การสืบสวนของเมอร์ลินได้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องเขานั้นออกสำรวจลำธารแห่งนี้ด้วยตัวเองเขาได้ทำการตรวจสอบน้ำที่อยู่บริเวณต้นตอโดยการใช้วงเวทย์ในความรู้ของเลเมเกทัน
ข้อดีของสารานุกรมความรู้เลเมเกทันคือสามารถรับรู้ประโยชน์ของวงเวทย์ทั้งหมดเมอร์ลินจึงเรียกใช้วงเวทย์แต่ละประเภทในการสังเคราะห์น้ำในลำธารเพื่อหาต้นตอของโรคไข้ผลึก
น่าเสียดายที่เวลานั้นผ่านไปนานจึงทำให้เชื้อโรคไข้ผลึกนั้นเจือจางลงไปเป็นอย่างมาก แต่โชคดีที่มันยังพอจะหลงเหลืออยู่แม้จะน้อยนิดขนาดที่มนุษย์ทั่วไปไม่สามารถสังเกตได้ก็ตาม
ด้วยอำนาจของดวงตาเลเมเกทันเชื้อโรคเหล่านี้จึงไม่อาจเล็ดลอดจากสายตาของเมอร์ลินไปได้
เมอร์ลินจ้องมองน้ำที่อยู่ในขวดและวิเคราะห์
“มันเป็นอย่างที่ข้าคิดมีคนจงใจแพร่พันธ์เชื้อโรคนี้”
ทันทีที่เมอร์ลินกล่าวออกมาผู้ที่ติดตามเขามาทั้งหมดก็ต่างตกใจ
สาเหตุของการติดโรคไข้ผลึกมันเป็นเพราะยาพิษที่เจือปนในน้ำ
“ข้าจะไปสืบเบาะแสที่ปลายสุดของลำธารไม่ต้องตามข้ามา”
กล่าวจบร่างของเมอร์ลินก็พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าและหายไปดั่งหมอกควัน
ชาวบ้านไม่กล้าที่จะขัดคำสั่งของเมอร์ลินแม้พวกเขาคิดที่จะติดตามไปก็ไม่มีความสามารถนั้น เพราะการเคลื่อนไหวของเมอร์ลินนั้นรวดเร็วเป็นอย่างมากมิหนำซ้ำเขายังบินได้
“เขาคือผู้ใช้อักขระอย่างแท้จริงความสามารถของเขาช่างเหนือคนธรรมดาทั่วไป” ชาวบ้านคนหนึ่งพูดขึ้น
“มันคือโชคดีที่เขาผ่านมายังหมู่บ้านของเราไม่เช่นนั้นพวกเราทุกคนอาจไม่มีชีวิตเหลืออยู่แน่”
“ข้านั้นละอายใจนักที่ครั้งหนึ่งเคยดูถูกเขาดวงตาของข้านั้นมืดบอดเกินไป ข้าหวังว่าเขาจะไม่ถือสาข้า” เจ้าของร้านบาร์กล่าว
“เขานั้นเป็นคนดีเขาช่วยเหลือหมู่บ้านของเรา และเขาเลือกที่จะมองข้ามความผิดของทุกคน”
“ข้ารู้สึกซาบซึ้งกับการกระทำของเขาเป็นอย่างยิ่ง”หญิงสาวผู้มีตุ่มหนองเอ่ยพร้อมกับเช็ดน้ำตาที่ไหลลงแก้มของเธอ
“พวกเรากลับกันเถอะที่นี่ไม่ใช่ที่ที่เราจะสามารถทำอะไรได้ หากติดตามท่านผู้ใช้อักขระมากจนเกินไปอาจเป็นการเกะกะและสร้างภาระให้แก่เขาได้” ชายหนุ่มกล่าวพร้อมกับหันหลังเดินกลับหมู่บ้าน
ในอดีตนั้นขณะที่เมอร์ลินยังใช้ชีวิตเป็นผู้ฝึกตนช่วงรวบรวมปราณครั้งหนึ่งเขาเคยคิดท้อใจกับการเดินทางสายนี้จุดหนึ่งของชีวิตเขาตัดสินใจกลับไปใช้ชีวิตเป็นคนธรรมดาโดยร่ำเรียนความรู้ทางการแพทย์ประกอบเป็นอาชีพหาเลี้ยงตัวเขา
การหาต้นตอของโรคนั้นไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเคยทำหลายปีที่ใช้ชีวิตเป็นคนธรรมดาเขานั้นได้ทำมันนับครั้งไม่ถ้วน
เมื่อถึงทะเลสาบที่เป็นสถานที่สิ้นสุดของลำธารเมื่อเขากวาดสายตามองออกไปรอบๆ เขาพบว่าทะเลสาบแห่งนี้มีจุดหนึ่งที่มีน้ำใสเกินไป ความใสของมันจึงเป็นที่น่าผิดสังเกต
ไม่รอช้าเมอร์ลินได้ตักน้ำในส่วนนั้นใส่ขวดกลับไป
เมื่อกลับมาถึงหมู่บ้าน หัวหน้าหมู่บ้านก็จัดเตรียมที่พักและอาหารให้แก่เมอร์ลินเป็นอย่างดี
แต่น่าเสียดายการกินและการนอนนั้นแทบจะไม่จำเป็นต่อเมอร์ลินการบ่มเพาะขั้นก่อลำต้นนั้นไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตเฉกเช่นคนธรรมดา เขานั้นได้ละทิ้งปัจจัยเหล่านี้ได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้ว
เมอร์ลินจัดการใช้ห้องโถงของบ้านพักเป็นสถานที่ทำงานเพียงสะบัดมือไม่กี่ครั้งข้าวของที่เตรียมไว้ก็ถูกผลักออกไปและภายในห้องได้ถูกทำเป็นที่โล่ง
น้ำจากลำธารและน้ำจากทะเลสาบปลายน้ำนั้นถูกนำออกมาจากแหวนเวทย์
เมอร์ลินตั้งสมาธิและโบกสะบัดมือไปมาอย่างคล่องแคล่ง
ไม่นานวงเวทย์ตรวจสอบจำนวนมากก็ปรากฏออกมา
เมอร์ลินทำการตรวจสอบน้ำเหล่านั้นทีทัน
ประสบการณ์การกลั่นนับครั้งไม่ถ้วนของเขาถูกนำมาใช้อย่างเชียวชาญ
อักขระที่กลายเป็นวงเวทย์ถูกนำมาใช้อย่างคล่องแคล่วแสงอันหลากสีมากมายส่องสว่างออกมาอย่างเจิดจ้าไปทั่วทั้งบ้าน
แสงสีของวงเวทย์เหล่านี้สร้างความตื่นตาให้กับชาวบ้านเป็นอย่างมาก
“นั่นท่านผู้ใช้อักขระกำลังจะทำอะไร?” หญิงสาวคนหนึ่งพูดออกมาอย่างสงสัย
“ข้าเองก็ไม่รู้แต่แสงเหล่านั้นย่อมเป็นสิ่งที่ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน” ชายอีกคนกล่าว
“เจ้าคิดว่าเขาจะสามารถรักษาพวกเราได้หรือไม่”หญิงสาวเอ่ยถามอย่างเศร้าสร้อยพร้อมกับมองไปยังมืออีกข้างหนึ่งของเธอที่ได้กลายเป็นผลึกแล้ว
“คำถามนี้ข้าไม่สามารถตอบเจ้าได้คงมีแต่เขาเท่านั้นที่สามารถตอบคำถามนี้ได้” ชายหนุ่มเอ่ยตอบ
“ข้าขอภาวนาต่อทวยเทพทั้งหลายขอให้เขาทำสำเร็จด้วยเถอะ”
“ข้าเองก็ขอภาวนาด้วยเช่นกัน”สิ้นเสียงหนุ่มสาวทั้งสองก็เดินจากไป
เมอร์ลินใช้เวลา1 คืนกับการค้นหาเชื้อโรคไข้ผลึกแต่น่าเสียดายที่ผลลัพธ์มันไม่เป็นอย่างที่เขาคิด
ภายในน้ำเหล่านี้นั้นมีเชื้อโรคเจือจางเป็นอย่างมากหรือมันอาจเป็นเพราะว่าเชื้อโรคได้ถูกปล่อยออกมาเป็นระยะเวลานานและมันได้เจือจางลงไปเป็นอย่างมาก
เมอร์ลินต้องการหาต้นตอของเชื้อโรคที่แข็งแกร่งเพื่อนำมาศึกษาการผลิตยาต้านแต่น่าเสียดายเชื้อโรคเพียงเล็กน้อยนี้ไม่เพียงพอสำหรับเขา
ผ่านไปอีกสองคืนเมอร์ลินยังคงคิดหาวิธีการรักษาโรค
อาหารที่หัวหน้าหมู่บ้านจัดมาให้เมอร์ลินไม่ได้แตะมันเลยแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำเขายังห้ามไม่ให้ผู้ใดมารบกวนเขาในช่วงนี้
เกิดการพูดคุยเกี่ยวกับผู้ใช้อักขระคนนี้มากขึ้นเขานั้นยังเป็นเด็กน้อย แต่ทว่ากลับมีฝืมือที่สูงส่ง ทหารนับร้อยนั้นไม่ใช่คู่มือของเขา
หลังจากที่เขากลับมาจากการออกสำรวจลำธารเขานั้นก็เก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน ในบางคืนนั้นมีแสงประหลาดสาดส่องไปทั่วทั้งตัวบ้าน สร้างความแตกตื่นให้กับคนในหมู่บ้านเป็นอย่างมาก
เรื่องที่แปลกที่สุดคือนับตั้งแต่ผู้ใช้อักขระคนนี้เข้ามาในหมู่บ้านเขานั้นไม่หลับ ไม่นอน ไม่ดื่ม ไม่กิน เขาทำเช่นนี้เป็นเวลาหลายวันนี่ไม่ใช่เรื่องที่คนธรรมดาทั่วไปจะสามารถทำได้
พวกเขาไม่รู้ว่าผู้ใช้อักขระคนอื่นๆจะเป็นเช่นนี้หรือไม่ หรือผู้ใช้อักขระนั้นไม่จำเป็นต้องดื่มกินและพักผ่อนใด
หลายคนพูดว่าเขาคือเทพเจ้าเทพที่มาช่วยเหลือหมู่บ้านของพวกเขา
การที่คนคนหนึ่งไม่กินไม่นอนได้สำหรับคนธรรมดานั่นย่อมเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อแต่หากเขาคนนั้นเป็นเทพนี่นับว่ามีเหตุผล
ข่าวลือที่ว่าผู้ใช้อักขระคนนี้เป็นเทพที่สวรรค์ส่งมาช่วยเหลือหมู่บ้านได้กระจายออกไปเป็นวงกว้าง
หลายคนเริ่มมีพฤติกรรมบูชาและสวดภาวนาต่อเมอร์ลิน
ตอนนี้เมอร์ลินนั้นถูกเพิ่มความน่านับถือต่อคนในหมู่บ้านเป็นอย่างมาก
ผ่านไปสามวันเมอร์ลินเรียกหัวหน้าหมู่บ้านเข้าไปพบเขาสั่งให้หัวหน้าหมู่บ้านเรียกรวมพลชาวบ้านอีกครั้งหนึ่ง
ครั้งนี้เมอร์ลินมีความต้องการอาสาสมัครเพื่อทำการวินิจฉัยโรคอย่างละเอียด การสมัครนี้รับทั้งผู้ที่พึ่งติดโรค,ผู้ที่อาการเริ่มออกอาการ, ผู้ที่มีอาการทรงตัว และผู้ที่อาการหนัก
ผู้ที่เริ่มติดโรคนั้นอาการของเขานั้นจะคล้ายคนกำลังเป็นไข้เนื้อตัวร้อนผ่าวเพราะพิษโรค และทางด้านผู้ที่อาการหนักนั้น พวกเขาบางคนถูกโรคไข้ผลึกกัดกินร่างกายไปบางส่วนจนกลายเป็นผลึกแต่ยังโชคดีที่ส่วนนั้นไม่ใช่อวัยวะสำคัญของร่างกาย เช่น ศีรษะหรือหัวใจ ไม่เช่นนั้นพวกเขาคงไม่สามารถรักษาชีวิตไว้ได้อีกต่อไป
เมอร์ลินใช้ใบไม้ที่เคลือบไปด้วยพลังปราณเซียนกรีดไปที่ส่วนหนึ่งของร่างกายอาสาสมัครแต่ละคน เขาบังคับเอาเลือดที่ไหลออกมาบรรจุลงขวดเปล่าที่เตรียมไว้จนได้เลือดหลายขวดเรียงกันอย่างมีระเบียบและจำแนกหมวดหมู่อย่างเรียบร้อย
เมื่อเก็บตัวอย่างเลือดได้หมดแล้วเมอร์ลินจึงกลับเข้าบ้านพักของเขาอีกครั้ง
การกระทำของเมอร์ลินนั้นสร้างความสงสัยให้กับคนในหมู่บ้านแต่ไม่มีใครสักคนที่เอ่ยความสงสัยเหล่านั้นออกมา
ยามนี้คนในหมู่บ้านทุกคนล้วนเชื่อใจในเมอร์ลินทั้งสิ้น
เมื่อได้ตัวอย่างเลือดมาแล้วเมอร์ลินจึงเริ่มทำการสังเคราะห์อีกครั้งวงเวทย์จำนวนมากถูกสร้างขึ้น
วงเวทย์เหล่านั้นเปล่งแสงและกระจายคลื่นพลังเวทย์ออกมา
ลำแสงเหล่านั้นเคลื่อนผ่านหยดเลือดของแต่ละขวดซ้ำไปซ้ำมา
ผ่านไปเกือบค่อนวันเมอร์ลินก็ได้พบว่าเลือดเหล่านี้นั้นเต็มไปด้วยเชื้อโรคไข้ผลึกแม้เขาจะเจอรูปร่างของเชื้อโรคแต่เขาก็ยังต้องการเชื้อโรคที่เป็นต้นตอจากลำธารมากกว่า
เชื้อโรคไข้ผลึกนี้ได้กัดกินพลังชีวิตมาแล้วทั้งสิ้นสำหรับเชื้อโรคที่มีสิ่งเจือปนเมอร์ลินนั้นไม่มั่นใจว่ามันจะสามารถใช้งานได้หรือไม่
วิญญาณชีพของเชื้อโรคไข้ผลึกนั้นได้เข้าไปกัดกินพลังชีวิตที่อยู่ในเลือดของมนุษย์ให้แปรสภาพกลายเป็นผลึกและมันจะกัดกินไปเรื่อยๆ จนลุกลามไปทั่วทั้งร่างและกลั่นตัวกลายเป็นผลึกวิญญาณชีพที่มีขนาดเพียงเสี้ยวหยด
ซึ่งการจะผลิตผลึกวิญญาณชีพที่ทรงพลังนั้นจะต้องสังเวยชีวิตของมนุษย์เป็นจำนวนมากกว่าจะผลิตมันขึ้นมาได้
เมอร์ลินได้ทำการทดลองโดยใช้ธาตุต่างๆผสานกันเพื่อทำลายเชื้อโรคของโรคไข้ผลึกไปเรื่อยๆการทดลองนี้ถูกดำเนินการซ้ำไปซ้ำมาจนเวลาผ่านไปเกือบหนึ่งอาทิตย์
เมอร์ลินมีความตั้งใจเป็นอย่างมากที่จะปราบปรามโรคชนิดนี้เขาทุ่มทั้งพลังและเวลาไปกับการทดลองอย่างมากมาย จนละทิ้งแผนการต่างๆไว้เบื้องหลัง
แต่แล้ววันหนึ่งการทดลองหนึ่งของเมอร์ลินก็ประสบความสำเร็จ
วงเวทย์ธาตุน้ำ36 วง ถูกนำไปใช้โจมตีเชื้อโรคจนวิญญาณชีพนั้นค่อยๆแยกตัวกระจายออกไป
เมื่อทดลองใส่อีก9 วงเวทย์ธาตุแสงเพิ่มลงไป ปรากฏว่าวิญญาณชีพนั้นค่อยๆสลายหายไป
ผลึกที่จับเป็นก้อนนั้นก็เริ่มแตกกระจายไปด้วยเช่นกันแม้มันไม่อาจทำลายให้สิ้นซาก แต่เพียงแค่นี้วิญญาณชีพที่แตกสลายมันก็ไม่สามารถทำอันตรายใดๆต่อร่างกายของมนุษย์ได้แล้ว
เมอร์ลินคิดถึงตอนที่เขาไปเยือนปลายสุดของลำธาร
ณทะเลสาบแห่งนั้น จุดที่เชื้อโรคไข้ผลึกอาศัยอยู่นั้นปรากฏหญ้าน้ำชนิดหนึ่งเป็นจำนวนมากหญ้าชนิดนั้นแตกต่างจากหน้าธรรมดาทั่วไปเพราะมันเติบโตอยู่ในน้ำใบและลำต้นของมันนั้นโปร่งแสง และเมื่อสังเกตให้ดีก็จะพบว่ามันสามารถเรืองแสงได้
ตัวอย่างน้ำที่เมอร์ลินเก็บออกมาจากที่แห่งนั้น
เชื้อโรคนั้นได้ถูกทำลายและมีการเจือจางเป็นอย่างมาก
เมอร์ลินเปิดใช้ความสามารถของสารานุกรมเลเมเกทันไม่นานเขาก็พบว่าหญ้าชนิดนี้มีชื่อว่า “หญ้าน้ำแสงดาว”เมื่ออ่านคุณสมบัติของหญ้าชนิดนี้บวกกับการทดลองของเขามันมีความเป็นไปได้สูงที่หญ้าชนิดนี้จะสามารถผลิตเป็นยารักษาโรคนี้ให้หายได้
ปัง!
ประตูของบ้านพักถูกเปิดออกร่างสีขาวนั้นทะยานพุ่งขึ้นสู่ฟ้า
ในหลายวันมานี้ชาวบ้านต่างแวะเวียนมารวมตัวในบริเวณนี้กันอย่างมากมายพวกเขาทั้งหมดต่างฝากความหวังไว้กับผู้ใช้อักขระคนนี้
เมื่อประตูถูกเปิดออกพวกเขานั้นหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ยินข่าวดีแต่น่าเสียดายที่ในเวลาไม่กี่วินาทีคนที่อยู่ในบ้านก็พุ่งทะยานตัวออกไปและหายลับไปสุดขอบฟ้า
“นั่นเขากำลังจะไปไหนกัน”ชาวบ้านคนหนึ่งพูดขึ้น
“ไม่ใช่ว่าเขานั้นล้มเหลวและหนีได้หนีไปแล้ว” ชายคนหนึ่งพูดออกมาด้วยความสิ้นหวัง
“หากเจ้าไม่ป่วยข้าจะทุบตีเจ้าท่านผู้ใช้อักขระไม่ใช่คนอย่างนั้น เจ้าไม่เห็นรึไงว่าหลายวันที่ผ่านมาเขานั้นไม่ได้หลับได้นอนไม่แม้ที่จะแตะต้องอาหารและน้ำดื่มสักหยดเจ้าคิดว่าคนอย่างเขาเป็นอย่างที่เจ้าพูดหรือ”ชายอีกคนแสดงอาการที่เกรี้ยวกราดตอบโต้ เขานั้นเชื่อใจในเมอร์ลินเป็นอย่างมาก จนชายอีกคนนั้นรู้สึกผิดกับการพ่นคำพูดที่ไม่น่าฟังนั้นออกมา
ด้วยการเคลื่อนไหวอันน่าสะพรึงของเมอร์ลินจึงทำให้เขาไปถึงทะเลสาบอย่างรวดเร็ว
หญ้าน้ำแสงดาวนั้นถูกเมอร์ลินเก็บเกี่ยวเป็นจำนวนมากด้วยพลังปราณเซียนที่เยี่ยมยอดนั้นไม่ใช่เรื่องที่ยุ่งยากที่จะเก็บเกี่ยวพวกมัน
เมอร์ลินไม่ได้เก็บเกี่ยวหญ้าน้ำแสงดาวทั้งหมดเขานั้นยังหลงเหลือไว้เพื่อให้มันเติบโตและอีกส่วนหนึ่งเขาได้ขุดมันขึ้นมาพร้อมกับดินและใส่มันลงไปในอำนาจรูปแบบกักขังด้วยอำนาจรูปแบบนี้ทำให้หญ้าน้ำแสงดาวส่วนหนึ่งสามารถเติบโตได้
เมอร์ลินนำของทั้งหมดใส่ลงไปแหวนเวทย์เขาพกแหวนเวทย์เอาไว้หลายสิบวง และด้วยสถานะของเขาในตอนนี้มันย่อมไม่มีปัญหาถ้าหากเขาต้องการจะผลิตมันเพิ่ม
หลังจากที่เสร็จภารกิจการเก็บเกี่ยวเสร็จสิ้นเมอร์ลินก็มุ่งหน้ากลับหมู่บ้านในทันที
ชาวบ้านเมื่อเห็นเมอร์ลินกลับมาพวกเขาก็ดีใจเป็นอย่างมากถึงแม้พวกเขาจะไม่เชื่อคำพูดของชายคนนั้น แต่ก็ยังมีส่วนลึกในจิตใจที่หวั่นไหวไปกับความคิดแบบนั้น
เมื่อเมอร์ลินกลับมาความกลัวของพวกเขาก็ถูกขจัดออกไป
ยิ่งผ่านเหตุการณ์นี้ไปก็ยิ่งทำให้พวกเขานั้นเชื่อมั่นในตัวของเมอร์ลินมากยิ่งขึ้น
เมอร์ลินเข้าสู่ช่วงของการเก็บตัวอีกครั้งหนึ่งกระบวนการปรุงยาถูกเริ่มหลังจากนั้น จนในที่สุดเวลาก็ผ่านไปถึงสามวัน เสียงของเมอร์ลินก็ดังกังวานออกมาจากตัวบ้าน
"นำคนที่ติดโรคเข้ามาหาข้าหนึ่งคน"
เสียงนี้เต็มไปด้วยพลังมันดังกึกก้องไปทั้งหมู่บ้าน ทุกคนที่อยู่ในหมู่บ้านล้วนได้ยินเสียงนี้
ชาวบ้านที่เฝ้ารอด้วยความหวังนั้นยินดีเป็นอย่างมากเมื่อได้ยินเสียงของเมอร์ลินพวกเขาหลายคนนั้นถึงกับปักหลักอยู่บริเวณรอบๆ บ้านพักเพื่อเฝ้ารอ
หัวหน้าหมู่บ้านรีบจัดแจงปฏิบัติตามคำสั่งของเมอร์ลินในทันทีชายหนุ่มคนหนึ่งผู้ติดโรคไข้ผลึกอาสาเข้าไปอย่างมีความหวัง เขานั้นไม่มีความกลัวใดๆเลยแม้แต่น้อยกับการเป็นหนูลองยาคนแรก เพื่อครอบครัว เพื่อหมู่บ้านของเขา เขานั้นยินดีที่เสี่ยงชีวิตอย่างไรเสียการติดโรคไข้ผลึกนั้นก็เหมือนกับตายไปครึ่งหนึ่งอยู่แล้ว
ชายหนุ่มนั้นเป็นผู้ติดโรคที่อยู่ในขั้นรุนแรงหินผลึกนั้นกัดกินขาซ้ายของเขาไปทั้งข้าง การเคลื่อนไหวของเขาจึงต้องใช้ไม้เท้าเพื่อช่วยในการพยุงตัว
ในการปรุงยาในครั้งนี้เมอร์ลินได้ใช้ธาตุน้ำและธาตุแสงที่มีอยู่ในหญ้าน้ำแสงดาวเป็นตัวยาหลักส่วนตัวยารองที่มีสี่ถึงห้าตัวนั้นเขาใช้ผงเรืองแสง, ขี้ผึงแสงอาทิตย์, ว่านทะเล และน้ำตาหิงห้อยมาเป็นส่วนผสม
วัตถุดิบเหล่านี้เขานำติดตัวมาจากร้านเสื้อคลุมสีฟ้าแทบทั้งสิ้น
ส่วนผสมทั้งหมดถูกกลั่นโดยวงเวทย์นับร้อยๆจนกลายเป็นของเหลว
เมอร์ลินได้บรรจุพวกมันทั้งหมดไว้ในขวดเปล่าที่เขาเตรียมมา
เมื่อชายหนุ่มคนนั้นเข้ามายังตัวบ้านเมอร์ลินก็ยื่นน้ำยาสีขาวบริสุทธิ์ขวดหนึ่งให้กับชายหนุ่มทันที
“ดื่มมัน”เมอร์ลินมองไปยังชายหนุ่มและเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ
ชายหนุ่มไม่มีแม้แต่จะมีความลังเลเขาปฏิบัติตามคำสั่งของเมอร์ลินอย่างรวดเร็วและยินดี
เมื่อรับขวดน้ำยามาจากมือของเมอร์ลินเขาก็ได้กระดกกลืนมันเข้าไป
ทันใดนั้นเองเมื่อตัวยาเข้าสู่ร่างกายบริเวณรอบๆ ร่างกายของเขาก็ปรากฏระอองสีทองและสีฟ้าลอยฟุ้งออกมา นับได้สามสิบลมหายใจผลึกที่กัดกินร่างกายก็เริ่มเกิดการแตกร้าว จนในที่สุดมันก็ค่อยๆ แตกสลายและหายไป
ขาของชายหนุ่มดังงูที่ลอกคราบทุกส่วนในร่างกายของเขาค่อยๆ กลับมาเป็นดังเดิม
“มันได้ผล!”ชายหนุ่มกล่าวออกมาอย่างไม่มีสติ
ใบหน้าของชายหนุ่มนั้นเต็มไปด้วยน้ำตา ความยินดีนั้นเอ่อล้นออกมาจากแววตาของเขาโรคอันทุกข์ทรมานของเขาได้ถูกขจัดไปโดยสมบูรณ์
ชายหนุ่มฟุบลงและหมอบเมอร์ลิน
"ขอบคุณ …ขอบคุณท่านมากท่านผู้ใช้อักขระ ขอบคุณ ...บุญคุณของท่าน ฮือ .. ข้า ... ข้าจะไม่มีวันลืม ...ขอบคุณ"
ชายหนุ่มก้มหมอบแสดงความเคารพทั้งน้ำตาเขากล่าวขอบคุณเมอร์ลินซ้ำไปซ้ำมาอย่างคนไม่มีสติ ก่อนหน้านี้เขาคิดว่าเขานั้นต้องตายแน่ๆเพราะคนที่ป่วยเป็นโรคนี้ล้วนไม่มีทางรอด ปลายทางของพวกเขานั้นมีแต่ความตายเท่านั้น
เด็กน้อยที่อยู่ตรงหน้านี้เป็นดั่งนักบุญเขาเป็นดั่งเทพใน
จนทำให้ชายหนุ่มอดที่จะแสดงความเคารพบูชาออกมาไม่ได้
เมอร์ลินสองมือไพล่หลังยืนตัวตรงอย่างสง่าเขามองชายหนุ่มด้วยท่าทีที่พึงพอใจ
"ออกไปได้แล้วแล้วเรียกหัวหน้าหมู่บ้านให้เข้ามาพบข้า"
เสียงของเมอร์ลินดึงสติของชายหนุ่มให้กลับมา
ชายหนุ่มกล่าวคำขอบคุณซ้ำอีกครั้งและเดินออกไป
ทันทีที่ชายหนุ่มเปิดประตูเมอร์ลินก็ได้ยินเสียงโห่ร้องดีใจของคนจำนวนมาก เสียงเหล่านั้นสร้างความรู้สึกที่ดีแก่เขาไม่น้อย
มุมปากทั้งสองข้างของเด็กน้อยถูกยกขึ้นอย่างไม่รู้ตัว