ตอนที่ 143 นักสลักเอก
ท่าทีและการกระทำของนิทานทำให้เธอสะดุ้งโหยง เธอเพียงทำสีหน้าเหลอหลาก่อนพูดย้ำอีกครั้งด้วยเสียงที่ดังกว่าเดิม เป็นประโยคเดิมที่เธอไม่มั่นใจว่าเหมือนเดิมเป๊ะมั้ย
“เอ่อ.. ของสำคัญก็ต้องให้อยู่ใกล้ตัวไว้? ส่วนศัตรูก็ต้องอยู่ให้ไกล ทำไมเหรอ?” ไพลินถามอย่างมึนงง ท่าทีของนิทานตอนนี้ดูแปลกประหลาดเป็นอย่างยิ่ง เธอไม่เคยเห็นท่าทีเช่นนี้ของเขามาก่อน ท่าทีเหมือนการที่มีบางสิ่งไปสะกิดต่อมในใจจนทั้งร่างต้องแสดงอาการ
“แล้วยังไงต่อ! หมายถึงทำไมพูดแบบนั้นล่ะ!” นิทานยิ่งฟังความคิดในหัวของเขาก็ยิ่งวุ่นวาย เขารู้สึกเหมือนเดินอยู่ท่ามกลางหมอก หากปลายหมอกนั้นเขาสามารถเห็นบางสิ่งที่เลือนรางอยู่ไม่ไกล แม้จะอยู่เพียงข้างหน้าหากก็ไม่สามารถคว้ามาได้ เป็นสิ่งที่อยู่ไกลแสนไกล หากก็ใกล้เสียเหลือเกิน
ท่าทีประหลาดของนิทานในตอนแรกทำให้ทุกคนแปลกใจ เมื่อเห็นคำถามและท่าทีต่อจากนั้นของเขาอริยะแปลงเพลิงและผู้พันลาลันตาก็หันหน้ามาสบตากัน ความเข้าใจฉายชัดทางสีหน้าของสองผู้คร่ำหวอด
“ก็ศัตรูต้องคอยระวังไว้ไง นิทาน!” คราวนี้เป็นผู้พันลาลันตาที่พูดขึ้น พยายามนำทางเขาไปหาบางสิ่ง
“ไม่ใช่สิ! ระวังก็ส่วนระวังสิครับ!” นิทานส่ายหน้า
“ของสำคัญอยู่ใกล้ตัว จะได้ใกล้ชิด ดูแลได้รึเปล่า!” คราวนี้เป็นอริยะแปลงเพลิงที่พยายามพูด ไม่มีสตรีผู้เงียบขรึมอีกแล้ว เธอช่วยเหลืออย่างรีบเร่ง เสียงของเธอทั้งดังและชัดเจนเพื่อให้มั่นใจว่านิทานจะได้ยินครบทุกถ้อยคำ
“ดูแล…” นิทานพึมพำ นัยน์ตาของเขาเริ่มทอแสงลงเล็กน้อย ในห้วงความคิดของเขา หมอกเหล่านั้นเริ่มหนาขึ้น บางสิ่งนั้นที่เขาเหมือนจะคว้าได้เริ่มห่างไกลออกไป ฟากฟ้าทิศใต้ที่เริ่มปริแตกพลันเริ่มหยุดการเคลื่อนไหว
อริยะแปลงเพลิงเห็นเช่นนั้นก็ขมวดคิ้ว ผู้พันลาลันตารีบพุ่งเข้ามาตะครุบอริยะแปลงเพลิงไว้มิให้พูดต่อ อริยะแปลงเพลิงจึงหันไปทางองค์หญิงไพลินแทน
“ไพลิน ตอบเร็ว ก่อนหน้านั้นเจ้าคิดเช่นไร!” อริยะแปลงเพลิงมีท่าทีเร่งรีบยิ่งขึ้นเมื่อเห็นว่าท่าทีของนิทานเริ่มกลับมาสงบ
“อะไรของพวกท่านเนี่ย! ท่านป้า ผู้พัน!” องค์หญิงไพลินสีหน้างุนงง เธอยังตามสถานการณ์ไม่ทันแม้แต่น้อย ยิ่งท่านป้าของเธอและเพื่อนของเธอทำตัวแปลก ๆ เช่นนี้เธอยิ่งมึนงง
“ช่วงเวลาตื่นรู้ องค์หญิง นิทานเข้าใกล้ความถ่องแท้แล้ว!” ผู้พันลาลันตารีบพูดต่อ ขณะนี้คือการแข่งกับเวลาและความสงบของนิทาน พวกเธอไม่อาจพูดอะไรมากได้อีก ยามนี้อะไรก็ตามที่นิทานได้ยินสามารถชักนำความคิดของเขาได้ทั้งสิ้น สิ่งที่พวกเธอทั้งสองเข้าใจและลองพูดออกไปเกือบจะทำให้นิทานหลุดจากภวังค์อยู่แล้ว เห็นได้ชัดว่าเป็นคำตอบที่ผิด
คนเดียวที่เหลืออยู่และเป็นผู้จุดประกายความคิดแต่แรกเริ่มอย่างองค์หญิงไพลินจึงเป็นหนทางสุดท้าย หากเป็นเธอ เธออาจเข้าใจสิ่งที่นิทานต้องการจะได้ยิน
องค์หญิงไพลินเบิกตากว้าง เธอไม่ต้องการคำอธิบายอื่น เพียงได้ยินแค่นั้นปฏิกิริยาของเธอก็เปลี่ยนไปอย่างว่องไว สมองหมุนเร็วรี่ จัดระเบียบความคิดและสิ่งที่เธอพึ่งพูดออกไป
“หากไม่อยู่ใกล้ ก็มิอาจปกป้องได้ มิอาจร่วมมือได้ มิอาจคู่เคียงกันได้” เธอพูดออกมาช้า ๆ พยายามมองปฏิกิริยาของนิทานในทุก ๆ คำที่เธอพูดออกไป
ตัวของนิทานสั่นเครือ เขาจ้องเข้ามาในดวงตาของเธอ เธอราวกับเห็นพลังจิตวิญญาณในร่างของเขาเริ่มรั่วไหลออกมา องค์หญิงไพลินราวกับผุดความคิดบางอย่างได้ เธอรีบวิ่งไปอุ้มคีตาที่อยู่ไม่ไกลนิทานนักให้ไปอยู่ข้างกายเขาอย่างแนบชิด
นิทานมองคีตาในอ้อมกอดด้วยสีหน้าสั่นเครือ ประกายจิตวิญญาณวูบไหว คีตาราวกับรับรู้ได้ด้วยสัญชาตญาณ มันเอาหน้าซุกอกของนิทานอย่างใกล้ชิด เร่งเร้าความเข้าใจของเขาให้สูงขึ้นไป
“ใช่.. ถ้าอยู่ไกลตัว จะปกป้องได้ยังไง ต้องนำสิ่งสำคัญ..มาไว้ข้างกาย..” นิทานพึมพำ นัยน์ตาของเขาเริ่มมีประกายอีกครั้ง ดวงตาใสกระจ่าง ห้วงจิตสั่นไหวอย่างรุนแรงอีกครา รอยแตกร้าวเริ่มปรากฏและลามไปทั่วนภาอีกครั้ง
“เก่งมากไพลิน อีกนิดเดียว!” ตัวของอริยะแปลงเพลิงขณะนี้ถูกปกคลุมไปด้วยเพลิง เธอสะบัดมือออกเพื่อสร้างเขตแดนคุ้มครองรอบห้องป้องกันการลอบสอดส่อง
แม้นิทานจะเข้าสู่ช่วงของการตื่นรู้แล้วหากยังดูราวกับขาดอะไรไปอีกเล็กน้อย บางสิ่งที่ทำให้เขาสามารถเอื้อมคว้าสิ่งนั้นในสายหมอกหนาได้
“ศัตรูให้อยู่ห่าง อะไรล่ะ เอ่อ.. ถ้าเมื่อกี้ต้องอยู่ใกล้เพื่อปกป้อง…” องค์หญิงไพลินวิเคราะห์คำพูดก่อนหน้าของตัวเอง รวมถึงคำตอบก่อนหน้าที่เธอพึ่งกล่าวแก่นิทานไป เธอมั่นใจว่าสิ่งที่นิทานค้นหาอยู่ต้องอยู่ภายในประโยคสั้น ๆ นั้น
สิ่งนี้คือสิ่งที่ยากที่สุดของการเรียนรู้คำแห่งพลังให้ถ่องแท้ คำแห่งพลังนั้นไม่มีความหมายตายตัว หากแต่เป็นการกลั่นกรองออกมาจากตัวตนแท้จริงของผู้ถือครอง ดังนั้นคำแต่ละคำจึงมีความหมายในแบบของมันเอง และการจะให้หาความหมายของผู้อื่นนั้นย่อมยากเข็ญยิ่ง ยังไม่รวมถึงยามนี้ที่เธอต้องรีบทำความเข้าใจอย่างเร่งด่วนรวมถึงพูดชักนำให้นิทานไปถึงจุดหมาย
“งั้นต้องให้ห่าง..เพื่อ..รู้แล้ว! นิทาน ศัตรูให้ห่างกายเพื่อไม่ให้ทำอันตรายคนที่นายอยากปกป้อง คนที่นายอยากให้อยู่ข้างกาย!” องค์หญิงไพลินดีดนิ้วเป๊าะ เธอตอบนิทานเสียงดัง สองมือประคองแก้มของนิทาน ตาประสานตา พูดอย่างชัดเจนให้เขาได้ฟังโดยไม่ตกหล่น
เปรี๊ยะ
เสียงปริแตกมายาดังขึ้น และต้นตอของมันคือภายในร่างของนิทาน พลังจิตวิญญาณในร่างของเขาไหลทะลักล้นออกมามหาศาล ทั่วร่างของเขาราวกับได้รับการชำระล้าง มวลกล้ามเนื้อในร่างพัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ด้วยตาเปล่า เป็นการพัฒนาเชิงคุณภาพมิใช่เชิงปริมาณอย่างแท้จริง
ผู้พันลาลันตาเผยรอยยิ้มกว้าง นิทานในขณะนี้พลังจิตวิญญาณไหลล้นทะลักมากยิ่งกว่าคราไหน ๆ รัศมีพลังรอบกายเริ่มเกิดความเปลี่ยนแปลง ตัวตนของเขาเวลานี้ชัดมากขึ้นยิ่งกว่าเคย ราวกับสายธารแห่งโชคชะตาให้การยอมรับในตัวตนของเขามากยิ่งขึ้น
“แรงดึง ดึงทุกสิ่งที่ฉันต้องการมาไว้ข้างกาย เพื่อปกป้อง เพื่อรักษา เพื่อถนอม” เสียงของนิทานดังขึ้น คีตาที่จับจ้องอยู่เวลานี้ร่างมันสัมผัสได้ถึงแรงบางอย่างที่ฉุดร่างของมัน หากมันไม่จำเป็นต้องอาศัยพลังนั้นเลย ยามนี้มันอยู่ในอ้อมกอดของนิทานและไม่มีความคิดจะจากไปไหนอีก
“แรงผลัก สิ่งใดที่จะทำอันตราย สิ่งใดที่เต็มไปด้วยจิตมืด ความเศร้า ความเจ็บปวด ถอยออกไปให้หมด” เสียงของนิทานยิ่งพูดยิ่งดัง คราวนี้สิ่งของหลาย ๆ อย่างในห้องถูกผลักออกไปอย่างรุนแรง มีเพียง คีตา องค์หญิงไพลิน อริยะแปลงเพลิง และผู้พันลาลันตาเท่านั้นที่รู้สึกราวกับมีสายลมเย็นสบายพัดผ่านร่าง เครื่องเรือนทั้งหมดถูกผลักออกไป หากไม่มีผู้พันลาลันตาแผ่พลังรับเอาไว้ ทั้งหมดคงเสียหายไม่เหลือสภาพ
แม้จะเป็นเช่นนั้น ห้องทำงานของผู้พันลาลันตาขณะนี้ก็ตกอยู่ในสภาพเละเทะไม่มีชิ้นดี ทุกสิ่งถูกผลักออกไปชิดกับผนัง พื้นที่ตรงกลางมีเพียงคนทั้ง 4 และ 1ตัว เกิดเป็นวงกลมที่มีศูนย์กลางคือนิทาน
ภายในห้วงจิต ท้องนภาทิศใต้แตกสลายลงในที่สุด คำแห่งพลังแรงดึงดูดหลุดพ้นออกมาจากฟากฟ้า พลังสีม่วงแห่งการดูดและผลักแผ่กระจาย คำแห่งพลังแรงดึงดูดเริ่มจางหายไปจากท้องฟ้าทิศใต้ในห้วงจิต หากกลับปรากฏขึ้นอีกครั้งในความคิดของนิทาน มันคือสิ่งที่อยู่หลังหมอกหนา และคราวนี้นิทานสามารถเห็นมันได้อย่างชัดเจน
“แรงดึงดูด ฉันคือศูนย์กลาง สิ่งใดที่อยากปกป้องจงดึงมาไว้ไม่ให้ห่างกาย สิ่งใดคิดร้าย จงถอยออกไป ไร้หนทางเข้าใกล้” นิทานพูดออกมาอย่างชัดเจน ในหัวของเขา เขาคว้าจับคำแห่งพลังแรงดึงดูดสีม่วงนั้น ฝ่ามือขวาที่คว้าไว้แน่นร้อนวูบ แสงสีม่วงสาดออกมาจากฝ่ามือนั้น
ฟากฟ้าทิศใต้ที่ยามนี้ไร้ซึ่งคำแห่งพลังคราวนี้กลายสภาพไปเป็นทะเลดารา ราวกับห้วงอวกาศที่กักเก็บดารามหาศาลเอาไว้
นิทานหายใจหอบหนัก แม้เขาจะรู้สึกอ่อนล้าหากพลังจิตวิญญาณยามนี้ของเขากลับสูงล้ำยิ่งกว่าที่เคยไม่รู้เท่าใด ร่างของเขาแข็งแกร่งขึ้นอีกหลายระดับ พลัง ความเร็ว ทุกอย่างได้รับการพัฒนาในทุก ๆ ด้าน คำแห่งพลังภายในห้วงจิตของเขาหล่อเลี้ยงร่างกายของเขามากยิ่งกว่าครั้งอดีต
เขารู้สึกได้อย่างชัดเจนถึงพลังที่แผ่ออกมาจากคำแห่งพลังทั้ง 4 ของเขา พวกมันเหล่านั้นช่วยกันหล่อหลอมให้ร่างของกันแข็งแกร่งยิ่งขึ้น
มันต่างกับยามเสริมพลังที่เขารู้สึกเหมือนได้รับการห่อหุ้มร่างกายด้วยพลัง คราวนี้นี่เป็นพลังของเขาเอง เกิดมาจากตัวของเขาเอง มิใช่การหยิบยืมอีกต่อไป
เขากำและแบมือ พลังในร่างพุ่งทะยานขึ้นอย่างรู้สึกได้ชัดเจน ร่างกายของเขายามนี้รู้สึกราวกับตอนที่ได้รับการเสริมพลังอย่างมหาศาล แม้จะไม่เทียบเท่าอริยะสามวินาทีหากก็มากเพียงพอให้เขามั่นใจว่ายามนี้ตนสามารถต่อกรกับโจรสลัดหญิงผู้นั้นได้ด้วยกำลังของเขาเพียงคนเดียว ไม่จำเป็นต้องหยิบยืมจากคีตา
นี่คือข้อดีของนักสลักเอกที่มีคำแห่งพลังหลายคำ เหมือนตัวเขาเองที่แม้จะทำพิธีสลักคำเพียง 3 หากในร่างจริง ๆ แล้วมี 4คำ เมื่อเลื่อนระดับในการขีดเขียนชะตา ร่างของเขาจะได้รับการหล่อเลี้ยงมากกว่านักสลักที่มีคำแห่งพลังน้อยกว่า อย่างโจรสลัดหญิงผู้นั้นสมควรมีคำแห่งพลัง 2คำเท่านั้น และเมื่อกาลเวลาผันผ่านเธอจึงสามารถเรียนรู้คำแห่งพลัง สามเท่า และ ร่ายรำ ของเธอได้สำเร็จ
สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของเขามากที่สุดในเวลานี้คือตัวอักษรโบราณสีม่วงเข้มที่สลักอยู่กลางฝ่ามือขวาของเขา ตัวอักษรที่ไม่รู้ที่มา ไม่รู้ภาษา ตัวอักษรที่ถูกเรียกว่าภาษาแห่งพระผู้เป็นเจ้า
มันมีลักษณะราวกับอสรพิษที่เลื้อยเป็นวงกลม โดยที่ตรงกลางคืออักษรที่มีรูปลักษณ์คล้ายดวงใจ ทั้งหมดล้วนได้รับการขีดเขียนอย่างละเอียดอ่อนและยากจะเลียนแบบ เขาเคยเห็นอักษรนี้มาแล้วหากยามนี้มันกระจ่างยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ นิทานสามารถเข้าใจความหมายของมันได้ทันทีที่ได้เห็น
แรงดึงดูดศูนย์กลาง!
คำแห่งพลังที่ถูกสลักบนร่างคือหลักฐานและสัญลักษณ์แห่งก้าวต่อไปในการขีดเขียนชะตา เมื่อผ่านการเรียนรู้คำอย่างถ่องแท้ คำแห่งพลังจึงจะปรากฏในรูปลักษณ์ที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย ผู้ถือครองจะสังเกตได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในความหมาย
แรงดึงดูดถูกเพิ่มคำว่าศูนย์กลางเข้ามา หากจากภายนอกยังคงเห็นเพียงแรงดึงดูดเช่นเดิม รายละเอียดอันชัดเจนของคำแห่งพลังคือความลับส่วนตัวของนักสลักทุกคน
สติของเขาถูกดึงกลับมาด้วยลิ้นหนาใหญ่ของคีตาที่เลียแก้มของเขา เมื่อเขาตั้งสติได้ จึงได้เห็นใบหน้ากระหยิ่มยิ้มย่องของเพื่อนสนิทตน รอยยิ้มอบอุ่นภูมิใจของผู้พันลาลันตา และรอยยิ้มบางบนใบหน้าของอริยะแปลงเพลิง และห้องในตอนนี้ที่เละเทะไปเรียบร้อยแล้ว
“ยินดีต้อนรับเข้าสู่เส้นทางแห่งการขีดเขียนชะตา” ผู้พันลาลันตากล่าวยิ้ม ๆ
นิทานยิ้มกว้าง ครานี้เขามั่นใจได้ในที่สุด เขามิใช่เพียงผู้เรียนรู้อีกต่อไป เส้นทางการขีดเขียนชะตาของเขายามนี้ถูกเขาก้าวผ่านมาได้อีกช่วงหนึ่งแล้ว
นักสลักเอก!
“แรงดึงดูด อ๋อ ถึงว่าล่ะ ท่านป้า สมควรเป็นพลังนี้สินะคะที่ทำให้เหมือนนิทานจะควบคุมน้ำหนักได้ แต่นั่นสมควรเป็นพลังพื้นฐานจากคำมากกว่า” องค์หญิงไพลินตบมือแปะ
“ถูกแล้ว ดูจากคำพูดและพลังเมื่อครู่สมควรเป็นเช่นนั้น ในความเข้าใจของนิทาน แรงดึงดูดสมควรเจาะจงไปที่การดูดและผลักสิ่งสำคัญและภยันตรายโดยที่มีเขาเป็นศูนย์กลางมากกว่า” อริยะแปลงเพลิงพยักหน้า สีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความยินดี
คำแห่งพลังคือตัวตนของตนเองที่กลั่นกรองออกมาเป็นพลัง ดังนั้นจึงพูดได้อีกอย่างว่าการดูคำแห่งพลังก็ไม่ต่างอะไรกับการดูว่าคนผู้นั้นมีนิสัยเป็นเช่นไร
“ดูดของสำคัญมาใกล้ตัว ผลักอันตรายให้ถอยห่าง แหม เห็นดูมักรำคาญคนแต่ก็อยากให้สิ่งสำคัญอยู่ใกล้ ๆ เหรอ จริง ๆ แล้วเป็นคนขี้เหงานี่นา” องค์หญิงไพลินแสยะยิ้ม หัวเราะอย่างเจ้าเล่ห์
ยังไม่ทันที่นิทานจะมีท่าทีดีใจ เขายังไม่ทันแม้แต่จะตื่นเต้นกับก้าวใหม่ในการขีดเขียนชะตาของเขาด้วยซ้ำ เขาก็เริ่มถูกเธอจี้จุดอีกแล้ว
“ใช่แล้วล่ะค่ะองค์หญิง ตั้งแต่เด็กเห็นบอกอยากอยู่สงบ ๆ แต่ลูกน้องกระหม่อมก็รายงานมาบ่อย ๆ นะคะว่าเขาชอบมานั่งเล่นที่หน่วยลาดตระเวนก่อนกลับบ้าน” ผู้พันลาลันตากล่าวต่อ ท่าทีของเธอนั้นรับลูกส่งขององค์หญิงไพลินได้อย่างว่องไว
คีตาที่อยู่ในอ้อมกอดของนิทานก็ดูจะเข้าใจคำพูดนั้น มันจึงพิงร่างของมันกับเขา แม้นิทานจะชอบหากสถานการณ์ตอนนี้ยิ่งดูตอกย้ำว่าเขาเป็นคนขี้เหงาหนักขึ้นไปอีก
“นี่! พึ่งจะเลื่อนระดับมาได้นะ! ยินดีกันก่อนไม่ได้รึไง!” นิทานโวยวาย หน้าของเขาขึ้นสีแดง เรียกเสียงหัวเราะจากรอบข้างได้อีกครั้ง
“ก่อนหน้านั้นนายต้องพูดอะไรกับเราก่อนรึเปล่า หือ?” องค์หญิงไพลินมองนิทานด้วยรอยยิ้ม มือหนึ่งยื่นไปข้างหน้าให้นิทานที่ยามนี้นั่งคุกเข่ากับพื้น
นิทานเห็นท่าทีของเธอก็อดหลุดหัวเราะไม่ได้ เขาจำทุกอย่างได้ดี และรู้ด้วยว่าคนที่ตอบข้อค้างคาใจที่สุด ที่ขวางกั้นการเรียนรู้คำอย่างถ่องแท้ของเขา คือเธอคนนี้ คนที่ยืนยิ้มกวนประสาทอยู่ด้านหน้าเขา
ด้วยความประสาทไวของเธอที่สามารถวิเคราะห์สถานการณ์ นิสัย และท่าทีของนิทาน จนกลั่นกรองออกมาเป็นสิ่งที่เขาต้องการได้ยินได้ในที่สุด ส่วนนี้ต้องยกความดีความชอบให้ไหวพริบและสติปัญญาขององค์หญิงไพลิน
“ไม่ลืมอยู่แล้วน่า ขอบคุณมากนะ” นิทานกล่าวด้วยรอยยิ้ม ยื่นมือออกไปจับ แล้วเธอจึงฉุดเขาลุกขึ้นมา
“เลื่อนขั้นสักทีนะ ให้รอตั้งนาน” องค์หญิงไพลินหัวเราะอย่างเบิกบาน ผู้พันลาลันตามองรุ่นเยาว์ทั้งสองด้วยรอยยิ้ม เป็นอีกครั้งที่เธอรู้สึกขอบคุณตนเองที่เลือกให้สองคนนี้ได้พบกัน
นิทานเติมเต็มช่องว่าง และลบความคิดสบประมาทตนเองขององค์หญิงไพลิน มองเธออย่างเท่าเทียมและชื่นชมเธออย่างแท้จริง เป็นเพื่อนที่เท่าเทียม
องค์หญิงไพลินสนับสนุนและมอบความจริงใจให้แก่นิทาน ความจริงใจที่พร้อมช่วยเหลือกันและกัน รวมถึงยังสามารถจุดประกายให้นิทานได้อีกด้วย
“ขอโทษที่ปล่อยให้รอนานละกันนะ” นิทานหัวเราะตอบ อริยะแปลงเพลิงแม้จะดีใจเพียงไร หากที่มากยิ่งกว่าคือความประทับใจในศักยภาพของชายหนุ่มตรงหน้า ชายหนุ่มที่จะเป็นสหายให้แก่คนที่เธอรักที่สุดของหัวใจ
“ขอบคุณผู้พันกับอริยะแปลงเพลิงมากนะครับ” นิทานย่อมไม่ลืมทั้งสอง พวกเขาคือผู้ที่รับรู้ได้ไวที่สุดรวมถึงพยายามช่วยเหลือเป็นคนแรก ๆ หากไม่มีพวกเขานิทานอาจพลาดโอกาสครั้งนี้ไปและไม่รู้ว่าต้องรออีกนานเท่าใดจึงจะมีโอกาสเช่นนี้อีกครั้ง
อริยะแปลงเพลิงยิ้มบางเบา กลับเข้าสู่ท่าทางของสตรีผู้เย็นชาอีกครั้ง ส่วนผู้พันลาลันตาเพียงลูบหัวนิทานแผ่วเบา
“งั้นหลังจากนี้จะใช้งานให้หนักเลย ไม้เด็ดของเรา องค์หญิงที่ 4 แห่งราชวงศ์ไฟกัลป์ ไพลิน อัคนี ไฟกัลป์” องค์หญิงไพลินยื่นมือขวาขึ้นสู่ฟ้า รอคอยอีกหนึ่งฝ่ามือที่จะมากระทบกัน
นิทานเห็นดังนั้นก็หัวเราะบางเบา ยกมือขึ้นไปฟาดกับฝ่ามือนั้น ในขณะเดียวกันคีตาที่จำได้จากครั้งก่อนก็กระโดดขึ้นเอาหัวโหม่งสองฝ่ามือที่กระทบกันดังเพียะ!
“นิทาน วงจันทรา คีตา วงจันทรา พร้อมรับคำบัญชาจากองค์หญิงที่ผู้คนรักใคร่ครับ”