เวลาเป็สิ่งแปลก
ตอนที่เรามีมันมากพอ
เรามักใช้มันเหมือนไม่มีราคา
แต่ในวันที่มันผ่านไปแล้ว
แม้เพียงหนึ่งชั่วโมง
บางครั้งเราก็พร้อมจะแลกทุกอย่าง
เพื่อได้มันกลับมา
ศรัณย์เคยคิดว่าตัวเองเป็คนตรงเวลา
เขามีนาฬิกาข้อมือเก่าเรือนหนึ่ง
สายหนังสีน้ำตาลเข้มเริ่มแตกตามขอบ
หน้าปัดมีรอยขีดบาง ๆ ตรงเลขหก
มันเป็ของที่พ่อให้เขาตอนเริ่มทำงานวันแรก
และศรัณย์สวมมันมาตลอดสิบเจ็ดปี
เขาตรงเวลาสำหรับประชุม
ตรงเวลาสำหรับส่งเอกสาร
ตรงเวลาสำหรับรถขนส่งที่ต้องออกจากคลัง
ตรงเวลาสำหรับใบแจ้งหนี้
ตรงเวลาสำหรับทุกอย่างที่มีตาราง
ยกเว้นสิ่งที่ไม่มีใครออกใบเตือนซ้ำให้เขา
หกโมงสิบสองนาที
ไฟในออฟฟิศฝ่ายเอกสารของบริษัทขนส่งยังสว่างอยู่เกือบทุกดวง
ข้างนอกฝนเริ่มตก
ไม่หนัก
แต่ตกแบบที่ทำให้ถนนทั้งเมืองค่อย ๆ ช้าลง
ศรัณย์นั่งอยู่หน้าโต๊ะทำงาน กองแฟ้มสีเทาวางสูงเกือบบังขอบจอคอมพิวเตอร์
บนจอมีตารางส่งของที่ต้องแก้ก่อนสองทุ่ม
ในมือถือมีข้อความหนึ่งเด้งขึ้นมา
จากครูประจำชั้นของข้าวฟ่าง
การแสดงเริ่ม 18:30 น. ผู้ปกครองทยอยเข้าหอประชุมได้แล้วค่ะ
ศรัณย์มองข้อความนั้น
แล้วมองนาฬิกาข้อมือ
เขาเหลือเวลาอีกสิบแปดนาที
โรงเรียนของลูกสาวอยู่ห่างออกไปไม่มาก ถ้าฝนไม่ตก ถ้ารถไม่ติด ถ้างานตรงหน้าไม่สะดุด
เขากดหน้าจอพิมพ์ข้อความตอบข้าวฟ่าง
พ่อกำลังไป
นิ้วโป้งค้างอยู่เหนือปุ่มส่ง
เสียงโทรศัพท์โต๊ะดังขึ้น
"พี่ศรัณย์ เอกสารรถรอบเหนือยังไม่ผ่านค่ะ ถ้าไม่แก้ตอนนี้รถออกไม่ได้"
เขาหลับตาเพียงครึ่งวินาที
"ส่งมา"
เขาวางสาย
มองข้อความที่ยังไม่ได้ส่ง
แล้วลบคำว่า "กำลังไป"
เปลี่ยนเป็
พ่อขออีกสิบนาทีนะ
เขากดส่ง
ในตอนนั้นเอง
เขาไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองกำลังผิดสัญญา
เขาแค่รู้สึกว่ากำลังเลื่อนมันออกไป
เหมือนที่เคยเลื่อนมาหลายครั้ง
อีกสิบนาที
เป็คำที่ฟังสั้น
สั้นจนคนพูดมักลืมว่า
สำหรับคนรอ
มันอาจยาวมาก
หกโมงสามสิบห้า
แฟ้มสุดท้ายถูกส่งกลับ
หกโมงสี่สิบสอง
ศรัณย์คว้ากระเป๋าเอกสาร ลืมหยิบร่ม และวิ่งลงบันไดแทนลิฟต์เพราะคิดว่าจะเร็วกว่า
หกโมงห้าสิบเก้า
เขายืนติดอยู่หน้าทางม้าลายใต้ฝน
รถคันแล้วคันเล่าวิ่งผ่าน
ไฟแดงนานผิดปกติ
หน้าจอโทรศัพท์เหลือแบตเตอรี่สามเปอร์เซ็นต์
ข้อความจากข้าวฟ่างไม่มีคำตอบ
เจ็ดโมงสิบสี่
เขาไปถึงโรงเรียน
เสียงปรบมือเงียบไปแล้ว
หอประชุมเหลือเพียงครูสองคนที่กำลังเก็บสายไมโครโฟน
เก้าอี้พลาสติกถูกซ้อนเป็แถว
กระดาษโปรแกรมการแสดงตกอยู่ใต้เก้าอี้ตัวหนึ่ง
บนกระดาษนั้นมีชื่อของลูกสาวเขา
ข้าวฟ่าง
การแสดงเดี่ยวเปียโนสั้น
เพลง: บ้านหลังเล็กในวันฝนตก
ชื่อเพลงทำให้ศรัณย์หยุดนิ่ง
เขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าเพลงที่ลูกซ้อมหลายสัปดาห์ชื่ออะไร
"พ่อ"
เสียงนั้นดังมาจากข้างเวที
ข้าวฟ่างยืนอยู่ตรงนั้นในชุดการแสดงสีฟ้าอ่อน
ผมที่มัดเรียบตอนเช้าหลุดลงมาข้างแก้ม
มือข้างหนึ่งถือกระเป๋านักเรียน
อีกข้างถือสมุดโปรแกรมพับครึ่ง
เธอไม่ได้ร้องไห้
นั่นทำให้ศรัณย์เจ็บกว่าที่คิด
"ข้าวฟ่าง พ่อขอโทษ รถมัน..."
เขาหยุด
คำว่ารถติด ฝนตก งานด่วน
ทุกคำดูเล็กเกินไปเมื่อยืนอยู่ต่อหน้าเด็กคนหนึ่งที่แต่งตัวรอให้พ่อเห็นเธอบนเวที
ข้าวฟ่างยิ้ม
เป็รอยยิ้มสุภาพ
เหมือนรอยยิ้มที่เด็กใช้กับแขกผู้ใหญ่
"ไม่เป็ไรค่ะ"
ศรัณย์รู้ทันทีว่าเป็คำเดียวกับที่เขาไม่อยากได้ยิน
"เดี๋ยวพ่อพาไปกินอะไรดีไหม"
"หนูไม่หิวค่ะ"
"งั้นพรุ่งนี้พ่อพาไปซื้อหนังสือที่อยากได้"
ข้าวฟ่างก้มมองรองเท้าตัวเอง
รองเท้าสีขาวเปื้อนฝุ่นเวทีเล็กน้อย
"พ่อเห็นตอนหนูขึ้นเวทีไหม"
ไม่มีเสียงฝนในหอประชุม
ไม่มีเสียงรถ
ไม่มีเสียงโทรศัพท์
แต่ศรัณย์รู้สึกเหมือนทุกอย่างในโลกหยุดรอคำตอบของเขา
เขาตอบไม่ได้
ข้าวฟ่างพยักหน้าเบา ๆ
เหมือนคำตอบนั้นชัดอยู่แล้ว
"กลับบ้านกันไหมคะ"
เธอเก็บสมุดโปรแกรมลงกระเป๋าเร็วเกินไป
เร็วเหมือนกลัวว่าเขาจะเห็นรอยปากกาสีน้ำเงินที่วงที่นั่งแถวหลังไว้หนึ่งที่
ที่นั่งสำหรับพ่อ
คืนนั้น ศรัณย์ขับรถกลับบ้านช้ามาก
ข้าวฟ่างนั่งข้างหลัง
หน้าผากพิงกระจก
หยดฝนไหลลงบนกระจกข้างแก้มของเธอ
เขามองลูกผ่านกระจกมองหลังหลายครั้ง
แต่ทุกครั้งที่อ้าปาก
ประโยคที่ออกมาก็เป็เพียง
"พ่อขอโทษนะ"
และทุกครั้ง
ข้าวฟ่างตอบว่า
"ค่ะ"
สั้นพอให้บทสนทนาจบ
ยาวพอให้ความเงียบเริ่มต้น
คืนนั้นหลังส่งลูกเข้านอน ศรัณย์นั่งอยู่คนเดียวในห้องรับแขก
นาฬิกาข้อมือวางอยู่บนโต๊ะ
เข็มยาวชี้เลขสาม
เข็มสั้นเลยเลขสิบเอ็ดไปนิดเดียว
เขาจ้องมันเหมือนถ้าจ้องนานพอ เวลาอาจอายและเดินกลับ
เสียงติ๊ก
เสียงติ๊ก
เสียงติ๊ก
ชัดขึ้นเรื่อย ๆ
จนศรัณย์เริ่มแน่ใจว่าเสียงนั้นไม่ได้มาจากนาฬิกาข้อมือเพียงเรือนเดียว
เสียงนาฬิกาอีกหลายเรือนดังซ้อนกัน
บางเรือนเร็ว
บางเรือนช้า
บางเรือนเหมือนเดินอยู่ไกลมาก
และบางเรือนเหมือนดังอยู่ข้างหู
ศรัณย์ลุกขึ้น
ประตูห้องรับแขกยังปิดอยู่
แต่ช่องใต้ประตูกลับมีแสงสีทองหม่นลอดเข้ามา
เขาเดินไปเปิด
นอกประตูไม่ใช่โถงหน้าห้องของคอนโด
แต่เป็ถนนเปียกฝนสายหนึ่ง
ฝนหยุดค้างอยู่กลางอากาศ
หยดน้ำเล็ก ๆ ลอยนิ่งในแสงโคม
เหมือนใครบางคนกดหยุดโลกไว้ระหว่างวินาที
บนถนนนั้น มีชายคนหนึ่งยืนรออยู่
เสื้อคลุมสีเข้ม
สมุดทะเบียนเล่มหนาในมือ
แววตาสงบจนทำให้ความตื่นกลัวของศรัณย์เบาลงครึ่งหนึ่ง
"คุณศรัณย์ใช่ไหมครับ"
ศรัณย์ก้าวถอยหลัง
"ที่นี่ที่ไหน"
"นครรอยต่อครับ"
ชายคนนั้นตอบเหมือนกำลังบอกชื่อสถานีรถไฟที่คนหลงทางควรรู้
"ผมไม่ได้จะมา"
"ไม่มีใครตั้งใจมาที่นี่ในครั้งแรกครับ"
ศรัณย์หันกลับไปมองประตูหลังตัวเอง
มันยังอยู่
แต่ภายในห้องมืดลง
นาฬิกาข้อมือบนโต๊ะส่งเสียงดังชัดจากอีกฝั่งหนึ่งของประตู
"ผมต้องกลับไป"
"กลับไปคืนนี้ หรือกลับไปเมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อนครับ"
คำถามนั้นทำให้ศรัณย์หยุด
ชายตรงหน้ามองเขาอย่างไม่เร่งรัด
"คุณเป็ใคร"
"ภาคินครับ เ้าหน้าที่ต้อนรับของนครรอยต่อ"
"คุณรู้ได้ยังไงว่าผม..."
ภาคินก้มมองสมุดทะเบียน
หน้ากระดาษเปิดเองอย่างเงียบ ๆ
หมึกสีเข้มปรากฏเป็ชื่อของศรัณย์
และข้างชื่อมีรูปทรงเหมือนหน้าปัดนาฬิกาที่เข็มหายไปหนึ่งเส้น
ภาคินนิ่งอยู่ชั่วครู่
สั้นมาก
แต่ไม่สั้นพอที่ศรัณย์จะไม่สังเกต
"นครแห่งนี้ปรากฏต่อผู้ที่มาถึงเวลารอยต่อของตัวเองครับ"
"ผมแค่อยากแก้เื่เดียว"
"ครับ"
เสียงของภาคินอ่อนลง
"หลายคนก็เริ่มจากเื่เดียว"
ศรัณย์กำหมัด
"ผมขอแค่หนึ่งชั่วโมง ผมอยากกลับไปทันการแสดงของลูก แค่นั้น"
ภาคินไม่ได้ตอบทันที
เขามองถนนที่หยดฝนลอยนิ่งอยู่
"คุณอยากได้เวลาคืน"
เขาถาม
"หรืออยากให้คนที่รอคุณ ไม่ต้องรออีก"
ศรัณย์รู้สึกเหมือนถูกถามคนละเื่
"ผมอยากย้อนกลับ"
ภาคินพยักหน้า
ไม่ใช่พยักหน้าเห็นด้วย
เป็พยักหน้ารับฟัง
"ถ้าอย่างนั้น ร้านที่คุณต้องไปอยู่ถัดจากหอนาฬิกาที่ไม่มีเข็มครับ"
ถนนเบื้องหน้าค่อย ๆ เปลี่ยนไป
แผ่นป้ายร้านที่เคยเป็เงามืดเริ่มมีตัวอักษรปรากฏ
ร้านซ่อมนาฬิกาชีวิต
ตัวอักษรสีทองเก่า
ประตูไม้แคบ
หน้าต่างกระจกมีรอยฝุ่นบาง ๆ
หลังบานกระจกนั้น นาฬิกาหลายสิบเรือนแขวนอยู่บนผนัง
ไม่มีเรือนไหนเดินพร้อมกัน
ศรัณย์ได้ยินเสียงหนึ่งเหมือนเด็กหัวเราะ
อีกเสียงเหมือนคนถอนหายใจ
อีกเสียงเหมือนประตูโรงพยาบาลปิดลงเบา ๆ
เขาหันไปมองภาคิน
"ร้านนี้ขายเวลาเหรอ"
"ร้านนี้ซ่อมเวลาครับ"
"ต่างกันยังไง"
"เ้าของร้านจะอธิบายเท่าที่คุณจำเป็ต้องรู้"
ภาคินไม่เดินตามเข้าไป
"คุณไม่เข้าไปด้วยเหรอ"
"บางร้านต้องให้ผู้มาเยือนฟังราคาด้วยตัวเองครับ"
กระดิ่งหน้าประตูดังขึ้นก่อนศรัณย์แตะมือจับ
กริ๊ง
เสียงเล็กมาก
แต่ทันทีที่มันดัง นาฬิกาทุกเรือนในร้านหยุดพร้อมกัน
ชายชรานั่งอยู่หลังโต๊ะไม้
เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวหม่น เสื้อกั๊กสีน้ำตาล และแว่นกรอบบางที่เลื่อนลงต่ำบนสันจมูก
มือทั้งสองข้างมีรอยดำของน้ำมันนาฬิกา
บนโต๊ะมีเข็มนาฬิกาเล็ก ๆ วางเรียงเหมือนเครื่องมือผ่าตัด
"มาช้ากว่าที่คิด"
ชายชราพูดโดยไม่เงยหน้า
ศรัณย์สะดุ้ง
"คุณรู้ว่าผมจะมา"
"คนที่มาร้านนี้ส่วนใหญ่มักมาช้า"
ชายชรายกนาฬิกาพกเรือนหนึ่งขึ้นส่องกับแสง
"ไม่กี่นาทีบ้าง ไม่กี่ปีบ้าง"
ศรัณย์กลืนน้ำลาย
"ผม้าหนึ่งชั่วโมง"
"้าเอาไปไว้ที่ไหน"
"เมื่อเย็นนี้ หกโมงครึ่ง ผมอยากกลับไปทันการแสดงของลูก"
ชายชราวางนาฬิกาพกลง
เงยหน้ามองเขาครั้งแรก
ดวงตาของเขาไม่ได้เมตตา
แต่ก็ไม่ได้เ็า
มันเป็ดวงตาของคนที่วัดอะไรบางอย่างมานานจนไม่แปลกใจกับน้ำหนักของมันอีก
"หนึ่งชั่วโมงย้อนหลัง"
"ใช่"
"มีครับ"
คำตอบง่ายเกินไป
ง่ายจนศรัณย์เกือบโกรธ
"มีจริงเหรอ"
"มีทุกอย่างครับ ถ้าราคาถูกต้อง"
ชายชราหยิบกล่องไม้เล็ก ๆ จากลิ้นชัก
ข้างในมีทรายสีเงินจำนวนหนึ่ง
เม็ดทรายนั้นไม่ไหลลงด้านล่าง
มันลอยอยู่กลางกล่องเหมือนกำลังตัดสินใจว่าจะเป็อดีตหรืออนาคต
"ผมต้องจ่ายอะไร"
"หนึ่งชั่วโมง"
ศรัณย์ขมวดคิ้ว
"ผมขอหนึ่งชั่วโมง แล้วต้องจ่ายหนึ่งชั่วโมง?"
"เวลาไม่เสียครับ"
ชายชราพูดช้า ๆ
"มันเพียงแต่อยู่ผิดที่"
"ถ้าจะเอากลับมา"
"ก็ต้องย้ายมันจากที่อื่น"
ศรัณย์มองทรายในกล่อง
"จากที่ไหน"
"จากวันพรุ่งนี้ของคุณ"
คำว่า วันพรุ่งนี้ ทำให้ร้านเงียบลง
นาฬิกาบนผนังเรือนหนึ่งเดินต่อเพียงหนึ่งจังหวะ
ติ๊ก
"พรุ่งนี้ตอนไหน"
"ไม่ระบุ"
"หมายความว่ายังไงไม่ระบุ"
"คุณกำลังขอยืมเวลาที่ยังไม่มาถึง คุณจึงยังไม่รู้ว่ามันอยู่ตรงไหน"
ศรัณย์หัวเราะออกมาเบา ๆ
ไม่ใช่เพราะตลก
แต่เพราะใจเขาพยายามทำให้เื่นี้เล็กลง
"แค่ชั่วโมงเดียวใช่ไหม"
ชายชรามองเขานานขึ้น
"ครับ"
"หนึ่งชั่วโมง"
"ชั่วโมงเดียวเอง"
ศรัณย์พูดเหมือนพูดกับตัวเอง
เขานึกถึงข้าวฟ่างที่ยืนอยู่ข้างเวที
นึกถึงคำถามนั้น
พ่อเห็นตอนหนูขึ้นเวทีไหม
เขาตอบไม่ได้
แต่ถ้าเขาได้กลับไป
เขาจะตอบได้
เขาจะนั่งอยู่ตรงนั้น
เขาจะปรบมือ
เขาจะเห็นเธอั้แ่โน้ตแรก
"ทำเลย"
ชายชราเลื่อนใบกระดาษสีเทามาตรงหน้า
บนกระดาษไม่มีข้อความ
มีเพียงวงกลมเล็ก ๆ คล้ายหน้าปัดนาฬิกา
"เซ็นด้วยเวลาของคุณ"
"หมายความว่า?"
"วางนาฬิกาข้อมือลงครับ"
ศรัณย์ลังเล
เขาถอดนาฬิกาที่สวมมาสิบเจ็ดปีออก
สายหนังทิ้งรอยอุ่นไว้บนข้อมือ
ทันทีที่นาฬิกาวางบนกระดาษ เข็มยาวหมุนถอยหลังอย่างรวดเร็ว
หนึ่งรอบ
สองรอบ
สามรอบ
เสียงติ๊กถอยหลังดังเหมือนฝนตกกลับขึ้นฟ้า
ศรัณย์คว้าขอบโต๊ะ
ในหน้าปัดนาฬิกา มีเข็มเล็กมากเส้นหนึ่งที่เขาไม่เคยสังเกตมาก่อน
มันบางเท่าเส้นผม
และค่อย ๆ หายไป
"เสร็จแล้วครับ"
ชายชราพูด
"จำไว้นะครับ เวลาที่ได้คืน ไม่ได้ทำให้คุณเป็คนตรงเวลา"
ศรัณย์ยังไม่ทันถาม
ร้านทั้งร้านก็ดับลง
และเสียงเปียโนโน้ตแรกก็ดังขึ้น
เขานั่งอยู่ในหอประชุมโรงเรียน
แถวหลัง
ที่นั่งที่ข้าวฟ่างวงไว้
ไฟบนเวทีสว่างนุ่ม
เด็กหญิงในชุดฟ้าอ่อนเดินออกมาพร้อมสมุดโน้ตเพลงเล่มเล็ก
เธอดูประหม่า
เธอมองลงมาที่ที่นั่งผู้ปกครอง
สายตาของเธอไล่ผ่านแถวหน้า
แถวกลาง
แล้วมาหยุดที่เขา
ศรัณย์ยกมือขึ้นเล็กน้อย
ไม่กล้าโบกแรง
เพราะกลัวทำให้เธอเสียสมาธิ
ข้าวฟ่างยิ้ม
เป็รอยยิ้มจริง
ไม่ใช่รอยยิ้มสุภาพในหอประชุมว่าง
มือเล็ก ๆ ของเธอวางลงบนคีย์เปียโน
เพลง บ้านหลังเล็กในวันฝนตก เริ่มขึ้น
โน้ตแรกไม่สมบูรณ์
โน้ตที่สองชัดขึ้น
่กลางเพลงเธอกดผิดหนึ่งครั้ง
แล้วรีบแก้
ครูที่ยืนข้างเวทีพยักหน้าให้กำลังใจ
ศรัณย์นั่งดูทุกอย่าง
เขาดูมือของลูก
ดูไหล่เล็ก ๆ ที่เกร็งตอนเปลี่ยนท่อน
ดูริมฝีปากที่ขยับนับจังหวะเบา ๆ
ดูเด็กคนหนึ่งพยายามมากกว่าที่เขาเคยรู้
น้ำตาของเขาไหลลงมาโดยไม่มีเสียง
เมื่อเพลงจบ เขาปรบมือจนฝ่ามือเจ็บ
ข้าวฟ่างโค้งคำนับ
และก่อนเดินลงจากเวที
เธอมองมาทางเขาอีกครั้ง
เหมือนอยากแน่ใจว่าเขายังอยู่ตรงนั้น
เขาอยู่
คืนนั้นหลังกลับบ้าน ข้าวฟ่างเล่าเื่บนเวทีให้ฟังไม่หยุด
เธอบอกว่าตอนเห็นพ่อนั่งอยู่ แทบลืมท่อนที่สอง
เธอบอกว่าครูชมว่าเล่นดีกว่าตอนซ้อม
เธอบอกว่าอยากลองเล่นเพลงยากขึ้นในครั้งหน้า
ศรัณย์ฟังทุกคำ
เขาเก็บทุกประโยคไว้เหมือนคนเก็บเศษแก้วที่ครั้งหนึ่งเคยแตกกระจาย
ก่อนนอน ข้าวฟ่างยืนที่หน้าประตูห้อง
"พ่อ"
"ครับ"
"วันนี้หนูดีใจนะ"
ศรัณย์ยิ้ม
"พ่อก็เหมือนกัน"
เธอพยักหน้า แล้วปิดประตู
ศรัณย์ยืนอยู่ตรงนั้นนานมาก
นานพอจะเชื่อว่าเขาแก้เื่นั้นได้แล้ว
วันถัดมา
โลกไม่ได้ดูผิดปกติ
นาฬิกาปลุกดังตามเวลา
กาแฟขมเท่าเดิม
รถยังติด
เอกสารยังวางรออยู่บนโต๊ะ
ศรัณย์ตั้งใจว่าวันนี้จะกลับเร็ว
เขาพิมพ์ข้อความหาข้าวฟ่างตอนบ่ายสาม
เย็นนี้พ่อไปรับนะ
ข้าวฟ่างตอบกลับหลังจากนั้นไม่กี่นาที
ค่ะ
มีอีกข้อความตามมา
หนูมีเื่จะเล่าให้ฟัง
ศรัณย์มองข้อความนั้นแล้วยิ้ม
เขาพิมพ์กลับทันที
พ่อจะฟัง
เขาพูดประโยคนั้นออกเสียงเบา ๆ ด้วย
เหมือน้าให้ตัวเองได้ยิน
พ่อจะฟัง
ห้าโมงเย็น เขาปิดคอมพิวเตอร์
ห้าโมงสิบ เขาลุกจากโต๊ะ
ห้าโมงสิบสอง โทรศัพท์โต๊ะดัง
เอกสารรถรอบใต้มีปัญหา
ศรัณย์มองโทรศัพท์
ครั้งนี้ เขาไม่รับทันที
เขามองนาฬิกาข้อมือ
หน้าปัดดูปกติ
แต่ตรงที่เข็มเล็กเคยหายไป มีรอยขาวบาง ๆ เหมือนกระดาษถูกลบ
โทรศัพท์ยังดัง
เขากดตัดสาย
คว้ากระเป๋า
แล้วเดินออกจากออฟฟิศ
เขาเกือบทำได้แล้ว
แต่หน้าลิฟต์ มีพนักงานใหม่วิ่งมาหา
"พี่ศรัณย์ครับ ขอโทษครับ ผมส่งไฟล์ผิด ลูกค้าจะยกเลิกทั้งรอบถ้าไม่แก้เดี๋ยวนี้"
ศรัณย์หยุด
"ให้หัวหน้าคนอื่นช่วย"
"เขาประชุมอยู่ครับ ผม... ผมไม่รู้จะทำยังไง"
เด็กหนุ่มตรงหน้าเสียงสั่น
ศรัณย์เห็นตัวเองเมื่อสิบเจ็ดปีก่อน
เห็นคนที่เคยทำผิดแล้วหวังให้ใครสักคนช่วยก่อนทุกอย่างพัง
เขามองนาฬิกา
ห้าโมงสิบเจ็ด
ยังทัน
"สิบห้านาที"
เขาพูด
และนั่นคือประโยคแรกของชั่วโมงที่หายไป
หลังจากนั้น เวลาไม่ได้น่ากลัว
มันเพียงไหลเร็วอย่างเป็ธรรมชาติ
ไฟล์หนึ่งเปิดไม่ได้
อินเทอร์เน็ตสะดุด
ลูกค้าโทรซ้ำ
พนักงานใหม่พิมพ์เลขผิด
ศรัณย์แก้
แก้
และแก้
เมื่อเขารู้ตัวอีกที นาฬิกาข้อมือชี้หกโมงสิบเจ็ด
หนึ่งชั่วโมงผ่านไป
พอดี
โทรศัพท์มือถือของเขาแบตหมด
เขารีบเสียบสายชาร์จ เปิดเครื่องใหม่
มีสายที่ไม่ได้รับจากข้าวฟ่างสองสาย
ข้อความหนึ่งข้อความ
พ่อยังมาไหมคะ
ข้อความนั้นส่งเมื่อห้าโมงสามสิบเก้า
อีกข้อความหนึ่งส่งเมื่อหกโมงห้านาที
ไม่เป็ไรค่ะ
ศรัณย์วิ่งออกจากออฟฟิศ
ฝนไม่ตก
รถไม่ติดมาก
ไม่มีเหตุการณ์ใหญ่ขวางเขา
นั่นทำให้เขาเจ็บยิ่งกว่าเมื่อวาน
เพราะเขาไม่มีข้ออ้างดี ๆ เหลือเลย
เมื่อกลับถึงบ้าน ข้าวฟ่างนั่งอยู่ที่โต๊ะกินข้าว
ชุดนักเรียนยังไม่เปลี่ยน
กระเป๋าวางอยู่ข้างเก้าอี้
เธอกำลังเขี่ยข้าวในจาน
"ข้าวฟ่าง"
เธอเงยหน้า
"พ่อขอโทษ มือถือแบตหมด แล้วงาน..."
ศรัณย์หยุด
เขาเกลียดที่ประโยคของตัวเองเหมือนเมื่อวาน
ข้าวฟ่างพยักหน้า
"ค่ะ"
"เมื่อกี้หนูบอกว่ามีเื่จะเล่า"
เธอก้มลงมองจานข้าว
นิ้วบีบช้อนแน่นขึ้นนิดหนึ่ง
"ไม่มีอะไรแล้วค่ะ"
ศรัณย์รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างในอกหล่นลงพื้น
"เล่าได้นะ พ่อฟังอยู่"
ข้าวฟ่างยิ้ม
รอยยิ้มสุภาพแบบเดิมกลับมาอีกครั้ง
"หนูลืมแล้วค่ะ"
เด็กอายุสิบขวบไม่ควรต้องใช้คำว่า ลืม เพื่อปิดประตูให้ผู้ใหญ่
แต่คืนนั้น เธอใช้มันได้คล่องเกินไป
หลังอาหารเย็น ข้าวฟ่างขึ้นห้อง
ศรัณย์นั่งอยู่ที่โต๊ะคนเดียว
โทรศัพท์ถูกชาร์จจนเต็ม
นาฬิกาข้อมือเดินตามปกติ
แต่เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่า
ชั่วโมงที่เขาจ่ายไปไม่ได้หายไปเฉย ๆ
มันเป็ชั่วโมงที่ลูกสาวเกือบจะเล่าอะไรบางอย่างกับเขา
บางอย่างที่อาจเล็กมาก
เล็กเท่าเื่เพื่อนล้อ
เล็กเท่าความกลัวก่อนเข้าโรงเรียน
เล็กเท่าความอายที่เล่นโน้ตผิด
แต่สำหรับเด็กคนหนึ่ง
เื่เล็กอาจเป็ทั้งโลก
เขาลุกขึ้นไปเคาะประตูห้องลูก
"ข้าวฟ่าง พ่อเข้าไปได้ไหม"
เงียบไปครู่หนึ่ง
"หนูนอนแล้วค่ะ"
ศรัณย์วางมือลงบนประตู
"พรุ่งนี้พ่อ..."
เขาหยุด
คำว่า พรุ่งนี้ อยู่บนลิ้น
หนักกว่าที่เคย
เขาไม่พูดมันออกไป
ประตูห้องรับแขกมีแสงสีทองหม่นลอดออกมาอีกครั้ง
คราวนี้ ศรัณย์ไม่ได้ใ
เขารู้ว่าถนนสายเดิมรออยู่หลังประตู
หยดฝนยังค้างกลางอากาศ
ภาคินยืนอยู่ใต้โคม
สมุดทะเบียนอยู่ในมือ
"คุณกลับมาเร็วกว่าหลายคนครับ"
ศรัณย์หัวเราะเบา ๆ
เหนื่อยมากกว่าขำ
"บางคนกลับมาช้ากว่านี้เหรอ"
"บางคนใช้เวลาทั้งชีวิตครับ"
ศรัณย์มองไปยังร้านซ่อมนาฬิกาชีวิต
ไฟข้างในยังสว่าง
เขารู้ว่าเขาขอได้
ขออีกหนึ่งชั่วโมง
ยืมจากวันอื่น
ย้ายจากอนาคตอีก่หนึ่ง
เขาอาจกลับไปทันตอนข้าวฟ่างอยากเล่า
อาจได้ฟัง
อาจได้เป็พ่อที่ดีในชั่วโมงนั้น
แต่แล้วเขาก็นึกถึงตัวเองเมื่อวาน
คนที่คิดว่าแค่หนึ่งชั่วโมงไม่เป็ไร
คนที่เชื่อว่าอนาคตมีให้หยิบใช้เสมอ
"ผมไม่ขอแก้แล้ว"
เขาพูด
ภาคินมองเขา
"แน่ใจหรือครับ"
"ไม่แน่ใจ"
ศรัณย์ตอบตามจริง
"แต่ถ้าผมขอแก้อีก ผมคงต้องกลับมาอีกเรื่อย ๆ"
เสียงนาฬิกาหลายเรือนดังจากปลายถนน
ไม่พร้อมกัน
แต่ครั้งนี้ ศรัณย์ไม่รู้สึกว่ามันเร่งเขา
"ผมอยากกลับไป"
เขาพูดต่อ
"ไม่ใช่กลับไปเมื่อวาน"
"แต่กลับไปนั่งหน้าห้องลูกคืนนี้"
"ถ้าเธอยังไม่อยากพูด ผมจะรอ"
ภาคินเปิดสมุดทะเบียน
หน้ากระดาษของศรัณย์ปรากฏขึ้นอีกครั้ง
ชื่อของเขาอยู่ตรงกลางหน้า
ข้างใต้มีเส้นเวลาสั้น ๆ
และในเส้นนั้น มีช่องว่างสีขาวหนึ่งช่อง
ภาคินมองช่องว่างนั้นนานกว่าปกติ
ปลายนิ้วของเขาแตะขอบกระดาษ
เหมือนกลัวว่าช่องว่างนั้นจะลึกกว่าที่เห็น
ศรัณย์สังเกตเห็น
"ช่องนั้นคือชั่วโมงที่ผมเสียไปใช่ไหม"
ภาคินปิดสมุดช้า ๆ
"คือชั่วโมงที่คุณยืมมาครับ"
"ต่างกันไหม"
ภาคินเงียบ
นานพอให้เสียงฝนที่ค้างกลางอากาศเหมือนเริ่มหนักขึ้น
"บางครั้ง ต่างกันมากครับ"
เขาตอบเพียงเท่านั้น
ศรัณย์ไม่ได้ถามต่อ
บางคำตอบในนครรอยต่อดูเหมือนประตู
ถ้าเปิดเร็วเกินไป อาจเจอสิ่งที่ยังไม่ควรเห็น
ภาคินหยิบปากกา
หมึกสีเข้มซึมลงบนหน้ากระดาษ
เขาเขียนช้า ๆ
บางคนขอยืมเวลาจากวันพรุ่งนี้
เพื่อแก้เมื่อวาน
แล้วเพิ่งรู้ว่า
วันนี้เองก็เคยรอเขาอยู่
เมื่อภาคินปิดสมุดทะเบียน ถนนทั้งสายก็กลับมาได้ยินเสียงฝน
หยดน้ำที่ค้างอยู่กลางอากาศตกลงพื้นพร้อมกัน
เบา
เหมือนนาฬิกาหลายพันเรือนเริ่มเดินต่อ
ศรัณย์กลับมายืนอยู่หน้าห้องลูก
ประตูยังปิด
ไฟในห้องข้าวฟ่างดับแล้ว
เขานั่งลงบนพื้นตรงนั้น
หลังพิงผนัง
นาฬิกาข้อมือเดินตามปกติ
ติ๊ก
ติ๊ก
ติ๊ก
เขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าเสียงนาฬิกาอาจไม่ใช่เสียงเร่ง
บางครั้ง
มันเป็เสียงเตือนว่าเรายังอยู่ตรงนี้ได้
ศรัณย์นั่งอยู่หน้าห้องลูกจนเกือบเที่ยงคืน
ไม่มีประตูเปิด
ไม่มีบทสนทนายาว
ไม่มีปาฏิหาริย์
มีเพียงกระดาษโน้ตแผ่นเล็ก ๆ ที่เขาเขียนด้วยลายมือไม่สวยนัก
พ่ออยู่ตรงนี้
ถ้าหนูอยากเล่า
ไม่ต้องรีบก็ได้
เขาสอดกระดาษไว้ใต้ประตู
แล้วนั่งรอต่อ
ในเช้าวันถัดมา
กระดาษแผ่นนั้นถูกดันกลับออกมา
ด้านหลังมีลายมือของเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ
หนูยังไม่พร้อมค่ะ
แต่วันนี้พ่อมารับหนูได้ไหม
ศรัณย์อ่านข้อความนั้นหลายครั้ง
แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา
เปิดปฏิทิน
ลบประชุมเย็นทั้งหมด
ไม่มีใครในนครรอยต่อเห็นเขาทำสิ่งนั้น
ไม่มีเสียงกระดิ่ง
ไม่มีแสงโคม
ไม่มีร้านซ่อมนาฬิกาชีวิต
มีเพียงชายคนหนึ่ง
ที่เริ่มเข้าใจว่า
เวลาไม่ได้กลับมาหาเราเพราะเราเสียใจพอ
เวลาอยู่กับเรา
เฉพาะตอนที่เราเลือกอยู่กับมันจริง ๆ