วันสบายๆ ที่ริมน้ำ
แสงสว่างที่ปรากฏขึ้นในดินแดนนั้นเรียกความสนใจจากคนทุกคนได้เป็นอย่างดีโดยเฉพาะแสงสว่างที่โดดเด่นของการซื้อดินแดนย่อยซึ่งทำให้คนที่รู้จักมันดีเกิดความตื่นเต้นขึ้นมาในทันที
กัสที่เดินกึ่งวิ่งออกมาจากห้องทำงานปั้นหน้ายิ้มโดยไม่สนใจสายตาแปลกๆของหญิงสาวคนอื่นที่ได้ยินเสียงตวาดของบลูอายเลยสักนิด
เขาเพียงเดินไปพลางยิ้มน้อยๆจนกระทั่งเดินเข้าไปหยุดอยู่ที่ด้านหน้าประตูมิติซึ่งลอยอยู่เหนือลานกว้างด้านข้างประตูมิติเข้าออกของดินแดน
“เอาไว้ค่อยย้ายตำแหน่งก็แล้วกัน..ตอนนี้เข้าไปดูก่อนดีกว่าว่าด้านในมันเป็นยังไง”
เทียบกับก่อนหน้านี้ที่ดินแดนมีขนาดเล็กเพียงไม่กี่สิบไร่แล้ว การเข้าไปในดินแดนใหม่ตอนที่ดินแดนมีขนาดใหญ่ถึง500 ไร่นั้นให้อารมณ์ที่แตกต่างกันมากทีเดียว
เพราะขนาดของดินแดนย่อยที่ใหญ่ถึง250 ไร่นั้นมีอะไรให้ลุ้นมากทีเดียว
ทันทีที่กัสเดินนำเข้าไปเหล่าเด็กสาวและหญิงสาวก็ตามไปติดๆ ไม่ว่าจะด้วยความสนใจหรือเพราะอะไรก็ล้วนแต่มารวมกันและตรงเข้าไปในดินแดนย่อยในทันที
พริบตาที่ก้าวผ่านประตูมิติความรู้สึกที่คุ้นเคยก็ปรากฏขึ้นมาวูบหนึ่ง ตามมาด้วยกลิ่นของดินและน้ำที่โดดเด่นและเสียงของสายน้ำที่ดังมาให้ได้ยิน
ประสาทสัมผัสของเผ่าอสูรราวกับถูกกระตุ้นด้วยเสียงของธรรมชาตินี้และทำให้กัสอดไม่ได้ที่จะเบิกตากว้างขึ้นก่อนจะแผ่ขยายสัมผัสวิญญาณออกไปรอบตัวจนถึงขีดสุด
พริบตาเดียวภาพพื้นที่ในอาณาเขต120 เมตรก็ปรากฏขึ้นในจิตใจและทำให้กัสมองเห็นแม่น้ำถึง 2สายที่อยู่ในอาณาเขตของสัมผัสวิญญาณ
“ยอดไปเลยแฮะ..แค่แผ่สัมผัสออกไปก็เจอถึงแม่น้ำตั้งสองสาย..แถมยังยาวมาก!”
กัสทึ่งน้อยๆ ขณะที่เดินต่อไป โดยมีเหล่าเด็กสาวและหญิงสาวที่ส่งเสียงอุทานดังเจื้อยแจ้วด้วยความรู้สึกที่แตกต่างกัน
ความรู้สึกรวมๆของทุกคนนั้นดูเหมือนจะตื่นเต้นและยินดีกับสภาพแวดล้อมใหม่ส่วนน้องสาวของบลูอายที่รู้เรื่องนี้มาก่อนแล้วและทราบดีว่าดินแดนแห่งนี้จะเป็นสถานที่ทำงานหลักของพวกเธอก็ดูจะตื่นเต้นตึงเครียดน้อยๆ
ทุกคนเดินตามกัสไปโดยไม่มีความคิดใดๆมีเพียงสายตาที่กวาดมองออกไปโดยรอบมองดูต้นไม้ที่ขึ้นประปรายและเรียงรายเป็นทิวแถวและแม่น้ำที่ทอดยาวไปตลอดเส้นทางที่ขวางกั้นเส้นทางด้านหน้าเอาไว้
กัสเดินไปรอบๆอย่างใจเย็นขณะที่สำรวจพื้นที่โดยรอบด้วยสัมผัสวิญญาณก่อนจะหยุดลงในที่สุดเมื่อพบว่าดินแดนที่เขาปรากฏตัวขึ้นมานั้นไม่มีทางเดินเนื่องจากมีแม่น้ำสองสายขนาบข้างจนไปไกลกว่านี้ไม่ได้
ความกว้างของพื้นดินในจุดที่กัสปรากฏตัวนั้นมีความกว้างเพียง80 เมตรโดยประมาณเท่านั้นทำให้พื้นที่ที่เขาสามารถสำรวจได้จริงมีจำกัด
สัมผัสวิญญาณของเขาแผ่ขยายออกไปได้แค่120 เมตร ขณะที่ดินแดนย่อยที่กว้างใหญ่ถึง 250 ไร่นั้นมีอาณาเขตไม่ต่ำกว่า 720เมตร เทียบกันแล้วเขาสำรวจดินแดนได้เพียง 1 ใน 3 โดยประมาณเท่านั้น
ทว่าปัญหาข้อนี้ก็ไม่ได้สร้างความลำบากให้กัสมากนักเพราะเขายังมีบลูอายและน้องอยู่ด้วยทักษะการบินที่เป็นพรสวรรค์ตามธรรมชาติของเผ่าวิหคมันง่ายมากที่จะข้ามแม่น้ำที่กว้างเพียง 20 – 30 เมตร
แม่น้ำทั้งซ้ายและขวาถูกน้องสาวสองคนของบลูอายบินข้ามไปสำรวจอย่างง่ายดายพร้อมกับใช้บันทึกโลกวิญญาณช่วยเหลือไม่นานนักภาพรวมของดินแดนย่อยก็ปรากฏขึ้นมาให้เห็น
“น่าเสียดายแฮะ..นี่ถ้าเรียกแองจี้มาด้วยคงจะง่ายกว่านี้แต่ช่างเถอะยังไงเสียก็ต้องสร้างสะพานเพิ่มอยู่ดี เอาไว้วันหลังก็ได้”
กัสไหวไหล่เล็กน้อยอย่างไม่คิดมากเพราะยังไงเสียเขาก็ต้องสร้างสะพานอย่างที่ว่าจริงๆเพราะแม่น้ำสองสายได้ตัดผ่านทางเดินทั้งหมดไปและความกว้างของแม่น้ำเองก็กว้างมากจนไม่สะดวกที่จะกระโดดข้ามไปกลับบ่อยๆ
พื้นที่ที่เดินได้ก็มีเพียงพื้นที่ระหว่างแม่น้ำทั้งสองสายที่กว้างราว80 เมตรและมีความยาวอีกราว 600 เมตรเท่านั้น
ขนาดของพื้นที่แถบนี้ไม่นับว่าเล็กแต่ก็นับเป็นส่วนเล็กๆ ของดินแดนเท่านั้น ซึ่งกัสย่อมไม่มีทางจำกัดตัวเองแบบนี้ไหนจะต้องสร้างสะพานที่รองรับเครื่องจักรกลได้อีก
คิดแล้วกัสก็นิ่งไปครู่หนึ่งพลางทบทวนรายละเอียดของสิ่งก่อสร้างที่เคยอ่านผ่านตาเกี่ยวกับสะพานที่เคยสร้างแต่ไม่เคยศึกษาอย่างจริงจังจึงไม่รู้ว่ามันรับน้ำหนักได้มากน้อยขนาดไหน
หากเทียบกับแม่น้ำในดินแดนหลักที่กว้างเพียง10 เมตรแล้ว แม่น้ำในดินแดนแห่งนี้นับว่าใหญ่กว่ากันมากจนเทียบกันไม่ได้เลยทีเดียว
ในดินแดนหลักกัสเพียงสร้างสะพานระดับ2 ที่มีความกว้างเพียง 3 เมตร ซึ่งเครื่องจักรขนาดเล็กจำพวกหุ่นยนต์แมงมุมสามารถเดินผ่านไปมาได้แบบไม่มีปัญหา
แต่กับดินแดนแห่งนี้เกรงว่าคงสร้างแค่นั้นไม่ได้เพราะเท่าที่คิดคำนวณบางทีน่าจะต้องใช้มากกว่านั้นหากยึดหลักตามคุณสมบัติของดินแดนย่อยที่มักจะมีทรัพยากรบางชนิดที่โดดเด่น
ตัวอย่างก็เช่นดินแดนรกร้างที่ต้องใช้หุ่นยนต์ด้วงในการขนย้ายเพราะหุ่นยนต์แมงมุมไม่มีกำลังมากพอและถ้าฝืนใช้หุ่นยนต์แมงมุมในการขนย้ายก็มีแต่จะต้องใช้หุ่นยนต์จำนวนมากซึ่งดูจะเป็นการใช้งานที่ผิดวิธีไปหน่อย
หลักการข้อนี้ถึงกัสจะไม่ชำนาญในด้านนี้ทว่าเขาก็เข้าใจมันเป็นอย่างดีจากตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในดินแดนรกร้าง
ขณะที่นิ่งคิดเด็กสาวทั้งสองก็บินกลับมาในที่สุดพร้อมกับการเปิดบันทึกโลกวิญญาณของพวกเธอเพื่อส่งข้อมูลที่ได้จากการสำรวจให้กับกัส
เพียงอึดใจสั้นๆแผ่นที่สามมิติก็ปรากฏขึ้นด้านหน้าเขามันฉายภาพพื้นที่ทั้งหมดของดินแดนย่อยให้เห็นจนพบว่านอกจากแม่น้ำสองสายที่ขนาบข้างอยู่ในขณะนี้ก็มีแม่น้ำอีกสองสายทางตะวันออก ส่วนทางตะวันตกนั้นเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่แทน
กัสมองแผนที่อยู่ครู่หนึ่งก็คำนวณจำนวนสะพานที่ต้องสร้างได้จากนั้นจึงหันไปมองบลูอายเพื่อขอความคิดเห็น
ทว่าทันทีที่สบตากันบลูอายก็หน้าแดงก่ำขึ้นมาจนทำให้กัสพูดไม่ออกไปชั่วขณะก่อนจะยิ้มกริ่มและมองดูเด็กสาวด้วยสายตายั่วยุจนทำให้บลูอายค้อนใส่อีกวงหนึ่งถึงจะสลายความขัดเขินออกไปได้
“มองทำไมละ..”
“ถามแบบนี้ไม่ดีเลยนะอาย..ลืมหน้าที่ตัวเองแล้วหรือไง ดูนี่สิแผนที่ที่น้องสาวของเจ้าออกไปสำรวจมาได้ ดูแล้วบอกข้าหน่อยสิว่าในความคิดของเจ้าสร้างสะพานไว้สักกี่แห่งถึงจะดี..”
เมื่อพูดถึงเรื่องงานสีหน้าของบลูอายก็เปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมาในทันที
“เอาแบบไหนละกัส..เอาเท่าที่จำเป็นเท่านั้น..หรือจะเอาเท่าที่สะดวก”
“หมายความว่ายังไงกัน..เท่าที่จำเป็น กับเท่าที่สะดวก..”
บลูอายยิ้มออกมาเล็กน้อยด้วยท่าทีที่ดูเหนือกว่าจนทำให้กัสรู้สึกคันมือเล็กน้อยด้วยนึกอยากที่จะตีก้นใครสักคนแถวๆนี้แต่ก็หยุดตัวเองเอาไว้ก่อน
“อย่ามาเล่นตรงนี้นะกัส..ยอมแล้วๆ เลิกทำแบบนั้นสักที..ที่บอกว่าเอาเท่าที่จำเป็นก็ตามที่บอกนั่นแหละจำเป็นแค่ไหนก็สร้างแค่นั้น แม่น้ำละ 1 แห่งก็พอ ในเมื่อเอาไว้ข้ามแม่น้ำใช่ไหมล่ะส่วนที่บอกว่าเอาเท่าที่สะดวก ก็แค่เพิ่มสะพานให้ถี่ขึ้นเพื่อให้เดินข้ามไปมาได้สะดวกเท่านั้น”
“เรื่องนั้นข้าคิดเองได้น่า..แต่ที่ข้าไม่เข้าใจก็คือ ทำไมเจ้าถึงพูดแบบนี้ต่างหาก”
“อ๋อ..เจ้าอยากรู้เรื่องนี้หรอกหรอ..พวกเราคุยกันแล้วไม่ใช่หรือกัสว่าดินแดนแห่งนี้จะให้น้องสาวทั้งสองของข้าดูแลรับผิดชอบนะในเมื่อให้พวกนางรับผิดชอบ สะพานก็ไม่ได้สำคัญขนาดนั้นหรอก”
คำอธิบายนี้ทำให้กัสสับสนไปชั่วขณะก่อนจะเข้าใจหลังจากมองเห็นน้องสาวของบลูอายกับข้ารับใช้ของพวกเธอที่บินข้ามแม่น้ำไปสำรวจพื้นที่อย่างสนุกสนานโดยไม่มีท่าทีว่าจะลำบากในการบินเลย
“จริงด้วยสินะ..ข้าลืมไปเลยว่าคนของเจ้าส่วนใหญ่เป็นเผ่าวิหค..”
หากนับจำนวนของเผ่าวิหคที่อยู่ในดินแดนแห่งนี้แล้วนับว่ามีจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว บลูอายกับน้องสาวทั้งสองข้ารับใช้ของพวกเธอทั้งสี่คน ผู้คุ้มกันอีกหนึ่ง รวมแล้วมีถึง 8 คนที่เป็นเผ่าวิหค
หากตัดบลูอายกับผู้คุ้มกันออกไปจำนวนคนงานก็จะมีมากถึง 6 คน ซึ่ง 6 คนนี้หากรับผิดชอบทำงานในดินแดนย่อยแห่งนี้ก็นับว่ามีมากเกินไปแล้วเพราะหน้าที่สำคัญของพวกเธอคือการดูแลและจัดการอุปกรณ์ในการดักปลาเท่านั้น
ดินแดนที่ใหญ่โตขนาดนี้เป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่จะเสียเวลามานั่งตกปลาทีละตัวไม่ว่ายังไงอุปกรณ์ดักปลาก็ถือเป็นของจำเป็นซึ่งกัสจำต้องกลับไปประชุมวางแผนกับบลูอายอีกทีหนึ่งถึงจะกำหนดงบประมาณที่สามารถอัดฉีดได้ในขณะนี้
กัสหวนนึกถึงเรื่องนี้อยู่ครู่สั้นๆก็ตัดสินใจสร้างสะพานจำนวนมากแทนที่จะสร้างให้เพียงพอสำหรับการใช้งานเพราะเวลานี้เป้าหมายของเขาไม่ได้หยุดลงที่คนของเขาเองอีกแล้ว
หากแต่มีแผนที่จะเกณฑ์เด็กๆที่ใช้งานได้จากกลุ่มหนูใต้ดินมาทำงานในภายหลัง เพื่อการนี้เขาจำต้องวางแผนให้เหมาะสมกับจำนวนคนที่มากเอาไว้ก่อน
“สร้างเอาตามสะดวกก็แล้วกัน..เจ้าคงไม่คิดใช่ไหมว่าคนที่เข้ามาในดินแดนแห่งนี้จะมีเพียงคนของเจ้า”
“เข้าใจแล้ว..ยังไงเสียดินแดนแห่งนี้ก็ไม่เหมือนดินแดนพายุหิมะใช่ไหมล่ะ คนที่ทำงานที่นี่ได้นอกจากคนของข้าแล้วก็มีอีกมาก..คิดแล้วก็น่าเสียดายนะกัสที่ดินแดนย่อยแห่งแรกของเจ้าส่งคนเข้าไปทำงานได้ไม่สะดวกเท่าไหร่เลย”
“อืม..ข้าก็ได้แต่หวังว่าวันหน้าข้าจะหาคนที่อดทนต่อความหนาวมาช่วยงานได้เยอะกว่านี้ละนะ”
หากเปรียบเทียบดินแดนย่อยทั้งสามแห่งของกัสแล้วละก็ดินแดนที่ทำงานได้ง่ายที่สุดคือดินแดนรกร้าง ทว่าสิ่งที่เก็บเกี่ยวได้จากดินแดนนั้นมีไม่มากนักจึงใช้งานได้จำกัด
ขณะที่ดินแดนแห่งแม่น้ำนี้นับว่าทำงานได้ง่ายเป็นอันดับสองหากสร้างสะพานให้มากขึ้นก็อาจจะดีกว่านี้ทั้งยังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยแม่น้ำและสัตว์น้ำนานาพันธุ์ที่เป็นแหล่งอาหารชั้นเลิศ
ซึ่งต่างกับดินแดนพายุหิมะที่แม้จะมีปลาน้ำแข็งจำนวนมากอยู่ในทะเลสาบน้ำแข็งแต่คนที่ทำงานในดินแดนแห่งนั้นได้ไหวกลับมีเพียงน้อยนิด มีแค่คนของคริสตัลกับบราวนี่ที่พอจะทนความหนาวได้ไหวเพราะความอดทนที่สูงล้ำของเธอเท่านั้น
แต่ทั้งนี้หากให้ทำงานในระยะยาวมันก็จะมีผลเสียตามมาซึ่งทำให้กัสลำบากใจอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียวที่จะปล่อยให้บราวนี่ทำงานในดินแดนแห่งนั้นนานๆ
ด้วยเหตุผลนี้เองที่ทำให้การเติบโตในดินแดนพายุหิมะค่อนข้างจำกัดหากเทียบกับดินแดนรกร้างที่ปัจจุบันสร้างผลผลิตจำนวนมากออกมาไม่ขาดสายจนเรียกได้ว่ามันได้กลายเป็นเส้นเลือดหลักของดินแดน
ขณะที่ดินแดนพายุหิมะนั้นนอกจากปลาน้ำแข็งและหอยมุกน้ำแข็งที่เพิ่งจะเริ่มจับได้บ้างเร็วๆนี้ ก็แทบไม่มีผลผลิตอะไรที่โดดเด่นเลย
ปลาเปลือกแร่นั้นกัสทำตามคำขอของผู้อาวุโสเขาจัดการเก็บรวบรวมมันเพื่อส่งออกเป็นหลักอีกส่วนหนึ่งก็ถูกใช้เป็นอาหารหลักของเด็กสาวเผ่าหนอนโลหะทั้งสามที่ดูเหมือนช่วงนี้จะมีการเติบโตที่มากเป็นพิเศษเพราะได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์จากปลาเปลือกแร่
ส่วนแร่น้ำแข็งนั้นจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครสามารถใช้งานมันได้ มันจึงถูกเก็บเอาไว้ในถ้ำที่ถูกขุดขึ้นใกล้ๆแหล่งแร่ เป็นวิธีการเก็บรักษาแบบธรรมชาติที่ไม่ต้องพึ่งพาสิ่งก่อสร้างใดๆ
นี่นับว่าเป็นจุดเด่นของดินแดนพายุหิมะที่มีอุณหภูมิที่เย็นเยียบจึงสามารถเก็บรักษาแร่น้ำแข็งได้โดยไม่เกิดปัญหาใดๆ
คิดแล้วกัสก็นึกขึ้นมาได้โดยไม่ได้ตั้งใจว่าดินแดนพายุหิมะนั้นช่างเหมาะสมที่จะใช้เป็นตู้เย็นโดยแท้จริง
‘หรือว่านี่จะเป็นโชคชะตาของข้ากันนะ..’
กัสฝืนยิ้มน้อยๆ พลางส่ายหน้าเพราะว่าความคิดนี้มันออกจะเข้าข้างตัวเองไปบ้างแต่เขาก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าความคิดนี้ได้ทำให้ความเสียดายของเขาเปลี่ยนเป็นความยินดีขึ้นมาได้
ดินแดนพายุหิมะมีทรัพยากรที่จำกัดก็จริงแต่ถ้ามองในแง่ของความพิเศษของมันกัสก็คิดขึ้นมาได้ว่ามันมีคุณสมบัติในการเก็บรักษาอาหารอย่างไม่น่าเชื่อด้วยความเย็นตามธรรมชาติของมัน
‘บางทีเราคงต้องทดลองดูสักครั้ง..แต่ก็เอาไว้ก่อนก็แล้วกันตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม’
ท้ายที่สุดกัสก็สลัดความคิดนี้ทิ้งไปจากหัวแล้วจดบันทึกเอาไว้สั้นๆในบันทึกโลกวิญญาณเพื่อเอาไว้คิดทบทวนใหม่อีกครั้งเมื่อเวลานั้นมาถึง
ต่อจากนั้นเขาก็หันมามองดินแดนแห่งแม่น้ำตรงหน้ามองดูสายน้ำที่ไหลอย่างเชี่ยวกรากแล้วเริ่มมองดูสภาพภูมิประเทศขณะที่เด็กสาวคนอื่นๆเริ่มสำรวจดินแดนใหม่ด้วยความสนใจ
เนื่องจากวันนี้เป็นวันหยุดกัสก็เลยปล่อยทุกคนเต็มที่ไม่นานนักพวกเขาก็เจอพื้นที่เหมาะๆ ที่มีพื้นที่เรียบและมีหญ้าปกคลุมเล็กน้อย ถือเป็นจุดที่เหมาะมากที่จะนั่งพักผ่อนกัน
ด้วยการปูเสื่อลงไปแล้วนอนลงทุกคนก็ได้พักผ่อนอย่างสบายใจ ขณะที่บราวนี่นั้นหลังจากมองดูบรรยากาศจนพอใจก็กลับไปเตรียมของก่อนจะกลับมาพร้อมกับอาหารชุดใหญ่ที่เป็นมื้อเที่ยงของทุกคน
แม้จะยังไม่ถึงเวลาเที่ยงตรงแต่เธอก็เตรียมตัวมาก่อนเพื่อรอทานอาหารมื้อเที่ยงในบรรยากาศที่แสนสุข
เมื่อมีคนเห็นแบบนั้นก็เกิดความคิดขึ้นจนพากันลงมือตกปลาเพื่อนำปลามาย่างกินกันซึ่งในที่สุดก็กลายเป็นเหมือนเกมเล็กๆของกลุ่มเด็กจนได้ปลากลับมามากมายสมกับที่เป็นดินแดนแห่งแม่น้ำ
แทบจะในทันทีที่เหวี่ยงเบ็ดลงไปก็แทบจะได้ปลากลับขึ้นมาแทบจะในทันทีเรียกได้ว่าดินแดนแห่งนี้เป็นสรวงสวรรค์ของนักตกปลาโดยแท้จริง
เมื่อเห็นเด็กๆเล่นกันแบบนี้ น้องสาวคนโตของกัสก็เกิดคันไม้คันมือขึ้นมาจึงเข้าไปร่วมวงด้วยน้องสาวของบลูอายเองก็เหมือนกันได้รับแรงกระตุ้นจนกระโดดเข้าไปเล่นด้วย
สุดท้ายเกมเล็กๆที่ตั้งใจจะตกปลามาทำมื้อเที่ยง ก็กลายเป็นการแข่งขันตกปลาที่แสนคึกคักไปแทน
กัสมองดูการละเล่นของเหล่าน้องสาวด้วยรอยยิ้มขณะที่รับอาหารจานหนึ่งจากบราวนี่ที่นั่งอยู่ด้านข้างคอยดูแลกัสอย่างใกล้ชิด
ถึงตอนนี้ความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนไปของกัสกับบราวนี่ก็ไม่ใช่ความลับอีกแล้วถึงพวกเขาสองคนจะยังไม่ได้มีความสัมพันธ์แบบสามีภรรยากันเพราะขั้นตอนการรักษายังไม่เสร็จสิ้นทว่ากัสก็ได้ลิ้มลองรสชาติของเรือนร่างที่อวบอิ่มของบราวนี่ไปไม่น้อยแล้วจึงไม่แปลกที่บราวนี่จะปฏิบัติตัวต่อกัสราวกับสามีของเธอ
บลูอายเองก็นั่งอยู่ข้างๆพลางส่งสายตาหมั่นไส้ใส่กัสบ่อยๆ ที่มีสาวๆ แสนสวยอยู่เคียงข้างตลอดเวลาจากนั้นก็เฝ้ามองน้องสาวของเธอเล่นสนุกด้วยรอยยิ้มเช่นกัน
“ไม่ออกไปเล่นกับน้องหรออาย..”
“กัสเองก็ด้วยนี่..ไม่เล่นกับน้องหรอ”
สำหรับคำถามนี้กัสเพียงอมยิ้มไม่ตอบเพราะอารมณ์ความรู้สึกของเขาในตอนนี้มันไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้วสำหรับเขาในตอนนี้การเฝ้ามองน้องๆที่เล่นสนุกทำให้เขามีความสุขมากกว่าเข้าไปเล่นด้วยมากจริงๆ
“สำหรับข้าในตอนนี้..การนั่งมองอยู่แบบนี้มันสนุกกว่านะ..แล้วเจ้าละ”
“ข้าหรอ..บอกตามตรงนะกัส..มันเหนื่อยนะ..เจ้าละเล่นโยนงานมาให้ข้าหมดเลยทุกวันนี้ก็เลยเหนื่อยจนหมดแรงแล้ว ไม่มีแรงไปกระโดดโลดเต้นแบบเด็กสองคนนั้นแล้วละ”
ได้ยินแบบนั้นกัสก็รู้สึกผิดขึ้นมาทันที ซึ่งก็ทำให้บลูอายรู้สึกผิดตามไปด้วยจนทำให้บรรยากาศระหว่างทั้งสองเปลี่ยนไปชั่วขณะก่อนที่กัสจะยิ้มกริ่มพลางมองบลูอายด้วยสายตาแปลกๆที่ทำให้เด็กสาวตื่นตัวขึ้นมาในทันที
“นั่นสินะ..แบบนี้เจ้าจะให้ข้าชดใช้ยังไงดี..”
บลูอายมองกัสด้วยสายตาตื่นๆ พลางขยับหลบออกไปเล็กน้อยอย่างไม่ไว้ใจยิ่งหลังจากผ่านเหตุการณ์ก่อนหน้านี้มาด้วยเธอก็ยิ่งรู้สึกว่ากัสชอบเล่นถึงเนื้อถึงตัวกับเธอมากกว่าเมื่อก่อนจนตัวเธอเริ่มที่จะไม่ไว้ใจตัวเองขึ้นมา
พอเห็นท่าทางของบลูอายกัสก็ยิ้มขำ พลางส่ายหน้าน้อยๆ
“เจ้าคิดอะไรอยู่หรออาย..ทำไมถึงขยันหลบไปแบบนั้น..หรือว่ากำลังคิดอะไรลามกๆอยู่..”
พอเห็นรอยยิ้มของกัสบลูอายก็หน้าแดงก่ำและตระหนักได้ในทันทีว่าเธอโดนกัสแกล้งเข้าอีกแล้วจนหน้าร้อนวูบขึ้นมาก่อนจะมองค้อนใส่กัสไปอีกทีหนึ่งด้วยความไม่พอใจ
กัสเห็นแบบนั้นก็ยิ้มขำแล้วล้มตัวลงบนที่ตักของบราวนี่อย่างสุขสำราญ
“ถ้าเหนื่อยมากๆ ลองไปหาซีต้าสิ ไม่ก็มิซ่าก็ได้สองคนนั้นเป็นผู้รักษา ให้พวกนางช่วยบำบัดด้วยการนวดกดจุดให้ก็ได้”
“เอ๋! ท่านซีต้ากับมิซ่าทำแบบนั้นได้ด้วยหรอ”
“แน่นอน..เจ้าคิดว่าผู้รักษาเรียนรู้อะไรกันบ้างละการนวดเองก็เป็นหนึ่งในศาสตร์การรักษาเลยนะรู้ไหม ลองดูได้แล้วเจ้าจะติดใจ”
พูดแล้วกัสก็อมยิ้มพลางนึกถึงการนวดของสองสาวที่ทำให้เขาสำราญใจไม่น้อยขณะที่มองดูบลูอายที่มีท่าทียุ่งยากใจอยู่บ้างเพราะนึกเกรงใจ
เธอนั้นต่างกับกัสที่มีสถานะเป็นสามีของทั้งสองเลยขอให้ภรรยาดูแลได้โดยไม่ลำบากใจ ทว่าเธอนั้นเป็นเด็กทั้งยังไม่สนิทกับทั้งสองคนอีกด้วยการจะร้องขอแบบนี้มันทำให้เธอลำบากใจพอดู
“อย่าคิดมากเลยอาย..นี่นับเป็นงานของผู้รักษาเหมือนกันไปขอให้มิซ่าช่วยก็ได้ นางเป็นคู่หมั้นของข้า โดยฐานะแล้วเจ้าขอให้นางช่วยได้นะในเมื่อเจ้าช่วยงานสามีของนางอยู่..เจ้าจะขอให้นางช่วยเจ้าบ้างก็ไม่น่าแปลก”
บลูอายเริ่มไหวหวั่นขึ้นมาบ้างแล้วกับคำแนะนำของกัสพลางคิดในใจว่าหลังจากนี้จะลองไปขอให้มิซ่าช่วยสักครั้ง
“เข้าใจแล้วกัส..แล้วข้าจะลองดูก็แล้วกัน”
กัสไม่ได้ตอบรับกลับมาเพราะปากของเขาไม่ว่าง เนื่องจากบราวนี่ที่นั่งมองกัสอยู่นานเกิดความคิดอยากจะป้อนผลไม้ให้สามีของเธอบ้างก็เลยหยิบองุ่นยื่นให้ถึงปากของกัสทำให้เขาไม่ว่างตอบจึงทำได้เพียงครางเบาๆ แทนการตอบรับ
ภาพที่แสนวานนี้ทำให้บลูอายทั้งอ่อนใจและนึกอิจฉาเล็กๆยิ่งมองดูสีสันของความสุขที่ปลดปล่อยออกมาจากตัวของบราวนี่ เธอก็ยิ่งรู้สึกอิจฉา
‘ความรักทำให้ผู้หญิงอย่างเรามีความสุขได้ขนาดนี้เลยหรอ..’
ใบหน้าของเด็กสาวเต็มไปด้วยความสงสัย ขณะที่มองดูกัสมองดูบราวนี่และมองดูสาวๆ คนอื่นๆ ของกัสทั้งคนที่ได้รับความรักความเอ็นดูจากเขาแล้วและคนที่ยังทำได้เพียงแอบมองอยู่ห่างๆ
คนอื่นอาจจะเก็บซ่อนสีหน้าหรือความรู้สึกได้แต่ไม่มีใครปิดบังความรู้สึกจากสายตาของเธอได้ บลูอายจึงมองเห็นและรู้ความลับมากมายในดินแดนแห่งนี้
ทว่าเธอก็ไม่ได้พูดออกมาหรือแสดงท่าทางใดๆที่ทำให้คนเหล่านั้นรู้ว่าความลับของพวกเธอถูกบลูอายมองเห็นแล้ว
‘ท่านคริสตัล..แม้กระทั่งท่านหญิงน้อยอย่างท่านก็เป็นไปด้วยงั้นหรือ..เสน่ห์ของกัสเนี่ย..ดูถูกไม่ได้เลยแฮะ’
คิดแล้วบลูอายก็ทำได้เพียงถอนหายใจขณะมองดูน้องๆ ที่ถูกปกคลุมไปด้วยสีสันแห่งความสุขด้วยรอยยิ้มที่อ่อนหวาน