จักรพรรดิเซียน

    บทที่ 2 ขบวนพิธีแต่งงาน

    เมื่อซูหนี่ว์เดินลับหายไปจากครรลองสายตา สองเส้นสายใยระหว่างสองพี่น้องที่เคยแน่นแฟ้นราวกับแผ่นเหล็กหลายร้อยชั้นคล้ายได้พังทลายลง ราวกับว่า ถ้าทั้งสองเผชิญหน้ากันจะพยายามหลีกหลบกันทุกครั้งไป แต่ใครเล่าจะรู้…มันกลับมีความสัมพันธ์ดุจสองเส้นสายใยบางเชื่อมต่อกันและกัน และการที่ซูหนี่ว์ไม่เปิดเผยอารมณ์แท้จริงของตนเองออกมาจึงเป็นสาเหตุที่เส้นสายใยทั้งสองมิอาจหลอมรวมเข้าด้วยกัน ซูอวี่ลูบใบหน้าที่ปรากฏรอยแดงก่ำห้านิ้วประทับ “ข้าไม่อยากเป็นคนอ่อนแอ แต่ต่อให้ข้าพยายามเพียงใด ข้าก็มิอาจขัดขืนชะตาฟ้าที่กำหนดดวงชะตาของข้าได้เลย ตำนานเซียนสวรรค์กลับเอ่ยถึงการฝืนลิขิตชะตาฟ้า แต่นั่นกลับไม่เป็นความจริงเลยแม้แต่น้อย… ไม่มีใครสามารถฝืนชะตาฟ้าได้… พรสวรรค์คือทุกสิ่งและสิ่งนั้นคือสาเหตุที่ข้าต้องจากเจ้าไป…ซูหนี่ว์” ซูอวี่กล่าวรำพึงรำพันราวตัดรอน ชายหนุ่มรู้อยู่แก่ใจ น้องสาวของเขาเป็นสตรีที่งดงามและมีพรสวรรค์อันเลิศล้ำ ในเมืองธาราครามยากจะหาผู้ใดเปรียบกับนางได้ แล้วเขาเล่า? ชายหนุ่มไร้พรสวรรค์ราวกับขยะไร้ค่า… ไม่คู่ควรเพียงจะคบหาหรือพูดคุย ซูอวี่ใช้สองมือดึงอาภรณ์ที่หละหลวมให้กระชับตัว ถึงแม้ห้วงอารมณ์จะโศกเศร้าอย่างลึกล้ำ แต่ทว่าพอนึกถึงงานมงคลที่จะได้ตบแต่งเยว่ชิงเป็นภรรยาก็ทำให้เขาอดยิ้มขึ้นมามิได้ “ชะตาฟ้ายังพอเข้าข้างข้าอยู่บ้าง! อย่างน้อยก็ได้ภรรยาที่ดีเลิศในทุกด้าน!!” เมื่อกล่าวถึงความสุขสำราญของบุรุษ หากจะไม่พูดถึงอิสตรีผู้เลอโฉมเกรงว่ามันผู้นั้นคงมิใช่บุรุษแล้ว และนั่นไม่เว้นแม้แต่ซูอวี่! คนที่ถูกกล่าวถึงในฐานะ “ขยะ” การที่มันได้ใฝ่ฝันถึงการมีภรรยาก็นับว่าสวรรค์ประทานพรยิ่ง แต่นี่… นอกจากมันจะได้ภรรยาแต่ภรรยาคนนั้นล้วนเป็นสตรีดีเลิศในทุกด้าน! นั่นไม่ได้หมายความว่ามันโชคดีที่สุดในโลกหรอกหรือ? อาจจะโชคดีที่สุดหากอยู่ในมุมของซูอวี่… หลังจากชายหนุ่มกล่าวจบพลันเร่งรุดหน้าไปทางขบวนพิธีซึ่งจะเริ่มเดินหน้าจากตระกูลซูถึงตระกูลเยว่ ทันทีที่ซูอวี่ถึงจวนตระกูลซู ลำดับแรกที่สามารถสังเกตเห็นได้อย่างเด่นชัดย่อมเป็นขบวนพิธีแต่งงานที่ถูกจัดขึ้นอย่างใหญ่โตหรูหรา โดยขบวนนำเป็นทหารม้าเก่งกาจของตระกูลซู แต่กลับมีอาชาตัวหนึ่งว่างเว้นเอาไว้ในแถวหน้าสุด…นั่นคือที่สำหรับซูอวี่ “อวี่เอ๋อ!!---เจ้ามาช้าไปห้านาทีเกรงว่าเจ้าต้องไปกล่าวขอโทษกับผู้นำตระกูลซูและชิงเอ๋อแทนแล้ว!!” เสียงของชายชราดังสะท้านก้องมาตั้งแต่ไกล ทันทีที่ผู้นำตระกูลซูสังเกตรูปลักษณ์ของซูอวี่อย่างละเอียด ใบหน้ากลับชะงักงันนิ่งราวกับวิญญาณหลุดจากร่างไปชั่วครู่หนึ่ง ผมยาวสีดำที่ซูอวี่ปฏิเสธอย่างหนักแน่นว่าจะไม่ตัดมันกลับปรากฏเส้นผมสีดำขลับสั้น เสื้อผ้าที่ชายชราคิดว่าจะเปียกชุ่มเพราะการฝึกฝนรับแรงกระแทกจากน้ำตกก็หาได้เป็นอย่างนั้นไม่ ผู้นำตระกูลซูคิดเผื่อไว้แล้วถึงขั้นบอกให้คนใช้ตัดชุดสมรสไว้ถึงสองชุดด้วยกัน แน่นอน… ครั้งนี้อยู่เหนือความคาดหมายอย่างมาก “อวี่เอ๋อ…นี่หลาน…หลานไม่ได้ฝึกมารึ?” ผู้นำตระกูลซูขมวดคิ้วมุ่น ชายชราทราบดีถึงอุปนิสัยของซูอวี่ มันเป็นบุรุษหนุ่มบ้าการฝึกฝน! แค่มันออกมาพบปะผู้คนยังนับว่าเป็นปาฏิหาริย์ด้วยซ้ำ! ทุกครั้งที่เฒ่าซูเรียกตัวซูอวี่มา ชุดของมันจำต้องเปียกชุ่มน้ำทุกครั้ง ไม่ใช่ซูอวี่ไม่คิดจะตากผ้าให้แห้งก่อนมา…แต่เขาไม่มีเวลาตากเท่านั้นเอง! ชายหนุ่มฝึกฝนแทบตลอดเวลา “หิวเป็นกินว่างเป็นฝึก” อาจเป็นคำนิยามที่ดีที่สุดของซูอวี่ในตอนนี้ “หลานฝึกมาท่านปู่” ซูอวี่เอ่ยตอบเสียงเรียบ ชายหนุ่มกวาดสายตามองหาซูหนี่ว์ที่ตอนนี้ไม่รู้ว่านางไปอยู่ที่ใด การที่ซูหนี่ว์แต่งองค์ทรงเครื่องเขาก็นึกว่านางจะมาร่วมขบวนด้วยเสียอีก ถึงกระนั้น เมื่อซูอวี่ตัดสินใจจะตัดใจ ชายหนุ่มจึงไม่ได้ถามกับผู้นำตระกูลซูเกี่ยวกับซูหนี่ว์ “เหตุใดชุดเจ้าถึงได้แห้งสนิทดูไม่เหมือนคนอาบน้ำเลยเล่า?” ผู้นำตระกูลซูเอ่ยถามด้วยความสงสัยอย่างแท้จริง จนกระทั่งเสียงสายหนึ่งได้ขัดจังหวะเขาเอาไว้ “ท่านประมุข---ขบวนพิธียังไม่ได้เริ่มเคลื่อนขบวนเลย ท่านยังมัวมาถามคำถามไร้สาระอีกรึ?” เจ้าของเสียงนั้นคือชายวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่กำยำ เขาเป็นคนคุมกำลังทหารของตระกูลซูมาช้านาน “ซูป่าย” ซูป่ายสวมเสื้อเกราะสีแดงสดโดยมือขวาถือหอกยาวเผยรัศมีเป็นประกาย ความน่าเกรงขามแผ่ซ่านรอบทิศและแรงกดดันอันเบาบาง แต่ทว่ามือซ้ายของซูป่ายกลับถือเสื้ออาภรณ์สีแดงสดใสดุจอัญมณีไว้เช่นกัน ถูกต้อง…อาภรณ์ในแขนนักรบผู้นี้ก็คือชุดสมรสของซูอวี่ที่สั่งตัดเตรียมไว้เพิ่ม มันมีความงดงามเป็นพิเศษกว่าชุดแรกนักเพราะเฒ่าซูเข้าใจว่าคงต้องเปลี่ยนชุดเป็นแน่  “อาใช่…เราควรเริ่มเคลื่อนขบวนพิธีได้แล้ว เอ้า! อวี่เอ๋อ---เจ้าก็ไปเปลี่ยนชุดเร็ว! ชุดสมรสตัวแรกมิอาจงามเท่าชุดสมรสตัวที่สองไปได้” เนื่องจากเฒ่าซูเข้าใจว่าชุดสมรสตัวแรกจะไม่ได้ใช้ จึงไม่มีการประดับอัญมณีหรือเติมแต่งเพิ่มเติม มีเพียงการถักถอด้วยไหมชั้นดีเท่านั้น เฒ่าซูเกรงว่านั่นจะไม่พอสำหรับคุณหนูตระกูลเยว่  ในขณะที่ชุดสมรสตัวที่สองอยู่ในสภาพสมบูรณ์แบบแต่ซูอวี่กลับกล่าวปฏิเสธมัน “หลานหล่อเหลาเสมอท่านปู่ ถึงแม้วรยุทธหลานจะย่ำแย่ แต่หลานคงมีเพียงหน้าตาเท่านั้นที่สามารถกล่าวได้อย่างมั่นอกมั่นใจ”  แม้ซูอวี่จะกล่าวว่าตัวเองหล่อเหลาสง่างามแต่กลับไม่มีผู้ใดในบริเวณนี้กล่าวคัดค้านเลยแม้สักคนเดียว ไม่ว่าจะสีหน้าหรือความคิดก็ไม่มีใครปฏิเสธคำกล่าวนั้น บางคนกลับพยักหน้าเล็กน้อยหรือเผยอยิ้มพลางขำคิกคัก มันไม่ใช่การขำขันในความหลงตัวเองของนายน้อย แต่เป็นการขำราวกับเห็นด้วยและคงเป็นสิ่งเดียวที่ไม่มีใครค้านมัน ผู้นำตระกูลซูมีเวลาไม่มากนัก การที่ขบวนพิธีออกตัวสายจะยิ่งทำให้ความน่าเชื่อถือของตระกูลตกหล่นไปมาก และนั่นอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลซูและตระกูลเยว่ซึ่งกำลังเป็นไปได้ด้วยดี เฒ่าซูไม่ยอมให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นได้แน่ “ถ้าเช่นนั้นก็รีบไป… นู้น ม้าของเจ้าอยู่นำขบวนหน้าสุด” ทันทีที่ซูอวี่ได้ยินดังนั้น หางคิ้วพลันกระตุกเล็กน้อย “ขึ้นอาชานำขบวน!!” ถ้อยคำนี้ผุดมาขึ้นในพริบตา ซูอวี่ที่ใบหน้าเรียบนิ่งอยู่เสมอกลับเผยท่าทีตกใจและลังเลบนใบหน้า ชายหนุ่มที่สามารถตัดผมของตัวเองหรือแทงปลาให้ตายได้โดยไม่ต้องกระพริบตา แต่ก็มีสิ่งที่เขากระทำไม่ได้อยู่…ซูอวี่ถูกกล่าวถึงในฐานะขยะ คนประเภทนี้ส่วนใหญ่ย่อมไม่มีความมั่นใจในตัวเอง แน่นอน ซูอวี่ก็คือหนึ่งในนั้น การที่ถูกคำถากถางจากผู้คนและคำกล่าวเย้ยหยันทำให้ชายหนุ่มหมดความมั่นใจและไม่คิดจะสู้หน้าผู้คน ทันใดนั้นเองที่ความทรงจำหนึ่งได้ผุดขึ้นมา… “ท่านรู้หรือไม่ว่าท่านปู่ของท่านกับท่านปู่ของข้า จับพวกเราหมั้นหมายกันเอาไว้” เสียงใสของสตรีดังขึ้น ภาพในความทรงจำนั้นเป็นหญิงสาวกำลังพูดคุยกับบุรุษหนุ่ม “ท่านอยากรู้หรือ? มาหาข้าสิ…” เมื่อซุ่มเสียงเย็นชาดุจน้ำแข็งเลือนหายไปจากโสตประสาท ซู่อวี่พลันได้สติขึ้นมา ใบหน้าที่เคยปรากฏความลังเลล้วนหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ มีเพียงความทรนงเผยผ่านใบหน้าและบุคลิกดูสง่าราศี “ข้าจะนำขบวนเอง…” ซูอวี่เอ่ยกล่าวออกด้วยอย่างหนักแน่น หากแต่เสียงท้ายประโยคกลับมีความสั่นคลอนเล็กน้อย นับเป็นก้าวแรกที่ดีสำหรับคนที่ไม่ได้คุยกับคนอื่นมานานกว่าห้าปี นอกจากซูหนี่ว์และซูลงแล้ว บุรุษหนุ่มก็ไม่เคยติดต่อกับใครอีกเลย มันยากจะจินตนาการถึงการพูดคุยกับคนอื่น… โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่ถากถางและเหยียดหยามเขาทุกวันทุกเวลา ฝ่ามือของผู้นำตระกูลซูกระทบกับไหล่ทั้งสองข้างของซูอวี่เสียงดัง ปับ ใบหน้าเฒ่าซูกลับเผยรอยยิ้มหุบไม่อยู่ “ไม่เป็นไรอวี่เอ๋อ---มันจะผ่านไปได้ด้วยดี…” ทันใดนั้น จิตใจที่ร้อนรนดุจไฟลนกลับกลายเป็นสงบในพริบตา หัวใจที่เต้นแรงก็กลับมาเป็นปกติ ท่าทางลนลานล้วนถูกแทนที่ด้วยอาการสุขุมเยือกเย็น ซูอวี่ถอนหายใจด้วยใบหน้าแย้มยิ้ม “ขอบคุณท่านปู่…” ทันทีที่ซูอวี่ออกมาด้านนอก เขามองเห็นพรมสีแดงยาวเหยียดปูลาดไปตามพื้นตั้งแต่หน้าประตู พรมแดงนี้มีจุดเริ่มต้นที่หน้าประตูตระกูลซูและลาดยาวคดเคี้ยวไปตามหนทางจนถึงที่ตั้งตระกูลเยว่ ทันทีที่ขบวนเจ้าบ่าวปรากฏขึ้น ถนนหนทางในเมืองธาราครามคึกคักด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์โดยทันที สองข้างทางเต็มไปด้วยชาวบ้านและผู้สังเกตการณ์ เมื่อซูอวี่ควบม้าออกมาพร้อมๆ กับขบวนแห่ เสียงกระซิบกระซาบจากฝูงชนจึงดังสนั่น “นั่น! นายน้อยตระกูลซู!! หลานชายของท่านซูลงผู้นำตระกูลซูที่ยิ่งใหญ่แห่งเมืองธาราคราม ข้าได้ยินข่าวลือมาว่าเขาพ่ายแพ้ให้แก่เด็กชายวัยเจ็ดขวบจากตระกูลไร้ชื่อเสียงเรียงนาม!” “โอ้ นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าได้เห็นตัวจริง” “มันธรรมดาอยู่แล้วที่เจ้าจะไม่เคยเห็นเขามาก่อน ข้าได้ยินมาว่าหลังจากนายน้อยตระกูลซูพ่ายแก่เด็กหนุ่มวัยเจ็ดขวบไป เขาก็ปิดด่านฝึกตนไม่ยุ่งเกี่ยวกับโลกภายนอก แต่ดูสิ! พลังของเขากลับอยู่เพียงรากฐานขั้นสามเท่านั้น!!” “เทพธิดาซูหนี่ว์กลับต้องมาตกระกำลำบากเพราะพี่ชายไร้พรสวรรค์แต่ดันขยันอย่างเป็นบ้าเป็นหลัง! เห็นว่าท่านซูลงโปรดปรานมันเพราะเป็นบุตรชายจึงนำเงินส่วนตนไปจัดซื้อสมุนไพรชั้นเลิศมาช่วยในการบ่มเพาะของมัน ว่ากันว่า หนึ่งในสมุนไพรนั้นกลับมีจิตวิญญาณของอสูรระดับเชี่ยวชาญขั้นสูงร่วมอยู่ด้วย นั่นมันราคาเทียมครึ่งเมืองเราเชียว!” “ไอ้ขยะนี่มันดีอันใด เหตุใดถึงได้มีโชควาสนาเพียงนี้ เกรงว่าข้าคงจะต้องไปพ่ายให้กับเด็กเจ็ดขวบบ้างแล้ว ถึงจะมีโชควาสนาได้เท่ามันบ้าง” “เจ้าเอาหรือ!? ส่วนข้าไม่!! ฆ่าข้าให้ตายข้าก็จะไม่กล่าวว่าอยากเป็นขยะซูอวี่อย่างแน่นอน!!” “ตระกูลซูและตระกูลเยว่มีการแข่งขันกันมาอย่างช้านาน ไม่ว่าจะด้านการค้าหรือพลังยุทธล้วนมิได้มีใครเหนือใครแต่นั่นมันสำหรับตอนนี้… หากกล่าวถึงสมัยก่อนตระกูลซูนำหน้าข้างจากตระกูลเยว่มากนัก นี่เป็นสาเหตุที่ทรัพย์สมบัติตระกูลซูมีมากกว่าตระกูลเยว่อย่างชัดเจน ทว่า หลังจากผู้นำตระกูลเยว่ประสบเหตุการณ์ปัญหาเกือบถึงแก่ชีวิต กลับมีผู้นำตระกูลซูยื่นมือเข้ามาช่วยเอาไว้ นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เฒ่าซูผู้แข็งแกร่งแทบสูญเสียพลังยุทธไปเกือบหมด เห็นว่าท่านซูลงไม่แข็งแกร่งดุจปีศาจเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว พลังยุทธจากเชี่ยวชาญก็ตกอับลงมาถึงขั้นเริ่มต้น ผู้นำตระกูลเยว่ที่รู้สึกผิดจึงแลกจอกพี่น้องร่วมสาบานกับเฒ่าซู และตัดสินใจยกบุตรีเพียงคนเดียวของตนเองให้กับตระกูลซูไป…” “อะไรกัน!! เยว่ชิงคือสมบัติวิเศษของเมืองธาราครามเรา ถ้าไม่ติดว่ามันเป็นหลานของท่านซูลง ด้วยพรสวรรค์ที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินนั้น มันยังมีค่าน้อยกว่าเศษฝุ่นด้วยซ้ำ หากข้ามีทรัพยากรจากตระกูลซูช่วยหนุน ข้าย่อมแข็งแกร่งกว่ามันเป็นร้อยเท่าพันเท่า! โลกนี้ช่างไร้ความยุติธรรม!” “นางในฝันของข้ากำลังจะเข้าพิธีสมรสกับคนไร้พรสวรรค์คนหนึ่ง! คนที่พ่ายแม้กระทั่งเด็กน้อยวัยเจ็บขวบที่บรรลุเพียงรากฐานขั้นสอง!! ทั้งที่มันบรรลุรากฐานขั้นสามกลับยังแพ้พ่ายให้กับคนที่มีขั้นพลังต่ำกว่า ช่างไม่ต่างอะไรไปจากขยะ!!” เมื่อซูอวี่ออกมาข้างนอกได้ ชายหนุ่มกลับพบว่ามันไม่ได้แย่อย่างที่ตนเองคิด จิตใจที่เคยบอบบางของชายหนุ่มที่ถูกคำถากถางหรือด่าทอเล็กน้อยกลับต้องร้องไห้ไปทั้งวัน ตอนนี้ แม้กระทั่งคำเหยียดหยามที่รุนแรงที่สุดล้วนไม่ส่งผลกระทบอันใดต่อซูอวี่เลยแม้แต่น้อย แววตาสุกใสของซูอวี่บนหลังม้าเผยความหนักแน่นและมั่นคงบ่งบอกถึงบุคลิกภายใน ทวงท่าของบุรุษหนุ่มแสดงออกถึงความสูงส่งงามสง่า เส้นผมสั้นเทียมบ่าดำขลับพริ้วไหลตามสายลมภายใต้อาภรณ์แต่งงานสีแดง ส่งผลให้เงาร่างของบุรุษหนุ่มปลดปล่อยบรรยากาศสูงศักดิ์ แม้ว่าเสียงกระซิบกระซาบจากฝูงชนล้วนเต็มไปด้วยเสียงอันแผ่วเบาแฝงเจตนาร้าย ถึงกระนั้น ความอาฆาตแค้น ริษยา เยาะเย้ย เหยียดหยันหรือดูหมิ่นดูแคลนจากฝูงชนโดยรอบราวกับไม่สามารถสร้างความกังวลให้กับซูอวี่ได้ การฝึกฝนใต้น้ำตกสูงชันทั้งหนาวเหน็บทั้งหนักหน่วงทำให้จิตใจของบุรุษหนุ่มเข้มแข็งกว่าเก่าก่อนราวกับคนละคน ซูอวี่ดูเหมือนไม่รู้สึกถึงการจับจ้อง ใบหน้าเย็นชาไร้อารมณ์กลับเปี่ยมเสน่ห์ลึกล้ำ หญิงสาวมากน้อยต่างดวงตาพร่างมัวด้วยความหลงใหล แม้ความแข็งแกร่งทางพลังยุทธ์ซูอวี่จะต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ทว่ารูปโฉมของเขาไม่ได้ต่ำต้อย สังเกตจากปฏิกิริยาจากฝูงชนโดยรอบล้วนมีบางส่วนที่ไม่ได้มีอคติต่อเขา ดังนั้น แม้ฝูงชนจะกัดฟันเคี้ยวด้วยความเกลียดชังสักเพียงใด ส่วนลึกในจิตใจล้วนยอมรับว่า หากมองจากรูปโฉมภายนอก ซูอวี่ช่างเหมาะสมกับเยว่ชิงราวกับกิ่งทองใบหยก “ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะขี่ม้า บรรยากาศรอบกายของเขาราวกับผู้สูงศักดิ์ มิใช่ขยะที่เป็นเยี่ยงข่าวลือ…ดูเหมือนข่าวลือก็ไม่เป็นจริงซะทีเดียว” “ข้าได้ยินมาว่ามีนายน้อยตระกูลใหญ่ต่างเมืองต่างมีใจให้เยว่ชิง เจ้าคิดว่างานพิธีนี้จะถูกขัดขวางหรือไม่?” “ซูอวี่เป็นตัวตนไร้ความหมาย แต่กลับน้องสาวและผู้นำตระกูลซูกลับหาได้เป็นเช่นนั้น! ท่านซูลงหรือผู้นำตระกูลซูต่างถูกผู้เยี่ยมยุทธในเมืองธาราครามยกย่องว่าแข็งแกร่งอย่างมาก แม้กระทั่งผู้เยี่ยมยุทธต่างเมืองยังเชิดชูเขาในฐานะยอดฝีมือผู้หนึ่ง แต่นั่นมันเรื่องสมัยก่อน… อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็ยังมีซูหนี่ว์อยู่อีก! เด็กสาวผู้นี้มากพรสวรรค์โดยแท้จริง! ท้ังที่ไม่ได้รับโอสถสมุนไพรหรือการสนับสนุนใดๆ จากตระกูล นางก็สามารถไต่เต้าขึ้นสู่รากฐานขั้นเจ็ดด้วยวัยสิบสี่ปี!! ข้าเกรงว่าพรรคใหญ่จะมาดึงตัวนางไปในเร็ววัน…” ขบวนแห่พิธีมงคลสมรสดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น ไม่เร็วไม่ช้า ระยะทางกว่ายี่สิบกิโลใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงเต็ม