักกัสเพียงสร้างสะพานระดับ2 ที่มีความกว้างเพียง 3 เมตร ซึ่งเครื่องจักรขนาดเล็กจำพวกหุ่นยนต์แมงมุมสามารถเดินผ่านไปมาได้แบบไม่มีปัญหา

            แต่กับดินแดนแห่งนี้เกรงว่าคงสร้างแค่นั้นไม่ได้เพราะเท่าที่คิดคำนวณบางทีน่าจะต้องใช้มากกว่านั้นหากยึดหลักตามคุณสมบัติของดินแดนย่อยที่มักจะมีทรัพยากรบางชนิดที่โดดเด่น

            ตัวอย่างก็เช่นดินแดนรกร้างที่ต้องใช้หุ่นยนต์ด้วงในการขนย้ายเพราะหุ่นยนต์แมงมุมไม่มีกำลังมากพอและถ้าฝืนใช้หุ่นยนต์แมงมุมในการขนย้ายก็มีแต่จะต้องใช้หุ่นยนต์จำนวนมากซึ่งดูจะเป็นการใช้งานที่ผิดวิธีไปหน่อย

            หลักการข้อนี้ถึงกัสจะไม่ชำนาญในด้านนี้ทว่าเขาก็เข้าใจมันเป็นอย่างดีจากตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในดินแดนรกร้าง

            ขณะที่นิ่งคิดเด็กสาวทั้งสองก็บินกลับมาในที่สุดพร้อมกับการเปิดบันทึกโลกวิญญาณของพวกเธอเพื่อส่งข้อมูลที่ได้จากการสำรวจให้กับกัส

            เพียงอึดใจสั้นๆแผ่นที่สามมิติก็ปรากฏขึ้นด้านหน้าเขามันฉายภาพพื้นที่ทั้งหมดของดินแดนย่อยให้เห็นจนพบว่านอกจากแม่น้ำสองสายที่ขนาบข้างอยู่ในขณะนี้ก็มีแม่น้ำอีกสองสายทางตะวันออก ส่วนทางตะวันตกนั้นเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่แทน

            กัสมองแผนที่อยู่ครู่หนึ่งก็คำนวณจำนวนสะพานที่ต้องสร้างได้จากนั้นจึงหันไปมองบลูอายเพื่อขอความคิดเห็น

            ทว่าทันทีที่สบตากันบลูอายก็หน้าแดงก่ำขึ้นมาจนทำให้กัสพูดไม่ออกไปชั่วขณะก่อนจะยิ้มกริ่มและมองดูเด็กสาวด้วยสายตายั่วยุจนทำให้บลูอายค้อนใส่อีกวงหนึ่งถึงจะสลายความขัดเขินออกไปได้

            “มองทำไมละ..”

            “ถามแบบนี้ไม่ดีเลยนะอาย..ลืมหน้าที่ตัวเองแล้วหรือไง ดูนี่สิแผนที่ที่น้องสาวของเจ้าออกไปสำรวจมาได้ ดูแล้วบอกข้าหน่อยสิว่าในความคิดของเจ้าสร้างสะพานไว้สักกี่แห่งถึงจะดี..”

            เมื่อพูดถึงเรื่องงานสีหน้าของบลูอายก็เปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมาในทันที

            “เอาแบบไหนละกัส..เอาเท่าที่จำเป็นเท่านั้น..หรือจะเอาเท่าที่สะดวก”

            “หมายความว่ายังไงกัน..เท่าที่จำเป็น กับเท่าที่สะดวก..”

            บลูอายยิ้มออกมาเล็กน้อยด้วยท่าทีที่ดูเหนือกว่าจนทำให้กัสรู้สึกคันมือเล็กน้อยด้วยนึกอยากที่จะตีก้นใครสักคนแถวๆนี้แต่ก็หยุดตัวเองเอาไว้ก่อน

            “อย่ามาเล่นตรงนี้นะกัส..ยอมแล้วๆ เลิกทำแบบนั้นสักที..ที่บอกว่าเอาเท่าที่จำเป็นก็ตามที่บอกนั่นแหละจำเป็นแค่ไหนก็สร้างแค่นั้น แม่น้ำละ 1 แห่งก็พอ ในเมื่อเอาไว้ข้ามแม่น้ำใช่ไหมล่ะส่วนที่บอกว่าเอาเท่าที่สะดวก ก็แค่เพิ่มสะพานให้ถี่ขึ้นเพื่อให้เดินข้ามไปมาได้สะดวกเท่านั้น”

            “เรื่องนั้นข้าคิดเองได้น่า..แต่ที่ข้าไม่เข้าใจก็คือ ทำไมเจ้าถึงพูดแบบนี้ต่างหาก”

            “อ๋อ..เจ้าอยากรู้เรื่องนี้หรอกหรอ..พวกเราคุยกันแล้วไม่ใช่หรือกัสว่าดินแดนแห่งนี้จะให้น้องสาวทั้งสองของข้าดูแลรับผิดชอบนะในเมื่อให้พวกนางรับผิดชอบ สะพานก็ไม่ได้สำคัญขนาดนั้นหรอก”

            คำอธิบายนี้ทำให้กัสสับสนไปชั่วขณะก่อนจะเข้าใจหลังจากมองเห็นน้องสาวของบลูอายกับข้ารับใช้ของพวกเธอที่บินข้ามแม่น้ำไปสำรวจพื้นที่อย่างสนุกสนานโดยไม่มีท่าทีว่าจะลำบากในการบินเลย

            “จริงด้วยสินะ..ข้าลืมไปเลยว่าคนของเจ้าส่วนใหญ่เป็นเผ่าวิหค..”

            หากนับจำนวนของเผ่าวิหคที่อยู่ในดินแดนแห่งนี้แล้วนับว่ามีจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว บลูอายกับน้องสาวทั้งสองข้ารับใช้ของพวกเธอทั้งสี่คน ผู้คุ้มกันอีกหนึ่ง รวมแล้วมีถึง 8 คนที่เป็นเผ่าวิหค

            หากตัดบลูอายกับผู้คุ้มกันออกไปจำนวนคนงานก็จะมีมากถึง 6 คน ซึ่ง 6 คนนี้หากรับผิดชอบทำงานในดินแดนย่อยแห่งนี้ก็นับว่ามีมากเกินไปแล้วเพราะหน้าที่สำคัญของพวกเธอคือการดูแลและจัดการอุปกรณ์ในการดักปลาเท่านั้น

            ดินแดนที่ใหญ่โตขนาดนี้เป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่จะเสียเวลามานั่งตกปลาทีละตัวไม่ว่ายังไงอุปกรณ์ดักปลาก็ถือเป็นของจำเป็นซึ่งกัสจำต้องกลับไปประชุมวางแผนกับบลูอายอีกทีหนึ่งถึงจะกำหนดงบประมาณที่สามารถอัดฉีดได้ในขณะนี้

            กัสหวนนึกถึงเรื่องนี้อยู่ครู่สั้นๆก็ตัดสินใจสร้างสะพานจำนวนมากแทนที่จะสร้างให้เพียงพอสำหรับการใช้งานเพราะเวลานี้เป้าหมายของเขาไม่ได้หยุดลงที่คนของเขาเองอีกแล้ว

            หากแต่มีแผนที่จะเกณฑ์เด็กๆที่ใช้งานได้จากกลุ่มหนูใต้ดินมาทำงานในภายหลัง เพื่อการนี้เขาจำต้องวางแผนให้เหมาะสมกับจำนวนคนที่มากเอาไว้ก่อน

            “สร้างเอาตามสะดวกก็แล้วกัน..เจ้าคงไม่คิดใช่ไหมว่าคนที่เข้ามาในดินแดนแห่งนี้จะมีเพียงคนของเจ้า”

            “เข้าใจแล้ว..ยังไงเสียดินแดนแห่งนี้ก็ไม่เหมือนดินแดนพายุหิมะใช่ไหมล่ะ คนที่ทำงานที่นี่ได้นอกจากคนของข้าแล้วก็มีอีกมาก..คิดแล้วก็น่าเสียดายนะกัสที่ดินแดนย่อยแห่งแรกของเจ้าส่งคนเข้าไปทำงานได้ไม่สะดวกเท่าไหร่เลย”

            “อืม..ข้าก็ได้แต่หวังว่าวันหน้าข้าจะหาคนที่อดทนต่อความหนาวมาช่วยงานได้เยอะกว่านี้ละนะ”

            หากเปรียบเทียบดินแดนย่อยทั้งสามแห่งของกัสแล้วละก็ดินแดนที่ทำงานได้ง่ายที่สุดคือดินแดนรกร้าง ทว่าสิ่งที่เก็บเกี่ยวได้จากดินแดนนั้นมีไม่มากนักจึงใช้งานได้จำกัด

            ขณะที่ดินแดนแห่งแม่น้ำนี้นับว่าทำงานได้ง่ายเป็นอันดับสองหากสร้างสะพานให้มากขึ้นก็อาจจะดีกว่านี้ทั้งยังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยแม่น้ำและสัตว์น้ำนานาพันธุ์ที่เป็นแหล่งอาหารชั้นเลิศ

            ซึ่งต่างกับดินแดนพายุหิมะที่แม้จะมีปลาน้ำแข็งจำนวนมากอยู่ในทะเลสาบน้ำแข็งแต่คนที่ทำงานในดินแดนแห่งนั้นได้ไหวกลับมีเพียงน้อยนิด มีแค่คนของคริสตัลกับบราวนี่ที่พอจะทนความหนาวได้ไหวเพราะความอดทนที่สูงล้ำของเธอเท่านั้น

            แต่ทั้งนี้หากให้ทำงานในระยะยาวมันก็จะมีผลเสียตามมาซึ่งทำให้กัสลำบากใจอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียวที่จะปล่อยให้บราวนี่ทำงานในดินแดนแห่งนั้นนานๆ

            ด้วยเหตุผลนี้เองที่ทำให้การเติบโตในดินแดนพายุหิมะค่อนข้างจำกัดหากเทียบกับดินแดนรกร้างที่ปัจจุบันสร้างผลผลิตจำนวนมากออกมาไม่ขาดสายจนเรียกได้ว่ามันได้กลายเป็นเส้นเลือดหลักของดินแดน

            ขณะที่ดินแดนพายุหิมะนั้นนอกจากปลาน้ำแข็งและหอยมุกน้ำแข็งที่เพิ่งจะเริ่มจับได้บ้างเร็วๆนี้ ก็แทบไม่มีผลผลิตอะไรที่โดดเด่นเลย

            ปลาเปลือกแร่นั้นกัสทำตามคำขอของผู้อาวุโสเขาจัดการเก็บรวบรวมมันเพื่อส่งออกเป็นหลักอีกส่วนหนึ่งก็ถูกใช้เป็นอาหารหลักของเด็กสาวเผ่าหนอนโลหะทั้งสามที่ดูเหมือนช่วงนี้จะมีการเติบโตที่มากเป็นพิเศษเพราะได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์จากปลาเปลือกแร่

            ส่วนแร่น้ำแข็งนั้นจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครสามารถใช้งานมันได้ มันจึงถูกเก็บเอาไว้ในถ้ำที่ถูกขุดขึ้นใกล้ๆแหล่งแร่ เป็นวิธีการเก็บรักษาแบบธรรมชาติที่ไม่ต้องพึ่งพาสิ่งก่อสร้างใดๆ

            นี่นับว่าเป็นจุดเด่นของดินแดนพายุหิมะที่มีอุณหภูมิที่เย็นเยียบจึงสามารถเก็บรักษาแร่น้ำแข็งได้โดยไม่เกิดปัญหาใดๆ

            คิดแล้วกัสก็นึกขึ้นมาได้โดยไม่ได้ตั้งใจว่าดินแดนพายุหิมะนั้นช่างเหมาะสมที่จะใช้เป็นตู้เย็นโดยแท้จริง

            ‘หรือว่านี่จะเป็นโชคชะตาของข้ากันนะ..’

            กัสฝืนยิ้มน้อยๆ พลางส่ายหน้าเพราะว่าความคิดนี้มันออกจะเข้าข้างตัวเองไปบ้างแต่เขาก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าความคิดนี้ได้ทำให้ความเสียดายของเขาเปลี่ยนเป็นความยินดีขึ้นมาได้

            ดินแดนพายุหิมะมีทรัพยากรที่จำกัดก็จริงแต่ถ้ามองในแง่ของความพิเศษของมันกัสก็คิดขึ้นมาได้ว่ามันมีคุณสมบัติในการเก็บรักษาอาหารอย่างไม่น่าเชื่อด้วยความเย็นตามธรรมชาติของมัน

            ‘บางทีเราคงต้องทดลองดูสักครั้ง..แต่ก็เอาไว้ก่อนก็แล้วกันตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม’

            ท้ายที่สุดกัสก็สลัดความคิดนี้ทิ้งไปจากหัวแล้วจดบันทึกเอาไว้สั้นๆในบันทึกโลกวิญญาณเพื่อเอาไว้คิดทบทวนใหม่อีกครั้งเมื่อเวลานั้นมาถึง

            ต่อจากนั้นเขาก็หันมามองดินแดนแห่งแม่น้ำตรงหน้ามองดูสายน้ำที่ไหลอย่างเชี่ยวกรากแล้วเริ่มมองดูสภาพภูมิประเทศขณะที่เด็กสาวคนอื่นๆเริ่มสำรวจดินแดนใหม่ด้วยความสนใจ

            เนื่องจากวันนี้เป็นวันหยุดกัสก็เลยปล่อยทุกคนเต็มที่ไม่นานนักพวกเขาก็เจอพื้นที่เหมาะๆ ที่มีพื้นที่เรียบและมีหญ้าปกคลุมเล็กน้อย ถือเป็นจุดที่เหมาะมากที่จะนั่งพักผ่อนกัน

            ด้วยการปูเสื่อลงไปแล้วนอนลงทุกคนก็ได้พักผ่อนอย่างสบายใจ ขณะที่บราวนี่นั้นหลังจากมองดูบรรยากาศจนพอใจก็กลับไปเตรียมของก่อนจะกลับมาพร้อมกับอาหารชุดใหญ่ที่เป็นมื้อเที่ยงของทุกคน

            แม้จะยังไม่ถึงเวลาเที่ยงตรงแต่เธอก็เตรียมตัวมาก่อนเพื่อรอทานอาหารมื้อเที่ยงในบรรยากาศที่แสนสุข

            เมื่อมีคนเห็นแบบนั้นก็เกิดความคิดขึ้นจนพากันลงมือตกปลาเพื่อนำปลามาย่างกินกันซึ่งในที่สุดก็กลายเป็นเหมือนเกมเล็กๆของกลุ่มเด็กจนได้ปลากลับมามากมายสมกับที่เป็นดินแดนแห่งแม่น้ำ

            แทบจะในทันทีที่เหวี่ยงเบ็ดลงไปก็แทบจะได้ปลากลับขึ้นมาแทบจะในทันทีเรียกได้ว่าดินแดนแห่งนี้เป็นสรวงสวรรค์ของนักตกปลาโดยแท้จริง

            เมื่อเห็นเด็กๆเล่นกันแบบนี้ น้องสาวคนโตของกัสก็เกิดคันไม้คันมือขึ้นมาจึงเข้าไปร่วมวงด้วยน้องสาวของบลูอายเองก็เหมือนกันได้รับแรงกระตุ้นจนกระโดดเข้าไปเล่นด้วย

            สุดท้ายเกมเล็กๆที่ตั้งใจจะตกปลามาทำมื้อเที่ยง ก็กลายเป็นการแข่งขันตกปลาที่แสนคึกคักไปแทน

            กัสมองดูการละเล่นของเหล่าน้องสาวด้วยรอยยิ้มขณะที่รับอาหารจานหนึ่งจากบราวนี่ที่นั่งอยู่ด้านข้างคอยดูแลกัสอย่างใกล้ชิด

            ถึงตอนนี้ความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนไปของกัสกับบราวนี่ก็ไม่ใช่ความลับอีกแล้วถึงพวกเขาสองคนจะยังไม่ได้มีความสัมพันธ์แบบสามีภรรยากันเพราะขั้นตอนการรักษายังไม่เสร็จสิ้นทว่ากัสก็ได้ลิ้มลองรสชาติของเรือนร่างที่อวบอิ่มของบราวนี่ไปไม่น้อยแล้วจึงไม่แปลกที่บราวนี่จะปฏิบัติตัวต่อกัสราวกับสามีของเธอ

            บลูอายเองก็นั่งอยู่ข้างๆพลางส่งสายตาหมั่นไส้ใส่กัสบ่อยๆ ที่มีสาวๆ แสนสวยอยู่เคียงข้างตลอดเวลาจากนั้นก็เฝ้ามองน้องสาวของเธอเล่นสนุกด้วยรอยยิ้มเช่นกัน

            “ไม่ออกไปเล่นกับน้องหรออาย..”

            “กัสเองก็ด้วยนี่..ไม่เล่นกับน้องหรอ”

            สำหรับคำถามนี้กัสเพียงอมยิ้มไม่ตอบเพราะอารมณ์ความรู้สึกของเขาในตอนนี้มันไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้วสำหรับเขาในตอนนี้การเฝ้ามองน้องๆที่เล่นสนุกทำให้เขามีความสุขมากกว่าเข้าไปเล่นด้วยมากจริงๆ

            “สำหรับข้าในตอนนี้..การนั่งมองอยู่แบบนี้มันสนุกกว่านะ..แล้วเจ้าละ”

            “ข้าหรอ..บอกตามตรงนะกัส..มันเหนื่อยนะ..เจ้าละเล่นโยนงานมาให้ข้าหมดเลยทุกวันนี้ก็เลยเหนื่อยจนหมดแรงแล้ว ไม่มีแรงไปกระโดดโลดเต้นแบบเด็กสองคนนั้นแล้วละ”

            ได้ยินแบบนั้นกัสก็รู้สึกผิดขึ้นมาทันที ซึ่งก็ทำให้บลูอายรู้สึกผิดตามไปด้วยจนทำให้บรรยากาศระหว่างทั้งสองเปลี่ยนไปชั่วขณะก่อนที่กัสจะยิ้มกริ่มพลางมองบลูอายด้วยสายตาแปลกๆที่ทำให้เด็กสาวตื่นตัวขึ้นมาในทันที

            “นั่นสินะ..แบบนี้เจ้าจะให้ข้าชดใช้ยังไงดี..”

            บลูอายมองกัสด้วยสายตาตื่นๆ พลางขยับหลบออกไปเล็กน้อยอย่างไม่ไว้ใจยิ่งหลังจากผ่านเหตุการณ์ก่อนหน้านี้มาด้วยเธอก็ยิ่งรู้สึกว่ากัสชอบเล่นถึงเนื้อถึงตัวกับเธอมากกว่าเมื่อก่อนจนตัวเธอเริ่มที่จะไม่ไว้ใจตัวเองขึ้นมา

            พอเห็นท่าทางของบลูอายกัสก็ยิ้มขำ พลางส่ายหน้าน้อยๆ

            “เจ้าคิดอะไรอยู่หรออาย..ทำไมถึงขยันหลบไปแบบนั้น..หรือว่ากำลังคิดอะไรลามกๆอยู่..”

            พอเห็นรอยยิ้มของกัสบลูอายก็หน้าแดงก่ำและตระหนักได้ในทันทีว่าเธอโดนกัสแกล้งเข้าอีกแล้วจนหน้าร้อนวูบขึ้นมาก่อนจะมองค้อนใส่กัสไปอีกทีหนึ่งด้วยความไม่พอใจ

            กัสเห็นแบบนั้นก็ยิ้มขำแล้วล้มตัวลงบนที่ตักของบราวนี่อย่างสุขสำราญ

            “ถ้าเหนื่อยมากๆ ลองไปหาซีต้าสิ ไม่ก็มิซ่าก็ได้สองคนนั้นเป็นผู้รักษา ให้พวกนางช่วยบำบัดด้วยการนวดกดจุดให้ก็ได้”

            “เอ๋! ท่านซีต้ากับมิซ่าทำแบบนั้นได้ด้วยหรอ”

            “แน่นอน..เจ้าคิดว่าผู้รักษาเรียนรู้อะไรกันบ้างละการนวดเองก็เป็นหนึ่งในศาสตร์การรักษาเลยนะรู้ไหม ลองดูได้แล้วเจ้าจะติดใจ”

            พูดแล้วกัสก็อมยิ้มพลางนึกถึงการนวดของสองสาวที่ทำให้เขาสำราญใจไม่น้อยขณะที่มองดูบลูอายที่มีท่าทียุ่งยากใจอยู่บ้างเพราะนึกเกรงใจ

            เธอนั้นต่างกับกัสที่มีสถานะเป็นสามีของทั้งสองเลยขอให้ภรรยาดูแลได้โดยไม่ลำบากใจ ทว่าเธอนั้นเป็นเด็กทั้งยังไม่สนิทกับทั้งสองคนอีกด้วยการจะร้องขอแบบนี้มันทำให้เธอลำบากใจพอดู

            “อย่าคิดมากเลยอาย..นี่นับเป็นงานของผู้รักษาเหมือนกันไปขอให้มิซ่าช่วยก็ได้ นางเป็นคู่หมั้นของข้า โดยฐานะแล้วเจ้าขอให้นางช่วยได้นะในเมื่อเจ้าช่วยงานสามีของนางอยู่..เจ้าจะขอให้นางช่วยเจ้าบ้างก็ไม่น่าแปลก”

            บลูอายเริ่มไหวหวั่นขึ้นมาบ้างแล้วกับคำแนะนำของกัสพลางคิดในใจว่าหลังจากนี้จะลองไปขอให้มิซ่าช่วยสักครั้ง

            “เข้าใจแล้วกัส..แล้วข้าจะลองดูก็แล้วกัน”

            กัสไม่ได้ตอบรับกลับมาเพราะปากของเขาไม่ว่าง เนื่องจากบราวนี่ที่นั่งมองกัสอยู่นานเกิดความคิดอยากจะป้อนผลไม้ให้สามีของเธอบ้างก็เลยหยิบองุ่นยื่นให้ถึงปากของกัสทำให้เขาไม่ว่างตอบจึงทำได้เพียงครางเบาๆ แทนการตอบรับ

            ภาพที่แสนวานนี้ทำให้บลูอายทั้งอ่อนใจและนึกอิจฉาเล็กๆยิ่งมองดูสีสันของความสุขที่ปลดปล่อยออกมาจากตัวของบราวนี่ เธอก็ยิ่งรู้สึกอิจฉา

            ‘ความรักทำให้ผู้หญิงอย่างเรามีความสุขได้ขนาดนี้เลยหรอ..’

            ใบหน้าของเด็กสาวเต็มไปด้วยความสงสัย ขณะที่มองดูกัสมองดูบราวนี่และมองดูสาวๆ คนอื่นๆ ของกัสทั้งคนที่ได้รับความรักความเอ็นดูจากเขาแล้วและคนที่ยังทำได้เพียงแอบมองอยู่ห่างๆ

            คนอื่นอาจจะเก็บซ่อนสีหน้าหรือความรู้สึกได้แต่ไม่มีใครปิดบังความรู้สึกจากสายตาของเธอได้ บลูอายจึงมองเห็นและรู้ความลับมากมายในดินแดนแห่งนี้

            ทว่าเธอก็ไม่ได้พูดออกมาหรือแสดงท่าทางใดๆที่ทำให้คนเหล่านั้นรู้ว่าความลับของพวกเธอถูกบลูอายมองเห็นแล้ว

            ‘ท่านคริสตัล..แม้กระทั่งท่านหญิงน้อยอย่างท่านก็เป็นไปด้วยงั้นหรือ..เสน่ห์ของกัสเนี่ย..ดูถูกไม่ได้เลยแฮะ’

            คิดแล้วบลูอายก็ทำได้เพียงถอนหายใจขณะมองดูน้องๆ ที่ถูกปกคลุมไปด้วยสีสันแห่งความสุขด้วยรอยยิ้มที่อ่อนหวาน

คล้ายกับเรื่องGustonya Undodead ราชันจอมเขมือบ ที่คุณอ่าน