“ ชิ! พลาดจนได้ ข้าไม่น่าประมาทพยัคฆ์เขาเดียวเลยจริงๆ “
แอเรียสพ่นหายใจออกมาพร้อมกับบ่นเล็กน้อย เขายกแขนขึ้นมาพลางมองไปที่รอยแผลเล็กๆที่มีโลหิตไหลซึมออกมา มันเป็นเพียงรอยบาดแผลราวกับโดนแมวข่วนเท่านั้น การได้บาดแผลเพียงเท่านี้สำหรับการต่อสู้กับสัตว์อสูรระดับสูงด้วยมือเปล่าสำหรับผู้อื่นมันคงเรียกว่าเป็นการต่อสู้ที่สมบูรณ์แบบมากกว่า แต่สำหรับแอเรียสมันก็ถือเป็นข้อผิดพลาด ด้วยความที่เขาประมาทจนไม่ได้ใช้พลังอย่างเต็มที่ในการรับมือกับกรงเล็บของพยัคฆ์เขาเดียวจึงทำให้ได้รับบาดแผลเข้า เขาใช้พลังเพียงไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำในการรับมือกับพยัคฆ์เขาเดียว
สำหรับนักเวทคนอื่นอีกเก้าคนที่เข้ามายังดินแดนภูตสวรรค์การพบเจอกับพยัคฆ์เขาเดียวอาจจะนับได้ว่าเป็นฝันร้ายเลยก็ว่าได้ แต่สำหรับแอเรียสเขากลับมองเห็นมันเป็นเพียงเรื่องสนุกเท่านั้น เป็นที่รู้กันดีว่านักเวทที่เป็นเพียงระดับนักเวทฝึกหัดยากที่จะรับมือกับพยัคฆ์เขาเดียวได้ หากนักเวทระดับนักเวทฝึกหัดคนไหนโชคร้ายได้พบเจอกับมันโดยบังเอิญ คำแนะนำที่ดีที่สุดคงจะเป็นการหาที่ซ่อนตัวหรือรีบหลบหนีไปให้ไวที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้แต่นักเวทระดับผู้ใช้มนตราก็ยังเป็นการยากที่จะรับมือมันด้วยตัวคนเดียว โชคดีที่แก่นเวทในร่างของแอเรียสมันเป็นสิ่งที่แปลกประหลาดแม้เขาจะเป็นเพียงแค่ระดับผู้ใช้มนตราขั้นต้นแต่พลังของเขาก็สามารถรับมือกับระดับผู้ใช้มนตราขั้นสูงได้อย่างไม่ยากเย็น มันช่างเป็นความแข็งแกร่งและพรสวรรค์อันน่าหวาดกลัวนัก
แอเรียสเดินไปใกล้ๆร่างของพยัคฆ์เขาเดียวที่นอนแน่นิ่งไม่ไหวติงอยู่ที่พื้น รูโหว่ขนาดใหญ่ยังคงมองเห็นได้จากช่วงลำคอของมัน โลหิตสีแดงเข้มค่อยๆไหลรินออกมาจากบาดแผลของมันจนกลายเป็นแอ่งน้ำเล็กๆ มีเลือดบางส่วนที่เริ่มแข็งตัวบ้างแล้ว แอเรียสใช้มีดสั้นเล่มหนึ่งตัดไปที่เขาของมันอย่างระมัดระวัง เขาของพยัคฆ์เขาเดียวเป็นสิ่งที่มีราคาสูง เขาของมันเป็นสิ่งที่พิเศษกว่าอวัยวะส่วนอื่น มันจึงมักจะถูกนำไปใช้ในการปรุงยาสมุนไพรต่างๆรวมถึงใช้ในการตีอาวุธ เขาของมันมีคุณสมบัติในการกักเก็บพลังเวทรวมถึงเพิ่มพลังเวทนั่นจึงทำให้มันเป็นที่ต้องการของนักสร้างอาวุธจำนวนมาก แม้เขาจะมีค่ามากที่สุดแต่ส่วนอื่นเองก็มีค่าด้วยเช่นกัน หนังของมันสามารถนำไปตัดเย็บชุดต่างๆที่มีคุณสมบัติช่วยเพิ่มการป้องกันได้เป็นอย่างดี
หลังจากที่ตัดเขาของมันออกมาแล้วแอเรียสก็นำเขาของมันเก็บไว้ในแหวนมิติในทันที เขาใช้มีดผ่าไปที่ร่างของพยัคฆ์เขาเดียวก่อนจะคว้าเอาก้อนผลึกก้อนหนึ่งออกมา พลังงานหลายส่วนเอ่อล้นออกมาจากผลึกในมือของแอเรียส แก่นอสูรคือสิ่งที่แอเรียสต้องการมากที่สุดจากการสังหารสัตว์อสูร มันเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับแอเรียสในตอนนี้ แม้แก่นอสูรจะเป็นสิ่งที่มีค่าและขายได้ในราคาที่ค่อนข้างแพงแต่แอเรียสก็เลือกที่จะเก็บไว้ใช้ประโยชน์สำหรับบ่มเพาะพลังเวท
ร่างของพยัคฆ์เขาเดียวก็ยังมีอีกหลายส่วนที่ค่อนข้างมีประโยชน์และที่สำคัญไปกว่านั้นคือมันค่อนข้างมีราคา หากจะทิ้งซากของสัตว์อสูรระดับสูงเอาไว้เช่นนี้ก็นับเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย แอเรียสจึงเลือกที่จะเก็บร่างของพยัคฆ์เขาเดียวเอาไว้ในแหวนมิติ หากกลับไปยังเมืองเบอเนียร์เขาคงนำร่างของมันไปขายให้ร้านค้าสักร้านหนึ่งที่ต้องการร่างของพยัคฆ์เขาเดียว
ทันทีที่เขานึกถึงร้านค้าในเมืองเบอเนียร์ภายในหัวของเขาก็พลันปรากฏภาพของชายวัยกลางคนรูปร่างท้วมผู้หนึ่งที่มักจะมีใบหน้ายิ้มแย้มอยู่ตลอดเวลา ประกอบกับการพูดจาและบริการลูกค้าเป็นอย่างดีจนถึงขั้นประจบประแจง แต่จะว่าไปแล้วนั่นก็คงเป็นกับแค่เฉพาะลูกค้าที่มีเงินนั่นแหละที่ชายผู้นั้นจะปฏิบัติอย่างดีเยี่ยมเช่นนั้น‘ เดี๋ยวว่างๆคงต้องหาเวลาแวะไปสักหน่อย ไม่รู้ว่าตอนนี้กิจการของเจ้านั่นจะเป็นเช่นไรบ้าง บางทีเจ้านั่นก็อาจจะรับซื้อร่างของสัตว์อสูรก็ได้ล่ะมั้ง‘ แอเรียสคิดอยู่ในใจ
“ แค่เขตรอบนอกก็เจอกับสัตว์อสูรระดับสูงซะแล้ว ไม่รู้ว่าลึกเข้าไปที่ใจกลางดินแดนภูตสวรรค์จะมีสัตว์อสูรแบบไหนรอข้าอยู่บ้าง ข้าคงประมาทกับดินแดนแห่งนี้ไม่ได้แล้วสิ “
เพียงแค่ใช้เวลาไม่นานอยู่ในดินแดนแห่งนี้แอเรียสก็สัมผัสได้ถึงความอันตรายที่ซุกซ่อนอยู่ในทั่วพื้นที่ของดินแดนแห่งนี้เสียแล้ว แล้วยังมีความลึกลับอันน่าพิศวงที่ซ่อนตัวอยู่ในดินแดนแห่งนี้อีก ยิ่งสัมผัสที่เขารับรู้ได้ว่ามีสายตาที่จับจ้องมายังแผ่นหลังของเขามันยิ่งทำให้เขารู้สึกถึงความไม่น่าไว้วางใจจากดินแดนแห่งนี้เพิ่มเข้าไปอีก เขาไม่รู้ว่าสิ่งที่กำลังเฝ้ามองดูเขาอยู่นั้นคือสิ่งใดกันแน่
แอเรียสมองไปยังต้นสนที่ยืนต้นขนาดใหญ่อยู่ใกล้กับบริเวณที่เขายืนอยู่ ธรรมชาติของต้นส้นมักจะตั้งลำต้นขึ้นในแนวตรงสูงใหญ่กว่าต้นไม้อื่น เขามองไปยังต้นสนด้วยดวงตาที่กำลังนึกคิดบางอย่าง ทันใดนั้นร่างของแอเรียสก็เคลื่อนที่อย่างรวดเร็วไปยังต้นส้นตนนั้น ประสายริ้วสายฟ้าที่มองเห็นเป็นแนวยาวไปตามทางที่แอเรียสเคลื่อนที่ไป แอเรียสใช้ลำต้นและกิ่งก้านของต้นสนเป็นที่รองเท้าของเขา เพียงใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งนาทีร่างของแอเรียสก็มายืนอยู่บนยอดของต้นสนเสียแล้ว สายลมที่พัดผ่านร่างของแอเรียสมันทำให้เส้นผมของเขาปลิวสไวไปตามแรงลมเล็กน้อย ดวงตาสีฟ้าคู่นั้นจับจ้องไปยังพื้นที่ที่ห่างไกลออกไป สายตาของเขาคมกริบราวกับพญาอินทรีที่กำลังมองหาเหยื่อ
สาเหตุแอเรียสขึ้นบนมายอดของต้นสนก็เพื่อที่จะสำรวจและรวบรวมข้อมูลแผนที่ของดินแดนแห่งนี้ เขามองออกไปห่างไกลสุดลูกหูลูกตาจึงรู้ว่าดินแดนแห่งนี้ที่บริเวณรอบนอกดินแดนนั้นกลับล้อมรอบไปด้วยเหล่าปุยเมฆสีขาวที่ทำให้เขาไม่สามารถมองเห็นทัศนียภาพภายนอกดินแดนภูตสวรรค์ได้เลยแม้แต่น้อย ดูเหมือนดินแดนภูตสวรรค์นั้นตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง มันถูกตีกรอบเอาไว้ด้วยเหล่าก้อนเมฆเหล่านั้นเพื่อปกปิดดินแดนแห่งนี้จากโลกภายนอก บางทีดินแดนแห่งนี้อาจจะซ่อนอยู่ที่ไหลสักแห่งของโลกเวทมนตร์ หรือไม่บางทีมันอาจจะอยู่ไม่ห่างไกลจากเมืองเบอเนียร์ก็เป็นไปได้ ลักษณะของก้อนเมฆเหล่านั้นดูเหมือนว่ามันจะล้อมรอบดินแดนแห่งนี้เอาไว้ในลักษณะคล้ายกับวงกลมขนาดใหญ่ มันปกคลุมทั่วผืนป่าเอาไว้อย่างหนาแน่นจนไม่สามารถใช้สายตามองผ่านไปยังด้านนอกเลยแม้แต่น้อย
ในที่สุดแอเรียสเลิกให้ความสนใจกับบริเวณภายนอกดินแดน เป้าหมายของเขาไม่ใช่ดินแดนด้านนอกเพราะฉะนั้นเขาจึงไม่จำเป็นต้องไปสนใจมันมากนักเขากวาดสายตาสำรวจพื้นที่ภายในดินแดนภูตสวรรค์ต่อไป ด้วยความที่พื้นที่ส่วนใหญ่ของดินแดนภูตสวรรค์นั้นเป็นผืนป่ามันจึงเต็มไปด้วยดินแดนสีเขียวไกลสุดลูกหูลูกตา แอเรียสเองก็ไม่อาจจะทราบได้ว่าแท้จริงแล้วดินแดงแห่งนี้มีพื้นที่มากมายเท่าไหร่กันแน่
หลังจากมองสำรวจอยู่ไม่นานแอเรียสก็มองเห็นจุดที่น่าสนใจอยู่หลายจุด สันเขาที่ทอดตัวราวกับมังกรขนาดยักษ์ที่กำลังหลับใหลอยู่ท่ามกลางผืนป่า มันค่อนข้างจะเป็นพื้นที่ที่ดูสะดุดตาเป็นอย่างมาก มองออกไปห่างออกไปยังพื้นที่ที่ห่างไกลเขามองเห็นผืนป่าที่ดูแตกต่างจากบริเวณอื่น มันเต็มไปด้วยต้นไม้ที่ยืนต้นแห้งตายจำนวนมาก ไร้สัญญาณของสิ่งมีชีวิตใดๆเลยแม้แต่น้อย ด้วยความที่อยู่ห่างไกลเขาจึงไม่อาจมองถึงรายละเอียดของมันได้ชัดนัก
แต่สิ่งที่แอเรียสให้ความสนใจมากที่สุดคือบริเวณที่ห่างไกลออกไปหลายกิโลเมตร มันน่าจะเป็นจุดศูนย์กลางของดินแดนแห่งนี้ บริเวณนั้นปกคลุมไปด้วยหมอกสีขาวหนาแน่นจนไม่สามารถมองเห็นสิ่งใดได้เลยแม้แต่น้อย สิ่งที่พอจะมองเห็นก็คงมีเพียงหมอกสีขาวนั่นเท่านั้น นี่คือพื้นที่ปริศนาที่แอเรียสให้ความสนใจมากที่สุด และมันคือเป้าหมายของเขา
“ นั่นคงเป็นวงกตพฤกษามรณะที่ดยุคโคเว่นพูดถึง สถานที่ต้องห้ามอย่างนั้นรึ ข้าเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าในนั้นมันมีตัวอะไรอยู่กันแน่ทำไมพวกที่เข้าไปข้างในถึงไม่มีใครกลับออกมาเลยสักคน“
ดวงตาสีฟ้าครามคู่นั้นจ้องมองไปยังผืนป่าที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกสีขาวด้วยความห้าวหาญ มันไม่มีความสั่นไหวหรือความหวาดกลัวใดๆเล็ดรอดออกมาจากดวงตาคู่นั้นเลยแม้แต่น้อย หลักจากวันนั้นที่เขาได้พูดคุยกับลูเซียสและตกลงเรื่องกำหนดสัญญาพันธมิตร เป้าหมายของแอเรียสก็ได้ถูกกำหนดเอาไว้อย่างชัดเจนแล้ว ใจกลางดินแดนภูตสวรรค์คือเป้าหมายของแอเรียสในครั้งนี้ แม้จะมีคำเตือนจากดยุคโคเว่นแต่แอเรียสเองก็หาได้สนใจมันมากนัก สมบัติอันล้ำค่ามักไม่ใช่สิ่งที่ได้มาโดยง่ายดาย รางวัลมันมีเอาไว้สำหรับผู้ที่กล้าจะท้าทายต่ออันตรายและโชคชะตาเท่านั้น หากเขามัวแต่กลัวคำเล่าลือของป่าพฤกษามรณะเขาก็คงทำได้เพียงปล่อยโอกาสที่จะครอบครองสมบัติให้หลุดลอยไปเท่านั้น
สิ่งที่แอเรียสแสวงหามากที่สุดในตอนนี้คือพลัง พลังที่จะสามารถทำให้เขากลายเป็นนักเวทที่แข็งแกร่ง พลังที่จะสามารถปกป้องผู้ที่เขารักเอาไว้ได้ และพลังที่จะใช้สำหรับชำระหนี้ความแค้นของเขาให้ได้ เขาเองอาจจะสามารถสังหารมาเชลและดาเนสได้อย่างง่ายดาย แต่สำหรับเมอร์สันมันไม่ใช่เรื่องที่ง่ายดายถึงเพียงนั้น เขารู้ดีว่าเมอร์สันเองก็เป็นผู้ที่มีความเจ้าเล่ห์อยู่ไม่น้อย ทั้งการวางแผนต่างๆอย่างแยบยลจนไม่สามารถที่จะเหลือหลักฐานใดๆมาสาวถึงตัวมันที่เป็นผู้บงการได้ ความจริงแล้วแอเรียสคิดว่าแม้แต่ตอนที่มาเชลและดาเนสสังหารแอเรียสคนเก่านั่นก็เป็นฝีมือของเมอร์สันที่บงการอยู่เบื้องหลังเช่นกัน
ทันใดนั้นเองสายลมลูกใหญ่ก็พัดมาชนกับร่างของแอเรียสอย่างไม่ทันตั้งตัว มันมาพร้อมกับร่างของสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ที่บินมาจากฝากฟ้าด้วยความรวดเร็ว สายตาของมันจ้องมองไปทางแอเรียสด้วยความโกรธ
“ แกว๊กกกกก!! “