‘เสียรู้อีกแล้ว!’
ฟางจิ่งฉีหน้าแดงจัด ความโกรธพลุ่งพล่านในใจ เขาโทษตัวเองที่ประมาทแต่ก็นึกสาปแช่งความเจ้าเล่ห์ของอีกฝ่าย หานเซินเล่นมุกตลกไร้สาระกับเสวี่ยซีจนเขาโมโหและเสียสมาธิ ทำให้โดนตบหลังมืออีกครั้ง
“อีกหมื่นนะ จดไว้ ๆ” หานเซินยิ้มร่าขณะหันไปบอกเสวี่ยซี
“มาอีก!” ฟางจิ่งฉีส่งเสียงดุดันพร้อมยื่นมือออกไปอีกครั้ง
หานเซินวางมือไว้ที่เดิม ก่อนหันไปหาผู้หญิงคนเดียวในห้องอีกครา “หลังจากนั้นหลายปี มีหมาน่ารักอีกตัว แม่มันเคยได้ยินเรื่องของหมาตัวแรกที่ตายในทะเลทราย ตอนท้องมีคนทำนายว่าลูกมันจะออกไปเที่ยวทะเลทรายแล้วตายเหมือนกัน มันเลยบอกลูกว่าลูกไม่ใช่ ‘หมา’ แต่เป็น ‘แมว’
พอลูกหมาโตมาก็แบกน้ำกับอาหารใส่เป้แล้วออกเดินทางเที่ยวทะเลทรายเหมือนคำทำนายเป๊ะ โชคดีเจ้าตัวนี้หาเสาไฟฟ้าเจอ แต่น่าเสียดาย สุดท้ายมันก็ตายอยู่ดี เธอรู้ไหมว่าทำไม?”
เสวี่ยซีขมวดคิ้ว คิดอยู่ครู่หนึ่งแต่ก็เดาไม่ออก “ฉันไม่รู้ ทำไมล่ะ?”
“น่า ลองตอบมาก่อน” หานเซินอมยิ้ม จ้องหน้าสาวน้อยอย่างคอยคำตอบ
“ฉันนึกไม่ออกจริง ๆ” เสวี่ยซียิ้มเจื่อน
“ก็เพราะที่เสาไฟฟ้ามีคนเขียนป้ายติดไว้ว่า ‘ที่หมาเยี่ยว’ เจ้าหมาคิดว่าตัวเองเป็นแมว สุดท้ายเลยต้องอั้นฉี่จนตาย ฮ่าฮ่าฮ่า” หานเซินตอบพร้อมระเบิดหัวเราะดังลั่น
“คิก ๆ!” ครั้งนี้เสวี่ยซีหลุดขำ
ฟางจิ่งฉีรู้ว่าหานเซินกำลังทำให้เขาเสียสมาธิด้วยเรื่องเล่าอีกครั้งจึงพยายามตั้งสมาธิมองมือของอีกฝ่าย แต่รออยู่นานหานเซินก็ไม่มีท่าทีสนใจ สุดท้ายก็เอาแต่หัวเราะเสียงดัง ไม่แม้แต่จะชายตามองเขา ด้วยความโมโห คุณชายฟางจึงหันไปต่อว่า
“นี่นายจะเล่นเกมตีมืออยู่ไห–”
*ป้าบ*
ยังไม่ทันพูดจบ ความเจ็บแปลบก็ปะทุบนหลังมืออีกครั้ง หานเซินขยับมือตอนไหนฟางจิ่งฉีไม่รู้ รู้แต่ว่าคราวนี้หลังมือที่แดงจัดเริ่มบวมเป่ง อาการแสบร้อนทำให้ใบหน้าหล่อบิดเบี้ยว
“ฮึ่ย! มาอีก!” คนเสียท่าบ่อย ๆ เริ่มเกรี้ยวกราด
หานเซินเตรียมตัวพร้อม แล้วเริ่มเล่าเรื่องต่อ “มีอีก ๆ อะแฮ่ม มีหมาน้อยอีกตัว คราวนี้แม่มันไม่ได้บอกอะไร มันพกน้ำกับอาหารเต็มเป้ไปเที่ยวทะเลทราย ระหว่างนั้นก็เจอเสาไฟฟ้าแล้ว แถมเสาไฟก็ไม่มีป้ายอะไรติดอยู่ด้วย แต่สุดท้ายมันก็ตายเหมือนกัน เธอรู้ไหมว่าทำไม?”
คราวนี้ฟางจิ่งฉีตั้งสมาธิอย่างหนัก เขาไม่พูดอะไร ไม่สนใจสิ่งที่หานเซินพูดหรือเล่า เอาแต่จ้องมืออีกฝ่ายตาไม่กะพริบ
หานเซินเห็นฟางจิ่งฉีที่ไม่สะทกสะท้านต่อการยั่วยุ จึงหันไปมองพร้อมถอนหายใจเบา ๆ แล้วพูดขึ้น “แหม พี่ฟางนี่มีสมาธิเยี่ยมจริง ๆ แต่เสียใจด้วยนะ ผมเล่นเกมนี้มายี่สิบกว่าปีแล้ว ยังไม่เคยมีใครชนะผมได้เลย ฮ่าฮ่า”
“พูดไร้สาระ อายุนายยังไม่–”
*ป้าบ*
ฟางจิ่งฉีเพิ่งเถียงได้แค่นั้น เสียง *ป้าบ* ก็ดังขึ้นอีกครั้ง หานเซินตบหลังมือเขาซ้ำเป็นรอบที่สี่ คราวนี้จากรอยแดงเริ่มกลายเป็นสีม่วงช้ำ ผิวหนังบนหลังมือปวดแสบปวดร้อนหนักกว่าเดิม
ฟางจิ่งฉีโกรธจนอยากทุบหัวตัวเอง ไม่อยากเชื่อว่าตัวเขาจะตกหลุมพรางของคนเจ้าเล่ห์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าแบบนี้ แต่ไม่นานก็สงบสติอารมณ์ได้ เขาตั้งสมาธิใหม่พร้อมกับท่องประโยคหนึ่งในใจ ‘ใจสงบดั่งน้ำแข็ง แม้ฟ้าถล่มก็ไม่หวั่น...’
ครั้งนี้เขาจะพยายามไม่สนใจคำพูดใด ๆ ของหานเซิน ตั้งเป้าหมายอย่างหนักแน่นว่าจะต้องเอาชนะให้ได้ และจะเอาคืนอีกฝ่ายด้วยการฟาดให้หนักกว่าที่เขาโดนหลายเท่า
ฟางจิ่งฉียังคิดเอาไว้ด้วยว่า ถ้าถึงตาเขา เขาจะใช้วิธีเดียวกันกับหานเซินบ้าง คือเล่นมุกตลกเพื่อให้เสวี่ยซีเสียสมาธิแล้วจะฟาดมือหานเซินคืนให้หัก
หานเซินหลอกล่ออีกครั้ง เล่าทั้งเรื่องมีสาระและเรื่องตลก แต่เมื่อเห็นว่าฟางจิ่งฉีไม่สนใจฟังเลย เขาก็ถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะพูด “พี่ฟางสมเป็นยอดคนจริง ๆ นะครับ ผมเล่นเกมตบหลังมือแบบนี้มายี่สิบกว่าปี ยังไม่เคยเจอใครจิตใจเข้มแข็งขนาดนี้เลย สงสัยผมต้องจริงจังแบบสุด ๆ แล้วละ มา! คราวนี้ผมจะใช้พลังเพิ่มขึ้นอีก…สี่~ เปอร์เซ็นต์~”
“ฮ่า ๆ” เสวี่ยซีหลุดหัวเราะเมื่อเห็นหน้าตาท่าทางจริงจังของหานเซินตอนพูด แต่ความหมายของคำพูดกลับเป็นการเล่นมุกตลก
ทว่าฟางจิ่งฉียังคงจับจ้องมือของคู่แข่งด้วยสมาธิเต็มที่ ตั้งมั่นไม่ยอมให้ตัวเองว่อกแว่ก
“ระวังให้ดีนะพี่ฟาง คราวนี้จะเป็นกระบวนท่าลับขั้นสุดยอดของผม ชื่อว่าท่าตบหลังมือมังกรสะท้านฟ้า” หานเซินตะโกนชื่อกระบวนท่าเล่นเกมที่เขาคิดขึ้นเองด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เหมือนเวลาที่ตัวละครในอานิเมะใช้ท่าไม้ตาย
‘หึ! ฉันไม่หลงกลนายหรอก’ ฟางจิ่งฉีคิดในใจ
แต่ถึงแม้เขาจะตั้งใจเต็มที่และมั่นใจมากว่าไม่ได้เสียสมาธิเลยสักวินาทีก็ยังหลบไม่พ้น
*ป้าบ!*
เสียงเนื้อถูกตีดังก้อง หานเซินตบหลังมือฟางจิ่งฉีได้อีกครั้ง
“มาอีก!” ฝ่ายเสียเปรียบยังคงไม่ยอมแพ้ แม้หลังมือจะช้ำมากขึ้นเรื่อย ๆ
“ผมว่าเลิกเถอะ ระดับมันต่างกันเกินไป แบบนี้เหมือนพระราชาผู้ยิ่งใหญ่รังแกเด็กน้อยไร้ทางสู้เลย ผมรู้สึกแย่จริง ๆ นะ” หานเซินทัดทาน ท่าทางทีเล่นทีจริงกับคำพูดเหมือนโอ้อวด ทำให้คนฟังรู้สึกเหมือนถูกหยาม
“ไม่ต้องมาทำเป็นใจดี! เงินฉันมีไม่อั้น จะเล่นเท่าไหร่ก็ได้ มา! เอาอีก!” ฟางจิ่งฉีกำลังเดือดปุด ๆ
“งั้นก็อย่าหาว่าผมโหดเกินไปแล้วกัน!” หานเซินตอบยิ้ม ๆ และ…
*ป้าบ!*
*ป้าบ*
เสียงเนื้อถูกฟาดดังขึ้นหลายครั้ง ฟางจิ่งฉีไม่เชื่อว่าตัวเองจะพลาดท่าซ้ำแล้วซ้ำอีก เขาพยายามหาวิธีเอาชนะให้ได้ แต่ไม่ว่าลองกี่ครั้งหลังมือก็ยังถูกฟาดซ้ำ ๆ
“เอาอีก!” ฟางจิ่งฉีตะโกนเสียงดังอย่างไม่อาย ใบหน้าเขียวคล้ำ
หลังจากนั้น เสียงฟาดรัว ๆ ก็ดังก้องห้องรับแขก เสวี่ยซีที่เป็นคนนับคะแนนอยู่ข้าง ๆ เริ่มอึ้ง ไม่คิดว่าฟางจิ่งฉีจะเสียท่าในเกมง่าย ๆ หลายต่อหลายครั้ง และถูกตบจนหลังมือบวมขนาดนี้ ตอนแรกเธอยังนึกเป็นห่วงหานเซิน แต่ตอนนี้กลับรู้สึกว่าคนที่ควรห่วงมากกว่าคือฟางจิ่งฉี
.
ในตอนที่ออกจากบ้านหานเซิน มือของฟางจิ่งฉีบวมเป่งเหมือนกีบเท้าหมู มันบวมจนขยับแทบไม่ได้ ใบหน้าซีดเผือด…ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะความโกรธหรือความอาย
“พี่ฟาง คราวหน้าถ้ามีเวลาก็มาเล่นเกมตบหลังมืออีกนะ” หานเซินโบกมือลา พร้อมถือเช็กเงินสดหนึ่งล้านที่เดิมพันชนะมาได้อย่างภาคภูมิใจ
ฟางจิ่งฉีเกือบสะดุดล้มตอนก้าวขึ้นยานบินส่วนตัว ในใจสบถสาบานแน่วแน่ ‘ไม่มีทางซะหรอก! ฉันไม่มีวันยอมเล่นเกมบ้าบอนั่นกับนายอีกแล้ว สาบานเลย! ถ้าฉันยังโง่เล่นอีก ฉันยอมไหว้นายเป็นปู่ตลอดชีวิตเลย!’
หานเซินมองตู้เอทีเอ็มเคลื่อนที่จากไปด้วยรอยยิ้ม ‘ใครจะคิดว่าเกมง่าย ๆ จะทำให้หาเงินได้ตั้งล้านนึง ไม่รู้ว่าฟางจิ่งฉีจะอึดขนาดนี้ ไม่งั้นเราคงจะยอมเล่นครั้งละแสนตั้งแต่แรก เสียดายแฮะ!’ เด็กหนุ่มคิดขณะกอดเช็กเงินล้านแล้วเดินเข้าบ้านไป
.
.
.