ตอนที่ 155 ก่อตั้งกองทุน
ตอนที่ 155 วันต่อมา ครืด !! ดนัยเปิดประตูห้องผู้ป่วยเข้าไปก่อนจะพบกับนานะที่นั่งเฝ้าคุณปู่ของเธออยู่ “อ้าว...นานะนี่เธอไม่ไปโรงเรียนเหรอ” ดนัยถามนานะ “หนูลาหยุดกับคุณครูไปแล้วค่ะ” นานะบอก “งั้นเหรอ” ดนัยพยักหน้าก่อนจะมองปู่ของนานะบนเตียงซึ่งกำลังตื่นอยู่จากที่ได้ยินจากพยาบาลมาดูเหมือนจะได้สติเมื่อตอนตีสองนี่เอง “สวัสดีครับคุณปู่ผมดนัยนะครับเป็นหมอจากแผนกศัลยแพทย์คุณปู่รู้สึกเป็นยังไงบ้างครับ” ดนัยหันไปพูดคุยกับปู่ของนานะ “ครับรู้สึกค่อยยังชั่วแล้วขอบคุณหมอดนัยมากนะครับหลานผมเล่าให้ฟังแล้วล่ะว่าคุณเป็นคนช่วยเรียกรถพยาบาลให้ไหนจะช่วยเรื่องผ่าตัดฟรีกับเรื่องห้องพักนี่อีก” ปู่ของนานะพูดเขานั้นได้ฟังเรื่องราวจากนานะมาบ้างแล้วซึ่งนานะเล่าว่าเรื่องการรักษาและเรื่องห้องพักดนัยเป็นคนจัดการเดินเรื่องให้ “ไม่เป็นไรครับมันเป็นโครงการของโรงพยาบาลอยู่แล้วขอบคุณโรงพยาบาลดีกว่าครับที่มีโครงการดีๆแบบนี้” ดนัยยิ้มให้ปู่ของนานะ “นานะหลานช่วยไปซื้อนมให้ปู่หน่อยสิพอดีมื้อเช้ามันไม่ค่อยอิ่มท้องเท่าไหร่” ปู่ของนานะหันไปบอกนานะที่นั่งอยู่ข้างๆ “เอ๋...ปู่ไม่อิ่มเหรอคะได้สิคะเดี๋ยวหนูไปซื้อให้” นานะพูดก่อนจะลุกขึ้นและเดินออกจากห้องไปเมื่อนานะออกไปแล้วดนัยก็เห็นว่าเขาควรจะออกไปบ้างเพื่อให้คุณปู่แกได้พักผ่อน “ยังไงผมขอตัวก่อนนะครับเอาไว้เดี๋.../ที่คุณหมอทำเนี่ยเพราะสงสารเหรอครับ” ปู่ของนานะพูดขัดดนัยก่อนที่ดนัยจะพูดจบ “หือคุณปู่หมายถึงอะไรเหรอครับ” ดนัยทำหน้าไม่เข้าใจว่าปู่ของนานะนั้นพูดถึงเรื่องอะไร “ก็เรื่องค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการผ่าตัดแล้วก็เรื่องค่าห้องพักพิเศษนี่ไงคุณหมอ” ปู่ของนานะพูด “อ๋อทุกอย่างนั่นมันฟรีครับเป็นโครงการของรัฐบาลไง” ดนัยถึงกับเหงื่อตก “ยังจะพูดแบบนั้นอยู่อีกเหรอครับหมอผมไม่ใช่หลานผมนะที่จะมาหลอกกันง่ายๆการผ่าตัดรักษาโรคหัวใจน่ะประกันสังคมเขาไม่ผ่าให้ฟรีหรอกนะหมอเพราะค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดมันสูงอย่างมากก็ช่วยค่าใช้จ่ายครึ่งหนึ่งนั่นเป็นในกรณีโรงพยาบาลรัฐนะหมอแล้วที่นี่เป็นโรงพยาบาลเอกชนจะไปมีโครงการแบบนั้นได้ยังไงอย่างมากประกันสังคมก็ช่วยได้แค่ค่าห้องพักผู้ป่วยเท่านั้นสำหรับโรงพยาบาลเอกชน” ปู่ของนานะนั้นไม่ใช่คนโง่จึงรู้ว่าเรื่องผ่าตัดฟรีค่าห้องพักฟรีอะไรนั่นเป็นเรื่องโกหก “แหะๆโกหกคุณปู่ไม่ได้แฮะ” ดนัยได้ยินแบบนั้นก็รู้ทันทีว่าโกหกต่อไปไม่ได้แล้ว “แล้วสรุปคุณหมอทำเพื่ออะไรกันครับสงสารพวกเรา ?” คุณปู่ของนานะถาม “นั่นก็ส่วนนึงครับ” ดนัยยอมรับว่ามีความสงสารด้วยส่วนหนึ่งจึงช่วย “ส่วนหนึ่งงั้นเหรอแล้วที่เหลือล่ะหรือว่าจะหวังร่างกายของหลานผมเหมือนกับพวกที่เรียกว่าโลลิค่อนอะไรพวกนั้น” ปู่ของนานะพูดพลางจ้องเขม็ง “เฮ้...คุณปู่ผมไม่ใช่โลลิค่อนนะอย่ามาใส่ความผมสิ” ดนัยรีบท้วงทันทีเมื่อโดนหาว่าเป็นโลลิค่อน แถมอย่างน้องนานะน่ะหมดสิทธิเป็นโลลิไปแล้วปู่เพราะเด็กผู้หญิงที่เป็นโลลิไว้ใช้เรียกเด็กที่อายุไม่เกิน 12 เท่านั้นตามกฎหมายโอตาคุ ดนัยคิดในใจ “ถ้าอย่างนั้น...” ปู่ของนานะสงสัยว่าดนัยช่วยเขาทำไม “เป็นเพราะผมไม่อยากให้นานะมาเจอประสบการณ์เหมือนผมล่ะมั้งครับ” ดนัยพูด “ประสบการณ์เหมือนหมอเหรอครับ ??” คราวนี้ปู่ของนานะทำหน้างงแทนเพราะไม่เข้าใจว่าดนัยนั้นไม่อยากให้หลานของเขาเจอประสบการณ์ที่เหมือนกันนั้นคืออะไร “ผมน่ะเสียพ่อกับแม่ไปตั้งแต่ยังเด็กครับครอบครัวของผมมีแค่พวกท่านสองคนเท่านั้นดังนั้นผมจึงรู้ดีว่าการเสียพวกท่านไปมันเป็นยังไงนานะน่ะยังโชคดีนะครับที่มีคุณปู่เหลืออยู่อีกคนถ้าเสียคุณปู่ไปด้วยล่ะก็นานะคงรู้สึกแย่น่าดูที่ต้องใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้เพียงคนเดียว” ดนัยอธิบายขยายความพร้อมทั้งเล่าเรื่องที่ตนเคยเจอมาให้ปู่ของนานะฟัง ปู่ของนานะเมื่อได้ยินแบบนั้นก็นิ่งเงียบไปเพราะไม่รู้ว่าจะตอบสนองอย่างไรกับเรื่องที่ดนัยพึ่งจะเล่าให้เขาฟัง “ก็นะเพื่อไม่ให้นานะเจอประสบการณ์แบบที่ผมเคยเจอมาผมก็แค่ใช้เงินเก็บนิดหน่อยออกค่าผ่าตัดให้คุณปู่ไปไม่เห็นจะเป็นไรเลยเพราะยังไงเงินเก็บนี่ผมก็ไม่ได้เอาไปใช้อะไรอยู่แล้วเพราะผมเองก็ไม่มีใครข้างหลังให้ต้องส่งเสียบ้านก็ยังไม่คิดจะซื้อครอบครัวก็ยังไม่คิดจะมีเลยใช้เงินได้ในแบบที่ไม่ต้องคิดอะไร” ดนัยยิ้มออกมา “งั้นเหรอขอบใจมากนะหมอดนัยฉันเองไม่รู้หรอกนะจะหาเงินส่วนนั้นมาคืนได้มั้ยเพราะลำพังฉันยังอาศัยเงินจากเบี้ยเลี้ยงผู้สูงอายุอยู่เลยศาลเจ้าก็อย่างที่เห็นไม่ใช่ศาลเจ้าใหญ่อะไรแถมใกล้จะพังแล้วด้วยเดี๋ยวยังไงถ้าหายแล้วจะลองเอาโฉนดที่ดินของศาลเจ้าไปจำนองแล้วเอาเงินมาคืนหมอนะ” ปู่ของนานะบอก “โอ๊ยไม่ต้องหรอกครับผมไม่ได้มีเรื่องเดือดร้อนใช้เงินขนาดนั้นผมชอบศาลเจ้านั้นนะครับมันอยู่ใกล้โรงพยาบาลดีผมน่ะเป็นคนไทยชอบทำบุญอยู่แล้วคนเป็นหมออย่างผมน่ะไม่ค่อยมีเวลาไปศาลเจ้าดังๆหรอกครับถ้าเอาที่ดินไปจำนองผมจะไปทำบุญที่ไหนล่ะ” ดนัยรีบห้ามความคิดที่จะเอาโฉนดที่ดินไปจำนองเพราะถ้าจำนองไปแล้วด้วยฐานะทางบ้านของนานะและคุณปู่ของเธอนั้นคงเป็นการยากที่จะถอดถอนที่ดินคืนและนั่นคงไม่พ้นโดนยึดเพราะเลยกำหนดเวลา “งั้นเหรอ” ปู่ของนานะพยักหน้าก่อนจะยิ้มให้กับเหตุผลของดนัยตอนนั้นเองประตูห้องก็ถูกเปิดอีกครั้ง ครืด !! เป็นนานะนั่นเองที่เปิดเข้ามาแต่ทว่าในมือของเธอกลับไม่มีนมที่ปู่ของเธอใช้ไปซื้อ “อ่าวไหนนมที่ปู่สั่งล่ะ” ปู่ของนานะถาม “จะไปซื้อให้เดี๋ยวนี้แหละค่ะปู่พอดีหนูลืมกระเป๋าสตางค์จะน่ะคิดดูสิปู่หนูอุตส่าห์ไปถึงหน้าตู้ขายเครื่องดื่มอัตโนมัติแล้วนะดันลืมกระเป๋าสตางค์เสียได้” นานะพูดพลางชี้ไปที่กระเป๋าสตางค์ของเธอที่อยู่ตรงโต๊ะข้างเตียงผู้ป่วย “หลานนี่ขี้ลืมจริงนะ” ปู่ของนานะส่ายหน้าจากนั้นนานะก็วิ่งมาหยิบกระเป๋าสตางค์ก่อนจะเดินออกจากห้องไปอีกรอบเพื่อซื้อนมให้ปู่ของเธอ “เอาล่ะถ้ายังไงผมขอตัวก่อนแล้วกันครับพอดีผมมีผ่าตัดในอีก 30 นาที” ดนัยลุกขึ้นก่อนจะขอตัวเพื่อไปเตรียมตัวผ่าตัด “หมอดนัย...ขอบใจนะ” ปู่ของนานะเรียกดนัยพร้อมทั้งกล่าวขอบใจดนัยด้วยความจริงใจ “ด้วยความยินดีครับ” ดนัยพยักหน้าและก็เดินออกไป ครืด !! ปัง !! เสียงประตูห้องผู้ป่วยถูกเปิดและปิดลง “อ้าวฮิคาริเธอมาทำอะไรที่นี่ล่ะเนี่ย” ดนัยทันทีที่ก้าวเท้าออกจากห้องเขาก็เห็นฮิคาริยืนพิงกำแพงอยู่หน้าห้อง “ก็มารอนายนั่นแหละนี่แฟ้มผู้ป่วยสำหรับผ่าตัดของนาย” ฮิคาริยื่นแฟ้มผู้ป่วยผ่าตัดให้ดนัย “หือแฟ้มผ่าตัดของ...นี่มันของคุณปู่ของนานะนี่นา” ดนัยเปิดแฟ้มดูและก็เห็นว่าเป็นชื่อของคุณปู่ของนานะนั่นเอง “ใช่กำหนดวันได้แล้วเป็นวันมะรืนนายคือหมอผ่าตัดหลักนะส่วนที่ปรึกษาก็หมออิจิโนเสะ” ฮิคาริบอก “จริงเหรอยอดไปเลยแบบนี้ต้องรีบกลับเข้าไปแจ้งเรื่องการผ่าตัดอีกรอบแล้ว” ดนัยยิ้มออกมาก่อนจะกลับเข้าไปในห้องอีกครั้งเพื่อแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับการผ่าตัด “คนที่แอบร้องไห้อยู่ตรงนั้นน่ะออกมาได้แล้ว” ฮิคาริพูดขึ้นมาท่ามกลางความเงียบและเมื่อสิ้นเสียงเธอก็มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งเดินออกมาจากมุมทางเดินซึ่งเด็กคนนั้นไม่ใช่ใครที่ไหนเธอคือนานะนั่นเอง “พี่สาวรู้ได้ไงคะเนี่ยหนูอุตส่าห์แอบแล้วนะ” นานะเดินมาหาฮิคาริ “ก็กระจกตรงนั้นไง” ฮิคาริชี้ไปที่กระจกที่ติดเอาไว้มุมทางเดินเพื่อให้คนอีกฝั่งมองเห็น “หงะ” นานะถึงกับผงะเพราะเธอไม่รู้ว่ามีกระจกอยู่ “ไปซื้อนมของคุณปู่มาเหรอให้กินได้แค่วันนี้นะเพราะพรุ่งนี้จะเริ่มงดอาหารแล้ว” ฮิคาริพูดก่อนจะเดินไปแต่ทว่าเธอก็โดนรั้งแขนเสื้อเอาไว้เสียก่อน “เดี๋ยวค่ะพี่สาวหนูมีเรื่องจะถาม” นานะรั้งแขนเสื้อฮิคาริเอาไว้ “มีอะไรเหรอ” ฮิคาริสงสัยว่านานะรั้งเธอเอาไว้ทำไม “คือว่าเป็นหมอนี่ได้เงินเยอะหรือเปล่าคะ” นานะถามฮิคาริ “อืม...ก็เยอะนะถ้าเป็นหมอในโรงพยาบาลรัฐเงินเดือนจะอยู่ที่ประมาณ 200,000 เยน แต่ว่าถ้าเป็นหมอในโรงพยาบาลเอกชนเงินเดือนก็จะมากกว่าอยู่โรงพยาบาลรัฐประมาณ 1.5 – 2 เท่า” ฮิคาริบอกฐานเงินเดือนของหมอในญี่ปุ่น “โหเยอะจังเลยถ้าหนูเป็นหมอหนูก็คืนเงินพี่ดนัยได้ในปีเดียวเลยน่ะสิ...อุ๊บ” นานะพูดก่อนจะรีบยกมือขึ้นปิดปาก “หือ...รู้แล้วงั้นเหรอเรื่องค่าผ่าตัดน่ะ” ฮิคาริแสดงสีหน้าแปลกใจเพราะถ้านานะพูดแบบนั้นแสดงว่านานะรู้แล้วนั่นเอง เรื่องนี้ดนัยไม่น่าจะเป็นคนบอกนะ ฮิคาริคิดในใจ “แหะๆพอดีได้ยินก่อนหน้านี้น่ะค่ะ” นานะยิ้มแห้งๆพลางมองกล่องนมที่อยู่ในมือของเธอซึ่งเธอได้ซื้อมาก่อนแล้วในรอบแรกที่ออกจากห้องไป ที่จริงแล้วเราไม่ได้ลืมกระเป๋าสตางค์หรอกนะเพราะตอนออกไปซื้อนมให้คุณปู่เรามีเหรียญอยู่ในกระเป๋ากางเกงตอนที่รีบกลับมาก็บังเอิญได้ยินคุณปู่กับพี่ดนัยคุยกันพอดีพอเราฟังจบไอ้เราก็ตกใจเผลอเปิดประตูเข้าไปดีนะหาเรื่องออกมาจากห้องก่อนที่น้ำตาจะไหลได้พอดี นานะคิดในใจ “งั้นเหรอรู้แล้วสินะถ้าอย่างนั้นคิดยังไงล่ะเรื่องนี้” ฮิคาริถามความคิดเห็นของนานะ “ก็รู้สึกดีใจและก็รู้สึกขอบคุณพี่ดนัยค่ะดังนั้นหนูเลยอยากหาเงินมาคืนพี่ดนัยให้เร็วที่สุด” นานะบอก “เลยถามเรื่องเงินเดือนของหมอสินะอยากเป็นหมอเหรอเราน่ะ” ฮิคาริถาม “ก็ใช่ค่ะแต่ค่าเรียนคงแพงน่าดู” นานะพูด “ที่จริงแล้วโรงพยาบาลในเครือทาเคนากะก็มีทุนสำหรับนักศึกษาอยู่นะลองสอบชิงทุนดูมั้ยล่ะ” ฮิคาริพูด เพื่อตัดปัญหาเรื่องบุคลากรลองก่อตั้งกองทุนสำหรับนักศึกษาแพทย์ดูดีกว่า ฮิคาริคิดในใจเพราะก่อนหน้านี้โรงพยาบาลทาเคนากะของเธอเคยประสบปัญหาเรื่องบุคลากรที่ถูกดึงตัวไปในช่วงที่โรงพยาบาลรีเจนท์กำลังจะเปิด ถ้าเธอมีกองทุนสำหรับนักศึกษาแพทย์เวลานักศึกษาที่ได้ทุนไปและเรียนจบก็จะต้องมาทำงานที่โรงพยาบาลเธอตามเงื่อนไขนี่จึงสามารถแก้ไขเรื่องบุคลากรถูกดึงตัวได้ “จริงเหรอคะพี่สาว !!” นานะเบิกตากว้างเพราะไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่าโรงพยาบาลเอกชนมีกองทุนสำหรับนักศึกษาแพทย์ด้วย “จริงสิยังไงเอาไว้หลังจากเสร็จเรื่องคุณปู่ลองหาข้อมูลดูนะ” ฮิคาริบอก “เข้าใจแล้วค่ะพี่สาวเอาไว้เสร็จเรื่องการผ่าตัดหนูจะลองหาข้อมูลดู” นานะพยักหน้า “อือยังไงพี่ขอตัวก่อนแล้วกัน” ฮิคาริพูดก่อนจะขอตัวเดินจากไปและเมื่อเดินไปจนถึงหน้าลิฟท์ฮิคาริก็หยิบมือถือออกมา ว่าไงหนูฮิคาริ ปลายสายพูด “ผู้อำนวยการโฮชิคะหนูอยากก่อตั้งกองทุนสำหรับนักศึกษาแพทย์ค่ะ” ฮิคาริบอกปลายสาย หือกองทุนงั้นเหรอค่าใช้จ่ายมันค่อนข้างเยอะเลยนะหนูฮิคาริแถมใช่ว่าเด็กทุกคนที่ได้ทุนไปจะเรียนจบ...ไหนจะเรื่องระยะเวลาอีกกว่าผู้ที่ได้ทุนไปจะเรียนจบแพทย์ใช้เวลาอย่างต่ำก็ห้าปีเลยนะ ผู้อำนวยการโฮชิพูดเพราะโดยปกติแล้วโรงพยาบาลเอกชนนั้นมักไม่ค่อยก่อตั้งกองทุนพวกนี้ขึ้นมาเพราะว่าต้องนำเงินผลกำไรของโรงพยาบาลไปลงทุนนั่นเองต่างจากรัฐที่จะมีเงินภาษีในเรื่องนี้อยู่แล้วจึงตั้งกองทุนได้ไม่ยาก “ไม่เป็นไรหรอกค่ะผู้อำนวยการโฮชิหนูว่ามันคุ้มค่าที่จะทำนะคะเพราะถ้าทำแล้วภายภาคหน้าโรงพยาบาลของเราจะไม่มีปัญหาเรื่องบุคลากรถูกดึงตัวอีกถ้ายังไงเดี๋ยวหนูขึ้นไปคุยรายละเอียดข้างบนนะคะ” ฮิคาริบอก เฮ้อ...ตามใจหนูแล้วกันหนูเป็นเจ้าของตัวจริงนี่นาฉันมันก็แค่ผู้อำนวยการที่ทำหน้าที่บริหารโรงพยาบาล ผู้อำนวยการโฮชิถอนหายใจออกมา “อย่าพูดอย่างนั้นสิคะยังไงแค่นี้ก่อนนะคะลิฟท์มาพอดี” ฮิคาริพูดก่อนจะตัดสายและเดินเข้าลิฟท์ไป จบ...