เหลียงซานสามารถจับศัตรูที่เหลือได้สำเร็จก็ให้เสี่ยวซานไปจัดการต่อ เมื่อเห็นว่าใกล้พลุดอกไม้ไฟแล้วจึงพาเลี่ยงหรงไปที่ที่แห่งหนึ่ง เป็มุมที่สามารถมองเห็นพลุดอกไม้ไฟได้อย่างชัดเจนคราวนี้พลุดอกไม้ไฟจัดเต็มชุดใหญ่อลังการ สร้างความตื่นเต้นให้แก่ผู้ที่มาร่วมงานในครั้งนี้เป็อย่างมาก
“ ตรงนี้ดีหรือไม่ “ เหลียงซานถามเลี่ยงหรงที่ดูพลุดอกไม้ไฟด้วยความเพลิดเพลิน เป็ภาพที่ทำเอาเหลียงซานมิอาจละสายตาที่มองไปยังเลี่ยงหรงออกไปเลย จนกระทั่งได้ยินเสียงเลี่ยงหรงพูดพร้อมยื่นหน้าเข้ามาใกล้ๆ
ตอนนี้พลุดอกไม้ไฟได้จุดจนครบหมดลงแล้วนั้นจึงทำให้เลี่ยงหรงหันมาสนใจเหลียงซานที่ยืนอยู่ข้างๆตน
“ พี่ “ เลี่ยงหรงเมื่อเห็นว่าเหลียงซานมัวแต่จ้องมาที่ตนเองอย่างไม่ระสายตาไปไหนก็เรียกให้ดึงสติกลับมา
“ พรุ่งนี้หรงเอ๋อร์จะเดินกลับเลยหรือไม่ “ นับจากวันพรุ่งนี้เหลียงซานต้องรีบไปสะสางงานให้เรียบร้อยก่อนถึงงานพระราชสมทบของฝ่าา
“ อืมสักยามซื่อขอรับ พี่มีอันใดหรือเปล่า “
“ พี่แค่มิแน่ใจว่าเ้าจะได้คุ้มครองขบวนราชทูตของแคว้นิหรือไม่ “ เพราะแคว้นจ้าวไม่ว่าอย่างไงหนิงอ๋องต้องทำทุกวิถีทางแน่ ตัวเลือกจึงเหลือเพียงแค่แคว้นิ แถมแคว้นิเป็แคว้นใหญ่มีทรัพยากรทั้งการค้า อาหาร และทหารอย่างเหมาะสม หนิงอ๋องคงจะหลีกเลี่ยงพอสมควร แต่ว่าใครจะมาก็ต้องคิดดูอีกที
“ พี่มิต้องกังวล “ ถ้าเลือกระหว่างแคว้นจ้าวกับแคว้นิ เลี่ยงหรงย่อมเลือกแคว้นิอย่างแน่นอน แต่ก็ต้องให้ความระมัดระวังให้มากที่สุดเพราะอีกฝ่ายมิใช่แคว้นที่ผู้ใครหาญกล้ามีปัญหาเอาได้
“ เช่นนั้นก็กลับกันเถิด อากาศเริ่มหนาวขึ้นเรื่อยๆแล้ว “
พอทั้งคู่กลับมาถึงจวนพอทำธุระแล้วเข้านอนกันต่อโดยทันที
แต่มีอยู่เื่หนึ่ง
“ หรงเอ๋อร์ “ เป็พี่เหลียงที่มายืนทำหน้าเศร้าอยู่หน้าเรือนของเลี่ยงหรงเพราะอยากนอนด้วย แถมนับจากนี้ก็ได้เจอหน้ากันน้อยลงเข้าไปอีก จึงใช้โอกาสนี้
“ พี่ “
“ มิได้หรือ “ ท่านอายุอานามก็มิใช่น้อยแล้วทำตัวเป็เด็กไปเสียได้ หากใครมาเห็นคงมิคิดมาว่านี่คือชินอ๋องเป็แน่
“ ก็ได้ ท่านก็อย่าซนนักเล่า “
นับว่าเหลียงซานทำตัวว่านอนสอนง่ายอยู่บางเพียงแค่นอนกอดเลี่ยงหรงเฉยๆแล้วพลอยหลับไป เลี่ยงหรงแม้จะรู้ตัวก็มิได้ขัดขืนแต่อย่างใดปล่อยให้เหลียงซานนอนกอดจนล่วงเลยไปถึงยามเช้า
เหลียงซานตื่นมาทำอาหารเช่นเดิมแต่คราวทำมามากทีเดียวเพราะคงมิได้มีเวลามาทำด้วยตนเองให้เลี่ยงหรงได้ทานอีกนาน ครั้งนี้มีหลิวหยางกับลู่เฟินมาทานด้วยเช่นกัน
พอทานก็เสร็จเรียบร้อยทั้งสามคนก็เดินมาส่งขนวบนักโทษของหลิวหยาง เมื่อเสร็จเรียบร้อยทั้งเลี่ยงหรงและลู่เฟินก็มาเก็บของเพื่อเดินทางกลับไปเมืองหลวงเช่นเดียวกันแต่รถม้ามีปัญหาจึงทำให้เดินทางล่าช้าจากที่บอกเหลียงซานเอาไว้
ลู่เฟินเห็นว่าคงอีกนานกว่าจะได้กลับก็เลยขอตัวไปเดินตลาดเพื่อซื้อของกลับไปฝากอู๋ซวนรวมถึงของตนเองด้วย เลี่ยงหรงก็มิได้ห้ามอันใดเพราะตนก็กะจะได้ร้านตำราเสียหน่อย
กว่ารถม้าจะเสร็จเรียบร้อยก็ใช้เวลาจนล่วงเลยมาถึงยามเว่ยเสียได้
“ หรงเอ๋อร์เ้าเดินทางปลอดภัยละ กุนซือลู่เฟินด้วย “ หันมายิ้มให้เลี่ยงหรงอย่างอ่อนโยนแต่หันมาพูดกับลู่เฟินด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งเมื่อโดนใครสั่งมาอย่างไงอย่างนั้น
เลี่ยงหรงมาส่งลู่เฟินที่จวนก่อนเข้าไปทักทายญาติผู้ใหญ่ที่เหลือเพียงคนเดียวของลู่เฟินเพียงเล็กน้อยก่อนจะกลับไปที่จวน
เมื่อมาถึงก็ให้พ่อบ้านจัดการเก็บของให้เรียบร้อย ในส่วนวันพรุ่งนี้เลี่ยงหรงก็ไปที่ค่ายทหารเช่นเดิม
ส่วนสถานการณ์ในตอนนี้ถือว่ามิได้มีอันใดมากนัก มีข่าวจากวงในเื่ของคุณหนูเจียงเห็นว่านางอาจจะได้แต่งเป็พระชายารองของหนิงอ๋องในงานพระราชสมทบของฝ่าาในครั้งนี้อาจมีการขอราชโองการอย่างเป็ทางการ
มิใช่มีเพียงคุณหนูเจียงเท่านั้นมียังคุณหนูเฉินอีกคน ทำเอาขั้วอำนาจฝ่ายชินอ๋องลำบากใจอยู่มิน้อย แต่ก็มิได้คณามือฮองเฮามากนัก
ส่วนทางรุ่ยอ๋องเองก็ได้คุณหนูสวีที่ถูกวางตัวให้เป็พระชายาเอกตอนนี้ก็มีการเรียนมารยาทที่มามาซึ่งฮองเฮาส่งมาดูแลอยู่ ส่วนชินอ๋องเองก็ยังไร้วี่แววแต่ก็ยังมีขุนนางหลายคนทั้งฝั่งพันธมิตรและศัตรูส่งมามากมายเพื่อหวังผลประโยชน์
แล้วเื่ตระกูลซ่งหลังจากพี่หลิวหยางพานักโทษมาสอบสวนถึงความผิดต่างๆนาๆ ทั้งเื่บัญชีการค้าขายกับชาวตะวันตก แม้ในงานสำคัญอย่างงานเทศกาลหากมิมีคนใหญ่คนโตมางานนี้ก็จัดแบบสุรุ่ยสุร่ายแล้วเอาเงินเหล่าเข้าจวนตนเอง และมีเื่การพนันอีก ทั้งเื่ของสตรีอย่างบังคับสตรีต่างๆ ทำให้เ้าเมืองและขุนนางตำแหน่งเล็กๆบางส่วนถูกปะา แต่ในส่วนของครอบครัวถูกเนรเทศมิให้กลับมาอีกตลอดกาล
เวลาล่วงเลยมาสิบวันก็มีราชโองการมาที่ค่ายทหารเื่การคุมกันคณะทูตแคว้นิที่จะเดินทางมางานพระราชสมทบในครั้งนี้ในอีกห้าวัน
เลี่ยงหรงจึงจำเป็ต้องเตรียมทหาร เสบียร ให้เรียบร้อยแล้วออกเดินทางให้อีกสองวัน เมื่อถึงเวลาเดินทางก็มุ่งหน้าไปที่ชายแดนที่เป็รอยต่อระหว่างแคว้นิ
นับว่ายังเป็ความโชคดีอยู่บางตลอดหลายวันที่ผ่านมาก่อนหน้านั้นเลี่ยงหรงได้ศึกษาเกี่ยวกับราชวงศ์ิมาบาง ราชวงศ์ิมีสนมน้อยจึงมีเหล่าองค์ชายสองคน และองค์หญิงสองพระองค์เช่นเดียวกัน องค์ชายทั้งสองประสูตจากฮองเฮา เนื่องจากกำเนิดจากฮองเฮารวมถึงความสามารถที่เป็ประจักแก่ราษฎรทำให้องค์ชายใหญ่ถูกแต่งตั้งเป็องค์รัชทายาท ในส่วนขององค์ชายรองเห็นว่าสนใจเกี่ยวกับการแพทย์จึงมิได้ยุ่งเกี่ยวกับราชสำนักมากมาย ในส่วนขององค์หญิง องค์หญิงใหญ่ ิ อันเล่อ ประสูตจากสนมเสียนเฟย องค์หญิงรอง ิ อันหลิน ประสูตจากสนมซูเฟย เห็นว่าตอนนี้ได้แต่งงานกับราชครูไปแล้ว
ชินอ๋อง น้องชายร่วมมารดาของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน ที่ความสำคัญทางการทหารเป็หลัก เป็ถึงแม่ทัพใหญ่ มีเอกลักษณ์คือชอบสวมใส่หน้ากากแต่เห็นว่ามาสมัยเป็แม่ทัพใน่แรกๆมิได้ใส่ มาใส่ใน่หลังๆประมาณยี่สิบกว่าปีได้แล้ว เห็นว่าในอดีตมีพระชายาเอกกับพระชายารอง พระชายารองถูกปะาเมื่อยี่สิบปีก่อน ส่วนพระชายาเอกเห็นว่าหายสาบสูญยังมิมีผู้ใดพบเจอ ตอนนี้ชินอ๋องน่าจะมิได้มาเท่าที่รู้เหมือนพี่เหลียงจะส่งข่าวไปแล้ว ชินอ๋องผู้นี้น่าจะมิได้มาด้วย
คงเดาได้ไม่ยากเลยว่าจะผู้ใดจะมาบางก็มิพ้นรัชทายาทกับองค์หญิงใหญ่ ก็เหลือแค่สองนี้แหละที่มีโอกาสมาในครั้งนี้ ข้อมูลได้มาค่อนน้อยเลยไม่รู้ถึงความสัมพันธ์ในฐานะพี่น้องมากว่าสนิทกันมากเพียงใด
เมื่อเห็นแคว้นิพักอยู่จึงไปแจ้งทหารที่เฝ้าอยู่ จนมีบุรุษผู้หนึ่งเดินออกมา ท่าทางดูเหมือนบัณฑิตชั้นสูง กลิ่นอายรอบตัวดูสูงส่ง มีความรู้ และคุณธรรม
“ คารวะแม่ทัพเลี่ยง ข้าน้อยเป็ราชครูเฉิน เฉิน ลี่ฉุน “ ราชครูผู้นี้คือสามีขององค์หญิงรองสินะ ไยถึงมาในครั้งนี้ด้วยมิใช่ว่าองค์หญิงรองมาด้วยหรอกนะ
“ คารวะท่านราชครู “
“ ตอนนี้รัชทายาทและองค์หญิงอันเล่อรอท่านอยู่ “ เป็อย่างที่เลี่ยงหรงคาดการณ์เอาไว้ว่าผู้ที่มาในครั้งนี้คงมิพ้นทั้งสองคนนี้
ราชครูพาเลี่ยงหรงมาที่กระโจมขนาดใหญ่อันหนึ่งซึ่งกระโจมนี้ส่วนใหญ่มักใช่พูดคุยเปรียบเสมือนเหมือนห้องรับรองประมาณนั้น
“ ถวายพระพรรัชทายาทและองค์หญิงอันเล่อพ่ะย่ะค่ะ “ รัชทายาทสวมหน้ากากปิดปังใบหน้าเอาไว้ทำให้มิได้เห็นใบหน้าแบบเต็มๆได้ ส่วนองค์หญิงนั้นมีใบหน้าที่งดงามมิน้อย กิริยาดูมั่นใจ ออกร้ายๆอยู่หน่อยๆ ใบหน้าดูหยิ่งยโส มองมาทางเลี่ยงหรงอย่างพิจารณา
ความรู้สึกแบบนี้ไม่ชอบเสียเท่าไหร่
“ เชิญนั่งก่อนเถิด “ ผู้เอยชวนเป็รัชทายาทที่นั่งอยู่ทางขวาของเลี่ยงหรง ส่วนราชครูนั่งทางด้านซ้าย ตรงกันข้ามเป็องค์หญิงอันเล่อ
“ ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ “ ส่วนใหญ่การพูดคุยเป็เกี่ยวกับการเดินทางที่เลี่ยงหรงได้วางแผนเอาไว้ หากเดินทางตามนี้จะได้มีความปลอดภัยและผิดพลาดน้อยที่สุด เพราะเลี่ยงหรงเองก็มิได้อยากเสี่ยงมากนัก หวังว่ารัชทายาทจะนิสัยสมกับตำแหน่งก็พอ ส่วนองค์หญิงดูท่าทางแล้วทำใจไว้ก่อนก็พอ
ปวดหัวจนรำคาญแน่นอน
เมื่อคุยกันเสร็จกันเรียบร้อยแล้วก็เก็บของเดินทางต่อทันที ตลอดการเดินทางมีการหยุดพักมากขึ้น เพราะองค์หญิงป่วยอะไรนักหนาก็มิรู้ นั่นทำให้หมอจางเหนื่อยมิน้อยตลอดการเดินทางหลายวันที่ผ่านมา
ถึงจะมิพอใจแต่ก็ทำอันใดมากมิได้
“ เ้า “ องค์หญิงที่ตอนนี้นั่งพักอยู่ใกล้ต้นไม้ ส่วนมือนั่นกุมที่ท้องลูบไปมาอยู่หลายครั้งและข้างๆก็บ่าวรับใช้สองคนอยู่ด้วยคอยพัดให้อยู่
“ องค์หญิงอันเล่อมีอันใดหรือพ่ะย่ะค่ะ “ ถึงจะรำคาญแต่การที่เลี่ยงหรงปฏิเสธไปก็มิใช่เื่ที่ดีนัก
“ เ้ามีฮูหยินหรืออนุหรือยัง “
“ กระหม่อมมิมีพ่ะย่ะค่ะ “ เหมือนองค์หญิงอันเล่อกำลังจะพูดอันใดสักอย่างแต่รัชทายาทกลับเดินเข้ามาเสียก่อน เลี่ยงหรงััได้ถึงแรงกดดันจากรัชทายาทเพียงเล็กน้อยแต่แรงกดดันมิได้มาที่เลี่ยงหรงแต่ส่งไปที่องค์หญิงอันเล่อเสียซะมากกว่า
“ อย่าวุ่นวาย “ เสียงทรงอำนาจดุจดั่งัผู้ยิ่งใหญ่ของรัชทายาททำเอาเลี่ยงหรงคิดว่าคงมีฝีมือพอๆกับพี่เหลียงเลย หากสู้กันขึ้นมารู้เลยว่าโอกาสที่จะชนะนั่นช่างเพียงน้อยนิด
สมกับเป็แคว้นิ เป็มิตรดีกว่าเป็ศัตรูไหนๆ
ยิ่งคนผู้นี้ในอนาคตคือฮ่องเต้
“ แม่ทัพเลี่ยงเปิ่นไท่จื่อมีเื่อยากจะสนทนาด้วย หวังว่าเ้าจะว่างมา “ ถามมาแบบนี้ปฏิเสธได้อยู่หรอก มีแต่ต้องไปเท่านั้นแหละ
“ กระหม่อมว่างพ่ะย่ะค่ะ “
“ ดี ดูแลนางให้ดีๆอย่าให้เกิดเื่น่ารำคาญขึ้นอีก “ เลี่ยงหรงมิรู้หรอกนะว่าหลายวันที่ผ่านมารัชทายาทไปทำอันใดมาถึงมิได้จัดการองค์หญิงอันเล่อแบบนี้ั้แ่แรก เป็พี่น้องที่มิได้สนิทกันอย่างที่คิดเอาไว้ แล้วดูถ้าก็มิได้ว่าเพื่อมาเชื่อมสัมพันธไมตรีด้วยคงแค่มาร่วมงานตามมารยาทเฉยๆเสียซะมากกว่า
“ หลายวันที่ผ่านมาแม่ทัพเลี่ยงคงลำบากมิน้อย “
“ กระหม่อมมิกล้า “
“ ช่างเถิดๆ นางก็นิสัยเป็เช่นนี้แล “
“…”
“ ที่ข้าสนใจนั่นคือหยกของเ้าเสียมากกว่าไปได้มาจากที่ไหนหรือ “ หยกหรือ นึกว่าจะถามเอาข้อมูลการเมืองหรือไม่ก็ข้อมูลทางการทหารเสียอีก
“ เป็มารดาของกระหม่อมที่เสียไปเป็ผู้มอบให้ จึงมักจะพกติดตัวไปด้วยตลอดเวลาพ่ะย่ะค่ะ “
“ หืม ข้าถามอะไรสักหน่อยได้หรือไม่เกี่ยวกับใบหน้าของเ้า “ ใบหน้าของข้าหรือ รัชทายาทผู้นี้ถามแต่เื่ของข้าเป็ซะส่วนใหญ่ ข้าคงมิได้ไปเหมือนผู้ใดเข้าหรอกมั้ง
“ พ่ะย่ะค่ะ “
“ บิดาของเ้าหน้าตาเหมือนเ้าหรือไม่ “ เลี่ยงหรงขมวดคิ้ว
“ กระหม่อมมิเคยเห็นหน้าบิดาพ่ะย่ะค่ะ “ รัชทายาทชะงักไปเพียงเล็กน้อยแต่เนื่องจากสวมหน้ากากอยู่เลี่ยงหรงจึงมิได้ทันสังเกตเห็น
“ เปิ่นไท่จื่อต้องขออภัยด้วย แต่น่าเสียดายนัก “ เลี่ยงหรงมิเข้าใจรัชทายาทผู้นี้มากนักแต่ก็มิคิดที่จะถามออกไป สุดท้ายรัชทายาทก็มาถามเื่ทั่วไปมาบางและบางคำถามก็ดูกวนๆอยู่มิน้อย
เมื่อเลี่ยงหรงเห็นว่าใกล้ได้เวลาควรออกเดินทางได้แล้ว มิเช่นนั้นจะไปถึงล่าช้ากว่าที่ได้วางแผนเอาไว้ รัชทายาทเองก็มิได้คัดค้านแต่อย่างใด เลี่ยงหรงจึงรอตัวออกมาสั่งให้เหล่าทหารเตรียมตัวตรวจทานอะไรให้เรียบร้อยก็ออกเดินทางต่อทันที
การเดินทางราบรื่นอยู่บางเพราะองค์หญิงอันเล่อมิได้มาทำเื่วุ่นวายเท่าวันแรกๆ แต่มาวอแวเลี่ยงหรงแทนจนอย่างเช่นจะเอาอาหารมาให้เลี่ยงหรงเอง จะช่วยปรนนิบัติ ทำตัวราวกับว่านางเป็ภรรยากับตนอย่างไงอย่างนั้น
และสุดท้ายก็จบด้วยการโดยรัชทายาทตำหนิอย่างรุนแรงชนิดที่ว่าองค์หญิงอันเล่อเอาแต่นอนร้องไห้สามวันสามคืนก็เลยทีเดียว จนรัชทายาทพูดข่มขู่เอาไว้ว่าหากเื่นี้ถึงหูเสด็จพ่ออย่างไรตำแหน่งของนางและมารดาของนางก็มิได้อยู่เป็สุขแน่นอน
แน่นอนว่าเลี่ยงหรงเองก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วยเลยรู้
ใช้เวลากว่าครึ่งเดือนก็เกือบจะถึงเมืองหลวงแล้วเพราะเริ่มเห็นกำแพงใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ พอเห็นว่าตอนนี้ก็เริ่มมืดลงแล้วจึงพักผ่อนเพื่อเดินทางให้ถึงเมืองหลวงภายในวันพรุ่งนี้ เลี่ยงหรงจึงส่งจดหมายไปที่เมืองหลวงว่าวันพรุ่งนี้คณะทูตแคว้นิจะมาถึงแล้ว
“ อู๋ซวนข้าเห็นเ้าปวดหัวมาหลายแล้วไปให้หมอจางตรวจสักหน่อยเถิด “
“ ข้ามิได้เป็อันใดหรอก คงเพราะพักผ่อนน้อย “ ลู่เฟินบอกว่า่หลังๆมานี้อู๋ซวนมีอาการแบบนี้บ่อยมาก เลี่ยงหรงคิดว่าควรให้อยู่ที่ค่ายน่าจะเหมาะมากกว่าแต่เ้าตัวก็ดื้อดึงรวมถึงให้หมอจางตรวจดูแล้วก็มิเป็อันใด
“ ข้าให้หมอจางตรวจดูแล้ว ก็อาการเดิมๆ “
“ อู๋ซวนมิใช่ว่าความทรงจำของเ้าเริ่มกลับมาแล้วหรือเปล่า “ เพราะอาการแบบนี้มิได้เป็บ่อยนัก
“ ข้ามิเห็นรู้เื่อันใดเลย “ หึ มิใช่รู้แต่มิบอกหรอกรึ
“ เ้าเคยบอกข้าว่าจะไปตามหาคนผู้หนึ่ง “ ซึ่งรายละเอียดที่ว่านั้นอู๋ซวนก็ยังมิรู้อันใดมากนัก แต่มันเป็คำพูดที่มักจะคอยวนเวียนให้ยินอยู่เสมอๆ
“ ถ้าเป็เช่นนั้นจริงคงต้องเป็วาสนาของข้าแล้ว “ ความทรงจำของอู๋ซวนมิได้กลับมาเลยแม้แต่น้อย ทั้งที่ก็ผ่านมาตั้งหลายปี เลี่ยงหรงเคยถามหมอจางมาแล้วสุดท้ายก็ได้ขอสรุปมาคือตัวอู๋ซวนเองนั่นแหละ หรือไม่ก็หายาแก้พิษและสมุนไพรอยู่ชนิดหนึ่งเมื่อนำมาผสมกันอย่างลงตัวจะทำให้ทรงจำนั่นกลับมา ที่กล่าวมานี้เป็สิ่งที่ทำได้ยากมาก ผู้ที่คิดค้นมันขึ้นมาก็หมอหมื่นพิษที่มีชื่อเสียงเกี่ยวกับพิษต่างๆ ตามหาตัวก็ว่ายากแล้ว ยิ่งให้มารักษายากยิ่งกว่า
“ เ้าก็พักผ่อนเถิด “ เมื่อกล่าวจบเลี่ยงหรงก็ไปที่กระโจมของตนเช่นเดียวกัน
แต่ทันใดนั้นเอง
“ ไม่ทราบว่ารัชทายาทมาหากระหม่อมดึกดื่นเช่นนี้ “ มิทันทีเลี่ยงหรงพูดจบ รัชทายาทก็เดินเข้าไปในกระโจมของเลี่ยงหรงทันทีอย่างไรเสียพวกทหารที่เฝ้าเอาไว้ก็มิกล้าขัดรัชทายาทผู้นี้เป็แน่ จึงปล่อยผ่านเข้ามาง่ายๆเช่นนี้
“ มาคุยกันข้างในดีกว่า “ เลี่ยงหรงทำตามอย่างว่าง่าย
รัชทายาทในยามนี้มีรอยยิ้มที่มุมปากอยู่่หนึ่งก่อนจะหายไปแต่เลี่ยงหรงก็เห็นอยู่ดี แล้วจึงเดินเข้ามานั่งตรงกันข้าม
“ แม่ทัพเลี่ยงเ้าคิดว่าใบหน้า “ ระหว่างที่พูดอยู่นั้นรัชทายาทก็ค่อยๆถอดหน้ากากที่สวมอยู่ออกอย่างช้าๆ “ เป็เช่นไรบาง “ ไร้หน้ากากปิดปังใบหน้าทำให้เห็นใบหน้าของรัชทายาทได้อย่างชัดเจน ยิ่งมองใบหน้านี้มากเท่าใด เลี่ยงหรงก็มีแต่คำถามมากมายเต็มไปหมด
“ มีคนที่เปิ่นไท่จื่ออยากให้เ้าได้เจอ หวังว่าหากถึงเวลานั่นเ้าจะได้คำตอบ “