คัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 112 คืนนี้ ที่หน้าสำนักเทียนหลาน

     

            ฝานหรูเยว่สะดุ้งตื่นเพราะเสียงเคาะรัวที่ประตู

           นางสวมเสื้อผ้าให้เรียบร้อยจนเมื่อเดินมาเปิดประตูด้วยความเร่งรีบจึงพบกับซูฉางอันและชายอีกคนที่ร่างโชกไปด้วยเลือด

     เพราะซูฉางอันประคองร่างของอีกฝ่ายเอาไว้ เลือดบนร่างของชายผู้นั้นจึงเปรอะร่างของซูฉางอันไปด้วยฝานหรูเยว่จึงแยกไม่ออกว่านั่นเป็นเลือดของใครกันแน่

     นางสะดุ้งตกใจ แล้วรีบเดินเข้าไปหาด้วยหวังจะตรวจบาดแผลของซูฉางอันขณะที่ปากก็พูดขึ้นอย่างร้อนใจ “คุณชายซู ท่านเป็นอะไรไป? ”

     แม้ซูฉางอันจะได้รับบาดเจ็บเช่นกัน แต่อาการของเขาไม่ได้สาหัสเท่าชายที่เขาแบกกลับมาด้วยซูฉางอันฝืนยิ้ม แล้วบอกกับฝานหรูเยว่ดังนี้ “ข้าไม่เป็นไร แต่เขา...”

     “เจ้ารีบไปจัดห้องให้เขา แล้วช่วยตามอาจารย์ปู่มาที” ซูฉางอันกล่าวจากนั้นพยุงมู่กุยอวิ๋นเข้าไปในสำนักทันที

     เมื่อได้ฟังซูฉางอันกล่าวดังนั้น ฝานหรูเยว่จึงวางใจลงบ้าง ทันใดนั้น นางก็ตระหนักได้ว่าชายที่ซูฉางอันพากลับมาด้วยได้รับบาดเจ็บสาหัสไม่น้อยจึงไม่กล้ารอช้า รีบนำทางให้ซูฉางอัน พาเขาไปที่ห้องรับแขกซึ่งนางจัดเอาไว้แต่แรกทันที

     หลังช่วยซูฉางอันวางชายผู้นั้นลงบนเตียง ฝานหรูเยว่รีบวิ่งไปเชิญอวี้เหิงมาดูอาการของชายผู้นั้นต่อ

     เมื่อได้รับความช่วยเหลือจากอวี้เหิง ชายผู้นั้นย่อมมีอาการดีขึ้นเป็นธรรมดานั่นทำให้ซูฉางอันวางใจลงมาก

     จนเมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จ ในที่สุดฝานหรูเยว่ก็มีจังหวะถามซูฉางอันเสียทีว่าไปทำอะไรมากันแน่แต่เพียงลองไตร่ตรองดู นางก็พอจะเดาได้ ว่าเรื่องราวเป็นมาเยี่ยงไร นางทำทีราวจะพูดบางอย่างออกมาแต่สุดท้ายก็กลืนคำพูดเหล่านั้นกลับเข้าไปอีกครั้ง เพราะนางพลันตระหนักได้ว่านอกจากการปลอบโยน นางก็ไม่อาจช่วยอะไรซูฉางอันได้อีกและบ่อยครั้งที่การปลอบใจไม่มีประโยชน์แม้เพียงน้อย เช่นนั้นหลังสั่งย้ำบางอย่างกับซูฉางอัน นางก็เดินก้มหน้ากลับไปที่ห้องของตัวเองในที่สุด

     ทางด้านซูฉางอัน หลังฝานหรูเยว่กลับไป เขาก็มีสีหน้าย่ำแย่ขึ้นอีกครั้ง

     เขาเดินออกไปนอกห้อง ขณะมองไปยังหิมะที่โปรยปรายอยู่บนท้องฟ้า เขาพลันหนักอึ้งขึ้นที่กลางหัวใจซูฉางอันหยิบบางอย่างออกมาจากอกเสื้อในเวลาต่อมา มันเป็นกระดาษแผ่นหนึ่งกระดาษที่ถูกตู้หงฉางซ่อนเอาไว้ในหนังสือบทเพลงแห่งหนานเยวียนที่เขาส่งมาให้เมื่อหลายวันก่อน

     เนื้อความนั้นช่างเรียบง่าย โดยสรุปคือเขาต้องการให้ซูฉางอันยื้อซือหม่าสวี่ให้อยู่ในงานวิวาห์ของเป่ยทงเสวียนจนถึงเวลาไฮ่ให้ได้หากทำได้ ตู้หงฉางมั่นใจว่าจะหาหลักฐานที่ซือหม่าสวี่ร่วมมือกับคนชั่วสังหารบิดาของเขาได้แน่นอนซึ่งนอกจากหลักฐานชิ้นนี้จะล้มซือหม่าสวี่ได้แล้ว มันยังทำให้เป่ยทงเสวียนรวมไปถึงทุกคนที่มีความเกี่ยวข้องกับซือหม่าสวี่เดือดร้อนไปด้วยและเป่ยทงเสวียนที่เป็นเขยของซือหม่าสวี่ย่อมหนีโทษสังหารไปไม่ได้เช่นกัน

     ซูฉางอันไม่รู้ว่าทำไมตู้หงฉางถึงอยากให้เขายื้อซือหม่าสวี่ให้ได้จนถึงเวลาไฮ่และไม่รู้ด้วยว่าตู้หงฉางจะนำหลักฐานเรื่องการสมคบคิดของซือหม่าสวี่กับคนชั่วพวกนั้นออกมาได้ด้วยวิธีใด

     แต่เขาก็เลือกที่จะเชื่อมั่นในตัวตู้หงฉางเพราะเขาเคยเห็นเปลวเพลิงที่ลุกโชนอยู่ในดวงตาของตู้หงฉางมันเป็นประกายไฟที่เกิดจากความมุ่งมั่นที่มีมากจนลืมความเป็นความตายลงจนหมด

    อย่างไรเสีย การล้มซือหม่าสวี่ก็เป็นสิ่งที่ซูฉางอันต้องทำเพื่อแก้แค้นให้หรูเยี่ยนอยู่แล้ว และในขณะเดียวกัน เขาก็อยากรู้ว่าซือหม่าสวี่เกี่ยวข้องอย่างไรกับผู้รับใช้เทพพวกนั้นกันแน่เพราะนี่ถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับเขา

     เขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับผู้รับใช้เทพพวกนั้นเลยสักนิดแต่ดูเหมือนคนพวกนั้นจะรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเขา

     เขาไม่ชอบความรู้สึกเช่นนี้

     ดังนั้น เขาจึงเลือกที่จะร่วมมือกับตู้หงฉางและเริ่มวางแผนครั้งแรกในช่วงชีวิตสิบเจ็ดปีที่ผ่านมา

     แต่เห็นได้ชัดว่าเมื่อเทียบกับซือหม่าสวี่ ไม่ว่าเขาหรือตู้หงฉางต่างก็อ่อนหัดเกินไปทั้งสิ้น ดังนั้น ด้วยหุ่นเชิดเพียงตัวเดียวจึงทำลายแผนการทั้งหมดของซูฉางอันกับพวกลงโดยสิ้นเชิง

     ซูฉางอันประกายแสงระยับขึ้นในแววตา ทว่าสุดท้ายแสงนั้นก็หมองลงจนได้

     ตอนนี้ เขาทำอะไรไม่ได้ ทำได้เพียงรอข่าวจากตู้หงฉางอย่างสงบเท่านั้น

     เหตุนี้ เวลาของซูฉางอันจึงเลยผ่านไปด้วยการรอคอย

     เพียงพริบตาเดียว เวลาก็ผ่านไปถึงห้าวัน

     สำหรับซูฉางอัน ห้าวันที่ผ่านมา ช่างเป็นช่วงเวลาที่ทรมานเหลือเกิน

     เพราะยังไม่มีข่าวจากตู้หงฉาง เขาจึงไม่มีกะจิตกะใจฝึกวิชา หรือทำอะไรทั้งสิ้นขนาดชิงหลุนมาชวนเขาไปเดินเที่ยวตั้งหลายครั้ง เพราะอยากให้เขาอารมณ์ดีขึ้น เขาก็ปฏิเสธกลับไปเสียทุกครั้ง

     เขาเคยคิดจะไปถามสถานการณ์ที่บ้านของตู้หงฉางเช่นกันแต่ก็ได้ยินมาว่าตู้หงฉางไม่ได้กลับบ้านหลายวันแล้ว และที่ผ่านมามารดาของตู้หงฉางก็ขอให้คนช่วยสืบข่าวของลูกชายมาโดยตลอด

     เหตุนี้ ซูฉางอันจึงเป็นกังวล และกลัดกลุ้มมากขึ้นกว่าเดิม

     เขาพอจะเดาได้ ว่าการหายตัวไปของตู้หงฉางต้องเกี่ยวข้องกับซือหม่าสวี่ไม่ผิดแน่

     หากเป็นเมื่อก่อน เขาคงจะถือดาบแล้วบุกไปตามหาตู้หงฉางที่จวนอัครเสนาบดีตั้งนานแล้ว แต่ในครั้งนี้เขากลับสงบสติอารมณ์ และหยุดความคิดนั้นลง

     เพราะเขารู้ดีว่าหากซือหม่าสวี่ยืนยันว่าไม่ได้กักตัวของตู้หงฉางเอาไว้เขาก็ทำอะไรไม่ได้อีก และจะไม่มีใครเชื่อในสิ่งที่เขาพูด เช่นเดียวกับที่ไม่มีใครในงานฉลองพระชนมพรรษาเชื่อคำพูดของหรูเยี่ยน

     ไม่ว่าจะด้วยความจริงใจหรือเสแสร้ง เมื่ออยู่ต่อหน้าไม่ว่าอย่างไรทุกคนก็จะทำท่าเห็นดีเห็นชอบกับคนที่มีตำแหน่งสูงส่งด้วยกันทั้งนั้น

     เพียงพริบตาเดียว เวลาก็ผ่านไปอีกห้าวันแล้ว

     ตู้หงฉางยังไม่มีข่าวคราวเหมือนเดิมได้ข่าวว่ามารดาของเขาแจ้งเรื่องนี้ต่อพระราชสำนักแล้ว อย่างไรเสียตู้หงฉางก็ถูกแต่งตั้งให้เป็นปั๋วเจว๋ในงานเฉลิมพระชนมพรรษา ถือได้ว่าเป็นคนที่มีตำแหน่งใหญ่โตพอสมควรดังนั้น เพียงไม่นานทางราชสำนักก็จัดทีมค้นหาขึ้น เพื่อสืบข่าวของตู้หงฉางโดยเฉพาะแต่ก็ยังไม่พบเบาะแสใดๆ อยู่ดี

     กระทั่งวันที่สิบ ในที่สุดพวกเขาก็พบศพไร้ศีรษะในแม่น้ำข้างเมืองฉางอันแต่เพราะศพนี้ถูกแช่ในน้ำนานเกินไป จึงไม่อาจตรวจสอบหรือระบุศพจากลักษณะของร่างกาย หรือสัญลักษณ์ต่างๆ บนร่างได้ แต่เพียงไม่นานพวกเขาก็เจอของบางอย่างที่ระบุว่าศพนี้เป็นคนของหลิงเล่ปั๋วหรือก็คือสมาชิกในบ้านของตู้หงฉางนั่นเอง

     ทันทีที่ข่าวนี้ถูกส่งไปยังมารดาของตู้หงฉาง สตรีที่ต้องเสียลูกชายหลังสามีจากไปได้ไม่นานผู้นี้ก็แทบจะสติแตกไปในทันทีแต่เพียงไม่นาน เจ้าหน้าที่ผู้รับหน้าที่ตรวจศพก็พบว่าศพนี้มีอายุค่อนข้างมากซึ่งน่าจะอยู่ในวัยกลางคนแล้ว ก่อนจะสรุปได้ในที่สุดว่านี่เป็นศพของผู้ใต้บังคับบัญชาที่หายตัวไปพร้อมกับตู้หงฉางนั่นเอง

     แน่นอนว่าข่าวนี้ไม่ได้ทำให้มารดาของตู้หงฉางรู้สึกดีขึ้นเลย แต่มันกลับทวีความรู้สึกกังวลของนางให้มากขึ้นกว่าเดิมตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา นางก็ขายของทั้งหมดที่มีราคาภายในบ้าน เพื่อจ้างให้คนช่วยตามหาลูกชาย

     และในขณะเดียวกัน เมืองฉางอันก็มีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้น...

     จะว่าไปก็แปลก เดิมที เรื่องที่ซูฉางอันกับมู่กุยอวิ๋นบุกไปอาละวาดในงานวิวาห์ของเป่ยทงเสวียนควรจะกระจายไปทั่วเมืองจึงจะถูกแต่ไม่รู้ด้วยเหตุใด ที่ผ่านมาจึงไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้แม้สักคำ

     ราวกับคืนนั้นเป่ยทงเสวียนกับซือหม่าฉางเสว่เข้าพิธีวิวาห์กันอย่างราบรื่นราวกับเรื่องราวในวันนั้นไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเช่นนั้น

     และทุกสิ่งก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ...

     เป่ยทงเสวียนกลายเป็นเขยของซือหม่าสวี่อย่างเป็นทางการ

     สิบสามวันหลังจากนั้น เขาได้รับอนุญาตจากองค์จักรพรรดิให้ยกทัพทหารหนึ่งแสนนายไปทำศึกที่ซีเหลียงอย่างที่ต้องการได้และที่อยู่เหนือความคาดหมายของทุกคนคือ ครั้งนี้เป่ยทงเสวียนกลับพาภรรยาที่เพิ่งแต่งกันไปหมาดๆ เดินทางไปที่ซีเหลียงด้วย...

     อีกด้าน บุตรของกู่ชิงฟง จิ้นอ๋องแห่งแผ่นดินต้าเว่ยจากตระกูลกู่จิ้งเทียนโหว บิดาของกู่เซี่ยนจวินได้เดินทางมาถึงเมืองฉางอันในวันที่ห้าหลังจากที่เป่ยทงเสวียนเดินทางออกไป

     ซึ่งหมายความว่า ศึกชิงอำนาจขององค์ชายใหญ่และองค์ชายห้ากำลังจะมาถึงตอนตัดสินแล้ว

     แต่ซูฉางอันไม่สนใจเรื่องเหล่านั้นเลยสักนิด

     เพราะเมื่อครู่ที่ผ่านมา ระหว่างที่เขาเลือกซื้อของใช้จำเป็นในตลาดบนถนนจูเชว่จู่ๆ ชายที่มีท่าทีลุกลี้ลุกลนคนหนึ่งก็ยัดกระดาษแผ่นหนึ่งเข้าใส่มือของเขา

     และอักษรแสนเรียบง่ายบนนั้นก็ทำให้ซูฉางอันจมเข้าสู่ความตกตะลึงได้ในพริบตา

     คืนนี้ เวลาจื่อ เจอกันที่หน้าสำนักเทียนหลาน... ตู้หงฉาง 

     

    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน