ตอนที่ 4 พี่ใหญ่ (2)
ซ่งจื่อเฉินใ รีบลุกขึ้นสำนึกผิด เวลานี้เขาเป็เพียงจวิ้นอ๋องเล็กๆ ถึงแม้จะเป็ที่รักของเสด็จพ่ออยู่ระยะหนึ่ง อายุยังไม่ครบยี่สิบก็ได้รับแต่งตั้งเป็อ๋องมีจวนของตัวเอง แต่ก็เป็เพียงเพราะเคยพาทหารออกไปรบชนะมาไม่กี่ครั้ง ผลงานทำศึกเช่นนี้สั่นคลอนได้ง่ายที่สุด ตอนนี้เขายังไม่มีความสามารถสู้กับคนผู้นี้ได้ “จื่อเฉินผิดไปแล้ว ขอพี่ใหญ่โปรดลงโทษ”
“ช่างเถอะ” เห็นท่าทีของเขายังถือว่าให้ความเคารพ ซ่งจื่อเซวียนก็ไม่เอาเื่ต่อ แค่เหลือบมองเขาเล็กน้อย “อะไรที่ควรพูดข้าก็ได้พูดไปแล้ว เ้าอยากทำก็ทำ ไม่อยากทำก็ตามใจ ข้าเองก็ควรกลับแล้ว เ้าอยู่ในจวน่นี้ก็คิดดูให้ดีๆ คิดได้แล้วค่อยมาเจอข้า”
“น้อมส่งพี่ใหญ่” ซ่งจื่อเฉินขานรับ โค้งตัวรอซ่งจื่อเซวียนออกไป ในใจกลับรู้สึกฉงนใจยิ่งกว่าเดิม ถึงแม้ในความทรงจำของเขาคนผู้นี้จะค่อนข้างเข้มงวดกับเขา ทว่าก็น้อยนักที่จะมีวาจาใส่อารมณ์กับเขา ยิ่งไม่ต้องพูดถึงกิริยาสะบัดแขนเสื้อเดินจากไปเช่นนี้ เพราะเหตุใดคำพูดของเขาเพียงประโยคเดียวก็ทำให้คนผู้นี้อารมณ์เสียได้ คงไม่ใช่ว่าเห็นเขาเป็เครื่องมือั้แ่ตอนนี้แล้ว พอถูกเขาจับได้อย่างไม่ตั้งใจก็เลยโมโหขึ้นมา
“ท่านอ๋อง...”
ทันใดนั้นได้มีเสียงอ่อนโยนที่คุ้นเคยดังมาจากด้านข้าง ทำให้ซ่งจื่อเฉินดึงสติออกมาจากห้วงความคิดได้ พอหันไปมอง ไม่รู้ว่ามู่ชิวมายืนข้างเขาั้แ่เมื่อใด “ท่านอ๋องอย่าเก็บเอาไปคิดให้มากเกินไป...ท่านอ๋องสาม ท่านอ๋องสามแค่อยากสั่งสอนท่านอ๋อง ไม่มีทางกริ้วท่านอ๋องจริงๆ หรอกพ่ะย่ะค่ะ”
“สั่งสอนข้า...” ซ่งจื่อเฉินอึ้งไปชั่วขณะ ทันใดนั้นก็รู้สึกว่าคำพูดของคนคนนั้นแฝงความหมายลึกซึ้ง แต่ไม่ว่าคิดอย่างไรก็คิดไม่ออก จึงไม่คิดมากอีก “ช่างเถอะ ไม่คิดเื่พวกนี้แล้ว จริงสิ ตอนนี้ใครดูแลซื่อจื่ออยู่”
“แม่นมในจวนที่ได้เตรียมไว้ก่อนแล้วพ่ะย่ะค่ะ” มู่ชิวเดินตามซ่งจื่อเฉินออกนอกสวนดอกไม้พลางตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ท่านอ๋องวางใจได้ ซื่อจื่อปลอดภัยดี ท่านหมอตรวจดูแล้ว สุขภาพแข็งแรงมาก หากท่านอ๋องไม่มีธุระ อยากไปทอดพระเนตรซื่อจื่อหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
“ไปสิ ไปดูหน่อย”
ในใจซ่งจื่อเฉินก็เกิดความรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา เขาในชาติก่อนไม่ชอบเด็กเล็กที่ร้องไห้ไม่รู้จักหยุดพวกนั้น อีกทั้งยังวุ่นอยู่กับการช่วยซ่งจื่อเซวียนทำา่ชิงอำนาจ จนกระทั่งเมื่อเด็กคนนั้นตายตอนอายุห้าขวบเขาก็ยังไม่ได้เอาใจใส่เท่าใดนัก ต่อมาพอคิดดูก็เหลือเพียงการทอดถอนใจ กลับเป็มู่ชิวที่ดูแลเด็กคนนั้นอย่างดีมาตลอด บางครั้งเขาก็คิดว่า คนผู้นี้เคยชินกับการดูแลคนอื่น ไม่ว่าจะดูแลเขาหรือดูแลลูกของเขา ก็ยังคงอ่อนโยนมีความอดทนอยู่เสมอ เพียงแต่ตอนนั้นซ่งจื่อเฉินอายุน้อยไม่รู้ความ ไม่เคยเรียนรู้ที่จะทะนุถนอม ถึงพลาดความอบอุ่นในชีวิตไปทั้งแบบนั้น
ครั้งนี้เขาไม่มีทางผิดพลาดเช่นเดิมอีกเด็ดขาด
“ท่านอ๋องคิดอะไรอยู่หรือพ่ะย่ะค่ะ” ทันใดนั้นมู่ชิวได้หยุดฝีเท้า หันไปหาคนที่กำลังครุ่นคิดอยู่ ซ่งจื่อเฉินชะงักเล็กน้อย ก่อนเลิกคิ้วอย่างนึกสนุก พูดด้วยน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความใ “เ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้ากำลังคิดอยู่ หรือว่าสังเกตได้จากลมหายใจของข้าอีกแล้วรึ”
“ท่านอ๋องกำลังรู้สึกผิดต่อเื่บางอย่าง...” มู่ชิวหันข้างไปยิ้มเล็กน้อย ดวงตาที่อ่อนโยนเป็ปกติเจือไปด้วยความสงสัยเล็กน้อยอย่างเห็นได้ยาก แสงแดดสาดส่องทะลุร่มไม้ตกกระทบลงบนใบหน้าที่งดงามของเขา ทำให้ดูเด็กกว่าอายุจริง “เป็เช่นนี้ั้แ่เล็ก เมื่อใดที่ท่านอ๋องรู้สึกผิดก็จะก้าวสั้นกว่าปกติ ท่านอ๋องกำลังคิดอะไรอยู่หรือพ่ะย่ะค่ะ”
“ข้ากำลังคิดถึง เ้า...”
ซ่งจื่อเฉินจ้องใบหน้าที่งดงามอ่อนละมุนของมู่ชิว พยายามยับยั้งหัวใจที่เต้นรัวมากขึ้นเรื่อยๆ ตอบออกไปสั้นๆ ทันใดนั้นได้ยกมือดึงมู่ชิวเข้ามา ดันตัวไปติดต้นไม้ด้านหลังแล้วก้มลงจูบ
“ท่าน ท่านอ๋อง...”
มู่ชิวใกับความกะทันหันนี้ของซ่งจื่อเฉินจนทำอะไรไม่ถูก ลนลานอยากถอยหนี ทว่ากลับไม่กล้าออกแรงมากเกินไปกลัวจะทำซ่งจื่อเฉินาเ็ ซ่งจื่อเฉินยกมือโอบเขาเข้ามาใกล้มากขึ้นไม่ยอมให้หลบ ร่างกายวัยสิบเจ็ดสิบแปดปีเป็่ที่เติบโตรวดเร็ว เขาสูงกว่าคนตรงหน้าเล็กน้อย อีกทั้งยังมีหุ่นล่ำสันที่เกิดจากการไปคลุกคลีอยู่ในกองทัพมาหลายปี เขารวบคนร่างผอมตรงหน้าเข้ามาอย่างสบายๆ “มู่ชิว อย่าหลบ ตรงนี้ไม่มีใครเห็น...”
มู่ชิวใ ท่าทางขัดขืนเริ่มลดลงทีละน้อย ปล่อยให้จูบที่รุกเร้าและแสดงความเป็เ้าของของคนตรงหน้าประทับลงบนริมฝีปาก ภายในใจทั้งลนลานและความสับสน ทว่ากลับแฝงด้วยความพอใจอยู่ลึกๆ อย่างยากจะบรรยาย
ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกว่า ไม่รู้ว่าท่านอ๋องของเขาสูงกว่าเขาเล็กน้อยั้แ่เมื่อใด หน้าตาก็ดูเป็หนุ่ม แววตาไม่ใช่เด็กกำพร้าอ่อนไหวที่ไร้เดียงสาอีกต่อไป ราวกับสุขุมขึ้นมาไม่น้อยเพียงชั่วข้ามคืน ดวงตายังคงเจือไปด้วยความสดใส ดื้อรั้น และแน่วแน่แบบองค์ชาย ยังคงสามารถจุดประกายความหวังในส่วนลึกที่สุดของหัวใจได้
เดิมทีเขาคิดว่าชีวิตนี้คงจบแค่ที่การปกป้องและมองดูอย่างเงียบๆ แต่กลับถูกอารมณ์ร้อนแรงดุจเพลิงของคนตรงหน้าพันธนาการจนแทบหายใจไม่ออก ครั้นแล้วทันใดนั้นเขาก็อดสบตาและผุดรอยยิ้มไม่ได้
ไม่รู้ว่าองค์ชายน้อยที่เขาต้องคอยใส่ใจปกป้องเอาใจอยู่เสมอโตเป็หนุ่มั้แ่เมื่อใด