บทที่105เงาแห่งกลียุคคืบคลาน
จางเยี่ยนจือมองหลานชายด้วยแววความภาคภูมิใจอย่างปิดไม่มิด
“หลานทำได้อย่างไร"
ฮุ่ยจวินประสานมือขึ้นบนท้องนภา
“เป็นเพราะปู่ได้ทิ้งกฎเกณฑ์สำคัญไว้กับพวกเรา"
จางเยี่ยนจือแสดงสีหน้าที่สงสัยฮุ่ยจวินจึงอธิบาย
“กฎเกณฑ์แห่งค่ายกลบัวอัคคีไร้จีรังมีองค์ประกอบสำคัญหนึ่งเดียวนั่นคือสายเลือดสืบทอดซึ่งดวงตาแห่งค่ายกลนี้จึงมีเพียงโลหิตที่บริสุทธิ์ไหลเวียน เช่นนั้นการจุดติดจึงต้องอาศัยเพียงเพลิงจากโลหิตอันแท้จริงเท่านั้น”
จางเยี่ยนจือกล่าวอย่างได้คิด
“หากอยากจะให้เพลิงเทียมจุดค่ายกลได้จึงจำเป็นต้องใช้กฎเกณฑ์แห่งโลหิตเทียมผสานลงไป"
ฮุ่ยจวินผงกศีรษะ
“มิผิดแต่มิใช่ว่าทุกโลหิตจะสามารถใส่ลงไปได้ ทว่าในโลหิตของพวกท่านมีโลหิตของปู่ไหลเวียนอยู่โลหิตต้นกำเนิดของปู่นี้จึงเป็นใบเบิกทางแลชักนำให้โลหิตเทียมให้สามารถผสานรวมกฎเกณฑ์ลงไปนั่นเอง"
“หลานย่าเจ้านับเป็นของขวัญที่พิเศษที่บิดามารดาเจ้าทิ้งไว้ให้แก่บึงลี้ลับอย่างแท้จริง"
หลังจากจัดการเรื่องราวเกี่ยวกับค่ายกลแห่งบรรพชนจนเสร็จสรรพฮุ่ยจวินก็ใช้เวลาอยู่ร่วมกับครอบครัวอย่างสงบสุขถึงเจ็ดวันเต็ม วันนี้แรกอรุโณทัยของวันใหม่ได้มาเยือนแล้วถึงคราวที่ชายหนุ่มจักต้องร่ำลาท่านย่า พี่น้อง และเหล่าบริวารของตนเพื่อไปปฏิบัติภารกิจและสืบสานปณิธานความตั้งใจของตนบนแผ่นดินใหญ่ต่อ
การร่ำลามีขึ้นอย่างเรียบง่ายแม้จะมีความอาลัยอาวรณ์แต่นั่นก็มิใช่ความรู้สึกที่บีบให้อีกฝ่ายต้องลำบากใจ คำอวยพรคำสัญญามากมายถูกทิ้งท้ายภายใต้การร่ำลานี้ และสุดท้ายเรือที่ทำให้ดูเก่าโทรมจนแทบจะผุพังได้ทุกเมื่อก็ได้เคลื่อนออกจากบึงลี้ลับล่องลอยออกจากสถานที่อันเป็นปริศนาที่ใครก็ไม่คาดคิดว่าจะอยู่ใต้บึงน้ำร้อยลี้แห่งนี้
เรือลำเก่าโทรมยังนำพาเรือเล็กสำรองผูกติดมาด้วยซึ่งสภาพของเรือสำรองเองก็ผุพังมิแพ้กัน บนเรือนั้นถูกโดยสารมาด้วยประมุขเจ็ดพรรคใหญ่ซึ่งสติเลอะเลือนไร้ซึ่งพลังฝีมือกับสองพี่น้องร่วมสาบานอย่างปู้ชิงเถาและฮุ่ยจวิน การเดินเรือในน่านน้ำแห่งบึงลี้ลับเมื่อไม่มีค่ายกลพลังญาณและการปกปักษ์ลำน้ำอย่างลับๆของชาวบึงลี้ลับก็ดูจะไม่ค่อยหน้ากลัวเท่าตอนแรก แต่ถึงอย่างนั้นความอันตรายตามธรรมชาติของแม่น้ำร้อยลี้ก็มิอาจมองข้ามได้ลำพังกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก วังวนอันคลุ้มคลั่ง โขดหินที่หนาแน่น กอปรรวมกับม่านหมอกที่บดบังทัศนียภาพเหล่านี้ก็ทำให้ผู้ที่มิเคยเดินเรือในเส้นทางต้องพบกับการอับปางย่อยยับได้ ไหนเลยจะมีอสรพิษวารีที่กระจัดกระจายอยู่อีกความน่ากลัวของแม่น้ำร้อยลี้ตามธรรมชาติจึงยังน่ากลัวไปเปลี่ยนแปลงสำหรับคนนอก
แต่สำหรับคนในแล้วพวกมันย่อมมีเส้นทางปลอดภัยที่ถูกกำหนดไว้ เส้นทางที่ดูจะอันตรายสำหรับคนนอกจึงยังพอมีช่องให้พวกมันสามารถไปได้และเพราะมีเส้นทางที่วางใจ ฮุ่ยจวินจึงกล้าที่จะใช้เรือที่ผุพัง และการที่มันใช้เรือผุพังนั่นก็เพื่อจะสร้างสถานการณ์ตบตาผู้คนบนผืนปฐพีให้ดูเหมือนว่าเจ็ดประมุขได้ประสบกับความน่ากลัวตามธรรมชาติของบึงลี้ลับไม่ว่าจะเป็นลักษณะเรือที่ใกล้อับปาง รอยอสรพิษวารีบนร่างกายที่มากมาย พร้อมพิษแห่งอสรพิษวารีที่ตกค้างเล็กน้อยมิเป็นอันตรายถึงชีวิตพิษของอสรพิษวารีหากเป็นแพทย์ย่อมรู้ดีว่ามันจะมีฤทธิ์หลอนประสาทแลทำลายระบบประสาทหากถูกกัดแล้วถ้าไม่ตายก็จักพิการ หรือโชคดีขึ้นมาหน่อยก็จะกลายเป็นผู้เลอะเลือนดั่งสภาพที่เหล่าประมุขกำลังประสบนี้ซึ่งสภาพการณ์ทั้งหมดฮุ่ยจวินได้เตรียมมาอย่างดีแล้ว
ที่เหลือก็เพียงแค่นำเรือขึ้นสู่ฝั่งเท่านั้น
ร่องเรือผ่านกระแสอันเชี่ยวกรากมานานพอพ้นป่าใหญ่กลางบึง แผ่นดินใหญ่ฝั่งตะวันออกก็ปรากฏมาให้เห็นรำไร ฮุ่ยจวินจึงหันไปสบตากับปู้ชิงเถาก่อนที่ปู้ชิงเถาจะทำการตัดเชือกเรือสำรองที่ผูกติดมา ใช้สันมือฟันต้นคอของสี่ประมุขแห่งภาคีเจ็ดพรรคใหญ่ฝั่งตะวันออกให้สิ้นสติก่อนจะทิ้งพวกมันลงยังเรือตามด้วยหมัดทะลวงนภาซัดออกจนเกิดเป็นคลื่นน้ำกวดม้วนเอาเรือให้กระเด็นขึ้นสู่ฝั่งสภาพเรือแตกกระจัดกระจาย ส่วนคนทั้งสี่ได้ล้มระเนระนาดบนฝั่งแผ่นดินใหญ่คนละทิศละทาง
ก่อนที่จะมีผู้มาพบเห็นฮุ่ยจวินก็ได้บังคับหัวเรือมุ่งไปยังเส้นทางตามแผนที่ของเหล่าผู้ฝึกกญาณมอบให้ เพื่อไปยังแผ่นดินใหญ่ฝั่งตะวันตกต่อไปร่องผ่านลำน้ำที่เชี่ยวกรากแลวังวนที่ทับซ้อน อาศัยสันคลื่นของวังวนพาเรือให้ร่องไปจวบจนกระทั่งใกล้ถึงฝั่ง ฮุ่ยจวินก็ทำลายเรือให้อับปางลงทันที ส่วนสามประมุขได้ถูกปู้ชิงเถาทำให้หมดสติอยู่ก่อนแล้วซึ่งจังหวะที่เรืออับปางลงนี้ กระดานไม้สองแผ่นก็ได้แล่นฝ่าผิวน้ำขึ้นสู่แผ่นดินใหญ่ไปเช่นเดียวกับร่างของประมุขฝั่งตะวันตกทั้งสามที่ได้สลบเหมือดบนฟากฝั่ง…
ผ่านไปสองวันข่าวใหญ่ก็ได้แพร่กำจายไปทั่วปฐพีประมุขเจ็ดพรรคใหญ่ที่ได้รับการขนานนามให้เป็นเงาแห่งวจนะซึ่งในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาได้รวบรวมเหล่าผู้กล้ามุ่งสู่บึงลี้ลับวันนี้พวกมันได้หวนกลับสู่ปฐพีได้อย่างปลอดภัย อาจเป็นเพียงกลุ่มคนแรกที่สามารถกลับมาจากสถานที่ที่มิเคยมีใครกลับมาได้แต่ที่น่าตกใจกว่าการมีชีวิตอยู่ก็คือ พวกมันกลับกลายเป็นผู้มีสติเลอะเลือนใช้การมิได้แล้วตามความเห็นของแพทย์ที่รักษา พวกมันได้ประสบกับพิษของอสรพิษวารีมานานจนเกินไป ซ้ำยังประสบกับเรือที่อับปางร่างกายจึงอ่อนแอมิอาจต้านทานหรือขับพิษเหล่านี้ได้ทัน
การประสบชะตากรรมของเจ็ดประมุขในครานี้ทำให้ปฐพีต้องปั่นป่วนเจ็ดพรรคใหญ่ล้วนตั้งตนแบ่งพรรคแบ่งฝ่ายเพื่อหวังขึ้นครองอำนาจเสียเอง ความสัมพันธ์ของภาคีเจ็ดพรรคใหญ่ก็ระส่ำความเข้มแข็งที่เคยมีมาช้านานเริ่มทรุดโทรมลง เปิดโอกาสให้เหล่าผู้ฝึกญาณหลายผู้ที่หลบตามซอกหลืบอันมืดมิดบนแผ่นดินใหญ่ลอบเล่นงานพวกมันความวุ่นวายจึงก่อเกิดแทบจะทั่วผืนปฐพีอีกครั้ง
ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นนี้ผู้มีพลังอำนาจย่อมไม่ได้รับผลกระทบเท่าไหร่แต่ชาวบ้านตาดำๆ ที่มิรู้เรื่องอะไรพลอยโดนลูกหลงและได้รับความเสียหาย บางวันทำงานอยู่ดีๆก็มีคมดาบคมกระบี่จากการสู้กันของเหล่าคนจากเจ็ดพรรคใหญ่และผู้ฝึกญาณเดนตายกระทบถูกแผ่นหลังจนสิ้นชีวิตไปหรือไม่ร้านรวงก็พลอยพังย่อยยับสูญเสียทรัพย์สินโดยมิได้รับการตอบแทน ความยากลำบากเดิมก็มากพอแล้วตอนนี้ยังมีแต่ความหวาดระแวงไปทั่วทุกหย่อมหญ้า กลุ่มคนที่ตั้งตนเป็นผู้ปกปักษ์ผืนปฐพีอย่างนิกายเทวะวจนะพวกมันก็เพียงแต่สนใจเรื่องราวของเจิ้งกวน ประมุขพรรคเอกยาจกที่มาถ่ายทอดเท่านั้น
เจิ้งกวนกับจื่อจิ้งสองตัวตนอันสำคัญแห่งพรรคเอกยาจกพวกมันใช้ชีวิตอย่างลำบากแลดั้นด้นหาวิธีออกจากแม่น้ำร้อยลี้ ผ่านความเป็นตายอย่างแสนสาหัสจนในที่สุดก็สามารถออกมาได้พวกมันจะตายแหลมิตายแหลโชคดีที่สัญญาณเรียกขอความช่วยเหลือสุดท้ายได้นำพาคนจากนิกายเทวะวจนะมาพบเข้าซึ่งคนผู้นั้นก็คือผู้ที่ถือหางอยู่เบื้องหลังของพวกมันนั่นเอง
บุรุษกลางคนตาเดียวแห่งวิหารยุทธ์ เอี้ยงเซี่ย
บุรุษตาเดียวนามเอี้ยงเซี่ยผู้นี้นำเรื่องสำคัญบอกต่อธรรมบาลยุทธ์ของตนเองเรื่องราวของประมุขเจ็ดพรรคใหญ่ที่ดูผิวเผินเหมือนประสบกับความพิศวงของแม่น้ำร้อยลี้เมื่อได้วิเคราะห์ตามสิ่งที่เจิ้งกวนถ่ายทอดบางทีแท้จริงแล้วอาจมีลับลมคมนัยที่เกี่ยวกับสถานที่อันเป็นปริศนาแห่งแม่น้ำร้อยลี้ก็เป็นได้
สถานที่ที่ไม่รู้ว่าดำรงอยู่จริงหรือไม่สถานที่ที่เคยมีเพียงข่าวโครมลอย บางทีข้อมูลจากสองตัวตนแห่งพรรคเอกยาจกที่หลุดรอดออกอาจนำพาให้ไปพบสถานที่ดังกล่าวก็เป็นได้
ไม่รู้ว่าข้อเท็จจริงจากเจิ้งกวนและจื่อจิ้งจะจริงแท้เพียงใดแต่สิ่งหนึ่งที่ยืนยันได้เป็นอย่างดีก็คือ ไม่มีใครกล้าเล่นตลกกับนิกายเทวะวจนะ เช่นนั้นวิหารยุทธ์แห่งนิกายเทวะวจนะจึงเคลื่อนไหวก่อนบางทีพวกมันอาจได้สร้างผลงานและความดีความชอบอย่างใหญ่หลวงในครานี้ หากที่นั่นอุดมไปด้วยเหล่าผู้ฝึกญาณชั้นเลิศเหล่าตัวตนที่มีพลังญาณที่ไม่ธรรมดาเฉกเช่นพวกผู้ฝึกญาณเดนตายทั่วไป มันก็จะเป็นผู้ที่สามารถหาพลังวิญญาณอันล้ำเลิศมาถ่ายทอดลงยังผาอดีตได้แล้ว
หรืออาจบางทีหากจอมมารอวิ๋นเซี่ยวซุนหลบซ่อนกบดารอยู่ที่นั่นมันอาจได้สร้างความชอบเพิ่มขึ้นหลายเท่า
ธรรมบาลแห่งยุทธ์จึงผงกศีรษะชมเชยเอี้ยงเซี่ย
“ดี เจ้ามิเคยทำให้ข้าผิดหวังจริงๆสายเลือดสุดท้ายของตระกูลหลงครานั้นเจ้าก็จัดการได้เสร็จสรรพ ครานี้คนที่อยู่ใต้อาณัติของเจ้ายังให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์อีกหากข้อมูลนั้นนำพาสู่ที่หลบซ่อนของเหล่าผู้ฝึกญาณตระกูลดังในอดีตจริง ยิ่งหากมีจอมมารอวิ๋นเซี่ยวซุนหลบซ่อนอยู่ด้วยข้าจะมอบตำแหน่งฐานะในวิหารยุทธ์แก่เจ้าอย่างสมน้ำสมเนื้อ"
เอี้ยงเซี่ยโคลงศีรษะ
“เป็นพระคุณมากแล้ว"
ธรรมบาลยุทธ์จึงสั่งการต่อ
“เรื่องในครานี้นับเป็นภารกิจสำคัญต้องเก็บเป็นความลับให้ดีที่สุดส่วนการเดินทางเพื่อไปตรวจสอบแลพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้บุตรชายข้าเป็นผู้นำขบวน ส่วนเจ้าเป็นผู้ติดตาม"
เอี้ยงเซี่ยประสานมือคารวะ
“ผู้น้อยขอน้อมรับคำสั่งพร้อมจะดูแลนายน้อยรวมถึงปฏิบัติภารกิจมิให้ผิดพลาด"
ธรรมบาลยุทธ์ผงกศีรษะพร้อมรอยยิ้ม
“ดี เช่นนั้นก็จงไปเตรียมตัว"
“ขอรับ"
นิกายเทวะวจนะเคลื่อนไหววิหารยุทธ์เป็นหัวเรือใหญ่ ความดีความชอบส่วนหนึ่งตกไปที่เจิ้งกวนและจื่อจิ้ง เพื่อเป็นการซื้อใจให้บริวารไม่ตีตัวออกห่างคัมภีร์ที่ไม่นับมีประโยชน์อันใดในนิกายเทวะวจนะ แต่เป็นสุดยอดคัมภีร์ชั้นสูงในกลุ่มศิษยานุศิษย์ทั่วไปได้ถูกส่งมอบทั้งยังมีของวิเศษบางอย่างที่ทำให้พวกมันทั้งสองได้พึ่งพอใจเป็นอย่างยิ่ง
การเดินทางไปยังแม่น้ำร้อยลี้แม้จะสูญเสียกองกำลังไปไม่น้อยทั้งยังไม่พบคัมภีร์ลมปราณในตำนาน และยังผ่านสถานการณ์เฉียดตายมาหลายหน แต่สิ่งตอบแทนที่พวกมันได้คืนกลับไปยังพรรคในวันนี้นับได้ว่าเป็นที่น่าพอใจแลคุ้มค่าเกินกว่าสิ่งที่สูญเสีย
.
.
.
เพียงคืนกลับสู่ปฐพีได้สองวันความวุ่นวายมากมายก็ก่อเกิด ปฐพีแคว้นเว่ยดูปกคลุมไปด้วยมรสุมความขัดแย้ง ฮุ่ยจวินและปู้ชิงเถาเพียงเหยียบย่างเข้าสู่เมืองแห่งหนึ่งในแคว้นเว่ยพวกมันก็สัมผัสได้ถึงแรงตรึงเครียดที่ปกคลุมไปทุกหย่อมหญ้า ตอนนี้ไม่เพียงแต่คนของเจ็ดพรรคใหญ่แย่งชิงกันเองยังมีเหล่าผู้ฝึกญาณเดนตายฉวยโอกาสแก้แค้น และที่นอกเหนือกว่านั้น คนของทางการที่สมควรจะสามัคคีเป็นหนึ่งกลับดูขัดแย้งราวกับมีขั้วอำนาจสองขั้วคานกันอยู่ก็ปาน
ดูเหมือนคนของทางการมิลงรอยบางครั้งมีการต่อสู้กันเองของเหล่าทหาร มือปราบของเมืองก็วางท่าบาดใหญ่เบียดเบียนชาวประชาขุนนางบางผู้ก็ออกหน้าประจันขันแข่งอำนาจซึ่งกัน นี่นับเป็นต้นตอที่จะนำแผ่นดินไปสู่กลียุคอย่างแท้จริง
“นี่มันเกิดเรื่องอันใดขึ้น"
ปู้ชิงเถาวางจอกสุรามองเหตุการณ์ความวุ่นวายตรงหน้า
ฮุ่ยจวินวิเคราะห์สถานการณ์แล้วกล่าวว่า
“บางทีอาจมีผู้มากด้วยบารมีคนใหม่คิดตั้งตัวต้านทานผู้มีอำนาจเดิม”
“หากเป็นเช่นนั้นจริงก็ดีเพราะผู้ที่นั่งบนบัลลังก์มังกรสูงสุดแห่งแคว้นปัจจุบันช่างนำพาความทุกข์ยากแก่อาณาประชาราษฎร์ยิ่งนัก"
ฮุ่ยจวินกล่าวขึ้นด้วยนัยน์ตาครุ่นคิด
“ข้าก็ได้แต่หวังว่าผู้ที่มากด้วยวาสนาแลบารมีผู้นั้นจะแตกต่างจากที่เป็นอยู่ในตอนนี้"
“จะว่าไปเรื่องของบัลลังก์มังกรชาวยุทธ์ย่อมมิอาจยุ่งเกี่ยว”
ฮุ่ยจวินมองไปที่ข้าวของที่กระจัดกระจายของเหล่าชาวบ้านที่พลอยได้รับลูกหลงจากความวุ่นวายของแต่ละฝ่าย
“แต่หากทำให้แผ่นดินถึงคราวกลียุคประชาชนต้องทุกข์ยากทั่วหย่อมหญ้า นั่นจะไม่ยุ่งเกี่ยวก็คงมิได้แล้ว"