งานเลี้ยงชุมนุมศิษย์เก่าหรือเรียกให้เก๋ว่างานคืนสู่เหย้าของโรงเรียนมัธยมที่มีชื่อเดียวกันกับชื่อของอำเภอแห่งนั้นคึกคักและมีผู้มาร่วมงานมากกว่าที่คิดเทพทัตพาตัวเองเข้าไปนั่งโต๊ะที่จ่าถวัลย์กล่าวถึงเมื่อตอนบ่ายและคอยสังเกตการณ์โต๊ะแถวหน้าซึ่งถูกจับจองโดยบุคคลที่มีความสำคัญในอันดับต้น ๆของอำเภออยู่เงียบ ๆ ความจริงสารวัตรธนูเรียกให้เขาไปนั่งด้วยกันแต่ชายหนุ่มปฏิเสธไปพร้อมกับให้เหตุผลว่าถ้าอยู่ตรงนี้เขาจะสามารถมองเห็นอะไร ๆได้ถนัดและไม่เป็ที่สนใจมากนัก
หลังจากผู้เป็ประธานกล่าวเปิดงานและการเสิร์ฟอาหารจานแรกผ่านไปเทพทัตจึงรู้ว่าที่นั่งข้างเขานั้นยังไม่มีใครมานั่งและมันคงจะว่างอยู่อย่างนั้นจนจบงาน
ชายหนุ่มอดแปลกใจตัวเองไม่ได้ว่าทำไมเขาจึงรอคอย...และหวังว่าจะมีใครบางคนมานั่งเก้าอี้ตัวนั้น ทั้งที่ก็รู้อยู่ว่างานแบบนี้บางทีก็ไม่ได้มีคนนั่งจนเต็มทุกโต๊ะ
พออาหารจานที่สองเริ่มทยอยออกมาแววดาวหรือครูแววภรรยาของผู้หมวดเสริมศักดิ์ซึ่งเป็ครูสอนที่โรงเรียนแห่งนี้ก็ขอตัวลุกจากโต๊ะไปชายหนุ่มมองตามเพราะนิสัยที่ถูกฝึกมาให้ช่างสังเกตและตื่นตัวอยู่ตลอดเวลาแต่ไม่ถึงห้านาทีแววดาวก็กลับมาพร้อมหญิงสาวอีกคน...และไม่รู้ว่าทำไมหัวใจของเขาจึงเต้นแรงผิดปกติ เมื่อเห็นผู้ที่เดินตามแววดาวเข้ามา
“นั่นคุณนักเขียนที่เราไปบุกบ้านเขาวันนั้นนี่ครับ”จ่าถวัลย์ที่ออกร่วมปฏิบัติการและจำหญิงสาวได้ทักขึ้นมา
“เออใช่มาได้ไง”
“มากับครูแววเสียด้วยสิแบบนี้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนวะ”เสียงใครบางคนโอดครวญซึ่งแน่นอนว่าเขาคนนั้นยังโสดและมีความคิดตามประสาชายหนุ่มผู้อยากเป็ที่ชื่นชอบของหญิงสาวทุกคน
“ก็เอาไว้ที่เดิมนั่นแหละหมู่”เทพทัตบอกด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าภายในใจก็เต็มไปด้วยความรู้สึกไม่ต่างคนอื่น
“ผมยอมรับว่าอายเขาครับวันนั้นน่ะหน้าแตกยับเลย” จ่าถวัลย์กระซิบทั้งที่ไม่มีความจำเป็
ในที่สุดแววดาวก็พามัทรีมาหยุดอยู่ตรงหน้ากลุ่มคนที่เคยมีวีรกรรมร่วมกันหลังจากนั้นจึงเริ่มแนะนำให้หญิงสาวรู้จักผู้ร่วมโต๊ะทุกคนโดยไม่ทันได้สังเกตสีหน้าหรือเอะใจกับท่าทางของใครเลย
“มัทจ๊ะนี่ผู้กองเทพทัต คนนั้นจ่าถวัลย์ ส่วนคนนี้หมวดแต้มหลัวตัวเป็ ๆ ของพี่เองแล้วก็นี่มัทรีหรือครูมัทค่ะ”
เทพทัตขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อหญิงสาวถูกแนะนำว่าเป็ครู
“มัทเป็นักเขียนค่ะแววก็เลยเชิญมาช่วยสอนเด็ก ๆ ในชมรมนักอยากเขียนของแววค่ะผู้กองจะเรียกครูมัทเหมือนเด็ก ๆ หรือเรียกว่ามัทเฉย ๆ เหมือนแววก็ได้”แววดาวบอกโดยไม่ถามความสมัครใจของเ้าของชื่อ
เนื่องจากแววดาวเป็ครูสอนวิชาภาษาไทยดังนั้นเธอจึงตั้งชมรมนักอยากเขียนและเป็อาจารย์ที่ปรึกษาชมรมร่วมกับอาจารย์อีกสองคนโดยเชิญมัทรีมาช่วยถ่ายทอดประสบการณ์และสอนเทคนิคต่างๆ ในการเขียนนิยายให้กับนักเรียนของเธอด้วย
“ยินดีที่ได้รู้จักครับ”ชายหนุ่มยิ้มให้หญิงสาวที่เขาเพิ่งได้รู้จักอย่างเป็ทางการด้วยท่าทีจะผูกมิตรแต่มัทรีกลับวางท่า ทำคอแข็งใส่
“ค่ะ”เธอตอบเขาแสนสั้น การได้รู้จักชายหนุ่มผู้นี้ไม่ใช่เื่น่ายินดีสำหรับเธอสักนิดดังนั้นหญิงสาวจึงไม่คิดจะตอบเขาด้วยประโยคเดียวกัน
พอรู้จักกันครบทุกคนแววดาวจัดแจงให้หญิงสาวนั่งบนเก้าอี้ที่เหลืออยู่เพียงตัวเดียวปากก็ยังชวนคุยไม่หยุด
“พี่นึกว่ามัทจะไม่มาเสียแล้ว”
“มัทแพ็คของเพลินไปหน่อยค่ะพี่แวว”วาจาแสนซื่อแต่แฝงความหมายของหญิงสาวทำให้มีใครบางคนร้อนตัวจนต้องเอ่ยปาก
“คุณยังติดใจเื่นั้นอยู่อีกเหรอ”เทพทัตชะโงกหน้าเข้ามาถามเบา ๆ พอให้ได้ยินกันสองคน
หากมัทรีไม่คิดอยากจะตอบหญิงสาวเสยกน้ำส้มในแก้วขึ้นจิบแล้วมองเมินไปทางเวทีที่มีการแสดงของวงดนตรีประจำโรงเรียนแสดงอยู่
“คุณ...ผมขอโทษไปแล้วนะ ลูกน้องผมก็ด้วย” เสียงของชายหนุ่มดังขึ้นโดยไม่รู้ตัวไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเขาจึงอยากงอนง้อผู้หญิงคนนี้นัก
“มีอะไรกันเหรอคะเหมือนมัทจะงอน อย่างกับว่าเคยรู้จักกันมาก่อนเลยค่ะ” แววดาวไม่คิดจะเก็บความสงสัยใคร่รู้ของตัวเองไว้
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะพี่แววแค่เขาเป็สาเหตุทำให้มัทส่งหนังสือช้าตามที่ประกาศหน้าแฟนเพจไปเมื่ออาทิตย์ก่อน” เธออธิบายไม่อยากให้แววดาวเข้าใจผิด
“อ้อ...เอ๊ะ!...” เหมือนตอนแรกคุณครูจะเข้าใจแต่สุดท้ายก็สะดุดอดสงสัยไม่ได้จนต้องซัก “ยังไงคะ”
“ผู้กองเขานำกำลังบุกเข้าค้นบ้านมัทค่ะค้นกระจาย ทำหนังสือขาดไปเป็ร้อยเล่ม”
หญิงสาวเหลือบตามองผู้ร่วมโต๊ะเห็นตำรวจบางคนมีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกแล้วก็นึกสงสารการสื่อสารบวกข้อมูลที่ผิดพลาดทำให้คนทำงานลำบากทั้งระหว่างและหลังการปฏิบัติ
“ร้อยเล่ม!”แววดาวอุทานเสียงดัง ดวงตาเบิกกว้างคาดไม่ถึง “หูย... ครึ่งแสนเลยนะคะนั่น”
“มูลค่ามันมากขนาดนั้นเลยหรือครับแล้วทำไมไม่บอกอะไรพวกเราบ้าง” หมวดเสริมศักดิ์ที่นั่งฟังการสนทนามาตลอดเอ่ยขึ้นส่วนคนอื่นก็หน้าตาตื่นพอกัน
“บอกไปแล้วค่ะ”
เทพทัตขมวดคิ้วจ้องมองมัทรีไม่เข้าใจว่าบอกอะไร ตอนไหน
“ฉันบอกว่าให้ไปหานักสืบดีๆ อย่าเลือกคนชุ่ย ๆ มาทำงานแบบนั้นอีก” หญิงสาวเน้นทุกคำพูด
แววดาวได้ยินก็หลุดหัวเราะแต่คนที่ถูกบอกกับลูกน้องที่นั่งอยู่ด้วยกลับยิ้มไม่ออก
“ผมกับลูกน้องขอโทษคุณและบอกให้เรียกค่าเสียหายไปแล้วผมจะจ่ายให้เอง” ชายหนุ่มย้ำคำเดิมเหมือนที่เคยบอกไปวันนั้น
“ฉันไม่ได้ติดใจเอาความนี่คะเื่มันแล้วไปแล้วหนังสือก็เสียหายไปแล้ว”
เขาวางท่าอย่างกับว่ารวยหนักหนาจนมัทรีอดค่อนในใจไม่ได้
“แต่เหมือนคุณยังไม่พอใจอยู่”เทพทัตกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“มันก็ต้องมีเคืองบ้างสิคะ”มัทรีตอบแล้วก็มองไปหาแววดาวไม่อยากให้คนที่เป็แฟนคลับของเธอพลอยมีทัศนคติไม่ดีต่อตัวเองไปด้วย
“แต่ก็ไม่ควรนานขนาดนี้”ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงได้อยากเอาใจใส่ความรู้สึกของเธอเห็นหญิงสาวยิ้มรับใครบางคนที่ยกมือไหว้โบกมือทักทายทำไมเขาถึงได้นึกอิจฉาผู้คนเ่าั้และอยากให้เธอยิ้มแบบนั้นกับเขาบ้าง
“มันไม่ง่ายนักหรอกค่ะแต่ฉันจะพยายาม” มัทรีตอบแบบส่ง ๆแต่ไม่คิดว่าจะได้รับรอยยิ้มกระจ่างทั้งปากทั้งดวงตากลับมาจากเทพทัต
“ขอบคุณครับ”เพียงแค่ได้ยินประโยคนั้นชายหนุ่มก็รู้สึกดีขึ้นบอกไม่ถูกเหมือนกันว่าทำไมเขาจึงได้ดีใจนัก
“ดูเหมือนจะตกลงกันได้แล้วเนาะทั้งมัททั้งผู้กอง” แววดาวแทรกเมื่อได้จังหวะ
“มัทไม่มีอะไรนี่คะพี่แววแต่ผู้กองของพี่แววดูจะร้อนตัวมากไปหน่อย”มัทรีเลือกระบุตัวตนมากกว่าจะใช้คำว่าใครบางคน
ส่วนผู้ที่ถูกกล่าวถึงนั้นได้แต่ทำเสียงงึมงำอยู่ในลำคอ
“ผมว่าคุณมัทได้นั่งร่วมโต๊ะกับพวกเราก็ดีเหมือนกันนะครับจะได้เคลียร์กันไปเลย”จ่าถวัลย์พูด
“อย่างที่บอกค่ะเื่มันจบแล้วก็จบไป แต่ถ้าใครอยากรื้อฟื้นอีก คราวนี้อาจจะไม่จบง่าย ๆ”หญิงสาวปรายตามองคู่กรณีตัวเอ้แวบหนึ่ง
“อูย...จบครับจบ”
ท่าทางเกรงๆ ของจ่าถวัลย์เรียกเสียงหัวเราะได้ทั่วทั้งโต๊ะ แม้แต่มัทรีก็อดยิ้มไปด้วยไม่ได้ปกติเธอก็ไม่ได้มีนิสัยเ้าคิดเ้าแค้นในตัวอยู่แล้วซ้ำร้ายหญิงสาวยังเป็คนประเภทโกรธง่ายหายเร็วเจอใครทำดีด้วยหน่อยก็ลืมเื่ที่เคยบาดหมางไปเสียสิ้น ยิ่งมาเป็นักเขียนซึ่งต้องมองสถานการณ์และผู้คนรอบตัวให้ครบทุกเหลี่ยมมุมยิ่งส่งผลให้หญิงสาวเข้าใจและเห็นอกเห็นใจคนอื่นได้ง่ายขึ้น
บรรยากาศโดยรวมดูจะชื่นมื่นขึ้นเมื่อเื่เก่าในใจถูกโยนทิ้งไปตำรวจหลายคนผลัดเปลี่ยนกันเล่าเื่และประสบการณ์ขำ ๆ ในการทำงานซึ่งเรียกเสียงหัวเราะจากทุกคนได้รอบวงจนกระทั่งเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วราวติดปีก
หลังจากเมนูสุดท้ายถูกเสิร์ฟที่โต๊ะ่กลางไปจนถึงท้ายสุดอดีตลูกศิษย์ของโรงเรียนต่างวนเวียนไปทักทายกันอย่างออกรสรวมทั้งเทพทัตที่ถูกสะกิดเข้าไปแนะนำตัวและรู้จักกับผู้หลักผู้ใหญ่หลายคนพรรคพวกที่นั่งอยู่ด้วยกันก่อนหน้าต่างก็เดินว่อนไปทั่วเพื่อทักทายคนรู้จักเช่นกัน
จนกระทั่งได้กลับมานั่งที่เดิมอีกครั้งชายหนุ่มก็เหลือบมองนักเขียนสาวบ่อย ๆ อยากเธอถามว่าหลังจากเหตุการณ์ณ์วันนั้นหญิงสาวจัดการกับความเสียหายอันเกิดจากความเข้าใจผิดนั้นอย่างไรเธอ้าความช่วยเหลืออะไรบ้าง และตัวเขาเองพอจะช่วยอะไรเธอได้บ้างไหมแต่จนแล้วจนรอดก็ไม่กล้าถามเพราะเกรงว่าจะทำให้มัทรีโกรธขึ้นมาอีกเทพทัตไม่รู้ตัวสักนิดว่าเขาห่วงใยเธอจนเกินเหตุ ทั้งที่เคยถามและถูกมัทรีปฏิเสธมาแล้วแท้ๆ
เนื่องจากเวลานี้...ทั้งโต๊ะเหลือแค่หญิงสาวกับเขานั่งอยู่ด้วยกันเพียงสองคน และมัทรีทำเป็ง่วนอยู่กับการเล่นโทรศัพท์มือถือชายหนุ่มจึงต้องเป็ฝ่ายเริ่มต้นชวนเธอคุยแล้วก็จะเป็เื่อื่นไปไม่ได้นอกจาก...
“ผมได้ลองอ่านนิยายที่คุณเขียนแล้วนะ”ทั้งปากและดวงตาของเทพทัตยิ้มพราย ยามนึกถึงถ้อยคำที่หญิงสาวใช้บรรยายเื่ราวลงบนหน้ากระดาษ
นักเขียนสาวเงยหน้าขึ้นจากจอโทรศัพท์ทันได้เห็นรอยยิ้มคล้ายเด็กชายเกเรของชายหนุ่มอดแปลกใจไม่ได้ว่าทำไมเทพทัตจึงอ่านนิยายโดยเฉพาะนิยายที่เป็ผลงานของเธอทั้งที่ไม่น่าจะใช่หนังสือแนวที่เขาชอบ
“จริงครับผมไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมรายได้ต่อเดือนของคุณถึงมากจนมีคนคิดว่าคุณขายของผิดกฎหมาย”เขาเลี่ยงมาใช้คำที่ไม่เจาะจงจนเกินไปหวังว่าหญิงสาวจะรับรู้ถึงดอกผูกมิตรที่เขาพยายามจะส่งให้เธอด้วย
“และยิ่งไม่แปลกใจเลยเมื่อได้เห็นจำนวนคนที่กดติดตามแฟนเพจและช่องทางอื่นในโซเซียลของคุณและผมก็กลายเป็อีกคนหนึ่งไปแล้ว” ชายหนุ่มยังไม่ละความพยายามหวังใจให้หญิงสาวตอบกลับมาสักคำก็ยังดี
“ขอบคุณค่ะ”ในที่สุดมัทรีก็อดตอบเขาไปอย่างเสียไม่ได้โดยเฉพาะกับคนที่ได้ชื่อว่าแฟนคลับการสนับสนุนของพวกเขาทำให้เธอมีกินมีใช้อยู่ทุกวันนี้
“ผมว่าพล็อตเื่น่าติดตามการดำเนินเื่ก็ดี สำนวนภาษาก็ใช้ได้ แต่ฉากเลิฟซีนนี่สิ มันเหมือน...” เขายิ้มอีกแล้วเป็รอยยิ้มที่ทำให้เธอรู้สึกวูบไหวอยู่ข้างใน
“คะ?”พอระงับใจที่เต้นแรงขึ้นมากะทันหันได้ หญิงสาวก็เลิกคิ้วถามครั้นมีคนวิจารณ์มัทรีก็อยากรับฟังเพื่อจะได้นำไปปรับปรุงการเขียนของตัวเอง
“คือ...ถ้าผมบอกตรง ๆ ห้ามคุณโกรธนะ”
พอเห็นหญิงสาวจ้องเขม็งเขาก็เลยเอ่ยต่อ
“คุณต้องสัญญาก่อน”เขายกนิ้วก้อยยื่นมาให้ คงนึกว่าเธอเป็เด็ก “คือไอ้ตรงเลิฟซีนน่ะมัน...เหมือน...” ชายหนุ่มเว้นจังหวะไปนิดหนึ่งราวกับกำลังคิดหาคำที่เหมาะสม
“เหมือน...ผู้ชายปล้ำกอดกับตุ๊กตายางเล่นกายกรรม”
พอนึกภาพตามหญิงสาวก็ทำหน้าบึ้งกึ่งฉุนกึ่งขำ แต่หัวเราะไม่ออก
“เสียงฟินเหมือนคนกำลังขี่ม้าแต่จะว่าไปก็เหมือนคนกินพริกทั้งสวนอยู่เหมือนกัน เสียงเอฟเฟค...”เทพทัตหยุดคิดอีกครั้ง “ถ้าไม่มีบทบรรยายว่ากำลังทำอย่างว่าผมคิดว่าเขากำลังซ้อมกระสอบทราย หรือไม่ก็กำลังไกวชิงช้าขึ้นสนิม”
คราวนี้...การเปรียบเทียบแบบเห็นภาพชัดเจนของเขา ทำให้หญิงสาวเผลอส่งค้อนให้
ความจริงไม่ได้มีแค่เทพทัตที่พูดถึงนิยายของเธอในทำนองนี้มันมีั้แ่คนที่ให้คำแนะนำ คำติติงไปจนถึงคำด่าประหนึ่งว่าแค้นเคืองกันมาแต่ชาติปางก่อน ทั้ง ๆที่เธอเพิ่งจะหันมาเขียนนิยายแนวโรมานซ์แบบมีฉากวาบหวิวเมื่อปีก่อนนี้เอง
“เกินไปหน่อยมั้งคุณใคร ๆ เขาก็เขียนอย่างนี้กันทั้งนั้น ฉันรู้ว่ามันไม่ค่อยสมจริงแต่ฉันก็ไม่ได้เชี่ยวชาญเื่นั้นมากจนพอจะสามารถบรรยายมันได้ละเอียดลออ”
มัทรีเคยได้ยินอยู่เหมือนกันว่าการบรรยายฉากเข้าด้ายเข้าเข็มนั้นให้เน้นไปที่อารมณ์ความรู้สึกของตัวละครแต่เธอจะรู้ได้อย่างไร ในเมื่อยังไม่เคย...
หญิงสาวก้มลงมองมือตัวเองมันช่วยไม่ได้ที่จะไม่รู้สึกขัดเขิน เธอกำลังนั่งฟังผู้ชาย...แถมยังเป็ชายหนุ่มหน้าตาดีวิจารณ์การบรรยายฉากเลิฟซีนต่อหน้ามันย่อมเป็อะไรที่ยากจะรับมือ
“แฟนของคุณไม่เคยชวนทำอะไรแบบนั้นเลยเหรอ”ชายหนุ่มถามด้วยรอยยิ้มทั้งปากและดวงตา หากหญิงสาวที่เจอคำถามนี้ตรง ๆกลับมองเขาตาเขียว
ไม่รู้ว่าเป็เพราะความซื่อตรงแท้ๆ หรือความเขินล้วน ๆ ที่ส่งผลให้มัทรีรีบส่ายหน้าระรัว
“ถึงไม่มีแฟนหรือไม่เคยมีประสบการณ์ในเื่อย่างว่าฉันก็หาข้อมูลมาอย่างดีนะคะ”หญิงสาวเผลอตกหลุมพรางที่เขาขุดไว้เข้าอย่างจัง มารู้ตัวก็ตอนที่เงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาพราวระยับซึ่งมีทั้งแววขบขันและล้อเลียนอยู่ในนั้น
“อย่าทำหน้าอย่างนั้นสิครับมันไม่ใช่ความลับระดับชาติสักหน่อย” เขาปลอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเอาใจ
“คราวหน้าถ้าอยากรู้ว่าฉันมีแฟนหรือยังถามมาตรง ๆ ก็ได้ค่ะ”
“เห็นทีว่าคงจะไม่แล้วครับเพราะผมรู้แล้ว” เสียงหัวเราะเบา ๆ จากเขา ยิ่งทำให้มัทรีรู้สึกขุ่นเคือง
กว่างานจะเลิกมัทรีก็โดนผู้กองหนุ่มยั่วเย้าให้ขัดเขินผสมขุ่นเคืองไปหลายครั้งซึ่งถ้าไม่นับเื่การเจอกันครั้งแรก เธอถือว่าเทพทัตก็เป็คนน่าคบคนหนึ่งทีเดียวเขาเป็คนคุยสนุก ทั้งมีความรู้รอบด้านซึ่งไม่ใช่แค่กับงานในหน้าที่ของเขาเท่านั้น
ท้ายที่สุดหญิงสาวจึงสรุปกับตัวเองว่าการมีมิตรย่อมดีกว่าสร้างศัตรูดังนั้นเมื่อถึงเวลากลับบ้านหญิงสาวจึงยอมให้ชายหนุ่มขับรถตามไปส่งโดยมีแววดาวเป็กองเชียร์
มัทรีจอดรถริมรั้วหน้าบ้านและลงจากรถเดินไปเปิดประตูขณะที่รถอีกคันขับเลยไปแล้วค่อยจอดหญิงสาวคิดว่าเขาจะเลี้ยวรถกลับไปเลย แต่เทพทัตจอดรถแล้วเดินมาหาเธอพร้อมกับข้อเสนอที่แสนประหลาด
“ให้ผมสอนไหมมัทผมสอนให้ได้นะถ้าคุณ้า”
หญิงสาวนิ่วหน้างุนงงว่าเขาหมายถึงอะไรแถมเรียกเธอเสียสนิทสนมขนาดนั้นโดยไม่ขออนุญาตกันสักคำ
“ก็บทเลิฟซีนไงเริ่มวันนี้ ตอนนี้เลยยังได้”
สิ้นเสียงทุ้มแหบอันอ่อนโยนอย่างยิ่งยวดนั้นแล้วชายหนุ่มก้าวเข้ามาประชิด แถมโน้มหน้าลงมาพูดเสียใกล้... ใกล้เสียจนเธอรู้สึกถึงลมหายใจที่แตะไล้ผิวแก้ม
“ผู้กอง!ชักลามปามใหญ่แล้วนะ” หญิงสาวแหวสุดเสียง ยกมือขึ้นผลักอกกว้างออกห่าง ก่อนจะก้มหน้างุดซ่อนความเขินอายและแก้มแดงระเรื่อไว้ในเงาสลัวของยามค่ำคืน
เพียงเท่านั้นคนช่างแกล้งก็หัวเราะหน้าระรื่น
“ผมล้อเล่นน่าคุณอย่าโกรธกันเลยนะ” เขาทอดเสียงออดอ้อนชวนอ่อนใจ
“ถ้าฉันนึกว่าคุณเอาจริงขึ้นมาคงเป็คุณนั่นแหละที่จะเสียใจ” พูดจบมัทรีก็เปิดประตูรถหนีเข้าไปนั่งประจำที่คนขับก่อนจะลดกระจกลงมา
“ขอบคุณที่มาส่งนะคะผู้กอง”หญิงสาวพูดแล้วขับรถเข้าไปจอดในบ้าน
พอหวนกลับมาปิดประตูหญิงสาวก็พบว่าเทพทัตยังยืนอยู่ยิ้มที่เดิมแถมยังยกมือขึ้นโบกมือให้อีกต่างหากเธอมองเขาอย่างแปลกใจแล้วก็อดยิ้มออกมาไม่ได้...
นี่เขาคิดว่าตัวเองเป็พระเอกในนิยายของเธอหรืออย่างไรกัน
“กลับไปได้แล้วค่ะ”หญิงสาวบอกเขาพลางปิดประตูแล้วเดินเข้าบ้านรู้สึกได้ถึงสายตาที่มองตามมาโดยไม่ได้คิดไปเอง เพราะพอหันกลับก็เห็นว่ามันเป็เช่นนั้นจริงๆ
มัทรีโบกมือให้เขาอีกครั้งก่อนจะกลายเป็โบกไล่ไปเสียอย่างนั้น ขณะที่นึกเกลียดรอยยิ้มล้อเลียนบนใบหน้าคมคายนั้นเหลือเกิน
เพราะมันทำให้หัวใจของเธอเต้นแรงกว่าปกติ...