บทที่ 20 ระดับเฉิงเสวียนขั้นสอง
จากการพูดคุยที่ฟังมา จื่อเชียนเกอพอจะเข้าใจสถานการณ์แล้ว เธอแสยะยิ้มมุมปากอย่างเ้าเล่ห์ ก่อนจะหันหลังกลับไปทางหุบเขา
ภายในจิตสำนึก ฮั่นตั้นหัวเราะเสียงดัง
“พี่หญิง ที่แท้เ้าลูกกลมๆ สีดำที่เ้าโยนออกไปวันนั้น ทำให้แม่นางหลิวซีซวงหน้าเสียโฉมไปเลยนี่เอง มิน่าเล่าสกุลหลิวถึงส่งคนมาตามจับเ้ามากมายเพียงนี้ เ้านี่ไม่เลวเลยจริงๆ"
จื่อเชียนเกอยิ้มอย่างอารมณ์ดีแล้วพูดว่า “สมน้ำหน้าแล้ว!”
ฮั่นตั้นหัวเราะอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยุดแล้วถามต่อว่า “พี่หญิง ยาฟื้นฟูโฉมเป็โอสถขั้นสูงระดับหก จากที่คนพวกนั้นพูด มีโอกาสฟื้นฟูได้แค่สี่ส่วน ลูกกลมๆ นั่นมีพลังทำลายล้างมากขนาดนั้นเชียวหรือ?”
จื่อเชียนเกอร่ายยาวอธิบายด้วยความใจดีว่า “ไม่หรอก ร่างกายของผู้ฝึกตนค่อนข้างแข็งแกร่ง ะเินั่นไม่น่าจะสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อร่างกายของพวกเขาได้มากนัก
น่าจะเป็เพราะหน้าของนางถูกไฟจากการะเิเผาไหม้ และไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีมากกว่า”
“อ๋อ ที่แท้ก็เป็เช่นนี้ พี่หญิงคราวนี้เ้าซวยแล้วล่ะ พอเ้าออกจากเทือกเขาฉีอวิ๋นเมื่อไหร่ จะต้องถูกสกุลหลิวตามล่าอย่างบ้าคลั่งแน่ๆ”
ฮั่นตั้นพูดด้วยน้ำเสียงยียวน
จื่อเชียนเกอกลอกตาใส่ ไม่พอใจเล็กน้อย “ฮั่นตั้น ทำไมข้ารู้สึกว่าทุกครั้งที่ข้าเจอเื่ไม่ดี เ้าจะดีใจเป็พิเศษนะ”
ฮั่นตั้นหัวเราะแห้งๆ “เปล่านะ พี่หญิงเ้าคิดมากไปเองแล้ว”
เมื่อกลับมาถึงหุบเขา จื่อเชียนเกอก็ตรงเข้าไปฝึกฝนภายในกระโจมทันที
ที่จริงเธอก็รู้ว่าฮั่นตั้นพูดถูก ครั้งนี้เธอสร้างศัตรูที่ไม่ธรรมดาเอาไว้ การมีพลังมากขึ้นอีกนิดก็เป็หลักประกันเพิ่มขึ้นอีกนิดเช่นกัน
การใช้ประโยชน์จากสถานที่ที่ยังปลอดภัยและเป็ความลับแห่งนี้เพื่อเร่งพัฒนาพลังฝีมือเป็เื่สำคัญที่สุด
เช้าตรู่สองวันต่อมา พลังปราณภายในหุบเขาเล็กๆ แห่งนี้ไหลบ่าเข้าหากระโจม ครู่หนึ่งต่อมา จื่อเชียนเกอลืมตาขึ้นแล้วยิ้มเล็กน้อย
“ระดับเฉิงเสวียนขั้นสองแล้ว!”
ฮั่นตั้นกระดิกกลีบดอกไม้ ชื่นชม “พี่หญิง เ้ากินเม็ดบัวที่ปลูกด้วยน้ำพุิญญาไปมากโข ตอนนี้รู้ซึ้งถึงผลลัพธ์ของมันแล้วสินะ”
“อืม ผลลัพธ์นี้ช่างดีจริงๆ ถ้าเป็ปกติคงต้องใช้เวลาอีกสามสี่วันถึงจะเลื่อนขั้นได้
ได้เวลาแล้ว สองวันมานี้ข้ายังไม่ได้กินอะไรเลย หิวจะแย่แล้ว ไปทำอะไรกินก่อนดีกว่า อีกไม่กี่วันข้างหน้าข้าคิดว่าจะฝึกฝนทักษะการต่อสู้ที่นี่เพื่อเสริมสร้างพลัง”
จื่อเชียนเกอพูดพลางเดินออกจากกระโจม มุ่งหน้าไปยังน้ำตกเล็กๆ อย่างสบายอารมณ์
เธอใช้ชีวิตอย่างสบายๆ ในหุบเขา ขณะที่ศิษย์สายนอกของสกุลหลิวที่ออกตามหาเธออยู่นอกหุบเขาต่างก็มีสีหน้าบึ้งตึง
คนที่ใจร้อนก็ระบายอารมณ์ใส่สัตว์อสูรหรือคนที่เห็นว่าไม่สบอารมณ์ ทำให้เทือกเขาฉีอวิ๋นวุ่นวายไปหมด
พื้นที่รอบนอกหลายแห่งเกิดการปะทะกันอย่างรุนแรง
กลุ่มทหารรับจ้างที่สนิทกันหลายคนมารวมตัวกันดื่มเหล้าและพูดคุยเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ชายร่างใหญ่คนหนึ่งพูดด้วยน้ำเสียงดังว่า “สกุลหลิวแห่งเมืองหรงซิ่งคราวนี้ได้สร้างชื่อเสียงจริงๆ แล้ว ถึงกับส่งศิษย์สายนอกของตระกูลหลายร้อยคนมาตามหาเด็กคนเดียว ไม่รู้สึกอายบ้างหรืออย่างไร”
ชายร่างเล็กกว่าคนหนึ่งตบไหล่เขา เตือนว่า “พี่ใหญ่หลี่ เบาเสียงหน่อย เผื่อมีศิษย์สกุลหลิวอยู่แถวนี้ อย่าไปหาเื่ใส่ตัวเลย”
พี่ใหญ่หลี่ไม่ได้ใส่ใจ ยังคงพูดเสียงดังต่อไปว่า "ลู่เฟิง เ้าจะกลัวอะไร สกุลหลิวก็แค่ตระกูลเล็กๆ ระดับสาม
กลุ่มทหารรับจ้างหมาป่าคลั่งของเราก็เป็กลุ่มระดับสอง มีพี่น้องร่วมร้อยคน หัวหน้ากลุ่มของเราก็มีระดับพลังเท่ากับหัวหน้าสกุลหลิว จะไปกลัวพวกมันทำไม?"
อีกคนที่ชื่อสวีเฟยก็พยักหน้าเห็นด้วย "พี่หลี่พูดถูก ลู่เฟิง เ้าเพิ่งเข้ากลุ่มมาใหม่ๆ ยังไม่ค่อยรู้เื่ของกลุ่มอิทธิพลต่างๆ เท่าไหร่นัก
สกุลหลิวก็เป็แค่ตระกูลเล็กๆ ระดับสาม ในเมืองหรงซิ่งก็แค่ตระกูลทั่วไป ขั้นพลังก็พอๆ กับกลุ่มของเรา พวกมันไม่กล้าทำอะไรเราหรอก
ศิษย์สกุลหลิวกล้าข่มเหงผู้ฝึกตนอิสระที่ไม่มีทางสู้หรือชาวบ้านที่ไม่มีเส้นสายก็เท่านั้น"
ลู่เฟิงพยักหน้า "ที่แท้ก็เป็เช่นนี้นี่เอง ถึงอย่างนั้น ครั้งนี้ก็เป็เื่ใหญ่โตจริงๆ เหตุใดต้องตามจับเด็กคนเดียวด้วยล่ะ?"
สวีเฟยยิ้มแล้วเล่าข่าวที่ได้ยินมาให้ฟังอย่างเยาะหยัน
"พี่หลี่พูดถูก สกุลหลิวขายขี้หน้าจริงๆ บุตรชายบุตรสาวหัวหน้าสกุลหลิวทั้งสามคน พร้อมกับผู้ติดตามอีกสี่คน ยังสู้เด็กอายุแปดเก้าขวบไม่ได้ แถมยังโวยวายไปทั้งเมืองอีก ใครๆ ก็รู้ นี่มันเื่ที่คนโง่เท่านั้นถึงจะทำ"
ทหารรับจ้างคนที่สี่หัวเราะเบาๆ "หัวหน้าสกุลหลิวอยากจะตามหาอย่างเงียบๆ แต่ฮูหยินของเขาไม่ยอม ได้ยินมาว่าโวยวายเสียใหญ่โตเลย แถมยังไปขอความช่วยเหลือจากบ้านเดิมของตัวเองด้วย"
พี่หลี่รินเหล้าใส่ชามใหญ่ หัวเราะเสียงดัง "ข้าอยากจะเห็นเด็กหญิงอายุแปดเก้าขวบคนนี้เหลือเกิน ได้ยินว่านางมาฝึกฝนที่นี่คนเดียว ไม่มีผู้ใหญ่มาด้วย ช่างกล้าหาญไม่เบา
อายุแปดเก้าขวบก็มีระดับพลังเฉิงเสวียนขั้นหนึ่งแล้ว พร์สูงเช่นนี้ ข้าคิดว่าไม่น่าจะเป็ลูกหลานของคนธรรมดา"
ลู่เฟิงเห็นด้วย "พี่หลี่พูดถูก คนสกุลหลิวก็ไม่ใช้สมองคิดบ้าง ครั้งนี้อาจจะไปหาเื่ตระกูลใหญ่เข้าก็ได้"
"ช่างเถอะ พวกเราแค่รอดูละครก็พอแล้ว"
จื่อเชียนเกออยู่ในหุบเขามาหกเจ็ดวัน เสบียงอาหารก็ใกล้จะหมดแล้ว กำลังจะออกไปหาอาหารและหาข่าว พอเดินออกมาไม่ถึงหนึ่งลี้ ก็ได้ยินทหารรับจ้างกลุ่มนี้กำลังพูดคุยกันเสียงดัง เธอตัวเล็กๆ นั่งยองๆ ในพุ่มหญ้าสูงเก็บเห็ดไปพลาง แอบฟังพวกเขาคุยกันไปพลาง
ฮั่นตั้นพูดด้วยความกังวล "พี่หญิง สกุลหลิวตามหาเ้ามาเกือบสิบวันแล้วยังไม่ยอมแพ้เลย เ้าจะทำอย่างไรต่อไป จะหลบอยู่เช่นนี้ตลอดเลยหรือ?"
จื่อเชียนเกอส่ายหน้า "ไม่หรอก เ้าเห็นข้าเป็คนขี้ขลาด วันๆ เอาแต่หลบซ่อนหรืออย่างไร
ที่ข้าฝึกฝนทักษะการต่อสู้มาสามสี่วันนี้ย่อมไม่เสียเวลาเปล่า ต้องทดลองฝีมือกันบ้าง คนสกุลหลิวส่งตัวเองมาถึงที่ ข้าจะไม่ให้ความร่วมมือได้อย่างไรเล่า”
พูดจบ เธอก็หาที่ซ่อนตัว เปลี่ยนเป็ชุดสีเขียวเข้ม แล้วเดินไปอีกทาง
เดินไปเกือบสองเค่อ ฮั่นตั้นก็เตือนว่า “พี่หญิง ข้างหน้ามีคน”
จื่อเชียนเกอจงใจเก็บซ่อนพลังปราณทั้งหมด ก้มตัวเดินอย่างระมัดระวังเข้าไปใกล้เรื่อยๆ
เห็นเป็เด็กหนุ่มสาวแต่งกายหรูหราสามสี่คน อายุราวสิบสองสิบสามปีก็ขมวดคิ้ว “ฮั่นตั้น พวกเขาไม่ใช่คนสกุลหลิว”
ฮั่นตั้นตอบว่า “จริงด้วย พวกเขาไม่ใช่คนสกุลหลิว แต่พวกเขาก็มา ตามหาเ้า
เด็กหนุ่มชุดม่วงคนนั้น ตอนที่พูดถึงเ้า สีหน้าดูไม่เป็มิตรเอาเสียเลย เหมือนอยากจะฉีกเ้าเป็ชิ้นๆ ข้าเดาว่าน่าจะเป็เพื่อนของหลิวซีซวง”
จื่อเชียนเกออดกลอกตาไม่ได้ มุมปากกระตุกแล้วพูดอย่างจนใจ “คนอื่นช่างเถอะ ข้าไปหาคนสกุลหลิวดีกว่า”
ตอนที่เธอกำลังจะถอย เด็กหญิงชุดชมพูคนหนึ่งพูดออกมาอย่างหงุดหงิด “ท่านพี่ พวกเราหามาตั้งหลายวันแล้วยังไม่เจอแม้แต่เงาของเด็กขอทานนั่นเลย ไม่แน่ว่านางคงโดนสัตว์อสูรกินไปแล้วกระมัง ข้าไม่อยากอยู่ที่นี่แล้วข้าอยากกลับจวน”
ท่านพี่ที่นางพูดถึงก็คือเด็กหนุ่มชุดม่วงที่ฮั่นตั้นพูดถึง เขามีสีหน้าไม่สู้ดีนัก พอเห็นว่าวันนี้น้องสาวพูดถึงเื่กลับบ้านเป็ครั้งที่สามแล้ว ก็โกรธขึ้นมา
แล้วพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “อยากกลับก็กลับไปเอง ข้าจะต้องจับเด็กตัวแสบนั่นให้ได้ เพื่อแก้แค้นให้ซีซวง”
“ท่านพี่ ท่านจะทำเช่นนี้กับข้าไม่ได้นะ ท่านลุงเขยเองก็ส่งคนสกุลหลิวมาตั้งหลายร้อยคนแล้วก็ยังหาเด็กขอทานนั่นไม่เจอเลย
นางอาจจะออกจากเทือกเขาฉีอวิ๋นไปแล้ว หรือไม่ก็โดนสัตว์อสูรกินไปแล้ว ท่านยังจะดึงดันอยู่ต่อไปทำไม” เด็กหญิงชุดชมพูร้องไห้อย่างน่าสงสาร
เด็กหนุ่มชุดม่วงก็คิดถึงความเป็ไปได้นี้เช่นกัน แต่ก็ยังยืนยัน
“ไม่ว่าจะอย่างไร ข้าก็จะหาต่อไป”