“สอบเสร็จเสียทีนะคะอาเหมา” ซ่งซูมี่ยิ้มอย่างสบายใจ
“พวกเราผ่านการสอบมาตั้งหลายครั้งแล้วนะครับ ทำไมครั้งนี้คุณถึงดูตื่นเต้นจังเลยล่ะ” โจวเหมาถาม
“จะไม่ให้ฉันตื่นเต้นได้ยังไงล่ะคะ ก็คุณเคยสัญญากับฉันไว้แล้วไม่ใช่หรือว่าปิดภาคเรียนนี้ คุณจะพาฉันกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดของคุณ ฉันจะถือโอกาสนี้กลับไปเยี่ยมพี่เป่าจินกับพี่ปิงปิงด้วย อีกอย่างหนึ่ง ฉันก็อยากเห็นบ้านหลังใหม่ของพี่สามกับพี่สะใภ้ว่าจะน่าอยู่แค่ไหน ไม่แน่ว่าพอเรียนจบ ฉันอาจจะย้ายไปอยู่ที่โน่นกับคุณเลยก็ได้นะคะ”
“หมายความว่า...คุณตกลงที่จะแต่งงานกับผมแล้วหรือครับซูมี่” โจวเหมายิ้มถามอย่างดีใจ
“คบกันมาขนาดนี้แล้วยังจะถามอีกหรือคะ” ซ่งซูมี่ยิ้มหน้าแดง “คุณคือคนเดียวที่ฉันอยากแต่งงานด้วยค่ะ”
โจวเหมากำลังจะเอื้อมไปจับมือคนรัก แต่เขาต้องชักมือกลับเพราะเสียงเรียกของใครบางคน
“ซูมี่!” ลู่เสี่ยวหยาเดินเข้ามาทักเสียงดัง
“เธอจะตะโกนเสียงดังทำไม ทำอย่างกับว่าเราไม่ได้เจอหน้ากันมาเป็นปีแล้วอย่างนั้นแหละ ไม่ใช่เมื่อวานเพิ่งไปกินข้าวเย็นที่บ้านฉันมาหรือ” ซ่งซูมี่ทำท่าไม่พอใจที่มีคนเข้ามาขัดจังหวะของเธอกับคนรัก
ลู่เสี่ยวหยาทำเป็นไม่รู้แล้วพูดต่อ “ฉันแค่ดีใจที่ได้เจอเธอน่ะ ตั้งใจว่าปิดภาคเรียนแล้วจะชวนเธอไปหาที่พักผ่อนสักหน่อย”
“ฉันไม่ไปหรอก ฉันมีนัดแล้ว” ซ่งซูมี่ปฏิเสธ
“เธอมีนัดแล้ว? คราวนี้เธอจะไปเยี่ยมพี่ใหญ่หรือพี่รองล่ะ” ลู่เสี่ยวหยาทำหน้าเสียดาย “ฉันอิจฉาเธอจังเลยนะ ถ้าฉันมีพี่ชายอย่างเธอบ้าง ฉันก็คงจะไปเยี่ยมพวกเขาและถือโอกาสออกไปเที่ยวด้วยเลย”
“ฉันไม่ได้จะไปเยี่ยมพวกเขาสองคนหรอกหรอก แต่ฉันจะไปเยี่ยมพี่สาม จะไปดูเรือนหอของพี่สามกับพี่สะใภ้เสียหน่อย อีกอย่างฉันจะได้ไปเยี่ยมบ้านเกิดของอาเหมาด้วย”
“เธอจะไปเยี่ยมพี่หมิงหรือ ดีจังเลย” ลู่เสี่ยวหยายิ้มตาเป็นประกาย ในที่สุดเธอก็รู้แล้วว่าปิดภาคเรียนนี้เธอจะหลบไปอยู่ที่ไหน
“เธอจะดีใจทำไม คราวนี้ฉันชวนเธอไปด้วยไม่ได้หรอกนะ พี่สามกับพี่สะใภ้เพิ่งแต่งงานกัน ถ้าเธอไปเยี่ยมพวกเขาด้วย ฉันกลัวว่าพี่สะใภ้สามจะไม่สบายใจ” ซ่งซูมี่พูดออกไปตามตรง
“ซูมี่” โจวเหมาดึงแขนคนไร้ไว้เพื่อปรามไม่ให้คนรักพูดอะไรไปมากกว่านี้ เพราะเห็นว่าลู่เสี่ยวหยาเริ่มน้ำตาคลอแล้ว
แต่ซ่งซูมี่ไม่ชอบทำอะไรให้มันค้างคา เธอหันไปพูดกับลู่เสี่ยวหยาต่อ “ฉันเคยบอกเธอไปตั้งหลายครั้งแล้วว่าพี่สามของฉันไม่เคยคิดอะไรกับเธอ ถึงแม้เธอจะบอกว่าเธอตัดใจได้แล้ว และจะไม่ทำให้เขาลำบากใจ แต่การที่เธอคอยเข้ามาวุ่นวายในชีวิตของพี่สามก็เท่ากับว่าเธอกำลังสร้างความเดือดร้อนให้เขา ฉันพูดมาขนาดนี้แล้วเธอคงเข้าใจนะ”
ลู่เสี่ยวหยาได้แต่พยักหน้ารับ “ฉันเข้าใจ”
แต่พอถึงวันเดินทาง ลู่เสี่ยวหยากลับไปยืนรอซ่งซูมี่ที่สถานีรถไฟเรียบร้อยแล้ว
“เธอมาที่นี่ได้ยังไง” ซ่งซูมี่ข่มอารมณ์โกรธเอาไว้
“ฉันขออนุญาตคุณป้ากับคุณลุงแล้ว และคุณป้าก็โทรไปบอกกับพี่หมิงไว้แล้วว่าฉันจะขอไปเยี่ยมพี่หมิงกับพี่ซิ่วหงพร้อมกับเธอ” ลู่เสี่ยวหยาเกาะแขนเพื่อนเอาไว้ “พี่หมิงอนุญาตให้ฉันไปเยี่ยมเขาได้ รับรองว่าพี่เขาไม่ตำหนิเธอแน่นอน”
“ที่ฉันพูดกับเธอไปตั้งมากมายนี่เธอไม่สนใจเลยใช่ไหม ก็ได้...แต่ฉันขอเตือนเอาไว้เลยนะว่าถ้าเธอทำให้พี่สามกับพี่สะใภ้สามของฉันมีปัญหากัน ฉันจะประกาศไปให้ทั่วเลยว่าสถานะทางการเงินของครอบครัวเธอเป็นยังไง”
ลู่เสี่ยวหยาตกใจอย่างเห็นได้ชัด แต่เธอก็พยายามตั้งสติ “เธอ...เธอหมายความว่ายังไง การเงินของครอบครัวฉันยังปกติดี”
“ครอบครัวของเธอถังแตกมาตั้งนานแล้ว คนอื่นไม่รู้ แต่ฉันรู้ เพราะพ่อของเธอคอยมารบกวนคุณพ่อกับคุณแม่ของฉันอยู่ตลอด ฉันถามเธอจริงๆ เถอะนะ ตกลงแล้วครอบครัวของเธอทำกิจการอะไรอยู่กันแน่ถึงได้เที่ยวมาหยิบยืมเงินของชาวบ้านเขาไปทั่วอย่างนี้”
“กิจการ...ก็...ก็ต้องเป็นธุรกิจเกี่ยวกับเสื้อผ้าน่ะสิ เธอไม่เห็นหรือว่าตอนนี้การแต่งกายของประเทศเราเปลี่ยนไปมากขนาดไหน ธุรกิจนี้นับวันยิ่งเติบโต”
“เติบโตมากจนพ่อเธอต้องมายืมเงินพ่อฉันน่ะนะ”
“ซูมี่ พอเถอะครับ” โจวเหมาฉุดแขนคนรัก “เรารีบขึ้นรถไฟกันเถอะ อีกไม่นานรถไฟก็จะออกจากสถานีแล้ว”
“เธอจองที่นั่งของเธอแล้วใช่ไหม ขอโทษด้วยนะ ฉันกับอาเหมาจะนั่งด้วย ‘แค่สองคน’ เธอได้ตั๋วที่ไหนก็ไปนั่งตามที่นั่งของเธอเองก็แล้วกัน แล้วก็ไม่ต้องไปขอแลกที่ใครมาด้วยนะ พวกฉันต้องการความเป็นส่วนตัว”
ลู่เสี่ยวหยาได้แต่กัดฟันข่มความโกรธเอาไว้และพูดไปอย่างน่าสงสาร “เธอไปนั่งที่นั่งของเธอเถอะ ไม่ต้องห่วงฉัน ถึงจะเป็นการนั่งรถไฟไปต่างเมืองครั้งแรก แต่ฉันคิดว่าฉันนั่งคนเดียวได้”
“คุณลู่จะมานั่งกับซูมี่ก็ได้นะครับ เป็นผู้หญิงด้วยกันน่าจะมีเรื่องให้คุยกันได้ไม่เหงา เดี๋ยวผมแลกที่นั่งกับคุณเอง” โจวเหมาเสนอ
“จะเปลี่ยนที่นั่ง คุณถามความเห็นฉันแล้วหรือคะคุณโจว” ซ่งซูมี่พูดขึ้นอย่างไม่พอใจ
“เอ่อ...คือ...ผม...ผมเห็นว่าเราต้องนั่งอยู่บนรถไฟกันอีกนาน ถ้าคุณกับคุณลู่นั่งด้วยกันก็จะได้มีเพื่อนคุยแก้เหงาไงครับ” โจวเหมาถึงกับพูดไม่ออกและไม่คิดว่าความหวังดีของเขาจะทำให้คนรักไม่พอใจเสียอย่างนั้น
“แล้วคุณเป็นเพื่อนฉันคุยไม่ได้หรือคะ” ซ่งซูมี่ยังถามต่อ
“พวกคุณไม่ต้องทะเลาะกันหรอกค่ะ ขอบคุณนะคะคุณโจวสำหรับความหวังดี แต่ฉันนั่งคนเดียวได้จริงๆ ค่ะ” ลู่เสี่ยวหยาพูดตัดบท “ฉันขอโทษนะซูมี่ ฉันขอตัวไปหาที่นั่งก่อน”
“เธอรีบไปหาที่นั่งเถอะ ฉันเหนื่อยที่จะยืนคุยกับเธอแล้ว”
แต่การเดินทางที่คิดว่าจะมีความสุขกลับทำให้ซ่งซูมี่อารมณ์เสียไปตลอดทาง เพราะที่นั่งของลู่เสี่ยวหยา บังเอิญเป็นที่นั่งที่อยู่ตรงกันข้ามกับเธอนั่นเอง
“ผ่านมาตั้งหลายวันแล้วยังไม่เลิกอารมณ์เสียอีกหรือ” หลี่ปิงปิงปลอบใจน้องสาว “มาลองชิมขนมที่พี่ทำดีกว่า”
“พี่ปิงปิงคะ หรือว่าเสี่ยวหยาจะชอบอาเหมาเหมือนที่พี่เคยเตือนฉัน ต้องใช่แน่ๆ เพราะตั้งแต่พวกเรามาอยู่ที่นี่ เสี่ยวหยาก็ตามติดอาเหมาตลอด อ้างแต่ว่าจะถามเรื่องในหมู่บ้านเพราะหล่อนก็อยากย้ายมาปลูกบ้านที่หมู่บ้านนี้เหมือนกัน” ซ่งซูมี่วางขนมกลับไปบนจานอย่างไม่พอใจ “หนอย...พอพลาดหวังจากพี่สามก็คิดจะมาแย่งคนรักของฉันอย่างนั้นหรือ ไม่มีทางซะหรอก”
“ใจเย็นๆ ก่อนสิ บางทีเรื่องมันอาจจะไม่เป็นอย่างที่เธอคิดก็ได้ ก็ไม่ใช่ว่าลู่เสี่ยวหยาจะตามติดอาเหมาคนเดียวเสียหน่อย หล่อนก็เดินตามคนโน้นคนนี้ไปรอบหมู่บ้านอยู่แล้วไม่ใช่หรือ”
“ไม่ได้ค่ะ ยังไงฉันก็ไม่ไว้ใจ พี่ปิงปิง...ฉันขอตัวก่อนนะคะ ฉันกลัวว่าอาเหมาคนซื่อของฉันจะตกหลุมพรางยัยเจ้าเล่ห์นั่น” ซ่งซูมี่ตั้งท่าจะเดินออกไปก็หันหลังกลับมาอีกครั้ง “พี่ก็เหมือนกันนะคะ อย่าปล่อยให้ลู่เสี่ยวหยาเข้าใกล้พี่เป่าจินได้ล่ะ บอกตามตรงนะคะ ฉันไม่ไว้ใจยัยนั่นเลย”
“พี่เป่าจินกำลังทำอะไรอยู่หรือคะ โอ้โห! ผลไม้ในสวนของพี่เยอะมากเลยนะคะ” ลู่เสี่ยวหยาทักทายจางเป่าจินอย่างสดใส
“สวนผลไม้ก็ต้องมีผลไม้เยอะอยู่แล้วสิ เธอเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยจริงหรือเปล่าเนี่ย ทำไมถึงถามคำถามแบบนี้ขึ้นมาได้” จางหนานส่ายหน้า
ตั้งแต่ที่จางเป่าจินซื้อที่ดินเพื่อขยายสวนผลไม้ของตัวเองออกไป จางหนานก็เข้ามาเป็นคนดูแลสวนผลไม้ให้กับน้องชาย ส่วนพี่ชายคนโตอย่างจางเกินก็รับหน้าที่ไปช่วยดูแลฟาร์มไก่และฟาร์มหมูของน้องชายอยู่ที่ที่ดินผืนติดกัน
ต้องบอกว่าตั้งแต่ที่จางเป่าจินลงทุนซื้อที่ดินเพิ่มก็ได้พี่ชายทั้งสองคนมาช่วยดูแล ส่วนจางเกินกับจางหนานคุ้นเคยกับวิธีชีวิตแบบเดิมๆ ถึงแม้พวกเขาจะซื้อที่ดินเพิ่มขึ้นอีกคนละนิดหน่อย แต่ก็มีขนาดแค่พอสำหรับเพาะปลูกพืชไร่และข้าวไว้สำหรับพอกินและเหลือขายนิดหน่อยเท่านั้น จะให้พวกเขามาลงทุนมากๆ เหมือนกับจางเป่าจินนั้นพวกเขาไม่มีความกล้า แต่ถึงอย่างนั้นพี่ชายทั้งสองคนของจางเป่าจินก็พอใจกับสภาพความเป็นอยู่ของครอบครัวของตัวเองดี เพราะนอกจากพวกเขาจะมีที่ดินและบ้านหลังเล็กเป็นของตัวเองแล้ว ภรรยาก็ยังมีงานทำและมีอาชีพเสริม ลูกชายของพวกเขาก็เข้าเรียนที่โรงเรียนในอำเภอเรียบร้อยแล้ว และพวกเขาทั้งสองคนก็ยังได้รับเงินเดือนจากการทำงานให้น้องชายอีก ต้องบอกว่าทั้งจางเกินกับจางหนานต่างก็พอใจกับชีวิตเรียบง่ายแบบคนชนบทโดยแท้
“ตอนอยู่ที่เมืองหลวงฉันไม่เคยเห็นสภาพแวดล้อมแบบนี้เลยค่ะ พอได้มาเห็นสวนผักสวนผลไม้ของจริงก็เลยอดที่จะตื่นเต้นไม่ได้” ลู่เสี่ยวหยายิ้ม แต่เธอกลับแอบด่าจางหนานอยู่ในใจ
“อ๋อ...ความหมายของเธอคือพวกฉันเป็นคนบ้านนอกก็เลยชินกับสภาพแวดล้อมแบบนี้ไปแล้วสิ ว่าแต่เมื่อไหร่เธอจะกลับไปใช้ชีวิตในเมืองหลวงของเธอสักที ที่นี่คงไม่มีอะไรให้เธอดูแล้วล่ะ” จางหนานถามขึ้น เขามีความรู้สึกไม่ชอบผู้หญิงคนนี้เอามากๆ ไม่รู้เป็นเพราะอะไร ยิ่งลู่เสี่ยวหยามาทำตีสนิทกับน้องชายคนเล็กของเขาด้วยแล้ว เขายิ่งรู้สึกไม่ชอบใจหล่อนเข้าไปใหญ่
“พี่รอง พี่ไปดูคนงานทางด้านโน้นทีสิครับ กำชับเขาให้ดีนะครับว่าให้เบามือหน่อย รอบที่แล้วผลไม้ที่เก็บได้มันช้ำเกินไป ลูกค้าบ่นกันมาหลายคน” จางเป่าจินบอกพี่ชาย
“นายไม่ไปดูกับฉันหรือ จะมายืนอยู่ตรงนี้ทำไม หรือไม่งั้นก็ไปทำงานอื่นเสียสิ มายืนเป็นคนว่างงานอยู่ได้” จางหนานพูดพร้อมกับปรายตามองลู่เสี่ยวหยาเป็นนัย
ลู่เสี่ยวหยาได้แต่ทำท่ากระอักกระอ่วน ทั้งโมโหทั้งอยากด่าคน แต่เธอก็ต้องแสร้งทำเป็นยิ้มกลบเกลื่อน ก็เพราะโอกาสที่เธอจะได้อยู่ตามลำพังกับจางเป่าจินมีน้อยมาก ‘จะไปไหนก็รีบไปสิไอ้บ้านนอก ฉันจะได้อยู่กับคุณเป่าจินตามลำพังสักที’