บริเวณหน้าประตูขนาดใหญ่ที่มีป้ายเขียนเอาไว้ว่า 'เบิกฟ้า'บัดนี้ได้มีร่างเงาของชายหนุ่มปรากฏขึ้นมาพร้อมด้วยไอปราณระดับบรรพชนขั้นที่หนึ่งหนาแน่นและหนาวเย็นจนยามเฝ้าประตูระดับกษัตริย์ถึงกับสั่นสะท้าน เมื่อมองไปยังต้นกำเนิดของพลังและเห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งอยู่เบื้องหน้าก็พากันพุ่งทะยานไปหาอย่างไม่หวั่นเกรงใดๆ
"ท่านผู้อาวุโสได้โปรดระบุนามของท่านก่อนที่จะเข้าไปยังนิกายเบิกฟ้า"ชายหนุ่มผู้เฝ้าประตูกล่าว ประตูมิติที่เชื่อมต่อกับดินแดนระดับกลางแห่งนี้ตั้งอยู่ในบริเวณด้านหลังของนิกายเบิกฟ้าและได้รับการคุ้มครองอย่างดีโดยนิกาย
"ลั่วอู่หลิน"ชายหนุ่มเอ่ยนามของตนเองออกไป เมื่อทหารยามได้ยินเช่นนั้นก็ถึงกับสูดลมหายใจเขาเฮือกใหญ่และติดต่อไปทางนิกายในทันที แซ่ลั่วในนิกายและในเมืองเบิกฟ้าแห่งนี้มีเพียงตระกูลเดียวนั่นคือตระกูลผู้นำนิกายในปัจจุบันนี้เท่านั้นที่ใช้ แล้วจะไม่ให้ตื่นตระหนกได้อย่างไรในเมื่อเด็กหนุ่มเบื้องหน้ากล่าวอ้างชื่อแซ่นี้ออกมา
เมื่อแจ้งไปทางนิกายต่อมาไม่นานชายชราอาภรณ์เขียวอ่อนหนึ่งคนก็พุ่งทะยานออกมาก่อนที่จะหยุดลงตรงหน้าของลั่วอู่หลินและเพ่งมองอยู่ครู่ใหญ่ ภาพเงาของหญิงสาวคนหนึ่งทับซ้อนกับร่างของลั่วอู่หลินในทันใด ชายชราที่เห็นเช่นนั้นดวงตาก็พลันเบิกกว้างอย่างช่วยไม่ได้ และคุกเข่าให้กับลั่วอู่หลินในทันที
"นายน้อยๆๆ"เขาเรียกขานพึมพำอยู่เช่นนั้นสามสี่ครั้ง ชายหนุ่มเมื่อเห็นก็อดไม่ได้ที่จะเข้าไปประคองอีกฝ่ายขึ้นมา
"ผู้อาวุโสลุกขึ้นเถิด อย่าทำเช่นนี้เลย ข้ายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าท่านเป็นใคร"
"นายน้อย ข้าคือพ่อบ้านของตระกูลลั่วขอรับ ข้าเคยดูแลท่านแม่ของท่านในยามที่อยู่ในนิกาย"ชายชรายังคงคุกเข่าก่อนจะกล่าวออกไป ด้วยหน้าตาแบบนี้ทั้งยังใช้แซ่ลั่วจะเป็นใครไปได้อีก ยิ่งเมื่อหลายสิบปีก่อนลั่วไห่เฟิงอุ้มเด็กทารกดวงเนตรสีทับทิมบุกขึ้นมาโวยวายท่านพ่อตัวเองถึงที่ในเรื่องที่ทำลูกสาวของเขาหายไป มันยิ่งทำให้ชายชรามั่นใจว่าลั่วอู่หลินต้องเป็นบุตรชายของคุณหนูของตนอย่างแน่นอน
"ท่านแม่หรือ หากเป็นเช่นนั้นท่านก็ย่อมต้องรีบลุกขึ้น!!"ลั่วอู่หลินแม้จิตใจสั่นสะท้าน แต่ก็พยุงอีกฝ่ายให้ลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว และเพ่งมองชายชราด้วยแววตาละคนสงสัย
"ระ เราไปกันเถอะขอรับนายท่านกำลังรอท่านอยู่"ชายชรากล่าว ลั่วอู่หลินพยักหน้าจากนั้นชายชราจึงพาเขาพุ่งทะยานเข้าไป ด้วยระดับของลั่วอู่หลินในเวลานี้ย่อมไม่มีใครกังขา กลับกันพวกเขายิ่งเห็นจะยิ่งตกตะลึงเสียมากกว่าที่ชายหนุ่มอายุสิบแปดปีถึงกับได้ถือครองพลังระดับบรรพชน
ลั่วอู่หลินยิ่งกวาดสายตามองไปยังด้านล่างสายตาก็ยิ่งฉายแววตกตะลึงอย่างไม่หยุดยั้ง ด้านในนิกายดูงดงามและยิ่งใหญ่ สถานที่ตั้งของมันนั้นดูน่าอัศจรรย์มากเหลือคณานับ สิ่งที่ลั่วอู่หลินสะดุดตาที่สุดคงไม่วายหอคอยขนาดใหญ่สี่หอคอยที่ตั้งอยู่บนขุนเขาของใครของมัน อีกทั้งขุนเขาทั้งสี่ลูกนั้นก็พลันโอบล้อมอีกหนึ่งขุนเขาที่เป็นที่ตั้งของคฤหาสน์ใหญ่มหึมาที่มีทัศนียภาพที่งดงามเอาไว้ราวกับเป็นผู้พิทักษ์เลยทีเดียว
"เรื่องหอคอยทั้งสี่นายน้อยคงรู้มาบ้างแล้ว ชายชราคนนี้จะขอแนะนำพื้นที่คร่าวๆให้ก็แล้วกันนะขอรับ เมืองที่อยู่ด้านล่างขุนเขานี้คือเมืองเบิกฟ้าขอรับ เป็นเมืองที่เกิดจากผู้คนอยากจะให้พวกเราคุ้มครองรวมตัวกันและตั้งรกรากมาตั้งแต่ในอดีตนานมา"
"นอกจากหอคอยทั้งสี่แล้ว ที่พวกเราจะไปกันคือขุนเขาใจกลางซึ่งเป็นที่ตั้งของคฤหาสน์ของผู้นำนิกายเบิกฟ้า หรือกล่าวง่ายๆก็เป็นที่อยู่ของท่านปู่ทวดของนายน้อยเอง"ชายชราพาลั่วอู่หลินบินมาที่ตั้งของคฤหาสน์อย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะหยุดลงด้านหน้าของคฤหาสน์ใหญ่
"นายท่านรออยู่ด้านในแล้วขอรับ ข้าเองก็มีภารกิจที่ต้องไปทำต่อเช่นกัน ข้าขอตัวก่อน"
"เดี๋ยว! ผู้อาวุโส!!!"ในขณะที่ชายชรากำลังจะทะยานร่างไปยังหอคอยสายลม ลั่วอู่หลินก็พลันนึกอะไรขึ้นมาได้จึงตะโกนเรียกออกไปจนทำให้ชายชราหยุดชะงัก
"ท่านช่วยแจ้งข่าวให้คนในหอคอยหิมะได้หรือไม่ว่าข้ามาถึงที่นี่แล้ว นามของนางคือไป่หนี่"ลั่วอุ่หลินกล่าวขอความช่วยเหลือทันที เพราะจะให้เขาเข้าไปยังหอคอยหิมะก็คงไม่เหมาะเท่าไรนัก
"โอ้ เป็นหนูน้อยไป่หนี่นี่เอง ได้ขอรับ ข้าจะแจ้งข่าวให้นางทราบเดี๋ยวนี้ขอรับ"ชายชรากล่าวเขาหันตัวไปทางหอคอยหิมะในทันที คำขอนี้เป็นคำขอแรกของนายน้อยชายชราจึงอยากจะทำให้มันรวดเร็วที่สุด
"ท่านทวดงั้นหรือ จะเป็นคนแบบไหนกันนะ"ชายหนุ่มบ่นพึมพำ เมื่อก้าวเดินเข้าไปยังคฤหาสน์บรรยากาศด้านในช่างเงียบสงบยิ่งนัก ไม่มีแม้แต่คนใช้สักคนเดินเพ่นพ่าน ชายหนุ่มเดินมาถึงจุดที่เป็นใจกลาง เบื้องหน้าคือสวนดอกไม้ขนาดใหญ่และมีลำธารเล็กๆไหลรินดูร่มรื่นสบายหูสบายตายิ่ง
ในขณะที่ชายหนุ่มกำลังเพลิดเพลินอยู่กับการสายตาของเขาก็ไปสะดุดอยู่กับชายหญิงสองคนที่ดูดหล่อเหล่าและงดงามแต่ก็ดูภูมิฐานในแบบของผู้ใหญ่
แม้พวกเขาทั้งสองจะไม่ได้ปลดปล่อยพลังอะไร แต่ไม่รู้ทำไมชายหนุ่มราวกับถูกสะกดอยู่ในในภวังค์ สายตาของทั้งสองคนที่มองมายังเขานั้นทำให้รู้สึกกดดันจนร่างกายต้องถอยหล่นไปเองโดยที่เขาไม่ได้สั่งการ
ผ่านไปพักใหญ่ลั่วอู่หลินมิอาจจะทานทนแรงกดดันจากสายตาทั้งสองได้อีกต่อไป พลังของเขาระเบิดขึ้นมาพร้อมด้วยวงแหวนเซียนเทียนสีขาวหนึ่งวง ทั่วทั้งบริเวณที่เขายืนอยู่กลายเป็นน้ำแข็งโดยฉับพลัน แต่เพียงแค่เขากระพริบตาเท่านั้นชายหนุ่มก็สัมผัสได้ถึงอ้อมกอดที่อ่อนโยนและกลิ่นบุปผาที่หอมกรุ่น
"อ๊า คิดว่าเจ้าลูกคนนั้นจะไม่ให้เราได้พบเจ้าอีกแล้วเหลนของข้า"เสียงอันไพเราะดังขึ้น ลั่วอู่หลินถึงกับนิ่งอึ้งและงุนงงไปพักใหญ่ ตอนนี้เขาถูกหญิงสาวคนเมื่อครู่โอบกอดเอาไว้ อีกทั้งยังแน่นมากจนแทบหายใจไม่ออกเลยทีเดียว
"เอ่อ....คือว่าข้าหายใจไม่ออกขอรับ แล้วตอนนี้ข้าก็มึนงงเอาเสียมากๆเลยทีเดียว"ชายหนุ่มกล่าวพลันยกยิ้มเจื่อน หญิงงามที่ได้ยินเช่นนั้นก็คลายกอดของนางออกและยกยิ้มให้ ก่อนที่ชายหนุ่มอีกคนจะลอยมายืนอยู่ข้างๆ
"ข้ามีนามว่าลั่วเฉินเป็นประมุขของนิกายเบิกฟ้าแห่งนี้และยังเป็นตาทวดของเจ้า ส่วนนางมีนามว่าลั่วเหม่ยเป็นยายทวดของเจ้าเช่นเดียวกัน"ลั่วเฉินเป็นคนกล่าว น้ำเสียงของเขาทั้งสุขุมและมีความอบอุ่นอยู่ด้านในนั้น
เห็นได้ชัดเลยว่าเมื่อเห็นลั่วอู่หลินพวกเขาจดจำได้ในทันที เพราะดวงตาสีแดงทับทิมนี้ตราตรึงใจพวกเขาตั้งแต่ที่ลั่วอู่หลินเป็นทารกและถูกลั่วไห่เฟิงอุ้มมาด้วย ในตอนนั้นพวกเขาอยากจะรับเลี้ยงทารกน้อยเอาไว้ที่นิกาย แต่ลูกชายของเขาอย่างลั่วไห่เฟิงไม่ยอมและพากลับไปยังดินแดนเบื้องล่างและไม่พามาให้พวกเขาเห็นหน้าอีกเลย
"คาราวะท่านทวดทั้งสองขอรับ"ชายหนุ่มถอยหลังหนึ่งก้าวและผสานมือคาราวะ ทั้งสองเมื่อเห็นเช่นนั้นต่างก็พยักหน้าอย่างดีใจและโล่งใจในเวลาเดียวกัน ดีใจที่ในที่สุดเขาก็พบกับเหลนชายที่เป็นลูกของหลานสาวตัวเองที่หายไป และโล่งใจที่ลั่วอู่หลินไม่ตำหนิพวกตนที่ทำให้แม่ของเขาหายไปอย่างไร้ร่องรอย
"เด็กดีๆ มาเถอะ ท่านยายทวดของเจ้าจะพาเจ้าไปชมนิกาย"ลั่วเหม่ยกล่าวอย่างกระตือรือร้น ก่อนจะดึงมือลั่วอู่หลินและพาเดินไป การแสดงออกเช่นนี้ทำให้ลั่วเฉินอดไม่ได้ที่จะส่ายหัวไปมาอย่างหน่ายใจ ให้ตายเถอะหากเป็นเรื่องของลูกหลานภรรยาคนนี้มักจกระตือรือล้นเสมอ ถ้าไม่ใช่เพราะเขาห้ามเอาไว้ในบางเวลามีหวังลูกหลานได้เคยตัวกันหมดเป็นแน่แท้
'คิดไม่ถึงว่าข้าจะมีเหลนที่พรสวรรค์เกินมนุษย์ขนาดนี้ ซินน้อยเอ่ยเจ้าคิดอะไรอยู่กันนะถึงได้ทิ้งเขาไว้ที่นี่แล้วจากไป'ลั่วเฉินกล่าวในใจ เนื่องจากไม่รู้ถึงเหตุผลของหลานสาวดังนั้นเขาจึงได้แต่ตั้งคำถามแบบนี้ออกมา
เมื่อลั่วเหม่ยพาลั่วอู่หลินสำรวจจนทั่วคฤหาสน์ นางก็พาลั่วอู่หลินออกมายังด้านนอกในทันทีหมายจะพาไปเที่ยวชมสถานที่สวยงามมากมาย แต่ทว่าเมื่อก้าวออกจากประตูคฤหาสน์ไป ลั่วอู่หลินก็พลันพุ่งออกไปก่อนลั่วเหม่ยเสียอีกเพราะจิตสัมผัสของเขาสัมผัสได้ถึงอีกหนึ่งชีวิตที่อยู่ด้านหน้าของประตู
"ฟุ๊บ!"
"แม่หญิงท่านนี้ ไม่ทราบว่ารอนานหรือไม่"ลั่วอู่หลินหายตัวไปอยู่ด้านหลังของหญิงสาวนางหนึ่งและโอบกอดเอาไว้ นั่นไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจาก ไป่หนี่ ที่ได้รับข่าวจากพ่อบ้านตระกูลลั่วแล้วพุ่งมาหาชายหนุ่มของนางในทันที แต่ด้วยที่นางไม่ได้มีธุระอะไรสำคัญจึงเลือกยืนรออยู่ที่ด้านหน้าคฤหาสน์รอผู้เป็นสามีของตน
"นับว่าทำเวลาได้ดีเลยทีเดียว"นางยกยิ้มพร้อมหันไปโอบกอดลั่วอู่หลินกลับ ภาพคู่รักที่แสนอบอุ่นเช่นนี้ทำให้ลั่วเหม่ยที่พึ่งออกมาถึงกับป้องปากตาโตด้วยความตกใจ
"หุหุ เหลนคนนี้ช่างร้ายกาจเสียจริง มานิกายวันเดียวก็ได้คนรักเสียแล้ว ทั้งยังเป็นผู้อาวุโสของศิษย์สายนอกหอคอยหิมะ ไป่หนี่ ที่ได้ชื่อว่าโฉมสะคราญงดงามที่สุดในหอคอยทั้งสี่เสียด้วย"ลั่วเหม่ยกล่าวด้วยท่าทีสนุกสนาน ในนิกายแห่งนี้คนที่อยู่ระดับบรรพชนจะถูกเลื่อนขั้นเป็นผู้อาวุโสศิษย์สายนอกในทันทีจากหอคอยของตนเอง
ส่วนผู้อาวุโสศิษย์สายในตบะจะต้องอยู่ในช่วงท้ายของระดับบรรพชนไปจนถึงระดับวีรชนหนึ่งดาว ด้านวีรชนสองดาวนั้นจะถือได้ว่าเป็นผู้อาวุโสขั้นสูง วีรชนสามดาวหายากมากซึ่งตอนนี้มีเพียงเจ้าหอเท่านั้น
ส่วนลั่วเฉินที่เป็นผู้นำนิกายตอนนี้เขาอยู่ในระดับวีรชนแปดดาวซึ่งมากที่สุดในที่นี่ และนี่คือเหตุผลว่าไม่มีใครที่จะกล้าท้าทายอำนาจเขาโดยตรงแม้แต่คนเดียว