จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 98 นี่มันเรื่องอะไรกัน?

                ศิลาบรรพกาลเป็นศิลาซึ่งเกิดจากการตกผลึกของพลังธาตุธรรมชาติจะก่อตัวขึ้นได้ต้องอาศัยเวลายาวนานสุดจะนับควบแน่นพลังธาตุภายในสถานที่อันพิเศษ หลังจากพลังธาตุควบแน่นมากพอก็จะกลายเป็นผลึกศิลาสามารถแบ่งออกได้เป็นสามระดับ ที่คุณภาพสูงสุดเรียกว่าศิลาบรรพกาลผู้ฝึกปรือวิญญาณสามารถดูดซับพลังจากศิลาบรรพกาลเพื่อเพิ่มพูนความแข็งแกร่งขึ้นได้ดังนั้นศิลาบรรพกาลจึงล้ำค่ายิ่ง หากคนทั่วไปหวังจะซื้อหาเพียงศิลาบรรพกาลที่คุณภาพต่ำที่สุดหนึ่งก้อนก็ต้องใช้เงินหลายพันถึงหลายหมื่นเหรียญทอง

                ผลึกวิญาณที่จริงก็คือ‘แก่นพลัง’ของอสูรวิญญาณอสูรวิญญาณทุกตัวต่อให้เป็นตัวที่อ่อนแอที่สุดก็จะมีผลึกวิญญาณอยู่ภายในร่างเป็นจุดศูนย์รวมพลังการฝึกปรือทั้งยังเป็นหัวใจดวงที่สองของอสูรวิญญาณสิ่งนี้เทียบได้กับแก่นพลังธาตุของผู้ฝึกปรือวิญญาณ ผลึกวิญญาณบรรจุไว้ด้วยพลังธาตุธรรมชาติยิ่งอสูรวิญญาณแข็งแกร่งมากเพียงใด พลังธาตุในผลึกวิญญาณก็ยิ่งบริสุทธ์เท่านั้น

                ไม่ทราบว่าตั้งแต่เมื่อใดแต่เมื่อผู้ฝึกปรือวิญญาณคนแรกล่าและดึงดูดพลังธาตุจากผลึกวิญญาณมาเสริมพลังของตนได้ผู้ฝึกปรือวิญญาณอื่นๆก็เริ่มล่าอสูรวิญญาณเพื่อนำผลึกวิญญาณไปขายนี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ช่องว่างระหว่างผู้ฝึกปรือวิญญาณกับอสูรวิญญาณขยายกว้างขึ้นเมื่อรวมกับพฤติกรรมของสำนักเจ้าอสูรยิ่งทำให้อสูรวิญญาณที่แข็งแกร่งทั้งมวลในป่าอสูรวิญญาณปฏิเสธผู้ฝึกปรือวิญญาณทั้งหลาย  ผู้ฝึกปรือวิญญาณคนใดที่เข้าไปล่าผลึกวิญญาณในป่าอสูรวิญญาณหากพบเจอกับอสูรวิญญาณที่แข็งแกร่งจะต้องตายอย่างอนาถแม้แต่ผู้ที่เข้าไปเพื่อเสาะหาอสูรวิญญาณเพื่อเป็นคู่หูก็ยังถูกโจมตีอยู่บ่อยครั้ง

                นับวันป่าอสูรวิญญาณก็ยิ่งกลายเป็นสถานที่อันน่าสะพรึงกลัวผู้ใดฝีมืออ่อนด้อยหรือไม่มีผู้แข็งแกร่งร่วมทางก็ยากที่จะอาจหาญเข้าไปเสี่ยงโชคในที่แห่งนี้

                ศิลาบรรพกาลและผลึกวิญญาณโดยทั่วไปจะถูกใช้แทนเงินตราในโลกของผู้ฝึกปรือวิญญาณ เดิมทีหงยินมอบศิลาบรรพกาลธาตุไฟแก่ไป๋หยุนเฟยหลายก้อนแต่ถูกไป๋หยุนเฟยใช้เพื่อเพิ่มพูนพลังวิญญาณไปหมดสิ้นแล้ว

                แทบไม่ต้องใคร่ครวญไป๋หยุนเฟยก็ตอบปฏิเสธ‘คำเชิญด้วยกุศลเจตนา’ของผู้ดูแลไปไป๋หยุนเฟยเข้าใจดีว่าเมื่อขึ้นไปตนเองก็ทำได้เพียงแค่ชมดูโดยไม่มีปัญญาจ่ายอีกอย่างมันก็ไม่ยินยอมจะแลกเปลี่ยนวัตถุวิญญาณของตนสุดท้ายจึงตัดสินใจที่จะไม่ขึ้นไป

                และแม้ผู้ดูแลคะยั้นคะยอด้วยน้ำใจไป๋หยุนเฟยก็ยังเลือกจะออกจากร้านไป

                “นี่ก็หมายความว่า...กระบวนการอัพเกรดต้องมีส่วนเกี่ยวพันกับระดับสิ่งของอย่างแนบแน่น ธรรมดา ชั้นดีดีเลิศ พลังโจมตีและแม้แต่พลังป้องกันหากว่าต่ำกว่าหนึ่งร้อยจะเป็นสิ่งของที่คนทั่วไปก็สร้างได้ หรือก็คือสิ่งของธรรมดาแต่หากอยู่ระหว่างหนึ่งร้อยกับสองร้อยจะถือว่าแข็งแกร่งกว่าสิ่งของธรรมดาและก้าวข้ามไปสู่ขอบเขตของวัตถุวิญญาณนับได้ว่าเป็น ‘กึ่งวัตถุวิญญาณ’และตั้งแต่สองร้อยขึ้นไป จะถือว่าเป็นวัตถุวิญญาณ...”ไป๋หยุนเฟยใช้ความคิดอย่างเร่งร้อนขณะใคร่ครวญในใจ

                เมื่อแก้ปัญหาการเงินได้อีกทั้งได้รับมีดสั้น‘ชั้นเยี่ยม’มาสิบเล่ม ไป๋หยุนเฟยพึงพอใจต่อผลรับเมื่อบ่ายอย่างยิ่งหลังจากเดินทอดน่องไม่นานก็ตัดสินใจเข้าโรงน้ำชาเพื่อหาฟังเรื่องเล่าพื้นบ้านสักพักแต่เมื่อได้ฟังเรื่องราวอันพิสดารในประวัติศาสตร์ของแผ่นดินนี้ ไป๋หยุนเฟยก็ไม่อาจทราบได้ว่าจะจริงหรือเท็จ

                แต่ก็ทำให้ไป๋หยุนเฟยต้องครุ่นคิดไปชั่วขณะคือตัวมันแทบไม่ทราบอันใดเกี่ยวกับ‘อาณาจักรเทียนหุน’เลยแม้แต่ประวัติศาสตร์ของอาณาจักรก็ทราบเพียงผิวเผินและจำกัดเพียงที่ท่านปู่เล่าให้ฟังในอดีตเท่านั้น

                ดังนั้นชายหนุ่มจึงไปยังร้านหนังสือและซื้อหนังสือหลายเล่มที่มีข้อมูลของแผ่นดินแห่งนี้เพื่อทำความเข้าใจให้มากขึ้น

                ……

                แต่ทว่าไป๋หยุนเฟยที่ระวังตัวอยู่เสมอกลับไม่พบเห็นว่าที่หัวมุมถนนมีบุรุษหนวดเครารกครึ้มกำลังสะกดรอยมันอยู่

                คนผู้นั้นติดตามอยู่ด้านหลังห่างจากไป๋หยุนเฟยไปร้อยวาใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มราวมารร้าย มันก้มลงเพื่อซ่อนตัวเองอยู่ในหมู่คน แต่สายตาจับจ้องจากระยะไกลดวงตาส่งประกายแวววับยามดำเนินแผนการ

                “ใช้เวลาตลอดบ่ายในที่สุดก็หาเจ้าพบ...ฮ่า ฮ่า จากนี้สมควรให้ทั้งสองฝ่ายได้พบปะกัน‘อีกครั้ง’ได้แล้ว...”

                คนผู้นี้ที่แท้ก็คือจิ้งหมิงเฟิงเพื่อที่จะ‘การลงทัณฑ์’ไป๋หยุนเฟยให้ได้โดยเร็วมันต้องตื่นแต่เช้าเพื่อตามหาอีกฝ่ายเพราะเกรงว่าเป้าหมายทั้งสองจะออกจากเมืองจนทำลายแผนการของมันไป

                ไป๋หยุนเฟยไม่ได้มีวิชาที่จะปิดบังพลังวิญญาณอย่างสมบูรณ์ดังนั้นหลังจากใช้เวลาตลอดบ่ายในที่สุดจิ้งหมิงเฟิงก็หาไป๋หยุนเฟยพบ จากนั้นมันปิดบังการคงอยู่ของตนเอาไว้แล้วลอบสะกดรอยตามไป

                ตั้งแต่ติดตามไป๋หยุนเฟยมาครึ่งชั่วยามจิ้งหมิงเฟิงพยายามหาหนทางให้ทั้งสองฝ่ายมาพบกันโดยที่มันไม่ต้องออกหน้าแต่จู่ๆใบหน้ามันก็กลายเป็นว่างเปล่า ยามมองไปทางเบื้องหน้าไป๋หยุนเฟยจิ้งหมิงเฟิงก็ฉีกยิ้มอย่างยินดี “ฮ่า ฮ่า ผู้ใดจะคาดคิดว่ายามที่หมดหวัง เจ้าจะเดินเข้าไปที่นั่นเองทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น”

                “ไม่รู้ว่าหากข้าต้องลงมือมันก็จะ...” จิ้งหมิงเฟิงสอดส่ายสายตาไปถึงสุดถนนแล้วจู่ๆมันก็อ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจราวกับพบเจอเรื่องเหลือเชื่อ

                อึดใจต่อมามันค่อยรู้สึกตัวแววตามันฉายแวววิปริตยามมองดูไป๋หยุนเฟยที่เดินไปมาระหว่างร้านแผงลอยด้วยความสนใจราวกับอีกฝ่ายเป็นของเล่นมุมปากจิ้งหมิงเฟิงเหยียดยกราวกับปลื้มปีติที่ได้เห็นไป๋หยุนเฟยเผชิญหายนะ “ฮ่าฮ่า บางทีวันนี้ข้าคงโชคดีเกินไปกระมัง? ถือว่าเจ้าเคราะห์ร้ายเถอะอย่าได้บอกนะว่าเจ้าสองคนที่แท้‘มีพรหมลิขิต’ให้พบกัน?แต่มีอย่างหนึ่งที่ข้ามั่นใจ ข้ามีเรื่องสนุกสนานให้ชมแล้ว ส่วนเจ้านั้นบรรลัยแน่นอน... ฮ่า ฮ่า!”

                ห่างออกไปห้าสิบวาบนถนนอีกฝั่งหญิงสาวและสาวใช้ที่จิ้งหมิงเฟิง‘หยอกล้อ’ด้วยใบหน้าไป๋หยุนเฟยกำลังเดินมาทางไป๋หยุนเฟยช่างแช่มช้าอีกเพียงไม่ถึงห้าสิบวาทั้งสองฝ่ายก็จะพบกัน

                “ฮี่ฮี่ เพื่อให้มั่นใจยิ่งขึ้น ข้าจะส่ง‘หลักฐาน’นี้ให้แก่เจ้า!”

                ……

                หลังจากยื่นเหรียญมองแดงแก่พ่อค้าพวงหนึ่งไป๋หยุนเฟยก็ยืนขึ้นพร้อมกับถือนกที่ทำจากไม้ขนาดเท่าฝ่ามือเตรียมจะเดินออกไป

                ไม่ถึงสองก้าวเบื้องหน้าสายตาพลันพร่าเลือนพร้อมกับคนผู้หนึ่งชนใส่อ้อมอกจากนั้นสัมผัสได้ว่ามีบางอย่างถูกยัดใส่มือซ้ายแต่ก่อนจะทันได้มีปฏิกิริยาใดผู้ที่ชนใส่มันก็สาบสูญไป เพียงสองก้าวเงาร่างนั้นก็รีบเบียดเข้ากลุ่มคนด้านหลังไป๋หยุนเฟยไป

                “ความรู้สึกเช่นนี้ช่างคุ้นเคยนัก... บัดซบ!”ไป๋หยุนเฟยสะท้านตื่นจากภวังค์ทันทีพร้อมกับรีบก้มลงมองแหวนช่องมิติบนมือขวา

                แหวนช่องมิติยังคงประดับอยู่บนนิ้วช่วยให้ไป๋หยุนเฟยระบายลมหายใจโล่งอก ขณะยกสายตาขึ้นก็มองเห็นบางอย่างที่ถูกยัดใส่มือซ้าย

                “อาภรณ์?หรือจะเป็นผ้าเช็ดหน้า?” ไป๋หยุนเฟยลองดูวัตถุในมือด้วยสีหน้าสับสนแต่ชั่วขณะที่จะยกขึ้นมามองอย่างให้ชัดตา จู่ๆก็มีเสียงคำรามอย่างโกรธแค้นดังขึ้น

                “เจ้าคนวิปริตยังกล้าปรากฏตัวต่อหน้าข้าอีก!”

                ทั้งถนนสะดุ้งแตกตื่นด้วยเสียงตะโกนดังสนั่นแม้แต่ไป๋หยุนเฟยก็แทบสะดุ้งปล่อยอาภรณ์ในมือลง ทั้งร่างมันขนลุกซู่เมื่อสัมผัสได้ถึง‘จิตสังหาร’อันรุนแรงในบรรยากาศรอบกายเมื่อเงยหน้าขึ้นก็เห็นที่ห่างไปห้าวามีสตรีวัยกลางคนร่างกำยำกำลังขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างเดือดดาลข้างกายนางเป็นหญิงสาวในชุดยาวสีขาวผิวพรรณขาวราวหิมะใบหน้านางยามเพ่งมองมาก็เดือดดาลไม่แพ้กัน

                ……

                ใบหน้างามประณีตของนางกลายเป็นแดงก่ำขณะที่สองมือราวกับคว้าจับชายเสื้อโดยไม่รู้ตัวสองคิ้วนางขมวดมุ่นด้วยความโกรธกริ้ว

                ไป๋หยุนเฟยสมองว่างเปล่าในมือขวาเป็นนกไม้ขณะที่มือซ้ายถือชั้นในสตรี มันใช้มองดูอีกฝ่ายด้วยสายตาสับสน

                นี่เป็นครั้งแรกที่ทั้งคู่ได้พบกัน

                ……

                ไป๋หยุนเฟยตะลึงงันไปชั่วขณะมองดูมือซ้ายแล้วดูมือขวา มันสำนึกได้ว่าทุกสายตารอบกายกำลังจับจ้องมาที่ตนขณะมองดูสตรีทั้งสองตรงหน้าก็ถามด้วยความสับสน:

                “นี่มันเรื่องอะไรกัน?”

     

    คล้ายกับเรื่องจ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน