อภินิหารเทพปฐมภพ

    เล่มที่ 1 บทที่ 52 สองเซียน (1)


    หลังอู๋ซ๋าจ่ายเดินลงบันไดหินลับตาผ่านไปเพียงชั่วหม้อข้าวเดือดเฒ่าถานเทียนซี่ก็ลืมตาเพียงข้างเดียวขึ้นอีกครั้ง เขายืดกายขึ้นแต่ยังคงเตี้ยอยู่เช่นเดิม ที่เขาเร่งรัดให้อู๋ซ๋าจ่ายลงจากยอดเขาเร็วกว่าปกติย่อมมีสาเหตุอยู่

     

     

    เสียงประตูไม้ถูกปิดลงแต่สายลมยังคงพัดเข้าช่องด้านบนอยู่ตลอดเวลา ด้านนอกของเทวาลัยร้างร่างเตี้ยของเฒ่าถานเทียนชี่ยืนสงบนิ่งเหยียบบนพื้นหญ้าเขียวขจีให้แดดที่เริ่มร้อนแรงส่องร่าง เงาทอดบนผิวหญ้าที่น้ำค้างเพิ่งระเหิดหายไปจนหมดสิ้น เขายืนแน่วนิ่งดั่งศิลาอีกครั้งคล้ายรอคอยผู้ใดอยู่

     

     

    มีเพียงตาข้างหนึ่งที่ลืมขึ้นเพ่งตรงไปข้างหน้า ชายเสื้อปุขาดถูกสายลมพัดตี ที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าสายตาที่ลืมขึ้นเพียงข้างเดียวนี้กลับไม่เหมือนที่ผู้อื่นมองเห็นหรือรับรู้ด้วยอายตนะทั้งหก

     

    มิใช่รับรู้เพียงแรงกดอากาศที่ต่ำ สายลมที่พัดแรงนี้เท่านั้นแต่หากจะพรรณนาให้ใกล้เคียงที่สุดก็คือภาพรุ้งเจ็ดสายเจ็ดชั้นที่พร่างพรายแสงพาดส่องให้เห็นอยู่ตลอดเวลาเพียงสายรุ้งนี้มิได้พาดทอดต่อเนื่องกันตลอดแต่มีเส้นขีดของอักขระเทวะจำนวนมากเรียงเป็นแนวอยู่ทั้งขอบด้านนอกและในอันเป็นข่ายปราณเหนือธรรมชาติที่เคลื่อนวนอยู่ มองเห็นได้เพียงผู้ที่มีตบะฌานสูงส่งและเปี่ยมไปด้วยพลังจิตวิญญาณแห่งฟ้าดินที่เข้มข้นยิ่งยวดเท่านั้น

     

    ข่ายปราณเหนือธรรมชาติขนาดใหญ่นี้ย่อมมิใช่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติแต่เกิดจากเงื้อมมือของจอมเวทลัทธิบูชาปรวาณเมื่อหลายร้อยปีก่อนที่ตั้งวางกองหินศิลาในตำแหน่งข่ายเวทเจ็ดดาวที่เรียกว่า'สัตตดารา'ที่เห็นอยู่รายรอบเรียงรายเทวาลัยร้างแห่งนี้

     

     

    ในบรรดายอดเขาที่สูงชันหลายพันหลายหมื่นลูกที่กินพื้นที่เกินครึ่งของแดนฟ้าเมฆินทร์นี้ที่ตั้งเหยียดตรงขึ้นในตำแหน่งที่แตกต่างภูมิประเทศที่สลับซับซ้อนไม่เหมือนกันนี้ แต่หากนับนิ้วดูจะมีเพียงยอดเขาสูงที่มีความสูงต่ำต่างกันเจ็ดยอดที่เรียงตัวกันในลักษณะรูปเหลี่ยมเจ็ดดาวในยอดเขาทั้งเจ็ดยอดที่ต่ำที่สุดมองเห็นยอด ที่สูงที่สุดทะลุเมฆเห็นเพียงเชิงเขาลิบลิ่ว

     

     

    บนยอดเขาทั้งเจ็ดล้วนมีเทวาลัยร้างเช่นที่เฒ่าถานเทียนซี่ยืนอยู่นี้ถูกสร้างขึ้นในตำแหน่งรูปเหลี่ยมเจ็ดดาวทั้งสิ้น เมื่อลากผ่านตำแหน่งสัตตดาราทั้งเจ็ดของเทวาลัยร้างจะเกิดเป็นข่ายเวท‘พยุหสัตตดารา’ขนาดใหญ่เหนือธรรมชาติซ้อนทับกันขึ้นมาเจ็ดชั้นเช่นที่เฒ่าถานเทียนซี่เห็นเป็นสายรุ้งเจ็ดสายพร่างพรายแสงพาดส่องให้เห็นอยู่นี้

     

     

    แต่หากขยับหินศิลาที่หนักอึ้งที่เรียงรายอยู่ก้อนใดก้อนหนึ่งออกเพียงคืบเทวาลัยร้างแห่งนี้ก็จะกลายเป็นเพียงสิ่งก่อสร้างสำหรับให้ผู้คนหลบแดดฝนนั่งนอนชื่นชมธรรมชาติด้านนอกและเถาวัลย์พันขึ้นเกี่ยวเสาไม้ประตูเล่นเท่านั้น

     

     

    ด้วยเหตุนี้ทำให้บรรดาทุกอณูของพื้นที่บนยอดเขาที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำแหน่งเหลี่ยมเจ็ดดาวนี้มีไอสุริยันร้อนแรงแสงจันทราหนาแน่นกลิ่นอายฟ้าดินเข้มข้น ทำให้อิสตรีผิวบอบบางในแถบนี้มักโพกคลุมศีรษะยามกลางวันที่แสงแดดแผดเผา ตอนกลางคืนนอนอาบแสงจันทร์ที่เข้มข้นหนาแน่นกว่าที่อื่นโดยไม่รู้ตัว และอู๋ซ๋าจ่ายที่มีไฝเจ็ดดาวแม้พลังจิตวิญญาณแห่งฟ้าดินจะยังไม่ปรากฏเด่นชัดแต่ยังคงรับรู้ถึงความรู้สึกอันแปลกประหลาดจากประสาทรับรู้อายตนะทั้งหกในสถานที่แห่งนี้ได้

     

     

    เพียงแต่เฒ่าถานเทียนชี่ยังสงสัยเหตุใดเทวาลัยนี้กลายเป็นสถานที่ร้างไป ดูสภาพแล้วทิ้งร้างมาได้เพียงสิบปี ปกติข่ายปราณเวทนี้ต้องมีจอมเวทที่มีตบะแรงกล้าสูงส่งไม่น้อยกว่าเขาอย่างน้อยสองคนมาควบคุมหนุนเสริมขับเคลื่อนข่ายปราณเวทที่จะอ่อนพลังลงในยามที่ฟ้าดินเปลี่ยนสีตะวันจันทราเคลื่อนคล้อยในแต่ละรอบของปี

     

    เฒ่าถานเทียนชี่ครุ่นคิดหากมิใช่ลัทธิบูชาปรวาณคิดค้นจัดสร้างข่ายเวทเจ็ดดาวนี้ให้พิสดารลึกล้ำยิ่งขึ้นจนสามารถทำงานได้ด้วยตัวมันเองก็เป็นเพราะมีพลังวิญญาณแห่งฟ้าดินอย่างล้นเหลือคณานับกระตุ้นให้ข่ายปราณเวทนี้คงสภาพอยู่เหมือนสนามแม่เหล็กขนาดใหญ่เหนี่ยวนำให้แท่งเหล็กมีพลังงานแม่เหล็กขึ้นอย่างยิ่งยวด แม้จะทุบแท่งเหล็กให้แตกออกพลังงานแม่เหล็กก็ยังคงอยู่

     

    ซึ่งเขาคาดคะเนเป็นอย่างหลัง แต่บังเอิญตรงกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นเมื่อ 10 ปีก่อนที่ยังความพิศวงให้แก่จอมเวทลัทธิบูชาปรวาณเป็นอันมากสุดท้ายพวกเขาจึงอพยพจากไป เหลือเพียงซากของเทวาลัยร้างเหล่านี้

     

    หรือนี้จะเกี่ยวข้องกับคำทำนายที่เฒ่าถานเทียนชี่ใช้แผ่นยันต์สิบสองนักษัตรทำนายขึ้นเมื่อหลายสิบปีก่อน

    ' คัมภีร์สวรรค์ เทพหัศจรรย์จุติ มังกรศิลาเลื้อยคืนขึ้นฟ้า มังกรพสุธาฟื้นตื่นจากหลับ จ้าวกระบี่สวรรค์หวนคืน มหามวลมารกลืนสิ้นเก้าจักรวาล '

     

    อู๋ซ๋าจ่ายเมื่ออยู่กับอาจารย์ของเขามาหนึ่งเดือน คำยกย่องเฒ่าถานเทียนชี่ว่า 'อาจารย์ตบะสูงส่งเพียงนี้ยังมีผู้ใดต้องเกรงกลัว' คำนี้เฒ่าถานเทียนชี่ได้ยินมาไม่น้อยกว่าสิบครั้ง

     

    คำที่ว่าเขาเป็นผู้ที่มีตบะฌานสูงส่งใต้หล้าคนหนึ่งเป็นความจริงที่เขาไม่ปฏิเสธ แต่คำว่าสูงส่งเหนือหล้านั้นเขาไม่อาจเอื้อมและไม่บังอาจกล่าวออกมาจากปากแม้แต่น้อย ผู้ที่มีไฝเจ็ดดาวเช่นเขาแม้ชะตากำหนดให้มีพลังปราณฝึกปรือจำกัดเพียงสี่ปี แต่กลับเปี่ยมด้วยพลังจิตวิญญาณแห่งฟ้าดิน ตบะฌานแรงกล้าเกินกว่าที่ผู้ใดคาดคิด และยิ่งเขาเสาะหาสถานที่ที่เปี่ยมด้วยกลิ่นอายฟ้าดินข่ายปราณที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเพื่อบำเพ็ญตบะฌาน

     

    เช่นเดียวกับที่เขาทำอยู่ขณะนี้คือรับรู้ถึงสถานที่เปี่ยมด้วยข่ายปราณเหนือธรรมชาติตรงเทวาลัยร้างแห่งนี้จึงมุ่งเดินทางมายังยอดเขาแห่งนี้เพื่อนั่งบำเพ็ญฌาน ส่งผลให้ตลอดหลายปีมานี้พลังฌานของเขารุดหน้าเหลือเปรียบปาน แต่ก็เป็นเพียงตบะฌานสูงส่งที่รอคอยวินาทีสุดท้ายที่จะเดินไปสู่ความตายไปพร้อมกัน..ในอีกสี่ปี

     

    ส่วนสิ่งที่ทำให้อู๋ซ๋าจ่ายที่เพิ่งเดินออกไป ได้รับรู้ในสิ่งที่แปลกประหลาดจนแทบไม่มีสิ่งใดให้เขาต้องแปลกใจอีกเมื่อได้ยินสิ่งที่อาจารย์ได้เอื้อนเอ่ยให้ฟังเมื่อคืนก่อนที่เขาจะนั่งฌาน

     

     

    “ในคัมภีร์วิเศษสองเล่มที่อาจารย์เคยเห็นผู้ที่จารึกเนื้อความในคัมภีร์วิเศษเหล่านี้ย่อมมิใช่ผู้ที่อยู่ในดินแดนเปือกตมเช่นแดนฟ้าเมฆินทร์แห่งนี้

     

    ในโลกที่เราอยู่เปรียบดั่งสระน้ำขนาดใหญ่ที่แดนฟ้าเมฆินทร์นี้เป็นเช่นเปือกตมเบื้องล่างเหนือโลกหล้าขึ้นไปเป็นปทุมชาติที่โผล่พ้นเหนือน้ำ ปทุมชาติเหล่านั้นตั้งอยู่สูงต่ำกระจายในตำแหน่งที่แตกต่างกัน เหล่ายอดคนที่บำเพ็ญฌานหรือฝึกปรือจนถึงวิถีเหนือยุทธ์ของปุถุชนทั่วไปเกินกว่าจะจินตนาการย่อมไม่ปรารถนาที่จะอยู่ในเปือกตมต่อไปย่อมไปยังดินแดนที่อยู่เหนือขึ้นไปเหล่านี้

     

    ดั่งหมู่แดนดินปทุมชาตินานาพันธุ์ที่บานเหนือผิวน้ำ ในคัมภีร์ย้อนสวรรค์ได้บันทึกถึงดินแดนที่ตั้งอยู่เหนือแดนฟ้าเมฆินทร์ที่อยู่สูงขึ้นไปอย่างน้อยเจ็ดร้อยโยชน์ที่อยู่ระยะใกล้ที่สุดเป็นแดนเทวะฟ้านภาคราม

     

     

    ที่กระจายตั้งลอยอยู่ในทิศทางต่างๆห่างกันถึงเก้าร้อยโยชน์เป็นแดนเทพเซียนสุขาวดีแดนฟ้าวัชระอัสนีเทพ แดนเทวะปัญจายุทธ์ แดนเทวะยุทธ์พุทธะ และภายใต้แสงสว่างย่อมมีเงามืดอันธการอีกหนึ่งแดนเทวะคือแดนเทวะปุตตมาร และคัมภีร์ย้อนสวรรค์อันฝืนกฏฟ้าดินก็มาจากแดนเทวะปุตตมารนี้เอง

     

    ยังมีดินแดนอีกแห่งที่ยังไม่เคยมีผู้ใดไปถึงคือดินแดนที่ตั้งอยู่ในห้วงอวกาศอันกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต ที่มวลหมู่ดาวส่งแสงระยิบระยับปกคลุมอยู่ชั่วนิจนิรันดรสุดไพศาล แดนต้นกำเนิดของสรรพสิ่งที่เรียกว่า' มหากัลป์ปฐมภพ' ที่จารึกปรากฏในมหาคัมภีร์หยั่งฟ้าบนมหาเจดีย์หยั่งฟ้า "

     

    เมื่ออู๋ซ๋าจ่ายถามว่าเหตุใดอาจารย์จึงรู้ในสิ่งที่จารึกในมหาคัมภีร์หยั่งฟ้าที่ถูกเก็บไว้ในมหาเจดีย์หยั่งฟ้า เขาจึงให้เหตุผลว่าคัมภีร์ย้อนสวรรค์นี้ ผู้ที่รู้ความนัยเฝ้าแย่งชิงแม้แต่นางเซียนเฒ่าพรหมจรรย์เหยาฉูนหวี่ที่ถึงจะเป็นไม้เบื่อไม้เมากันอยู่แต่ก็มักคุ้นกันเนื่องจากอาจารย์ในนามของเขาและของนางเป็นศิษย์ร่วมสำนักเดียวกันที่มาจากแหล่งที่มาเดียวกัน ก็ยังต้องการคัมภีร์ย้อนสวรรค์เล่มนี้

     

    ยิ่งคราหนึ่งที่จอมมหาเวทซ่อนดาวอาจารย์ของอวี๋เปี้ยนไท่และจอมมารพิษอสูรกลุ้มรุมเขาเพื่อต้องการคัมภีร์ย้อนสวรรค์นี้ จนสุดท้ายคัมภีร์ฉีกขาดได้คนละครึ่งเล่มทำให้ท้ายที่สุดเขาจึงลอบนำคัมภีร์ที่เหลือครึ่งเล่มนี้ไปฝากเก็บไว้ในสถานที่อันปลอดภัยคือมหาเจดีย์หยั่งฟ้าที่มีค่ายกลตามฉักลักษณ์ของวิชาฮวงจุ้ยหกสิบสี่ข่วยและค่ายกลสามสุริยาปิดฟ้าหกจันทราเปลี่ยนวิถีปิดครอบไว้ จึงได้ทราบถึงสิ่งที่จารึกไว้ในมหาคัมภีร์หยั่งฟ้าจากปากของซุนหลี่เต้าหยินจ้าวมหาอาศรมหยั่งฟ้ารุ่นที่ 8 ที่คบหาเชื่อใจกันในขณะนั้น โดยที่ไม่บอกนางเซียนเฒ่าพรหมจรรย์เหยาฉูนหวี่ว่าคัมภีร์ไม่ได้อยู่กับเขาแล้วเพราะเกรงว่านางจะไปยังมหาอาศรมหยั่งฟ้าจนเกิดเรื่องวุ่นวายอันใดขึ้นอีก

     

     

    “ ความลับฟ้าคัมภีร์ย้อนสวรรค์ที่เมื่อมีผู้รับรู้แล้วมีแต่ความโลภเข้าครอบงำปรารถนาครอบครองดั่งหมู่มวลภมรที่โปยปีกบินตามกลิ่นหอมของเกสรดอกไม้ ความจริงอาจารย์ก็ไม่ต่างกันกับผู้อื่น คัมภีร์ย้อนสวรรค์เล่มนี้อาจารย์ได้เคยแย่งชิงตัดหน้าจากนางเฒ่าพรหมจรรย์เหยาฉูนหวี่ ที่เมื่ออาจารย์ได้เปิดอ่านพบว่าหาใช่แนวทางฝึกปรือสามัญตามแนวทางที่ควรเป็นไม่ ”

     

    “เหตุใดคัมภีร์วิเศษนี้ว่าเรียกว่าคัมภีร์ย้อนสวรรค์เล่าอาจารย์?” อู๋ซ่าจ่ายถามด้วยความสงสัย

     

    "สรรพสิ่งย่อมไม่มีชื่อมาตั้งแต่ต้นเพียงตั้งชื่อเรียกนามให้ตรงกับสภาวะเท่านั้นเอง ดังนั้นคัมภีร์วิเศษทั้งสองแท้จริงแล้วไม่มีชื่อเรียกเพียงขนานนามตามเนื้อความที่จารึกไว้เท่านั้น ที่เรียกว่าคัมภีร์ย้อนสวรรค์กลับเป็นคัมภีร์เหนือกาลเวลาบันทึกเรื่องราวอันฝืนกฎของฟ้าดินดั่งเช่นที่อวี๋เปี้ยนไท่ศิษย์ของจอมมหาเวทซ่อนดาวที่เป็นจอมแพทย์มารของนิกายพิษอสูรใช้เข็มทองด้ายแดงสุริยาดูดซับเนื้อสารแห่งความสุขสรรค์เพื่อใช้ย่นระยะเวลาการฝึกปรือร้อยปีของมัน หรือแม้แต่กรรมวิธีสังเคราะห์เชื้อพิษอันร้ายกาจหลากหลายชนิดให้มีชีวิตแพร่ขยายกระจายติดต่อคร่าชีวิตผู้คนยังมีบันทึกในคัมภีร์นี้

     

     

    อู๋ซ๋าจ่ายได้ฟังยังนึกว่าตนเองฟังผิดไปถึงกับแย้งออกมา

    “ อาจารย์คัมภีร์ย้อนสวรรค์นี้เรียกว่าคัมภีร์วิเศษสวรรค์อันใด นี้เป็นคัมภีร์อุบาทว์ชัดๆที่เห็นชีวิตมวลมนุษย์เป็นยิ่งกว่าผักปลา”

     

    “ หากเจ้ามองในฐานะมนุษย์ย่อมเห็นว่าคัมภีร์นี้โหดเหี้ยมอำมหิต แต่หากมวลหมู่เทวะปุตตมารที่มองตนเองเป็นศูนย์กลางที่ผู้เข้มแข็งย่อมกลืนกินผู้อ่อนแอย่อมเห็นชีวิตมนุษย์อันต่ำต้อยไร้ค่าจนไม่คู่ควรให้เอ่ยถึง เช่นที่พวกเราเหล่ามนุษย์มองชีวิตมดปลวกยุงเหลือบริ้นไร้ค่าเกินจะเหลือบแล” เฒ่าถานเทียนซี่เอ่ยตอบเขา

     

    “อาจารย์ยังมีคัมภีร์วิเศษเล่มอื่นอีกหรือไม่” เมื่ออู๋ซ๋าจ่ายถามคำถามนี้ดวงตาเขาถึงกลับทอประกายขึ้นมา

     

    “ มหาคัมภีร์หยั่งฟ้าย่อมมาจากแดนเทพเซียนสุขาวดี คัมภีร์ย้อนสวรรค์ย่อมมาจากแดนเทวะปุตตมาร หากมีคัมภีร์วิเศษอื่นอีกก็สุดที่ผู้มีวาสนาจะได้ล่วงรู้และได้ครอบครอง นอกจากคัมภีร์วิเศษนี้ยังมีศัสตราวิเศษที่ปรากฏในโลกหล้าที่อาจารย์ยังยำเกรง หากเจ้าเผชิญหน้าในภายภาคหน้าให้จดจำและระแวดระวังไว้ ”

     

    “ อาจารย์ตบะสูงส่งเพียงนี้ยังมีผู้ใดหรือสิ่งใดให้ต้องเกรงกลัวอีก? ”

     

    “ อู๋ซ๋าจ่ายเจ้าอย่าได้เป็นลูกโคที่ไม่กลัวพยัคฆ์ แม้แผ่นยันต์สิบสองนักษัตรเป็นอาวุธนอกสารบบอันพิสดาร ในโลกหล้ายังมีศัตราวุธวิเศษที่เจ้าต้องรู้จักอาทิ จ้าวกระบี่มารไป๋เจี้ยนที่จอมมารพิษอสูรครอบครองหรือกระบี่ที่กลายเป็นจ้าวกระบี่ภายหลังเช่นจ้าวกระบี่กัวฉือที่ถูกผนึกไว้ในมหาเจดีย์หยั่งฟ้า กระบี่รากไม้ของแดนหมื่นภูติพฤกษา ไม้เท้าสามกระโหลกวิญญาณน้ำแข็งในแดนพรายฟ้าบาดาล ประคำไม้ผุของวัดมหายุทธ์ธรรมะประทีป ทวนพายุบินเจ็ดตระการของตระกูลหมิงเป็นต้น ที่ผู้เคยเผชิญหน้าหรือรู้เรื่องศัสตราวิเศษนี้มีน้อยกว่าน้อย

     

    “อาจารย์อันใดเรียกว่าจ้าวกระบี่?” อู๋ซ่าจ่ายถามขึ้น

     

     

    “ ยอมเป็นกระบี่ที่ควบคุมดึงดูดเลือดเนื้อจิตวิญญาณของผู้ใช้กระบี่ ”

     

    “ จ้าวกระบี่อัปรีย์เช่นนี้ถึงกลับมีผู้คนนำมาใช้ยินยอมให้มันดูดเลือดเล่น ใช่กระบี่เลวคู่กับคนเขลาหรือไม่”

     

    “ อู๋ซ๋าจ่ายเจ้าอย่าได้คิดเช่นนั้น ประคำไม้ผุของวัดมหายุทธ์ธรรมะประทีปยังใช้รัดคอคนตายได้ใช่เกี่ยวอันใดกับกระบี่เลวคนเขลา วันหลังเมื่อเจ้ามีความพร้อมและพลังจิตวิญญาณแข็งกล้ากว่านี้ ข้าจะสอนให้เจ้าเข้าฌาน ดึกมากแล้วเจ้าเข้านอนเถิดอาจารย์จะนั่งเข้าฌานต่อไป และพรุ่งนี้หากตะวันขึ้นตรงศีรษะให้เจ้าระวังสตรีสองนางเอาไว้”

     

    หลังจากบอกเล่าเรื่องราวมากมายที่อยู่เหนือประสบการณ์รับรู้ทำให้อู๋ซ๋าจ่ายต้องประหลาดใจครุ่นคิดคำนึงถึงสิ่งที่ได้ฟัง เฒ่าถานเทียนชี่ก็นั่งเข้าฌานต่อไปจนถึงเช้า

     

    …………………………………

     

    “เฒ่าถานเทียนซี่ เจ้ารู้สึกหรือไม่?”

     

    เป็นเสียงสตรีมีอายุนางหนึ่งกระทบโสตพร้อมกับเสียงเคาะไม้เท้าทีหนึ่งที่ดังขึ้นไล่เลี่ยกัน พลันเงาของคนผู้หนึ่งก็ปรากฏเหนือหินศิลาที่หนักอึ้งก้อนหนึ่งที่เรียงรายด้านหลังของเขาห่างไปหลายวา

     

    แสงแดดส่องดวงตาพริ้มดวงหน้าเพริศแพรวเกศาขาวโพลนสว่างไสวขึ้นที่ทั้งศีรษะถูกรวบรัดตึงในชุดยาวสีขาวที่ทั้งร่างปรากฏกลิ่นอายปานนางเซียนมิใช่ใครอื่นนอกจากนางเซียนเฒ่าพรหมจรรย์เหยาฉูนหวี่

     

    เฒ่าถานเทียนชี่ไม่มีดวงตางอกเงยอยู่ทางหลังยังรู้ว่าเป็นผู้ใด เขาพยักหน้าช้าๆแทนคำตอบ แล้วกล่าวต่อว่า

     

    " มิใช่จอมมหาเวทซ่อนดาวจะเป็นผู้ใดได้อีกที่จะมีตบะฌานเข้มข้นเช่นนี้ในแดนฟ้าเมฆินทร์ "

     

     

    นางเซียนเฒ่าพรหมจรรย์เหยาฉูนหวี่คล้ายไม่แปลกใจนัก นางรับรู้ถึงกลิ่นอายอ่อนจางสายหนึ่งเป็นตบะฌานของผู้กำลังเคลื่อนใกล้เข้ามาทางทิศตะวันออก แม้นางกับเฒ่าถานเทียนชี่จะไม่ค่อยลงรอยกันนักแต่ก็นับว่ามาจากแหล่งที่มาเดียวกัน

     

    " มันคงมาแย่งชิงคัมภีร์วิเศษนั้นในตัวเจ้าเหมือนกันกับข้า หากเจ้าไม่อยากเจอศึกสองทางก็จงมอบคัมภีร์วิเศษเล่มนั้นออกมาเสียแต่ตอนนี้ "

     

     

    'ใจของอิสตรีหากมุ่งมาดสิ่งใดแล้วยากแปรเปลี่ยนจริงๆหากตนบอกนางว่าคัมภีร์นั้นมิใช่เป็นอย่างที่นางคาดหวังนางย่อมไม่ยินยอมเชื่อตนอย่างแน่นอน'เฒ่าถานเทียนชี่คำนึง

    " หากข้าบอกว่าคัมภีร์นั้นไม่ได้อยู่ในตัวข้าแล้ว เจ้าจะเชื่อหรือไม่ "

     

     

    " เหลวไหล! " นางกระแทกไม้เท้าใส่พื้นศิลาจนประกายไฟแตกออก โกรธจนแก้มป่องจ้องที่เฒ่าถานเทียนชี่เขม็ง คัมภีร์วิเศษที่นางวาดฝันไว้ว่าถืออยู่ในมือไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว จิตใจของนางยังไม่สงบจนกว่าจะได้คัมภีร์วิเศษเล่มนี้มาครอบครอง จนกว่าจะมีชัยเหนือเฒ่าถานเทียนชี่ที่อยู่ตรงหน้าที่มักก้าวข้ามนางไปก้าวหนึ่งเสมอ

     

    " ผู้ที่ครอบครองไว้รั้งแต่จะหาเภทภัยใส่ตัว หากเจ้าไม่เชื่อก็ดูผู้ที่มาถึงแล้ว " เฒ่าถานเทียนชี่กล่าวขึ้น ตาที่ลืมอยู่ข้างเดียวจ้องมองผู้ที่เพิ่งมาถึงอย่างไม่วางตา

     

    ....................................

    คล้ายกับเรื่องอภินิหารเทพปฐมภพ ที่คุณอ่าน

    สะเทือนสวรรค์ สะท้านอสูร

    สะเทือนสวรรค์ สะท้านอสูร

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    243K 312
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    กำเนิดใหม่ : มหาปราชญ์เทพเซียนโอสถ

    กำเนิดใหม่ : มหาปราชญ์เทพเซียนโอสถ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    3.00M 2954
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

    จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    3.13M 4052
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    ฤทธาสยบฟ้า ใต้หล้าเหนือพันธนาการ [จบ]

    ฤทธาสยบฟ้า ใต้หล้าเหนือพันธนาการ [จบ]

    นิยาย แฟนตาซี
    3.82M 1844
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577