"แกก็บอกลุงไปสิว่าพอเห็นหน้าพี่วฤทธิ์คนนี้แล้ว น้องทำอะไรไม่ถูกเลย เขินอายจนเดินถือชามก๋วยเตี๋ยวของคนอื่นเข้ามาหาเฉยเลย" คามินเอ่ยแซวเพื่อนรัก "นี่ถ้าลุงรู้ว่าลูกสาวแกกับนายวฤทธิ์แอบชอบกันอยู่ จะทำหน้ายังไง อิจฉาคนมีความรักว่ะ ได้งานดีระดับพรีเมียมอย่างนี้อย่าปล่อยให้หลุดมือนะโว้ย"
วฤทธิ์ยิ้มกรุ้มกริ่มก่อนจะเดินออกไปหน้าร้าน เสนอตัวเป็ผู้ช่วยอีกคน
"กลับไปนั่งที่เดิมเลยนายวฤทธิ์ มันเกะกะรู้มั้ย เกิดไปทำก๋วยเตี๋ยวหกใส่ลูกค้าอีก ร้านข้าคงได้อับอายขายขี้หน้ากันอีกรอบหรอก จำไม่ได้เหรอที่เดินขัดขาตัวเองจนชามก๋วยเตี๋ยวในมือไปคว่ำอยู่บนหัวลูกค้าตอนนั้นน่ะ"เ้าของร้านว่าให้ได้อาย จนวฤทธิ์ต้องเดินหดตัวกระย่องกระแย่งกลับมานั่งหงอยที่เดิม เพื่อนๆ หัวเราะชอบใจเป็การใหญ่ จนถูกลุงแกดุพอหอมปากหอมคอ
"อ้าวลุง แล้วน้องเจนล่ะทำไมไม่มาเสริฟ ปล่อยให้ลุงมาเองได้ยังไง ขายิ่งไม่ดีอยู่" วฤทธิ์เอ่ยขึ้นเมื่อเห็นเ้าของร้านถือชามก๋วยเตี๋ยวมาให้เองถึงที่ ตาก็ชะเง้อมองหาคนที่เอ่ยถึง คลาดสายตานิดเดียวก็ไร้เงาเธอเสียแล้ว
"แล้วมีปัญหาอะไรนายวฤทธิ์ เจนไปเข้าห้องน้ำ แหม...เห็นสาวๆ หน่อยเป็ไม่ได้ ทำตาหวานเยิ้มเชียวนะพวกเอ็งน่ะ คนนี้ลูกสาวข้า อย่าแหยมเป็อันขาดเลย" ว่าพลางทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้ เพราะหันไปมองรอบๆ แล้วไม่มีลูกค้า
ลุงสำราญ พ่อหม้ายเมียตาย เป็เ้าของร้านอาหารตามสั่งและก๋วยเตี๋ยวรอบดึกแห่งนี้ และเป็คนเดียวกับนักการภารโรงของมหาวิทยาลัยที่วฤทธิ์กับเพื่อนๆ ศึกษาอยู่ แกมีลูกสาวชื่อน้องเจน เรียนอยู่ชั้น ม.6 ของโรงเรียนมัธยมในตัวจังหวัดแถวนี้ ลุงสำราญทำงานที่มหาวิทยาลัยตอนกลางวัน พอเลิกงานก็ต้องมาประจำร้านอาหารของแกั้แ่สองทุ่มถึงตีสองทุกคืน
"วันนี้มาพร้อมกันสามหนุ่มเลยนะ พรุ่งนี้ไม่มีเรียนเหรอพวกเอ็ง มาเอาซะดึกเลย" ลุงสำราญเอ่ยถาม
"พวกผมอยากรู้เื่ตำนานห้องพักเบอร์ 9 น่ะครับ พอดีตอนนี้เราสามคนอาศัยอยู่ในห้องนั้น" อานนท์เปิดเื่
"หมายความว่าพวกเอ็งในนี้หรือทั้งหมดยังไม่เคยมีอะไรกับผู้หญิงใช่มั้ย ถึงอยากรู้เื่นี้นัก" ลุงภารโรงยิ้มกริ่ม พลางไล่มองหน้าแต่ละคนเหมือนจะหาว่าใครยังบริสุทธิ์อยู่
"ไม่ใช่นะลุง ผมเคยแล้ว" อานนท์ออกตัวเป็คนแรก
"ผมก็เคยถูกจับแต่งงานมาแล้วตอนอายุ 17 เพราะไปทำผู้หญิงท้อง พ่อแม่เลยให้เราแต่งงานทั้งที่ผมกำลังอยู่เรียน ม.5 แต่พอเมียผมแท้งผมก็เลยเลิกกับเธอ" คามินกล่าวเป็คนที่สอง ทำเอาเพื่อนอีกสองคนตื่นตะลึง
"อ้าวเฮ้ย ไอ้มิน แกเคยทำผู้หญิงท้องเหรอ ทำไมไม่เคยบอกพวกข้าเลย" อานนท์ถาม
"แล้วข้าจะบอกพวกแกทำมะเขือเผาอะไรวะ รู้แค่เื่ดีๆ ก็พอแล้ว แต่ข้าก็รับผิดชอบนะโว้ย ถึงจะเลิกกันเพราะเมียแท้งก็เหอะ" คามินตอบ หลบหน้าหลบตาเพื่อน
"แล้วเธอล่ะ นายวฤทธิ์ เคยมีอะไรกับใครมั้ย" ลุงสำราญถามคนที่สาม
"เอ...คือว่า ก็เคยสิลุง แต่มันเป็ประสบการณ์ที่ไม่ค่อยน่านึกถึงเท่าไหร่" วฤทธิ์ตอบ
"ก็นั่นไง พวกเอ็งก็ไม่เวอร์จิ้น (virgin) กันสักคน แล้วจะอยากรู้หา์วิมานอะไรกันวะ" ลุงสำราญพูดตัดบท พลางชันกายลุกขึ้นหมายจะเดินออกไปจากกลุ่มนักศึกษา แต่อานนท์ดึงแขนให้นั่งลงตามเดิม
"เอาน่าลุง พวกผมก็อยากรู้ไว้เพื่อจะได้มีเื่เล่าให้รุ่นน้องได้ฟังไงครับ ถ้าเป็เื่จริง และพวกมันเชื่อก็จะได้หาทางป้องกันได้ทัน"
ลุงสำราญผู้คร่ำหวอดในอาชีพนักการภารโรงที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้มา 10 กว่าปี กำลังระลึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต มันยังอยู่ในความทรงจำของแกตลอดมา...
"เหตุการณ์มันเกิดขึ้นเมื่อ 9 ปีที่ผ่านมา ที่ห้องเบอร์ 9 ซึ่งในตอนนั้นมันเคยเป็หอพักของศึกษาหญิงปีสองมาก่อน แต่พอเกิดเหตุร้ายขึ้น ทางมหาวิทยาลัยจึงจัดให้เป็หอพักของนักศึกษาชายปีสองแทน ด้วยเพราะตั้งอยู่ด้านหลังสุดของมหาวิทยาลัย รอบข้างเป็ป่ารกทึบ เสี่ยงต่อการเกิดอันตรายกับเพศหญิง พวกเอ็งคงสงสัยว่าตอนนี้ทำไมยังคงเป็ป่ารกทึบเหมือนเดิม จะบอกว่ามันมีอาถรรพณ์ ทางมหาวิทยาลัยเคยดำเนินการเื่แผ้วถางป่าอยู่หลายครั้ง แต่ก็ต้องมีอันเกิดเื่แปลกๆ ขึ้นทุกครั้ง อย่างเช่น นักเรียนถูกผีเข้าบ้างล่ะ นักเรียนตีกันถึงฆ่ากันตายก็มี ครั้นเอาพระมาปัดรังควานก็ไม่เป็ผล สภาพปัจจุบันก็เลยไม่แตกต่างจาก 9 ปีที่ผ่านมา” ลุงสำราญหยุดเล่านิดหนึ่ง แล้วสังเกตอาการของชายหนุ่มแต่ละคน ใบหน้าที่รอฟังอย่างใจจดใจจ่อนั้นทำให้แกตัดสินใจเล่าต่อ
(เชิญอ่านตอนที่ 4)
(***รบกวนฝากคอมเมนต์ด้วยนะครับ จะได้นำไปปรับปรุงแก้ไขในโอกาสต่อไป ท่านไหนอยากให้กำลังใจนักเขียนหรือให้ของขวัญงานเขียนชุดนี้จะเป็พระคุณอย่างสูงครับ***)