ย้อนกลับมารอบนี้ ไม่ขอเป็นผู้กล้า (Rewrite)

    บทที่46 ปฏิวัติห้องบ๊วย บทสี่

            อาเธอร์คุกเข่าลงเมื่ออยู่ต่อหน้าแคลร์ ก่อนที่เขาจะจับมือขวาของแคลร์ขึ้นมาเพื่อจุมพิตที่มืออันเรียวเล็กของเธอ แต่ทว่าแคลร์กลับชิงดึงมือออกมาก่อน

            “เรื่องของเรามันจบไปแล้วนะเพคะ องค์รัชทายาทแห่งเอเธียน่า” แคลร์กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา “อีกอย่างองค์จักรพรรดินีก็ทรงตรัสว่าราชวงศ์ของท่านจะหาผู้หญิงแบบหม่อมฉันกี่ร้อยคนก็ได้ ดังนั้นลืมหม่อมฉันเสียเถิดเพคะ”

            “จริงอยู่ที่ผู้หญิงแบบเจ้ามีนับร้อยพันในจักรวรรดิเรา” อาเธอร์กล่าว “แต่คนที่ข้ารักนั้นมีเพียงคนเดียว คือเจ้ายังไงล่ะ ได้โปรด กลับห้องเรียนเอกับเราเถอะนะ จักรพรรดินีของข้า ข้าทนไม่ได้ที่เจ้าตกต่ำถึงเพียงนี้”

            แคลร์รู้สึกหวั่นไหวกับคำพูดนี้ เธอเบือนหน้าหนีด้วยความเขินอาย แต่แล้วจู่ๆภาพที่พ่อของเธอถูกลอบสังหารก็ผุดขึ้นมาในหัว พ่อของเธอต้องตายเพราะขัดใจราชวงศ์เอเธียน่า ถ้าแลนซ์ไม่ช่วยพ่อเธอเอาไว้ ป่านนี้เธอคงต้องไว้ทุกข์ให้พ่อเธอแล้ว

            เมื่อคิดเช่นความรู้สึกหวั่นไหวก็แทนที่ด้วยความเกลียดชัง แคลร์ในตอนนี้เกลียดอาเธอร์และจักรวรรดิเอเธียน่าเสียยิ่งกว่าอะไร ไม่มีวันที่เธอจะรักคนอย่างอาเธอร์เด็ดขาด

            “แต่หัวใจของข้าไม่ได้มีท่าน อาเธอร์” แคลร์กล่าวปฏิเสธอย่างสุภาพ “อีกอย่างประเทศของข้ายึดธรรมเนียมสามีเดียวภรรยาเดียว การที่ข้าต้องไปเป็นหนึ่งในภรรยาอีกนับสิบนับร้อยของท่าน มันเป็นสิ่งที่ข้าไม่ต้องการ”

            “แคลร์…เจ้าเห็นข้าเป็นคนหลายใจอย่างนั้นหรือ” อาเธอร์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงผิดหวัง “จริงอยู่ที่ประเทศเรามีลำดับชั้นของภรรยาลำดับอื่นๆ แต่ไม่ได้หมายความว่าข้าจะต้องรักภรรยาทุกคนที่ข้าสมรสนี่จริงมั้ย”

    แคลร์ตั้งใจจะก่นด่าอีกฝ่ายที่สามัญสำนึกต่างกับเธอ แต่เธอยั้งปากเอาไว้ทัน เพราะตอนนี้เธอกับอาเธอร์ไม่มีพันธะใดๆผูกพันธ์กันแล้ว เธอเม้มปากพลางกำหมัดแน่น ก่อนจะถอนใจ และเลือกจะเดินผ่านเลยเขาไป

            “คุณจะไปโดยที่ผมยังไม่ได้คำตอบน่ะหรือยอดรัก” อาเธอร์กล่าวก่อนจะโบกมือ องครักษ์สองคนของเขาขวางแคลร์เอาไว้ทันที

            “เฮ้ มีเรื่องอะไรกันพวก”

            จังหวะนี้ริชาร์ดเดินเข้ามาหาแคลร์ พลางมองอาเธอร์และองครักษ์ด้วยสายตาขุ่นมัว เขาลอบสังเกตุตอนทั้งสองคุยกันนานแล้ว แต่หาโอกาสเหมาะสมที่จะเข้ามาแทรกก็เท่านั้น

            “เรื่องของคนรัก แกมายุ่งอะไรไอ้เด็กห้องดีชั้นต่ำ” อาเธอร์กล่าวเสียงขุ่น เมื่อถูกริชาร์ดตั้งคำถาม ก่อนที่เขาจะดึงมือแคลร์มาทางเขา

            “หืม คนรักนายจริงๆน่ะหรือ” ริชาร์ดกล่าวก่อนจะหันไปมองทางแคลร์ แคลร์ส่ายหน้าในทันที

            “ไม่ใช่นะคะริชาร์ด” แคลร์กล่าวยืนยันเสียงแข็ง “เขาไม่ได้เป็นอะไรกับฉันค่ะ ฉันรับรองได้เลย”

            ริชาร์ดตัดสินใจรวบรวมความกล้า จับมือของแคลร์แล้วดึงกลับมาทางฝั่งเขาทันที ทำเอาแคลร์หน้าแดงชั่วขณะ แต่ทว่าเธอไม่ได้สะบัดมือริชาร์ดออก แต่เลือกจะจับตอบไว้อย่างนั้น

            “แคลร์เป็นเพื่อนของผม ดังนั้นผมจะไม่ยอมให้คุณรังแกเพื่อนของผมเด็ดขาด” ริชาร์ดกล่าวพลางยืนบังแคลร์ และจ้องหน้าอีกฝ่ายอย่างท้าทาย

            “และแกคิดว่าตัวเองเป็นใคร ถึงจะมาขวางฉันน่ะ” อาเธอร์กล่าวพลางยิ้มเยาะทันที “จะบอกให้นะเผื่อแกไม่รู้ ฉันคือองค์รัชทายาทแห่งจักรวรรดิเอเธียน่า อาเธอร์ เอเธียน่า และฉันกำลังคุยกับคู่หมั้นของฉัน ถ้าแกยังคิดจะยุ่งกับฉันอยู่ ก็เตรียมตัวเดือดร้อนยกครอบครัวได้เลย”

            ริชารืดกลืนน้ำลายคำโต เขารู้ว่าอีกฝ่ายมีพลังอำนาจมากขนาดไหน แต่ต่อหน้าสาวที่เขาชอบ เขาไม่มีวันถอยเด็ดขาด

            “งั้นองค์รัชทายาทแห่งเอเธียน่า เรามาประลองกันสักหน่อยไหม” ริชาร์ดกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นใจ “ถ้าฉันแพ้ ฉันจะไม่ยุ่งกับท่านอีก แต่ถ้าฉันชนะ ท่านเองก็อย่ามายุ่งกับเพื่อนๆในห้องของฉัน”

            “ฉันล่ะเบื่อวิธีกระจอกๆแบบนี้จัง” อาเธอร์กล่าวพลางส่ายหัว “ฉันไม่มีความจำเป็นต้องรับคำท้าของแก เพราะแกไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับเรื่องนี้…ฉันขอเตือนให้ถอยไปซะ นี่คือการแสดงความใจกว้างครั้งสุดท้ายของฉัน”

            “ฉันไม่ถอย” ริชาร์ดกล่าว “ฉันไม่มีทางทิ้งผู้หญิงไว้ข้างหลังคนเดียว แล้วหนีไปหรอกนะ”

    องครักษ์ทั้งสองของอาเธอร์เริ่มกางวงเวทสีแดงและสีเหลืองด้านข้าง ก่อนที่ทั้งสองจะหยิบดาบวงพระจันทร์สังกัดธาตุสีของตนออกมา 

    เช่นเดียวกับริชาร์ดที่เรียกวงเวทสีเหลืองของตน ก่อนจะเรียกอาวุธปราบหายนะของตนออกมาเช่นกัน ส่วนแคลร์นั้นไม่อยู่เฉยรอคอยความช่วยเหลือ วงเวทสีเขียวผสมน้ำเงินถูกเรียกมาไว้ด้านหน้าของเธอ ก่อนที่ปืนคาบศิลาเวทสีเขียวเข้มสลักลวดลายเถาวัลย์สวยงาม และมีปากกระบอกปืนแบบคู่เป็นสีกรมท่า จะถูกประทับไว้ด้านหน้าของเธอพร้อมยิงทันที

            “ฉันเองก็ไม่ใช่ผู้หญิงอ่อนแอรอการปกป้องนะคะ” แคลร์กล่าว “ฉันจะสู้ไปพร้อมๆคุณค่ะ ริชาร์ด”

            “แน่ใจหรือว่าจะต่อสู้กับว่าที่สามีตนเองน่ะแคลร์” อาเธอร์กล่าว “ถ้าแน่ใจแล้ว ผมจะเล่นด้วยแล้วกัน แต่หลังจากเอาชนะคุณได้แล้ว ผมจะสั่งสอนบทเรียนของสามีภรรยาให้หนำใจเลย”

            “ไอ้บ้ากาม หื่นกระหาย โรคจิต” แคลร์กล่าวเสียงสั่น หน้าแดงระเรื่อ “ไปตายซะ”

            “แหม แต่ก็ยังอุตส่าเข้าใ--”

            แคลร์เหนี่ยวไกปืนใส่อาเธอร์ทันทีโดยไม่รออีกฝ่ายกล่าวจบ กระสุนพลังเวทสีเขียวถูกองครักษ์ดาบแดงสกัดเอาไว้ได้ แคลร์จึงยิงกระสุนสีฟ้าต่อเนื่องทันที เมื่อองครักษ์ดาบแดงปัดประสุนอีกรอบ ก็พบว่ามีสะเก็ดน้ำแข็งเกาะดาบเวทของเขา

    “โจมตีสองเวทประสาน เป็นอาวุธเวทที่น่าสนใจนี่…วิทยาการใหม่ของพวกสาธารณรัฐสินะ”

    องครักษ์กล่าวก่อนจะเข้าประชิดแคลร์ทันที แต่ทว่าคมดาบเสริมพลังธาตุสายฟ้าริชาร์ดกลับพุ่งเข้าใส่เขาอย่างรวดเร็ว องครักษ์จึงเตรียมใช้ดาบเวทโต้กลับอีกฝ่ายคืนเช่นกัน เขาเตรียมใส่พลังเวทของเขาลงในอาวุธทันที

    แต่ทว่าจู่ๆมานาในร่างขององครักษ์ดาบแดงกลับหยุดนิ่งและไม่ทำงาน เมื่อดาบปราบหายนะของริชาร์ดเข้าใกล้เขาในระยะประชิด มานาในอากาศสำหรับหยิบยืมพลังเวทเองก็ปั่นป่วนไปหมดจนหยิบเอามาใช้ไม่ได้ จนสุดท้ายดาบของริชาร์ดนั้นจ่อคอเขาได้โดยไม่ต้องพยายามอะไรมาก ทำเอาองครักษ์ดาบเหลืองที่ดูท่าทีและอาเธอร์ต่างตกตะลึงกับเหตุการณ์นี้

    “อะไรกัน ความรู้สึกแบบที่ว่าเวทมนตร์นั้นไร้ความหมายไปเลย” องครักษ์ดาบแดงกล่าวเสียงสั่นเมื่อถูกดาบจ่อคอ “อย่าบอกนะว่าอาวุธของแกทำมาจากเมล็ด--”

    “--หยุดอยู่แค่นั้นแหละทุกคน!!”

            อาจารย์เฟรย่าย่ำเท้าเดินมาอย่างรวดเร็ว พลางร่ายเวทเขตแดนปิดกั้นทุกคนที่เห็นเอาไว้ ก่อนที่โซ่ทับทิมสีแดงจะพุ่งขึ้นมารัดข้อมือและข้อเท้าขององครักษ์ไม่ให้ขยับตัว

    ”ฝ่าบาท” อาจารย์เฟรย่ากล่าวกับอาเธอร์ “ทำไมพระองค์ถึงปล่อยให้องครักษ์ทั้งสองใช้อาวุธและเวทในเขตสถาณศึกษาเพคะ”

    “พวกเราแค่ป้องกันตัว” อาเธอร์กล่าว “อีกฝ่ายจะทำร้ายเราน่ะ”

            “และทำไมทั้งสองคนถึงจะทำร้ายพระองค์ ช่วยเล่าเหตุผลให้ฟังด้วยเพคะ” อาจารย์เฟรย่าถามย้ำ ทำเอาอาเธอร์กัดฟันแน่นทันที

    “คำพูดของราชวงศ์ถือเป็นที่สิ้นสุด ท่านมีสิทธิอะไรมาตั้งคำถามกับเรา หรือสงสัยเรา ท่านอาจารย์”

    “สิทธิในความเป็นอาจารย์ยังไงล่ะเพคะ” อาจารย์เฟรย่ากล่าว “การทะเลาะกันของเด็กๆไม่น่าร้ายแรงถึงขั้นที่องครักษ์จะต้องใช้อาวุธกับนักเรียน หม่อมฉันจะร้องเรียนไปยังผู้อำนวยการ เกี่ยวกับเรื่องในครั้งนี้”

    “ก็แล้วแต่สิ” อาเธอร์กล่าว “ถ้าไม่มีอะไรแล้วข้าขอตัว แต่ท่านคงรู้นะว่ายังไงผู้อำนวยการก็เข้าข้างเราอยู่ดี”

    อาเธอร์กล่าวพลางหันหลังเดินกลับไปทันที องครักษ์ทั้งสองทำลายโซ่ของเฟรย่า ก่อนจะตามติดนายของตน จังหวะนี้อาจารย์เฟรย่าจึงหันกลับมามองริชาร์ดและแคลร์ทันที

    “ท้งสองต้องอธิบายให้อาจารย์ฟังด้วยนะคะ ว่ามันเกิดอะไรขึ้น พวกเธอพาอาจารย์ไปห้องของพวกเธอซะ”

    ริชาร์ดและแคลร์มองหน้ากัน ก่อนที่ทั้งสองจะเดินนำอาจารย์ไปห้องดีของพวกตน อาจารย์เฟรย่ารู้สึกประทับใจที่เขาเห็นนักเรียนห้องดีจำนวนหนึ่งกำลังฝึกฝนด้วยตัวเอง โดยบางคนเริ่มร่ายเวทระดับสี่ได้อย่างสมบูรณ์แล้ว บางคนนั้นก็ฝึกการโคจรประสานเวทได้อย่างคล่องแคล่ว

    “นี่สินะ ชมรมพัฒนาพลังเวท” อาจารย์เฟรย่ากล่าวเมื่อเห็นเด็กห้องดีตั้งใจฝึกฝนในสิ่งที่พวกเขาไม่ได้รับจากอาจารย์ในโรงเรียนนี้ “หากเป็นแบบนี้ต่อไป บางทีอาจจะเก่งพอๆกับห้องบีก็เป็นได้”

    “แลนซ์กับแอนนาเป็นคนเริ่มต้นทุกอย่างครับ” ริชาร์ดกล่าว “และผมซึ่งเป็นศิษย์เอกตอนนี้ก็กำลังทำหน้าที่ช่วยสอนแทนพวกเขาอยู่”

    “งั้นหรือ เรื่องนี้ไว้ที่หลัง คุยกันเรื่องเมื่อกี้ก่อน” อาจารย์เฟรย่ากล่าวรับสั้นๆ ก่อนจะไปนั่งที่โต๊ะอาจารย์ผู้สอนเพื่อเตรียมพูดคุยกับทั้งสองคน

    “ไปกันเถอะค่ะ ริชาร์ด” แคลร์กล่าวพลางยิ้มหวานให้กับริชาร์ด ก่อนจะดึงข้อมือเขาให้ไปหาอาจารย์ด้วยกัน ทำเอาริชาร์ดหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ

    “สำหรับคุณแคลร์น่ะ ผมเต็มใจจะปกป้องด้วยชีวิตครับ” ริชาร์ดเผลอกล่าวเสียงดังเพราะความตื่นเต้นจากการถูกจับข้อมือ ทำเอาแคลร์หัวเราะเบาๆ เธอไม่ได้ตอบอะไร เพียงพยักหน้ารับเท่านั้น

    ……………………

            “นี่หรือ ดันเจี้ยนแมลง” แลนซ์กล่าวกับแอนนา เมื่อทั้งสองบินมาด้วยกันจนถึงดันเจี้ยนที่ถูกประดิษฐ์ด้วยน้ำมือของมนุษย์ โดยดันเจี้ยนนี้ตั้งอยู่ในเขตป่าต้องห้ามนอกกำแพงเมืองไกลออกมาสิบกิโล

    ภายนอกของดันเจี้ยนนั้นเป็นเหมือนกับรังของจอมปลวกขนาดใหญ่เป็นพิเศษ โดยทางเข้าซึ่งมีทางเดียวนั้นมีพนักงานคอยตั้งโต๊ะเก็บเงินค่าเข้าอยู่ ที่นี่มีจอมเวทจากสมาคมจอมเวทคอยเดินลาดตระเวณด้วยจำนวนสี่คน

    “พวกเรามาเข้าดันเจี้ยนครับ จำนวนสองคน” แลนซ์กล่าวกับเจ้าหน้าที่พนักงานคอยเก็บเงิน “และพวกเราเป็นนักเรียนของโรงเรียนแอสตรัลด้วย”

    “นักเรียนของแอสตรัลหรือคะ” พนักงานเก็บตั๋วกล่าว “ขอบัตรยืนยันตนค่ะ ถ้าเป็นจริงก็จะไม่เสียค่าเข้าดันเจี้ยน แต่ขอให้รับผิดชอบความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของตัวเองนะคะ”

    ทั้งสองพยักหน้ารับก่อนจะยื่นบัตรยืนยันตน หลังจากนั้นทั้งสองก็เดินทางเข้าดันเจี้ยนทันที

    ภายในดันเจี้ยนสวนแมลงนั้นค่อนข้างปลอดภัยและไม่อันตรายเท่าไหร่ โดยในชั้นแรกจะมีสไลม์และมดสีสันสวยงามอยู่เฉยๆ ปกติมันจะไม่ทำอันตรายมนุษย์โดยตรง แต่มันสร้างความเสียหายต่อพืชไร่ของมนุษย์ จึงมีภารกิจจากกิลด์นักผจญภัยให้คอยปราบปรามพวกมันด้วย แน่นอนว่าทั้งสองเดินผ่านมันอย่างสบายใจ

    ส่วนชั้นที่สองและสามเริ่มมีมดงานผสมกับมดสีสันและสไลม์ มดพวกนี้บางตัวเริ่มเรียนรู้ที่จะโจมตีมนุษย์ ทำให้แลนซ์และแอนนาต้องเร่งฝีเท้าเพื่อไม่ให้พวกมันตามทัน

    และชั้นที่สี่เป็นต้นไป เริ่มมีมดสีเงินที่ทั้งตัวเป็นเหล็กกล้า กับมดทหารที่บินได้และใช้เหล็กในต่อยเหมือนผึ้ง ทำให้ทั้งสองต้องต่อสู้บ้าง แลนซ์ใช้เวทลูกบอลแสงของตนยิงมดที่จะเข้ามาใกล้ เช่นเดียวกับแอนนาที่ใช้บอลไฟง่ายๆเหมือนกัน

    โดยถึงแม้ทั้งคู่จะใช้เวทง่ายๆ แต่เวทง่ายๆของพวกเขามาจากการเสริมพลังสิบเท่าของแลนซ์ในวงเวท จึงเป่าพวกมันกระจุยได้ในทีเดียว

    “ชั้นหก นี่ชั้นสุดท้ายแล้วสินะ” แลนซ์และแอนนากล่าวขณะยืนอยู่บนกองซากมอนสเตอร์นับพันที่พวกเขาจัดการได้ โดยมอนสเตอร์ที่พวกเขาจัดการได้นั้นมีมดทหารใส่เกราะเหล็ก มดเหล็กขั้นสูงที่ปล่อยเวทธาตุต่างๆ รวมทั้งมดอ้วนที่สร้างเวทเขตแดนป้องกันพวกพ้องตน และมดสีขาวไข่มุกที่มีเวทรักษาพวกเดียวกันเอง

            เบื้องหน้าทั้งสองคนมีบานประตูเหล็กกล้าขนาดใหญ่ซึ่งแจ้งเตือนเอาไว้ว่าอันตรายรออยู่ มันคือจุดที่ลึกที่สุดในดันเจี้ยนนี้ ห้องบอสมอนสเตอร์นั่นเอง

    “เขตบอสสินะ” แลนซ์กล่าวกับแอนนา “นานแค่ไหนแล้วนะ ที่พวกเราไม่ได้ลงดันเจี้ยนด้วยกันแบบนี้”

    “ชีวิตเราเจอแต่เรื่องที่ยากกว่านี้นี่คะ อย่างพวกหายนะสีดำ”

            “ไม่ว่าในห้องบอสจะมีตัวอะไร พวกเราไปลุยกับมันกันเถอะ” แลนซ์กล่าวกับแอนนาพลางเดินนำไปข้างหน้าแต่ทว่ามีคนขวางทั้งสองเอาไว้ก่อน

            “หยุดอยู่แค่นั้นก่อน นักเรียน”

    เสียงอาจารย์ลอร่าเอ่ยห้ามพวกเขา ก่อนที่ห้องเล็กๆข้างดันเจี้ยนสุดท้ายซึ่งถูกซ่อนอยู่จะปรากฏออกมา และร่างของหญิงสาวในชุดจอมเวทสีดำจะออกมาจากห้องนั้น

    “ฉันขอชมเชยที่พวกเธอแค่สองคนลงมาถึงจุดที่ลึกที่สุด มันเกินกว่าความสามารถของนักเรียนทั่วไปจะทำได้” อาจารย์ลอร่ากล่าว “แต่ฉันอยากขอร้องให้เธอหยุดแค่นี้ก่อนได้ไหม”

    “ทำไมเราไม่ควรจัดการบอสมอนสเตอร์ครับ” แลนซ์เอ่ยถามเสียงเรียบ “เพราะถ้าเราจัดการมันได้ ของในตัวมันซึ่งขายได้หลักเหรียญเงินอาจรอเราอยู่”

    “เราเพาะพันธุ์นางพญามดไม่ทัน” ลอร่ากล่าวตามจริง “ท่านผู้อำนวยการสั่งให้เราเตรียมดันเจี้ยนรองรับองค์รัชทายาทเอาไว้ หากพวกเธอฆ่ามันตอนนี้ ปาร์ตี้ขององค์รัชทายาทที่จะมาในสามวันข้างหน้า จะไม่พบกับบอสน่ะสิ และธุรกิจของเราคงเสียหายอย่างมาก เพราะเรารับเงินล่วงหน้าพวกเขามาแล้ว”

    “ถ้าอย่างนั้นเรามีเรื่องจะขอร้องค่ะ” แอนนากล่าว “พวกเรากำลังจะก่อตั้งชมรมใหม่ แต่เราขาดอาจารย์ที่ปรึกษาชมรม อาจารย์ลอร่าช่วยหน่อยได้ไหมคะ”

    “ขอดูรายละเอียดหน่อยสิ” อาจารย์ลอร่ากล่าวพลางยื่นมือออกมา ก่อนจะรับเอกสารจากมือแอนนา

    อาจารย์ลอร่าอ่านอย่างละเอียด เธอพยักหน้ารับกับบางข้อความ ก่อนจะเตรียมปากกาตรงอกเธอ และเซนต์ชื่อของเธอลงไป

    “นับแต่นี้ไป ฉันเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของชมรมพัฒนาพลังเวท…เป็นชมรมแรกในชีวิตฉันเลยนะที่ได้เป็นที่ปรึกษา เนื่องจากไม่มีใครมาขอให้ฉันเป็น”

    “ชมรมพวกเราน่าสนใจใช่มั้ยล่ะครับ” แลนซ์กล่าว “ทำให้นักเรียนพัฒนาทางด้านเวทมนตร์อย่างเท่าเทียม และมีศักยภาพพอจะแข่งขันกับพวกห้องบีหรือเอได้”

    “ตั้งความหวังไว้ในระดับนั้นเลยสินะ” อาจารย์กล่าว “แต่ก็เอาเถอะ พวกเธอสามารถเคลียร์ดันเจี้ยนได้ถึงขนาดนี้ ถ้าจะให้พูดล่ะก็ พวกเธอทำได้ดีกว่านักเรียนปีสามห้องเอหลายๆคนเลยล่ะ…หวังว่าฉันจะเชื่อใจพวกเธอได้นะ”

    “เอ่อ ไหนๆก็มาแล้ว พวกหนูขอเห็นหน้าบอสได้ไหมคะ” แอนนากล่าวพลางชี้ไปที่ประตูด้วยความสนใจ “จะได้เอาไปคุยกับเพื่อนได้ ว่าบอสในดันเจี้ยนหน้าตาเป็นยังไง”

    แลนซ์แอบขำกับความคิดของแอนนาที่ทำตัวเหมือนเด็ก อาจารย์เองก็ยิ้มเล็กน้อย ก่อนที่เธอจะแง้มประตูห้องบอสให้ทั้งสองคนดู

    “น่ารักจังเลยค่ะ”

    แอนนากล่าวทันทีที่ได้เห็นเป้าหมาย เมื่อนางพญามดเป็นเด็กหญิงตัวเล็กๆอายุประมาณเจ็ดถึงแปดขวบ ใส่ชุดมาสคอตเป็นตุ๊กตามดกำลังนอนอยู่ในเปลใต้ต้นไม้ ส่วนรอบนอกตัวเธอมีมดหลากชนิดจำนวนกว่าร้อยตัวคอยคุ้มกัน พวกมดหลากชนิดตั้งท่าต่อสู้ทันที เมื่อประตูห้องบอสถูกแง้มออก

    “แบบนี้ทำร้ายเธอไม่ลงหรอกครับ” แลนซ์กล่าวก่อนจะปิดประตู “น่ารักซะขนาดนี้”

    “เผื่อพวกเธอจะไม่เข้าใจ” อาจารย์ลอร่ากล่าว “นางพญามด เป็นมอนสเตอร์ระดับเอส (S) และมันมีพลังมากกว่าหายนะสีดำระดับต่ำบางตัวเสียอีก มีนักผจญภัยบางคนต้องสังเวยชีวิตให้กับความน่ารักของมันมาแล้วล่ะ”

    “อยากลองกอดและลูบหัวดูสักครั้งจัง” แอนนากล่าวพลางทำท่าหลงใหล จนแลนซ์ต้องสะกิดเธอเพื่อเรียกสติ

    “ถ้าอยากเลี้ยงจริงๆล่ะก็ คงต้องใช้เวทอัญเชิญมอนสเตอร์คู่พันธสัญญาล่ะนะ” อาจารย์กล่าว “แต่น้อยคนนักที่จะอัญเชิญได้มอนสเตอร์ระดับบอส และการจะเลี้ยงให้มอนสเตอร์ร่างต้นพัฒนาเป็นบอสเลยก็ค่อนข้างยากถึงยากที่สุดอีกล่ะนะ เพราะมันต้องใช้ทั้งเวลาและงบประมาณในการเลี้ยงดู”

    เมื่อพูดถึงสัตว์อัญเชิญ แอนนานึกถึงวาเนสซ่าทันที เพราะหล่อนมีนกฮูกโลหิตราตรีเป็นสัตว์คู่พันธสัญญา

    “ว่าง่ายๆก็คือให้ตัดใจสินะครับ” แลนซ์กล่าว อาจารย์ลอร่าจึงพยักหน้าตอบรับเบาๆ

    “ฉันคิดว่าถึงเวลาอันสมควรล่ะนะ ที่พวกเธอต้องกลับแล้ว” อาจารย์ลอร่ากล่าวพลางมองนาฬิกาพกพา “ตามฉันมาสิ จะพาออกทางลับ”

    แอนนากับแลนซ์พยักหน้ารับ ก่อนที่ทั้งสองคนจะลาอาจารย์กลับไป แน่นอนว่าขากลับอาจารย์ให้ทั้งสองใช้ทางลับที่ออกโดยปลอดภัย เนื่องจากเธอต้องการให้ดันเจี้ยนฟื้นฟูมอนสเตอร์โดยเร็วที่สุด

    แลนซ์และแอนนาออกมาจากดันเจี้ยนโดยสวัสดิภาพ  ทั้งแลนซ์และแอนนาได้แกนเวทมอนสเตอร์ชั้นสูงตอบแทนคนละอัน โดยแกนเวทชั้นสูงของมอนสเตอร์จะสามารถนำไปใส่อาวุธเพื่อเพิ่มพลังให้อาวุธได้ ใช้ทำอาวุธเวท หรือไม่ก็ใช้ในพิธีกรรมอัญเชิญมอนสเตอร์คู่พันธสัญญา

    และทั้งสองไม่รู้เลย ว่ามีใครบางคนกำลังรอให้พวกเขาออกนอกเขตปลอดภัยอย่างโรงเรียนมาโดยตลอด…

    “ในที่สุดก็ออกนอกรั้วเขตปลอดภัยอย่างโรงเรียนเสียทีนะ เป้าหมายของฉัน”

    ผู้กล่าวคืออคริซิอุส นักสู้ใต้ดินปริศนาที่ไล่ล่าเมล็ดพันธุ์แห่งหายนะนั่นเอง และในเวลานี้เขาเจอเหยื่อของเขาแล้ว