ตอนที่ยี่สิบห้า ผู้มักมากราคะย่อมได้หญิงงาม
ความจริงยังมีอีกหลายๆคนแต่พวกนั้นบางคนก็มีความสัมพันธ์กับองค์ชายหรือเชื้อพระวงศ์อื่นๆจะสังเกตว่าคนที่ผมเลือกในล็อตแรกนี้คือคนไร้สถานะทางสังคมหรือคนที่เคยมีแต่ดันชื่อเสียงฉาวโฉ่อย่างกริฟกาเรี่ยน
ผมวางแผนจะซื้อตัวเรื่อยๆตามแต่โอกาสจะอำนวยแต่เอาคนที่น่าจะซื้อได้ชัวร์ๆก่อนนั่นเอง
การเป็นดยุกผมรู้สึกว่าเราต้องเล่นเกมส์หรือดำเนินชีวิตคนละอย่างกับลูกชายคนสุดท้องของบารอนบ้านนอกชายแดนเลยแฮะเราไม่สามารถไปไหนได้โดยไม่เป็นจุดสนใจหรือทำอะไรโดยไม่เป็นจุดสนใจ
ผมทำอะไรรู้สึกว่าแต่ละคนจะมองเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาแม้กระทั่งให้สาวนุ่งน้อยห่มน้อยรินไวน์ให้ผมเกือบๆจะกลางแจ้งเช่นนี้คนก็ยังมองว่าปรกติ
การเป็นดยุกหมูอ้วนที่ชื่อเสียงฉาวโฉ่นั้นมีข้อดีตรงที่เรารวบรวมคนที่ชื่อเสียงไม่ดีให้มาเข้ากลุ่มได้ทุกคนก็ยังคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาล่ะมั้ง?
อีกเรื่องหนึ่งคือการที่ผมเริ่มคลุกคลีกับพวกนักผจญภัยนี้มากขึ้นผมเข้าใจเลยว่า ดยุกหมูอ้วน ที่แทบไม่ได้ฝึกซ้อมเวทย์หรืออะไรเลย ก็ยังมีเวทย์เยอะกว่าชาวบ้านธรรมดาร้านตลาดน้ำยาเพิ่มพลังเวทย์ที่หวังจะเตรียมมาใช้กับตัวผมเอง ได้แจกจ่ายไปให้กับพวกนักผจญภัยที่มารวมกลุ่มกับผมเสียมากกว่าหลังจากการที่ผมมองคำนวณตัวเลขในหัวคร่าวๆแล้ว
ผมก็ควรจะสังหรณ์ตั้งแต่ต้นแล้วว่าไอ้คนที่มีอะไรกับสาวๆยี่สิบคนทุกวันได้ตามเนื้อเรื่อง นี่ร่างกายของมันต้องไม่ใช่คนธรรมดาแน่ๆสักสองสามครั้งคือขีดจำกัดของคนธรรมดาแล้ว
พอผมมาใช้ชีวิตของดยุกหมูอ้วนแล้วอยากจะกินอะไรก็ได้กิน อยากจะมีอะไรกับผู้หญิงคนไหนก็ฉุดมาชีวิตมันคงรู้สึกว่างเปล่าจริงๆหากไม่มีเป้าหมายให้ไล่ตาม
แต่ผมต้องเตรียมรับมือกับพระเอกอิเซไคหรือป้าอายุสี่สิบกว่าๆพนักงานบริษัทที่อาจจะข้ามมาในโลกนี้ได้เหมือนกับผมผมจึงต้องดำรงชีวิตอยู่ด้วยความไม่ประมาท
มาเรียทาสสาวของผมก็ทำงานอย่างขันแข็งไม่ย่อท้อแม้งานที่ว่านั้นจะเป็นทาสกามของผมก็ตาม
นี่คือพลังใจของคนระดับนางเอกสินะนี่เหมือนคนบ้าในสายตาคนทั่วไป เพราะคนระดับนางเอกหรือผู้กล้าแห่งยุคนั้นล้มเลิกกลางคันไม่เป็น
แบบเดียวกับที่พยายามหาคนเก่งๆมาสอนพวกบ้า
ผมก็ใช้มาทรอนอินกริดแม่เล้าโสเภณีที่ผมคุมอยู่มาสอนเรื่องราวต่างๆให้กับมาเรียและมารีอาแม่ของเธอ
วันแรกที่ผมตื่นขึ้นมานั้นผมก็รีบเตรียมข้าวของต่างๆ
เชือก แส้ ตราเวทย์หน้าท้องบังคับทาสปลอกคอที่จับแม้กระทั่งนักบุญได้
“เดินหน้าไปได้เจ้าพวกเขี้ข้า”
ผมสั่งให้ทหารม้าวิ่งไปตลอดทางพร้อมกับรถม้าที่ขนคนของผมและทหารไปทั้งยามราตรีไม่หยุดแม้แต่วินาทีเดียว
ไม่แม้แต่จะเทเลพอร์ตเพราะผมเร่งมาจนถึงขีดจำกัดระหว่างทางเพราะไม่อยากให้ใครมาแทรกซ้อนและต้องการความเร็ว
จนสุดท้ายควบม้ามาทั้งคืน
ผมก็มาถึงบ้านของมาเรีย
บ้านอัน”ยากจน”ที่เธอต้องลำบากทำงานด้วยตนเอง มีสวนองุ่นและพื้นที่บริเวณบ้าน บ้านทำจากอิฐ มีหน้าต่างมีเปียโน มีหนังสือเวทมนตร์ราคาแพงประดับอยู่ในห้องอ่านหนังสือ มีซก้าเครน น้ำตาลราคาแพงมีโถแจกันสีม่วงไวโอเล็ตของเก่าราคาแพงและอื่นๆอีกมากมายที่แสดงความ”ยากจน”ของคุณเธอ
โถ่แม่คุณ ถ้าคุณเธอยากจนคนโลกปัจจุบันกว่าแปดสิบเปอร์เซ็นก็ขอทานแล้ว
..
มารีอาเอาอาหารมาให้กับมาเรียลูกสาวคนเดียวของเธอที่ต้องลำบากทำงานบ้านต่างๆและครอบครัวของเธอที่ยากจนลง แทบจะไม่มีเงินมาซื้อชาและน้ำตาลที่เธอต้องเอามาให้ลูกสาว
ค่าแรงงานจากไร่องุ่นและค่าเช่าที่ดินก็แทบไม่พอใช้สำหรับแม่หม้ายอย่างเธอแต่เธอก็สู้ชีวิตกับลูกสาวของเธอที่ยังคร่ำเคร่งอ่านหนังสือ
“พักผ่อนได้บ้างแล้วลูกดื่มน้ำชาให้หายเหนื่อยก่อนเถอะ” น้ำชาราคาแพง บนถ้วยชาที่มีลายสลักอย่างดีบ่งบอกว่าเป้นของดีราคาแพง ที่คนจรจัดมาเห็นคงเอาไปขายเอาเงินมาซื้ออาหารทาน
“อีกนิดหน่อยค่ะแม่หนูจะพยายามสอบให้ได้ทุนการศึกษาของทางราชวงศ์จะได้ช่วยลดค่าใช้จ่ายให้แม่ได้ไงล่ะคะพอหนูจบการศึกษา หนูจะได้ทำงานในกระทรวงเวทมนตร์ ไม่ให้แม่ต้องลำบากต่อไปไงคะ”
มาเรียชูกำปั้นอย่างมุ่งมั่นสาวน้อยที่แก่นแก้วของเธอ ที่ชอบปีนต้นไม้เล่น พกดาบไม้ต่อสู้ในวัยเด็กกลายเป็นเด็กที่มีความรับผิดชอบขนาดนี้แล้วสินะ เธออดเสียใจไม่ได้ ทั้งที่ลูกสาวเธอควรจะมีชีวิตที่สบายกว่านี้แท้ๆ
“ขอโทษนะจ๊ะที่แม่ทำให้หนูต้องลำบาก”
มารีอาน้ำตาไหลออกมา
มาเรียลูกสาวที่รักของเธอได้กอดปลอบใจเธอ
“ไม่หรอกค่ะ หนูมีแม่ให้กำลังใจอยู่นี่ไงคะ?หนูจะเป็นพนักงานกระทรวงเวทมนตร์ให้ได้ เพื่อที่หนูจะมา..”
โครม โครม โครม ตึง กึง
ฮ่า
ตึง
ทาสพี่กล้ามของดยุกอูลริกพังกำแพงของบ้านเข้ามา จนสายตาของมาเรียสบสายตากับดยุกอูลริกที่อยู่บนบัลลังก์ทองคำพอดี
“เจ้าจะมาเป็นทาสอุ่นเตียงของข้า”
ราวกับฉากในนิยาย ฉากหลังบัลลังก์ทองคำของดยุกอูลริกราวกับพระเอกในนิยายที่เธออ่าน