ในเมื่อบ้านเดิมไม่อาจให้ความมั่นใจแก่สะใภ้ได้ข้าหลินอวี่จะให้เอง! หลินอวี่ป้ายดินที่เต็มมือลงบนรั้วบ้านของชายหนุ่ม แล้วเช็ดกับเสื้อผ้าจนสะอาด จากนั้นจึงคว้ามือเล็ก ๆ ของเฉินเจียวเหนียงมาจับไว้
"ท่านพี่..."
"หืม?"
"ความจริงแล้ว พวกเขาจะเรียกข้าว่าตัวซวยก็ไม่เป็ไรเ้าค่ะ"
เฉินเจียวเหนียงกุมมือเขาตอบ ใบหน้าเล็ก ๆ ที่แดงระเรื่อเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข
แต่หลินอวี่กลับยิ้มไม่ออก "เ้าเริ่มชอบฉายาตัวซวยแล้วหรือ?"
"อาจเป็เพราะความโชคร้ายที่ข้าเคยพบเจอในอดีต เพื่อที่จะได้มาพบกับท่านพี่ พอคิดแบบนี้ ข้าก็รู้สึกว่ามันไม่เลวเลยเ้าค่ะ"
คำปลอบใจที่ดูเหมือนการล้างสมองเช่นนี้ หลินอวี่สาบานว่าต่อไปจะไม่ยอมให้หลุดออกมาจากปากภรรยาของเขาอีกเด็ดขาด ความโชคร้ายก็คือความโชคร้าย ไม่จำเป็ต้องมอบความหมายอันสูงส่งให้แก่มัน เขาลอบถอนหายใจ เพราะเกรงว่าเฉินเจียวเหนียงจะจมดิ่งลงไปในความคิดที่ผิดเพี้ยนอีก
"ไปกันเถอะ"
สำหรับหมู่บ้านที่ต้องพึ่งพาสายสัมพันธ์ทางเครือญาติเพื่อความอยู่รอด การที่ชาวบ้านในอ่าวตงหูกล้าทำกับเจียวเหนียงเช่นนี้ แสดงว่าต้องได้รับการยินยอมโดยนัยจากปู่ย่าและครอบครัวของนาง เขาอยากจะพบหน้าปู่ย่าที่อ้างว่าถูกนางทำให้ซวยนักหนา เพื่อถามให้รู้ความว่าเหตุใดจึงยังไม่ตายตกไปเสียที
"ท่านพี่ เรามาถึงแล้วเ้าค่ะ"
หากเดินไปทางทิศตะวันออกอีกก็จะถึงทะเลสาบตงหู หลินอวี่เหลือบมองชายหนุ่มที่อาศัยอยู่บ้านข้าง ๆ และตัดสินใจว่าเมื่อถึงเทศกาลเช็งเม้งจะเผากระดาษเงินกระดาษทองส่งไปให้พี่เขยผู้นี้ให้มากหน่อย เขารู้สึกเสียใจที่เมื่อครู่ไม่ได้เอาโถน้ำตาลฟาดหัวลูกพี่ลูกน้องผู้หื่นกระหายคนนั้นให้แตก
เขาหันไปมองบ้านมุงจากของตระกูลเฉิน ตัวบ้านหันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีห้องหลักหกห้อง และห้องบริวารอีกสี่ห้องทางซ้ายและขวา โดยส่วนที่อยู่ทางทิศตะวันออกนั้นสร้างขึ้นจากดินดิบ รูปแบบที่ปะปนกันเช่นนี้ทำให้ลานบ้านดูไม่ลงตัวเอาเสียเลย
"กวงเอ๋อร์พักอยู่ที่ไหน?"
การมาครั้งนี้หลินอวี่ไม่ได้ตั้งใจมาเยี่ยมเยียนปู่ย่าตระกูลเฉินแต่เขามาเพื่อช่วยน้องภรรยาต่างหาก!!
เฉินเจียวเหนียงเม้มริมฝีปากแน่น พลางชี้ไปยังเพิงพักเตี้ย ๆ สองหลัง ที่ตั้งอยู่ข้างกำแพงลานบ้าน
"ั้แ่ท่านปู่ท่านย่าป่วย พวกเขาก็ไล่พวกเราออกมาเ้าค่ะ" พูดจบ นางก็ชี้ไปยังห้องหลักและห้องบริวารดินดิบทางทิศตะวันออก
"ก่อนที่พี่ใหญ่จะจากไป เขาตั้งใจปั้นดินสร้างบ้านหลังนี้ขึ้นมาเอง แต่กลับถูกท่านปู่ท่านย่าแบ่งให้ครอบครัวของลุงใหญ่ไปเ้าค่ะ"
พวกผู้ใหญ่ที่ลำเอียงแบบนี้สมควรตายจริง ๆ หลินอวี่สูดลมหายใจเข้าลึก ก้าวพรวดเดียวเข้าไปในเพิงพัก รูม่านตาของเขาหดเล็กลงทันที
ความจริงเขาคิดว่าหากเฉินกวงเอ๋อร์พักอยู่ในเพิงพัก จะได้ไม่ต้องเสียเวลาแสร้งทำเป็ไปเยี่ยมปู่ย่าตระกูลเฉิน และพาเฉินกวงเอ๋อร์จากไปพร้อมกับเจียวเหนียงได้เลย
แต่ตามหลักแล้ว ในเมื่อจงใจส่งคนไปแจ้งข่าวที่บ้านเขา ตระกูลเฉินก็น่าจะแสร้งทำเป็พาร่างที่ป่วยหนักของเฉินกวงเอ๋อร์กลับมาดูแลในบ้าน ดังนั้นเขาจึงเพียงแค่ชะโงกหน้าเข้าไปดูครู่หนึ่ง ทว่าสิ่งที่เห็นกลับนึกไม่ถึง...
"ข้าประเมินศีลธรรมของคนพวกนี้สูงเกินไปจริง ๆ เจียวเหนียง เ้ารีบมานี่เร็ว"
หลินอวี่เห็นว่าหน้าอกของเฉินกวงเอ๋อร์ยังคงกระเพื่อมขึ้นลง จึงก้มตัวลงไปที่เสื่อที่ปูอยู่บนพื้นดินที่เฉอะแฉะ ยื่นมือไปแตะหน้าผากของน้องภรรยาที่ผอมจนเหลือแต่กระดูก
ร้อนจี๋!
เมื่อเลิกผมขึ้นดู ก็พบว่ามีคราบเืติดอยู่ที่เส้นผม เขาค่อย ๆ แหวกเส้นผมที่ดกหนาของน้องภรรยาเพื่อตรวจดูอาการาเ็
ในที่สุดก็พบว่านี่ไม่ใช่การป่วยหนักอะไรอย่างที่กล่าวอ้างเลยสักนิด น้องภรรยาถูกไม้ฟาดที่ท้ายทอย าเ็สาหัสบวกกับมีไข้จนหมดสติไป ดูจากริมฝีปากที่แห้งแตกเพราะพิษไข้ น่าจะเป็เช่นนี้มาครึ่งวันหรือมากกว่านั้นแล้ว
"หากปล่อยให้ไข้ขึ้นสูงต่อไป เกรงว่าสมองจะได้รับความเสียหายจนเลอะเลือน"
ขณะที่กำลังพูด เฉินเจียวเหนียงก็เดินเข้ามาในเพิงพัก เมื่อเห็นน้องชายที่นอนอยู่บนเสื่อและเนื้อตัวเต็มไปด้วยดิน ถุงแป้งในมือก็ร่วงลงพื้น นางโผเข้าหาด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
"กวงเอ๋อร์ เ้าเป็อะไรไป? รีบตื่นขึ้นมาเร็วเข้า!"
"เขามีไข้ ต้องรีบพาไปหาหมอเดี๋ยวนี้"
ไม่มีเวลาอธิบายมากความ หลินอวี่แบกคนขึ้นหลังโดยมีเฉินเจียวเหนียงคอยช่วยพยุง ทันทีที่สามีภรรยาก้าวออกจากเพิงพัก คนตระกูลเฉินที่ได้ยินเสียงก็รีบวิ่งมาขวางทางพวกเขาไว้ ผู้นำกลุ่มคือหญิงชราตัวอ้วนดำผมหงอกขาวครึ่งหนึ่ง ในมือถือไม้เท้า ใบหน้าประดับรอยยิ้มทว่ากลับดูแฝงไปด้วยความเ้าเล่ห์
เฉินเจียวเหนียงเห็นหญิงชราที่เดินกะเผลกโดยใช้ไม้เท้าก็ใมาก "ท่านย่า? ท่านไม่ได้เป็อัมพาตจนลุกจากเตียงไม่ได้หรือเ้าคะ?"
"พอตัวซวยอย่างเ้าไป โรคของข้าก็หายทันที ทำไม... หรือว่าไม่ดีล่ะ?"
เฉินเหล่าไท่ปรายตามองเฉินเจียวเหนียง โดยไม่ได้เห็นหลานสาวผู้นี้อยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย นางหันไปมองชายหนุ่มที่แบกเฉินกวงเอ๋อร์อยู่ หน้าตาหล่อเหลา ประกอบกับสวมชุดยาวสีน้ำเงินที่สะอาดสะอ้าน ดูดีกว่าชายหนุ่มทุกคนที่นางเคยพบเห็นมาตลอดชีวิต
โดยเฉพาะการที่สอบได้เป็ถงเซิง และตอนนี้ยังเป็ผู้มีอำนาจในหมู่บ้านสือหลินอีกด้วย ถ้ารู้แบบนี้ ตอนแรกสู้แจ้งว่าเฉินเจียวเหนียงป่วย เพื่อให้นางอยู่รับใช้ที่บ้านเหมือนวัวเหมือนควายต่อไป แล้วให้ลูกสาวของบ้านลุงใหญ่แต่งงานกับหลินอวี่เสียยังดีกว่า
"ท่านย่า พี่เขยหน้าตาดีจริง ๆ เ้าค่ะ"
หญิงสาวอายุราวสิบเจ็ดสิบแปดปีที่เดินตามหลังเฉินเหล่าไท่ ผู้มีเครื่องหน้าเบียดชิดกันจนแทบรวมเป็หนึ่งเพราะความอ้วน พูดสิ่งที่อยู่ในใจออกมาโดยไม่ปิดบัง
"พี่เขย เฉินเจียวเหนียงเป็ตัวซวย จะทำให้ท่านซวยไปด้วย ท่านหย่านางแล้วมาแต่งกับข้าเถิด รับรองว่าจะนำความรุ่งเรืองมาให้ท่านแน่นอนเ้าค่ะ"
เฉินเจียวเจินจงใจก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว พร้อมกับยืดอกขึ้นอย่างภาคภูมิใจ แม้น้ำหนักตัวจะมากกว่าเฉินเจียวเหนียงถึงสองเท่าทว่าขนาดหน้าอกกลับเล็กกว่าครึ่งหนึ่ง ประกอบกับน้ำเสียงที่เหมือนต้องแต่งให้ได้ ทำให้เส้นเืที่ขมับของหลินอวี่เต้นตุบด้วยความโกรธ
"ถอยไป!" หลินอวี่คำรามเบา ๆ "ข้ารีบพากวงเอ๋อร์ไปหาหมอ เื่อื่นไว้ค่อยพูดกันทีหลัง"
ในสายตาของเขา ญาติที่น่ารังเกียจเช่นนี้ หลังจากวันนี้ไป ก็ไม่มีคำว่าทีหลังอีกแล้ว
เดิมทีเฉินเจียวเหนียงรู้สึกผิดที่ทำให้ปู่ย่าป่วยเพราะความซวยของนาง แต่เมื่อวันนี้เห็นท่านย่าปรากฏตัวตรงหน้าอย่างกระปรี้กระเปร่า ทั้งยังบอกให้สามีหย่านางเพื่อไปแต่งงานกับลูกพี่ลูกน้องอย่างเฉินเจียวเจิน ในที่สุดนางก็เห็นธาตุแท้ของคนครอบครัวนี้
"ท่านพี่ไม่ต้องไปเสวนากับพวกเขาเลยเ้าค่ะ พวกเราไปกันเถอะ"
เฉินเจียวเหนียงเบี่ยงตัวหลบไปด้านข้างสองสามก้าวเพื่อจะเดินเลี่ยงย่าและหลานตระกูลเฉินไป ทันใดนั้น จากประตูไม้เก่า ๆ ก็มีชายสามคนพุ่งออกมา นั่นคือลุงใหญ่และลูกพี่ลูกน้องอีกสองคน ตามมาด้วยป้าสะใภ้ใหญ่และพี่สะใภ้ใหญ่ ในมือถือตะหลิวและอุปกรณ์ทำครัว
"ลูกเขย มาถึงแล้วก็อยู่ก่อนเถอะ พวกเรากำลังทำมื้อเย็นให้เ้าอยู่ จะรีบไปไหนเล่า?"
ป้าสะใภ้ใหญ่แกว่งตะหลิวเปื้อนน้ำมันในมือไปมา พลางพิจารณาหลินอวี่ ยิ่งมองลูกเขยผู้นี้นางก็ยิ่งรู้สึกพอใจ ส่วนเฉินลุงใหญ่ก็คิดถึงเงินจำนวนมากที่จะได้จากการยกลูกสาวให้ เพื่อนำไปสู่ขอภรรยาที่ดี ๆ ให้ลูกชายคนเล็ก เขาเอื้อมมือไปแตะไหล่หลินอวี่อย่างสนิทสนม
"อาการของเฉินกวงเอ๋อร์เพียงแค่ดูแลไปสักพักเดี๋ยวก็หาย ไม่ต้องหาหมอหรอก พ่อตาและลูกเขยอย่างเรามานั่งดื่มกันสักสองสามจอกดีกว่า"
"พ่อตากับลูกเขย? สรุปคือพวกท่านจงใจเรียกข้ากับเจียวเหนียงมาที่อ่าวตงหู เพื่อจะวางแผนเปลี่ยนตัวภรรยาสินะ"
ตอนนี้หลินอวี่รู้สึกสะอิดสะเอียนอย่างยิ่ง รู้สึกสะอิดสะเอียนยิ่งกว่ากลืนแมลงวันที่อยู่ในส้วมลงไปเสียอีก แต่คนที่รู้สึกแย่ยิ่งกว่าเขาคือเฉินเจียวเหนียง
เมื่อเห็นว่าคนครอบครัวนี้ไม่ยอมรักษาอาการาเ็ของน้องชาย ทั้งยังใช้น้องชายเป็เครื่องมือล่อให้สามีมาที่นี่เพื่อบีบให้เขาหย่านางและแต่งงานใหม่ ความอัปยศที่เฉินเจียวเหนียงอดทนมาหลายปี ในเวลานี้ได้ะเิออกมาอย่างสมบูรณ์