หนิงเฟยหลงไม่รอช้ารีบเข้ามารับคะแนนทันทีผู้อาวุโสคนเดิมเป็นผู้ตรวจสอบและมอบคะแนนคราวนี้มันไม่มีข้อกังขาแต่อย่างใดกับชายหนุ่มชื่อเสียงของชายหนุ่มโด่งดังเกินกว่าจะแกล้งทำเป็นไม่รู้กลับกันยามนี้มันรู้สึกหวาดกลัวในตัวชายหนุ่มลึก ๆ
นอกจากการรบเป็นที่ประจักษ์แล้วยังมีข่าวลืออกมาอีกว่าชายหนุ่มได้ก้าวเข้าสู่แก่นแท้พลังขั้นปลายแล้ว นั่นจึงทำให้ผู้อาวุโสหวาดกลัวมันมันรีบมอบคะแนนเพื่อให้ชายหนุ่มรีบจากไปเสียที
จุดมุ่งหมายต่อไปคือ ตึกศาสตราคราวนี้มันจะได้แลกอาวุธระดับปฐพีเพิ่มอีก
เมื่อมาถึงตึกศาสตราชายร่างอ้วนตุ๊ต๊ะคนเดิมก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมรอยยิ้มที่เบิกบานมันรู้ดีว่าวันนี้ต้องมีโชค “ศิษย์พี่ที่เคารพเชิญ ข้าจะพาท่านเข้าไปเอง”
“ได้ นำทางเถอะ”ศิษย์นอกผู้นี้แสดงกิริยาที่สุภาพ ให้ความเคารพหนิงเฟยหลงอย่างยิ่งเมื่อหนิงเฟยหลงบอกจะไปดูอาวุธระดับปฐพีรอยยิ้มของมันก็ยากที่จะปกปิดรีบนำทางไปโดยเร็ว
ในห้องอาวุธระดับปฐพียังคงไว้ดังเดิม ไม่มีอาวุธลดหรือเพิ่มชัดแล้วว่านอกจากหนิงเฟยหลงคงไม่มีใครที่มีความสามารถเทียบเท่าชายหนุ่มวันนี้มันถือแต้มกว่าสามหมื่นมาหากมันเลือกอาวุธปฐพีที่ราคาไม่สูงนักอาจแลกได้ถึงสามชิ้น
แต่ชายหนุ่มไม่ได้มาเพื่อแลกอาวุธปฐพีพวกนั้นที่มาในวันนี้เพราะชุดเกราะว่างเปล่า ครั้งก่อนมันเคยมาแล้วและถูกใจอาวุธเพียงสองอย่าง หนึ่งกระบี่ หนึ่งชุดเกราะมันรับรู้ได้ถึงความไม่ธรรมดาของชุดเกราะนี้ แต่ชุดเกราะนี้ราคาแพงเกินไปและยังดูชำรุดบางส่วน แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีพลังลึกลับดึงดูดชายหนุ่มให้สนใจ
มันมาถึงแล้ว แต่กำลังชั่งใจอยู่เดินวนรอบห้องถึงสามรอบแล้วจึงตัดสินใจ กลั้นใจเลือกชุดเกราะว่างเปล่า
สำนักยุทธ์หลวงบัดนี้เหลือศาสตราวุธระดับปฐพีเพียงหกชิ้นแล้ว ได้แก่ ทวนขวาน ค้อน กระบอง หอก ดาบ แต่ของทั้งหกนี้แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นระดับปฐพีแต่นั่นก็เป็นเพียงอดีต ยามนี้มันชำรุดเสียหายมาก จึงสมควรต้องเรียกว่ากึ่งปฐพีนี่จึงเป็นเหตุผลที่แลกมันได้ในราคาที่ต่ำกว่าชุดเกราะว่างเปล่าและกระบี่ร่วงโรย
ในอาณาจักรแห่งนี้สำนักยุทธ์หลวงนับว่าครอบครองอาวุธระดับปฐพีมากที่สุดเดิมมีทั้งสิ้นสิบสองชิ้น สองชิ้นอยู่ที่เจ้าสำนัก อีกสองชิ้นแบ่งให้รองเจ้าสำนักคนละชิ้นและสุดท้ายสองชิ้นมาอยู่ในมือของผู้เยาว์เลื่องชื่อนาม หนิงเฟยหลง
แน่นอนว่าเรื่องที่ชายหนุ่มครอบครองยุทธภัณฑ์ระดับนี้ได้ถูกปล่อยข่าวออกไปแล้วโดยผู้ที่ไม่หวังดีผู้ฝึกยุทธ์มากมายต่างจ้องมองชายหนุ่มด้วยสายตาเป็นมันชายหนุ่มคล้ายเนื้ออันโอชะของพวกมัน แต่หารู้ไม่ว่าเนื้อชิ้นนี้แม้ว่าอร่อยแต่กลับมีพิษร้ายซุกซ่อน
แต่อาวุธระดับนี้ไม่ได้มีเพียงสำนักยุทธ์หลวงเท่านั้นที่ครอบครองแต่ยังมีราชสำนักถือครองชิ้นหนึ่ง สามตระกูลใหญ่ที่ครอบครองอยู่ตระกูลละชิ้นรวมถึงสถานที่อันคุมการเงินของอาณาจักรอย่างหอสมบัติที่เก็บซ่อนไว้อีกชิ้นเท่ากับว่าในอาณาจักรนี้มีอาวุธระดับปฐพีถึงสิบเจ็ดชิ้น !
มันเป็นไปได้ยากที่จะทำใจเชื่อว่าแคว้นระดับกลางครอบครองยุทธภัณฑ์ระดับปฐพีได้ถึงสิบเจ็ดชิ้นยังดีที่เรื่องราวเหล่านี้ไม่ได้รั่วไหลไปทั้งหมดไม่เช่นนั้นแคว้นเยว่คงจะอยู่ไม่เป็นสุขอีก โดยเฉพาะสำนักยุทธ์หลวง
สำนักยุทธ์หลวงยิ่งอยู่ชายหนุ่มก็ยิ่งรู้สึกถึงความลึกลับบางประการการถือครองศาสตราระดับปฐพีไว้มากมาย พวกมันนำมาจากที่ใดหรือว่าอาณาจักรแห่งนี้จะซุกซ่อนยอดฝีมือผู้หลอมอาวุธไว้อยู่ถ้าเป็นเช่นนั้นก็น่ากลัวเกินไปแล้ว รากฐานของอาณาจักรคงต้องล้ำลึกสุดจะหยั่งเป็นแน่
ยังดีที่ศาสตราอีกหกชิ้นไม่สมบูรณ์จึงไม่สามารถเปล่งอานุภาพที่แท้จริงได้ไม่เช่นนั้นคงเกิดความโกลาหลไม่จบสิ้น
หนิงเฟยหลงเป็นผู้ศึกษามากเรื่องแบบนี้มันต้องรู้เช่นกันต่อไปมันต้องจัดการปัญหาเรื่องอาวุธต่อ มิเช่นนั้นคงมีจอมยุทธ์ขอบเขตแดนพิภพมาเยือนมันเหมือนคราที่ออกศึกครั้งสุดท้ายในสงครามกับโจรเขาตงซานอีก พลังของมันในยามนี้ไม่อาจต่อกรได้เต็มที่
ศิษย์ฝ่ายนอกผู้คอยบริการกล่าวแสดงความยินดีเรียกสติของชายหนุ่มเมื่อเห็นว่าศิษย์พี่ผู้นี้เงียบนานเกินไป มันไม่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังคิดสิ่งใดอยู่“ยินดีด้วยศิษย์พี่ท่านได้รับยุทธภัณฑ์ระดับปฐพีอีกชุดแล้วท่านเป็นคนแรกเลยที่มาแลกเอาของระดับนี้ไปได้ ทั้งยังได้รับไปถึงสองชิ้น”
ศิษย์นอกผู้นี้แม้ว่าจะเคยเห็นหนิงเฟยหลงมาเลือกอาวุธระดับปฐพีไปแล้วครั้งหนึ่งแต่ก็อดแปลกประหลาดใจไม่ได้ กับความสามารถที่สั่งสมแต้มมากมาย เพื่อมาแลกสิ่งของ
หากเป็นตัวมันเองต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ถึงจะมีแต้มมากมายถึงเพียงนี้กัน?
“ฮ่า ฮ่า ศิษย์น้องขอบใจมากข้าไปก่อนล่ะ” หนิงเฟยหลงรู้สึกอารมณ์ดีและเสียดายในเวลาเดียวกันมันดีใจที่ได้ยุทธภัณฑ์ระดับนี้มา แต่ก็เสียดายแต้มที่เสียไป
“โชคดีนะศิษย์พี่”ชายร่างกลมโบกมือไล่หลังด้วยรอยยิ้ม วันนี้มันรวยแล้ว ได้แต้มตั้งสองพันห้าร้อย !
ตอนนี้คะแนนของหนิงเฟยหลงเหลืออยู่ห้าพันมันไม่รู้จะเอาไปทำสิ่งใดดี แต่ในหัวก็นึกถึงสิ่งหนึ่งได้ “หนิงอันอัน”ใช่แล้วขณะที่มันตัดสินใจมาแลกอาวุธก่อน ก็ไม่ได้นึกถึงนางมากเท่าไหร่มันต้องรีบไปหาน้องสาว “เลยเวลาไปหลายวันไม่รู้นางจะโกรธข้าหรือไม่ ?”
ชายหนุ่มรีบตะบึงไปหาน้องสาว “อันอันพี่มาแล้ว !”หนิงอันอันที่นั่งใต้ต้นไม้บ่มเพาะพลังอยู่เมื่อได้ยินเสียงของพี่ชายก็รีบกระโจนร่างใส่ “พี่ !”สาวน้อยรู้สึกดีใจมากแต่ก็โกรธเคืองนิด ๆ
“ท่านหายไปนานเหลือเกิน”นัยน์ตาของนางสั่นไหว
หนิงเฟยหลงลูบหัวนางแล้วเอ่ยปลอบเบา ๆ“ข้ามานี่แล้วไง” มันหยุดพูดสักพัก “ข้ามีของมาฝากเจ้าด้วย”
หญิงสาวถอยร่างออกเล็กน้อย “อะไรหรือ ?”
“คะแนนห้าพันแต้ม พอหรือไม่ ?”หนิงอันอันเงียบไป นางตกตะลึงอึ้งอยู่ “ห้าพันเลยรึ ?” หนิงอันอันคิดว่าตนฟังผิดไปแต่ต่อมานางก็รู้ว่าตนไม่ได้ฟังผิด เมื่อพี่ชายยื่นห้าพันแต้มให้นางจริง ๆ“ขอบคุณ” หญิงสาวรู้สึกอบอุ่นขึ้นมา พี่ชายยังไม่ลืมนาง
ทั้งสองพูดคุยกันสักพักหนิงเฟยหลงไถ่ถามเรื่องการฝึกฝนของหนิงอันอัน ถึงได้รู้ว่านางมาถึงกำเนิดพลังแล้วและกำลังทะลวงขึ้นขั้นที่สอง หากทำได้สำเร็จการประลองที่จะถึงนี้นางจะร่วมด้วยเพื่อที่จะเลื่อนเป็นศิษย์ฝ่ายใน หนิงเฟยหลงกลายเป็นอึ้งงันแทนไม่คิดว่าการเติบโตพลังยุทธ์ของน้องสาวจะรวดเร็วถึงเพียงนี้ไม่อาจดูถูกร่างบงกชเหมันต์ได้เลย
“อันอันเจ้านำคะแนนพวกนี้ไปแลกสิ่งของที่เจ้าต้องการในการฝึกฝนพี่จะสนับสนุนเจ้าอย่างเต็มที่” หนิงเฟยหลงกล่าวด้วยรอยยิ้มมองน้องสาวด้วยความเอ็นดูยิ่ง
ดวงตาของหนิงอันอันสว่างไสวพร่างพราวเสมือนสาวน้อยน่ารักไร้ซึ่งพิษภัย หนิงเฟยหลงเกือบลืมเลือนวีรกรรมของสาวน้อยไปสิ้นทว่านั่นมันก็คืออดีต เมื่อเปลี่ยนแปลงแล้วย่อมไม่หวนคืนไปมันเริ่มจะมั่นใจในตัวน้องสาว หลังจากพูดคุยอยู่นาน ทั้งสองก็ได้ล่ำลาไปฝึกฝนในที่ของตนเอง
หนิงเฟยหลงก็จำเป็นต้องฝึกฝน แม้ว่ามันจะชนะได้อย่างสบาย ๆแต่นั่นก็ไม่ใช่จุดมุ่งหมายของมัน การประลองที่จะมาถึงเป็นเพียงเรื่องเด็ก ๆสำหรับมัน แต่ที่มันต้องการคือ ความแข็งแกร่งที่มากขึ้นมากจนขอบเขตแดนพิภพไม่เป็นภัยกับตัวมัน !
ต่อไปนี้การเผชิญหน้าของมันคงไม่พ้นระดับแก่นแท้พลังจนถึงขอบเขตแดนพิภพ !
...
เมื่อกลับมาถึงห้องของตนมันก็แขวนป้ายปิดด่าน เข้าสู่มิติปริศนาอีกครั้ง
“พลังยุทธ์ใกล้ทะลวงแล้ว !” หลายวันที่ผ่านมันไม่ได้สังเกตเลยว่าหลังจากการต่อสู้กับชายลึกลับเขตแดนพิภพนั่นไปจะทำให้พลังยุทธ์ของมันเพิ่มมากขึ้นลมปราณในทะเลลมปราณหนาแน่นมากมากจนเกือบจะทะลวงผ่านไปได้ ขาดอีกเพียงนิดเท่านั้น
จุดตันเถียนของชายหนุ่มมีขนาดใหญ่เกินไป หลังจากที่ได้โอสถวิเศษจากผู้สูงส่งมาหลายสิ่งหลายอย่างภายในร่างกลับขยายใหญ่ขึ้นทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นกระดูก เส้นลมปราณและจุดชีพจรต่าง ๆ โดยเฉพาะจุดตันเถียนที่ใหญ่มากกว่าคนปกติถึงสิบถึงร้อยเท่า !
นี่เป็นอีกสาเหตุที่การเผชิญหน้ากับระดับแก่นแท้พลังไม่ใช่ปัญหาสำหรับชายหนุ่ม
หนิงเฟยหลงทำการบ่มเพาะพลังทันทีพลังแห่งชีวิตในมิตินี้หนุนเสริมมันเป็นอย่างมาก ลมปราณบริสุทธิ์ถูกดูดกลืนเข้าภายในร่างกายอย่างหิวกระหาย
ปึง !
โฮก !!!!
ทะเลลมปราณร้องคำราม
ปัง !เสียงดังราวกับระเบิด คลื่นลมโดยรอบหมุนวนและหายไปในร่างชายหนุ่มในที่สุดหนิงเฟยหลงลืมตาขึ้นมา มันก้าวสู่ขั้นที่เจ็ดสำเร็จแล้วการทะลวงขั้นในครั้งนี้เป็นไปอย่างง่ายจนน่าเหลือเชื่อแม้แต่ตัวมันเองยังต้องตะลึง
“นี่มันจะเร็วเกินไปหรือไม่ ?” หนิงเฟยหลงค่อย ๆ ปรับความคุ้นชินระหว่างขั้นหกกับเจ็ดถือว่าต่างกันมากอยู่ เนื่องจากเป็นการแบ่งระหว่างขั้นกลางกับขั้นปลาย หากจะเรียกว่าห่างกันอยู่ครึ่งระดับก็ได้พลังที่มีความหนาแน่นก็แตกต่าง
สิ่งที่มันจะทำต่อไปคือการฝึกฝนกาย จากเคล็ดวิชากายาปัญจธาตุมันได้ฝึกไปแล้วร่างหนึ่งคือร่างลมหวน ยังขาดอีกสี่ร่างเพียงแต่ในคัมภีร์กลับบันทึกไว้เพียงสามร่างเท่านั้น ได้แก่ ร่างลมหวนร่างธาราเคลื่อน และร่างหงสา คือธาตุลม ธาตุน้ำ และธาตุไฟ มีเพียงนามของธาตุไฟที่แตกต่างมันดูสูงส่งเกินกว่าร่างใดก็ตาม
มันควรจะเลือกร่างใดต่อจากร่างลมหวนกัน ?
ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง !!!!
เสียงเคาะประตูห้องอย่างรุนแรงปลุกชายหนุ่มให้ออกจากห้วงความคิดและมิติปริศนา
ใครกัน ?
หนิงเฟยหลงรู้สึกเสียอารมณ์ไม่น้อยใครกันมารนหาที่ตาย !