(E-Book) มารเร้นกายดับแสงดารา

    ตอนที่ 50 บุกสวรรค์ตามหาภรรยา

    สายใยระหว่างแม่ลูกที่ถักทอในแก่นวิญญาณมารน้อยทำให้เขารู้ว่าเวลานี้นางหายไปอยู่ในที่แสนไกล ถึงอย่างนั้นก็ยังคงหวังลึก ๆ และนั่งรอมารดาอยู่ที่เดิม


    ทว่า ผ่านไปวันแล้ววันเล่า ในใจของอีนั่วเศร้าหมองและคิดถึงนางยิ่งนักจึงตัดสินใจอย่างเด็ดขาด ไม่เกรงกลัวว่าจะมีอันตรายใด ๆ เกิดขึ้นกับตัวเองพลันใช้พลังมารหายตัวเข้าสู่แดนสวรรค์ในพริบตา


    อีนั่วรีบพุ่งไปที่ตำหนักเทพดาราในทันที ไม่ข้องแวะที่ใดเพราะห่วงว่าจะมีใครสังเกตเห็นตัวตนมารปีศาจ คอยแอบอยู่ในมุมมืด พรางตัวราวกับเป็นอากาศ แล้วกวาดสายตามองหามารดา


    “ท่านแม่...” เขาเผลอเรียกออกไปแบบนั้นอย่างเคยแต่หยุดชะงักไปเพราะรู้สึกได้ว่าหญิงสาวตรงหน้ามีอะไรแปลกไปจากเดิม นางกำลังหัวเราะและยิ้มให้คนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ โดยไม่รู้สึกตัวเลยว่าเลือดเนื้อเชื้อไขตัวน้อย ๆ รอนางเพียงลำพัง


    อีนั่วพึมพำกับตัวเองด้วยความสลด “ท่านแม่ลืมข้าอีกแล้วหรือ” เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้นไปได้ หากลืมทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในแดนมนุษย์ไปแล้ว อย่างน้อยควรจำเขาได้บ้าง ถึงอย่างไรก็มีสายใยผูกพันกันมา


    เวลานั้น สวีลู่ชิงกำลังพูดคุยหารือกับพี่ชายของตนและเทพเซียนคนอื่น ๆ ด้วยสีหน้าจริงจัง แม้สวีต้าเฟิงจะพยายามหาวิธีช่วยเหลือน้องสาว แต่นางกลับปฏิเสธและยืนยันว่าจะทำอย่างเดิม


    ยิ่งเห็นว่าจอมมารล่าถอยทัพกลับไปอย่างง่ายดายแสดงว่าเขาอาจจะได้รับบาดเจ็บไปไม่น้อย ย่อมเป็นโอกาสอันดีที่นางจะได้ทำหน้าที่อย่างสุดท้ายให้เสร็จสิ้นเสียที


    “ลู่ชิง เหตุใดจึงไม่ลองทางอื่นก่อน” เทพวายุมีสีหน้ากังวลพยายามโน้มน้าวใจคนตรงหน้า แต่นางกลับตัดสินใจเด็ดขาดเหมือนทุกครั้ง


    “ท่านพี่” เทพดารากุมมือคนข้างกายเอาไว้เพราะเข้าใจความรู้สึกของเขาเป็นอย่างดี ยามที่นางลงไปเผชิญด่านเคราะห์แดนมนุษย์ เขาต้องรับมือกับความสูญเสียไม่น้อยเช่นกันและถ้าหากเป็นไปได้คงอยากรั้งน้องสาวคนสำคัญเอาไว้ให้ถึงที่สุด


    กระนั้น วิธีที่แน่นอนและง่ายดายอยู่ตรงหน้า มีสรรพสิ่งหลายชีวิตเป็นเดิมพัน นางจึงไม่อาจละเลยหน้าที่นั้นไปได้


    “อย่างน้อย ข้ายังต้องรับอสนีบาตสวรรค์สิบเก้าครั้ง ท่านพี่คงจะได้เห็นข้าอีกนานเจ้าค่ะ” รอยยิ้มสดใสปรากฏบนใบหน้างาม ดวงตาสีฟ้ายังเป็นประกายแม้จะรู้ว่าหลังเสร็จสิ้นด่านเคราะห์อสนีบาตแล้ว แก่นวิญญาณของนางจะสูญสลายไปตลอดกาล


    อีนั่วได้ยินแผนการที่ชัดเจนมากกว่าเดิม เขารู้แค่เพียงว่ามารดาเป็นเทพชั้นสูงมีหน้าที่กำจัดบิดาผู้เป็นจอมมารจึงพาตัวนางไปอาศัยอยู่ในแดนที่เขาสร้างขึ้นมาเพื่อหยุดยั้งไม่ให้เทพดาราทำตามแผนได้สำเร็จ


    เขาไม่เคยคิดเลยว่าพลังเทพบรรพกาลที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดจะดึงสติมารดากลับมาเป็นเทพดาราคนเก่า ทั้งยังลบเลือนเรื่องราวในอดีตยามเป็นมนุษย์จนหมดสิ้น


    มารน้อยเพียงต้องการอยู่กับมารดาอย่างสงบ เขาอุตส่าห์คิดว่าทำเช่นนี้แล้ว ทั้งมารดาและบิดาจะไม่สูญสลายไปที่ใด


    “ท่านแม่ เหตุใดจึงยังคิดทำเช่นนั้นเล่า” เขาพึมพำอยู่คนเดียว นึกอยากวิ่งไปกอดนางเหลือเกิน แต่เพราะรอบข้างมีเทพเซียนอยู่ด้วยจำนวนมาก มารน้อยจึงไม่กล้าย่างกรายเข้าไปใกล้


    ในขณะที่สวีลู่ชิงบอกกับทุกคนไปอย่างนั้น ไม่ถึงสองชั่วยามต่อมา นางก็ยืนอยู่ตรงกลางลานกว้างบนยอดเขาที่สูงที่สุดของภพสวรรค์ สีหน้าเตรียมพร้อมรับทัณฑ์ทรมานพลันหลับตาลง


    เสียงท้องฟ้าคำรามกระหึ่มไปทั่วแดน สายฟ้าเปรี้ยงปร้างสาดลงมารอบข้างลานลงทัณฑ์สร้างความขนลุกน่ากลัวให้คนบริเวณนั้นเป็นอย่างมาก

    เซียนผู้น้อยที่อยู่โดยรอบมองขึ้นไปยังยอดเขาด้านบน ต่างพากันถอนหายใจและชื่นชมความเด็ดเดี่ยวของเทพดารา


    ลานลงทัณฑ์มีไว้สำหรับเทพเซียนผู้กระทำความผิดใหญ่หลวงหรือต้องผ่านด่านเคราะห์เพื่อบรรลุ แต่นางยืนอยู่ตรงนั้นเพราะหน้าที่


    ดวงตาสีฟ้าของอีนั่วสั่นระริก ไม่อยากให้มารดาบาดเจ็บ พลางหันซ้ายหันขวาไม่รู้จะทำอย่างไรดี หากแต่นึกออกเพียงอย่างเดียวว่าคนที่จะช่วยมารดาได้คือผู้ใด


    พรึ่บ!

    อีนั่วหายตัววับไปยังสถานที่แห่งหนึ่งด้วยใจร้อนรน แต่เมื่อเข้าไปในนั้นแล้วกลับเดินหน้าต่อไม่ง่ายเลย มารน้อยกำลังอดทนกับแรงกดดันราวกับจะบีบเขาให้แหลกเป็นจุณ


    ลมหายใจหอบเหนื่อย ดวงตาพร่ามัว แต่สองขายังคงพยายามก้าวไปเรื่อย ๆ ลึกเข้าไปในสุสานวิญญาณเทพเซียน


    “ท่านพ่อ...” เขาฝืนเปล่งเสียงเรียกคนที่อยู่ไกลโพ้นเพราะคิดว่าตัวเองกำลังต้านทานพลังนั้นไม่ไหว


    เขาเป็นเพียงครึ่งมารแรกเกิดจึงไม่อาจทนไปได้มากกว่านี้ “ท่านพ่อ!” เสียงสุดท้ายตะโกนดังก้องเรียกสติของจอมมารที่กำลังถูกหลอมกลืนกินอยู่ใจกลางสุสาน


    กงจื่อเย่หันขวับทันทีที่ได้ยินเสียงเรียกของคนคุ้นเคย แม้จะไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด แต่เขากลับคิดถึงเสียงเล็ก ๆ ของมารน้อยโดยไม่รู้ตัว


    หลังจากนั่งนิ่งอยู่ใจกลางสุสานวิญญาณมานาน เขารู้สึกว่างเปล่าไม่มีสิ้นสุด ในใจนึกว่ามาถึงตรงนี้แล้วจะได้พบกับคนที่รอคอย แต่กลายเป็นว่าอู๋เยว่ชิงไม่ได้อยู่ที่นั่น


    เมื่อได้พบความจริงร่างกายพลันไร้เรี่ยวแรง ทรุดตัวนั่งคุกเข่าหมดอาลัยตายอยาก มองซ้ายมองขวากลับไม่เจอนางแต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรถึงยังมีความหวังว่านางจะต้องปรากฏตัว เข้าใจว่าเทพเซียนที่ยังไม่กลับสู่สถานะเดิมต้องมาอยู่ในสุสาน


    ไม่อย่างนั้น นางจะหายไปที่ใดได้ เขาไม่อาจยอมรับได้ว่าอู๋เยว่ชิงแตกสลายชั่วนิรันดร์


    "อีนั่ว เหตุใดจึงเข้ามาที่นี่” เขาเอ่ยถามบุตรชายพลางร่ายพลังมารสร้างข่ายอาคมปกป้อง


    “ท่านแม่... ช่วยท่านแม่ด้วย” น้ำเสียงมารน้อยตะกุกตะกัก พูดด้วยความยากลำบาก น้ำตาคลอเพราะกลัวว่าจะสูญเสียนางไปอีกครั้ง


    “หมายความว่าอย่างไร เจ้าเจอนางแล้วหรือ” ดวงตาสีม่วงแดงเป็นประกายขึ้นมาทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น “มารดาเจ้าอยู่ที่ใด รีบบอกข้ามา”


    เพียงพริบตาเดียว อีนั่วถูกส่งกลับไปอยู่ภพมาร เขาสั่งสมุนทั้งสามให้ดูแลมารน้อยในระหว่างที่เขาไม่อยู่ให้ดีเพราะไม่อยากให้อีนั่วตามไปยังภพสวรรค์ด้วย


    การปรากฏตัวอีกครั้งของจอมมารทำให้เหล่าเซียนแตกตื่นรีบแจ้งข่าวทุกคนในนั้นให้เตรียมรับมือ หากแต่กงจื่อเย่ไม่ได้สนใจผู้ใดเดินดุ่มเข้าไปไม่เกรงกลัวเพราะเป้าหมายหนึ่งเดียวตรงหน้า


    ข่ายอาคมป้องกันสำแดงฤทธิ์กีดกั้นไม่ให้จอมมารย่างกรายเข้ามายังแดนศักดิ์สิทธิ์ กองทัพสวรรค์รุดหน้าเรียงแถวป้องกันเหมือนอย่างตอนที่เขาขึ้นมาที่นี่ครั้งแรก


    “ถอยไป” เขาโพล่งออกมาเพียงสั้น ๆ


    “...” ทุกคนนิ่งเฉย ไม่อาจทำตามได้เพราะไม่รู้จุดประสงค์ของจอมมาร


    ดวงตาสีม่วงแดงมองขึ้นไปด้านบนยอดเขาที่มีสายฟ้ากระพริบเป็นระยะ พลันคิดในใจ “อยู่ใกล้เพียงนี้แล้ว เหตุใดข้าจึงสัมผัสถึงเจ้าไม่ได้เลย”


    จอมมารไม่เข้าใจว่าเหตุใดเขาจึงสัมผัสตัวตนของนางไม่ได้ ไม่ได้รู้ตัวเลยว่าทุกอย่างเป็นความตั้งใจของเทพดาราที่ตัดขาดทุกสิ่งจากเขา แม้จะมีเมล็ดพันธุ์ต้นไม้แห่งชีวิตหยั่งรากแต่เพราะนางใช้พลังเทพบรรพกาล ไม่ว่าจะอู๋เยว่ชิงหรือสวีลู่ชิง นางจึงไม่มีทั้งความทรงจำและตัวตนให้จอมมารรับรู้ได้อีกต่อไป


    รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดบนใบหน้า กงจื่อเย่กวาดสายตาไม่แยแสมองดูผู้คนที่ยืนล้อม “สวีลู่ชิง ตามนางมาให้ข้า ไม่เช่นนั้นแล้ว ข้าจะทำลายที่แห่งนี้ให้ราบคาบ”


    ใครต่อใครที่ได้ยินเสียงนั้นต่างพากันมองหน้าอีกฝ่าย สายตาเลิ่กลั่กแต่เมื่อเทพปฐพีและเทพวายุปรากฏกายขึ้นเพื่อนำทัพสวรรค์ พวกเขาจึงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมรอฟังคำสั่ง


    “ไม่นึกว่าจะได้เจอมารน้อยเร็วเพียงนี้” ห่าวอู๋กล่าวกับคนตรงหน้า ในมือถือหอกเทพบรรพกาลเอาไว้ พลังสีขาวทองวนเวียนรอบตัวพร้อมโจมตี


    “ข้าไม่ได้อยากมาเจอเจ้า” กงจื่อเย่ส่ายหน้า “ตามสวีลู่ชิงมาให้ข้า”


    ห่าวอู๋นึกสงสัยว่าเหตุใดจอมมารจึงเรียกหานาง จึงถามเทพวายุว่า “หรือมารน้อยนั่นรู้แผนของเราแล้ว”


    “เป็นไปไม่ได้” สวีต้าเฟิงขมวดคิ้ว “หากเขารู้แผนแล้วคงเข้าโจมตีพร้อมพรรคพวกเหมือนเมื่อครั้งนั้น แต่เวลานี้กลับมาเพียงลำพัง ทั้งยังอยู่นิ่งไม่คิดจะเรียกดาบเขี้ยวอสูรออกมาเสียด้วยซ้ำ”


    เทพปฐพีไม่อาจทนความสงสัยนั้นได้จึงโพล่งออกไปตรง ๆ “เจ้าอยากพบนางทำไม หรือว่าเจ้ารู้อะไรมา”


    “แผนสังหารข้าน่ะหรือ แน่นอนว่าต้องรู้ แต่ที่ข้าอยากพบนาง นั่นก็เพราะว่านางเป็นภรรยาของข้า”

    คล้ายกับเรื่อง(E-Book) มารเร้นกายดับแสงดารา ที่คุณอ่าน