เยว่ ชิงหลง นามนี้แน่นอนว่าซีว่างนั้นรู้จัก ท่านเยว่ชิงหลงนั้น คือผู้ก่อตั้งสำนักภพจันทรา บรรพบุรุษแห่งสำนักผู้ยิ่งใหญ่
มีตำนานมากมายกล่าวถึงท่านเยว่ชิงหลง ทุกตำนานที่มีอยู่ในสำนัก ต่างบอกเป็เสียงเดียวกันว่า ท่านเยว่ชิงหลงนั้นฝีมือถึงระดับสามารถเหยียบผู้คนทั้งทวีปปราณนภาไว้ใต้ฝ่าเท้า บ้างเล่าว่าบางเมืองของอณาจักรอื่นมีรูปปั่นท่านตั้งอยู่ ใจกลางเมือง เพื่อเคารพต่อความยิ่งใหญ่ของท่าน
‘อย่าบอกนะนี่คือเื่จริง? จะเป็ไปได้มากน้อยเท่าไร’ เนื่องจาก ท่านเยว่ชิงหลงนั้นเป็บุคคลระดับตำนานของอณาจักร ผู้คนต่างได้รับฟังตำนานของท่าน ไม่มากก็น้อย จึงไม่แปลกใจ ที่ชายหนุ่มจะเกิดความกังขาในสิ่งที่ได้พบ
‘แต่กลองใบนี้ไม่ธรรมดาสามัญ โดนท่าเสี้ยวจันทราดับดารายังไม่เป็อันใด’ ชายหนุ่มพลันคิดไปคิดมาอยู่เนิ่นนาน เอาหลักเหตุผลต่าง ๆ มาชนกัน ในเมื่อหาข้อสรุปไม่ได้ชายหนุ่มจึงเก็บแผนที่เข้าไว้ในกล่อง ก่อนจะโยนเข้าถุงมิติไป และโยนไปในโลกิญญาของตนเองอีกทีนึง แล้วจึงรีบกลับบ้านตนเอง
มาถึงบ้านก็เลยเวลาอาหารกลางวันไปแล้ว ชายหนุ่มจึงให้บ่าวรับใช้หาของเบา ๆ ไม่หนักมากมาให้ตนทาน
ระหว่างทานอาหาร ชายหนุ่มก็คิดเกี่ยวกับแผนที่ใบนั้นต่างๆ นานา ‘ถ้าไม่ลองไปตามที่แผนที่บอก ก็ไม่รู้ว่าเป็ของจริงหรือของปลอม , ไปให้รู้ว่าผิด..ดีกว่าอยู่อย่างสงสัย’ เมื่อชายหนุ่มตัดสินใจได้ จึงคิดไว้ว่าถ้ามีโอกาส จะลองไปตามแผนที่ดูสักครา
เมื่อทานเสร็จชายหนุ่ม ก็เข้าห้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้า เพราะเสื้อผ้ามีแต่กลิ่นเหงื่อไคลเต็มไปหมด จากนั้นจึงเริ่มฝึกวิชาอีกครั้งหนึ่ง
เวลาผ่านไปเกือบหนึ่งเดือนเต็ม ตอนนี้ชายหนุ่มก็ฝึกวิชาตามเดิม นอกจากฝึกวิชา กิน และ นอนแล้วนั้น ชายหนุ่มยังหาเวลาว่าง เข้าไปหยอกเย้าหญิงสาวอยู่เสมอ ชายหนุ่มพลั่นคิดว่าการแกล้งหญิงสาว เป็งานอดิเรกที่สนุกอย่างหนึ่ง
เนื่องจากนางไม่มีวันทำร้ายชายหนุ่มได้ ถ้านางพุ่งมาไม่ทันตั้งตัว ก็มีโล่สีฟ้าคอยปกป้องชายหนุ่มเอาไว้ หรือถ้าไม่..ก็ยังสามารถย้ายจิตออกมาโลกภายนอกเพื่อหลบเลี่ยงนางได้ ทำให้หญิงสาวทำอะไรตนเองไม่ได้อีก
เมื่อหญิงสาว โดนแกล้งรังแกบ่อย ๆ ก็เริ่มที่จะไม่คิดจะตอบโต้เด็กหนุ่ม แต่เด็กหนุ่มก็จะหาวิธีกวนประสาทหญิงสาวแบบใหม่ ๆ มาเสมอ และก็ได้ผลทุกครั้ง ‘ก็ทำไงได้..นางอยากอารมณ์ร้อนเองนิ แถมปากนางยังร้ายไม่เบา ไม่อดใจแกล้งอย่างไรไหว’ นี่คือสิ่งที่ชายหนุ่มคิดมาตลอด ตอนนี้ชายหนุ่มพลันรู้สึกเสพติดการโดนหญิงสาวด่าด้วยถ้อยคำต่างๆ นานา
ตอนนี้พลังปราณของชายหนุ่มอยู่ที่ กำเนิดโลกา ขั้น 8 ความก้าวหน้าของตนเองทำให้ ทั้งเฟิงอวิ๋น กับ จี้เฟิง พลันสั่นสะท้านไปตาม ๆ กัน แต่ไม่ใช่เด็กหนุ่มผู้เดียวที่ พัฒนา เฟิงอวิ๋นจาก จิตโลกา ขั้น 2 ก็เพิ่มเป็ ขั้น 3
จี้ฟงจาก จิตโลกาขั้น 1 ก็เป็ขั้น 2 เนื่องด้วยแรงกระตุ้นของ ซีว่าง ที่จากเด็กพิการไม่สามารถเป็ได้แม้แต่ จอมยุทธฝึกหัด แต่ภายในหนึ่ง เดือนกลับพัฒนาอย่าก้าวะโ
แม้แต่หญิงสาวยังมีพัฒนาการ ของคำด่ามากมาย ความเจ็บแสบของถ้อยคำนั้น เผ็ดร้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ
วันนี้เป็วันก่อนวันเกิดของชายหนุ่ม พรุ่งนี้ชายหนุ่มก็จะอายุ 18 ปีบริบูรณ์ หลังจากทานอาหารเช้าชายหนุ่มก็ไปูเาใกล้บ้านเช่นเดิม เพื่อฝึกวิชาตามปกติ เมื่อกลับถึงบ้าน มักจะโดนมารดาของตน บ่นเื่เนื้อตัวสกปกตลอดเวลา หลัง ๆ ชายหนุ่มจึงแอบเข้าหลังบ้านแทน เพื่อไม่อยากฟังคำบ่นของผู้เป็มารดาให้คอยรำคาญใจ
ตอนนี้นั้นูเาลูกนี่ จากที่เคยมีต้นไม้หนาทึบ มันก็บางลงไปมาก จากการกวาดล้างของชายหนุ่มที่ฝึกวิชาอย่างหนักหน่วง
ยามฝึกวิชาในบางครั้ง จะมีสัตว์อสูรออกมาจู่โจมชายหนุ่มหลายครั้งหลายครา แต่มีเพียงแค่พวกสัตว์อสูรระดับต่ำ ไม่สามารถทำอะไรชายหนุ่มได้เลย แม้แต่นิดเดียว
แต่ไม่ใช่วันนี้
“ฮู๊มมมมมมมมมมมมมมมมม” เสียงร้องของสัตว์อสูรนั่นดังขึ้นมาจากชายป่าด้านหลัง ทำให้ชายหนุ่ม รีบหันไปทางต้นเสียงในทันที เมื่อมองไปทางต้นเสียง ซีว่างก็พบสัตว์อสูรตนหนี่ง
สัตว์อสูรตัวนี้นั้นคืออาชาไอยรา หัวของมันเหมือนม้าผสมช้าง มีขนตรงคอไล่มาถึงกลางหลัง ตรงจมูกยาวเป็งวงเหมือนของช้าง มีงาระหว่างสองข้างของงวงมัน ส่วนลำตัวดูบึกบึนกว่าม้านิดหน่อย ส่วนขาของมันเหมือนช้างแต่ตรงกรีบเท้าของมันเหมือนม้า ตัวมันใหญ่กว่าม้านิดหน่อย แต่ไม่ถึงขนาดใหญ่เท่าช้าง ระดับพลังอสูรตนนี้นั้น เท่ากับชายหนุ่ม คือระดับ 8 กำเนิดโลกา
สัตว์อสูรวิ่งใส่ชายหนุ่มด้วยความเร็วสูง ความเร็วของมันนั้นเร็วกว่าอาชาทั่วไป แต่ซีว่างนั้นสำเร็จถึงท่าร่ายขั้นที่ 2 แล้วจึงสามารถหลบ สัตว์อสูรตนนี้ได้ อย่างฉิวเฉียด
ขณะที่หลบนั้น ที่มือขวาของชายหนุ่มก็หน่วงพลังไว้ ขณะหลบไปมา “แรมที่ 2 จันทร์เสี้ยวผ่าดารา!!” เคลื่อนพลังพุ่งหาอาชาไอยราเป็แนวตั้ง แหวกอากาศพุ่งตรงเข้าหาเ้าสัตว์อสูร
แต่ด้วยความเร็วของสัตว์อสูรนั้น มันจึงหลบท่านี้ได้อย่างง่ายดาย หลังจากหลบได้สัตว์อสูรตนนี้ มันก็ไม่ได้เคลื่อนไหวให้เสียเปล่า มันพลันวิ่งหาชายหนุ่มด้วยความเร็ว หวังจะใช้งาคู่นั้นเสียบแทงชายหนุ่มให้ตกตายไป
เมื่อเห็นการกระทำเช่นนี้ ซีว่างก็ตกตะลึงเล็กน้อยกับสิ่งที่เห็น ‘สัตว์ตนนี้ฉลาด!! ..มันหลบวิชาของข้าได้มิพอ..ยังจะใช้ความเร็ววิ่งเข้าหาข้า ’
ชายหนุ่มรีบะโข้ามหัวของสัตว์อสูร เมื่อกำลังจะพ้นสัตว์อสูรไปนั้น งวงยาวของมันก็พลันจับขาของชายหนุ่มไว้ได้ไม่ปล่อยให้ชายหนุ่มหลุดรอดมันไปได้
ไม่ทันทีชายหนุ่มจะตั้งตัวเพื่อออกท่าจู่โจม เ้าสัตว์อสูรพลัน ฟาดชายหนุ่มลงพื้น และเหวี่ยงชายหนุ่มไปชนกับก้อนหินใหญ่ จนหินแหลกละเอียด
ขณะที่ชายหนุ่มรีบลุกขึ้นด้วยความมึนงงนั้น อาชาไอยราก็พุ่งมาทางชายหนุ่มอย่างว่องไว จนเกือบจะถึงตัวชายหนุ่มอยู่แล้ว ซีว่างสามารถได้ยินเสียงที่วิ่งมาจากด้านหลัง ก่อนจะหันกลับไปดู ‘ให้ข้าได้ตั้งตัวบ้าง..จะเป็ไรไหม!! ’
ชายหนุ่มจึงรีบวิ่งถอยหลัง พยายามทิ้งระยะห่างไว้ ในมือก็หน่วงพลังไปในตัวขณะที่วิ่งหนี เหวี่ยงคลื่นพลังไปอีกครั้ง คราวนี้ชายหนุ่มปล่อยเป็แนวขนานกับพื้น “จันทร์เสี้ยวผ่าดารา!!”
คลื่นพลังพุ่งปะทะสัตว์อสูร “ตูมมมม” เกิดเสียงดั สนั่น “ฮู๊มมมมมมมมมมมมมม” สัตว์อสูรโดนคลื่นพลังเข้าเต็ม ๆ จึงหวีดเสียงด้วยความโกรธ แต่พลังของชายหนุ่มที่พุ่งไปนั้น ได้แค่ชะลอความเร็วมันเท่านั้น เนื่องจากสัตว์อสูรระดับพลังเท่ากับชายหนุ่ม แถมมีร่างกายเป็อสูร จึงทำได้แค่ทำให้สัตว์อสูร าเ็เล็กน้อยเท่านั้น
เมื่อเห็นดังนั้นชายหนุ่มจึงหยุดวิ่ง หน่วงพลังเข้าไปที่ตัวกระบี่ อัดไอปราณให้หนาแน่น ก่อนจะกล่าวด้วยเสียงดังฟังชัดว่า “ข้างแรมที่ 3 จันทราร่วงหล่น!!”
คราวนี้ไม่มีคลื่นพลังพุ่งออกมา แต่ตัวดาบได้อัดแน่นไปด้วย พลังปราณที่หนาแน่น ก่อนฟาดลงกลางหัวของสัตว์อสูร “ตูม!!” คราวนี้ได้ผล สัตว์อสูรทรุดลงกับพื้น ร้องโอดครวญออกมาอย่างอ่อนแรง “ฮุม..ฮุม....ฮุม.......”
แต่ชายหนุ่มยังไม่หยุด ก่อนโยนกระบี่ไปเหนือหัวของสัตว์อสูร และกล่าวด้วยเสียระดับเดียวกับเมื่อครู่ “ข้างแรมที่ 4 ทลายจันทรา!!” พลันพุ่งออกไปด้วยความเร็วสูง เหลือแต่ภาพติดตาไว้ คว้ากระบี่และพุ่งโจมตีสัตว์อสูรด้วยความเร็วรอบทิศ ภายในหนึ่งลมหายใจชายหนุ่มสามารถโจมตีสัตว์อสูรได้ 8 ครั้ง ตอนนี้ชายหนุ่มเปรียบดั่งพายุกระบี่ ที่พัดความเ็ปไปรอบทิศทาง ออกดาบฟันแทงอย่างไร้ความปรานี
เ้าสัตว์อสูรที่ตอนนี้าเ็ มันมิสามารถใช้ความเร็วหลบหลีกชายหนุ่มได้เลยแม้แต่น้อย ยิงชายหนุ่มออกกระบี่ อสูรไออาชาไอยรายิ่งาเ็ ยิ่งนานเข้ายิ่งอ่อนล้า
เมื่อชายหนุ่มหยุดการโจมตีนั้น อาชาไอยราก็ไม่มีสัญญาณแห่งชีวิตหลงเหลืออยู่ ชายหนุ่มหอบเป็การใหญ่ กระบี่ในมือนั้นหักเป็สองท่อน ชายหนุ่มเห็นกระบี่ในมือ พลันถอนใจ จึงได้โยนกระบี่ทิ้งกล่าวออกมาลอย ๆ “กระบี่ห่วยแตก” ก่อนที่จะหันหลังเตรียมตัวกลับบ้านของตนเอง
แต่สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าเด็กหนุ่มคือ อาชาไอยราอีกตัวหนึ่ง แต่ตัวนี้ตัวเล็กกว่ามาก มันเป็สัตว์อสูรวัยทารก เ้าอสูรน้อยพลันเดินเตาะแตะไปที่เ้าตัวใหญ่ พลันเอางาสีขาวอันน้อย ๆ จิ้มไปเพื่อที่จะปลุกเ้าตัวใหญ่ พร้อมกับร้องเรียกเ้าอสูรที่นอนแน่นิ่งอยู่ตรงหน้า " ฮูมมมม ฮุมฮุม.. " หวังให้เ้าตัวใหญ่ตื่นพื้นขึ้นมา แต่ก็ไร้การตอบรับ
กริยาของสัตว์อสูรทำให้ชายหนุ่มรู้สึกหน้าชาเป็อย่างมาก ‘หรือมันแค่จะปกป้องลูกของมัน , มันไม่ได้คิดจะทำร้ายข้า แค่จะไล่ข้าไปเท่านั้น ’ ชายหนุ่มพลันทอดถอนใจ ก่อนเดินเข้าหา เ้าอสูรน้อยก่อนเอามือลูบหัวมัน ด้วยความสงสาร ก่อนจะกล่าวว่า “คงจะเป็ข้าเองที่ผิด , ดันมาฝึกวิชาแถวบ้านเ้าทำให้เ้าต้องเดือดร้อน..”
‘ไม่มีแม่ เ้าจะอยู่รอดได้นานเท่าไร’ สิ่งที่เกิดตรงหน้านั้นทำให้ ตนนึกถึงภพก่อนของตน ที่เป็เด็กกำพร้า ‘ข้าจะทำอย่างไรกับเ้าดี’
ก่อนจะตัดสินใจ พาเ้าตัวน้อยนี้ กลับไปกับมันด้วย
ตัดสินใจได้ดังนั้นชายหนุ่มจึง ทำการกรีดฝ่ามือของตน และนำฝ่ามือนั้นประกบไปที่หัวของเ้าตัวน้อย ก่อนจะถ่ายพลังปราณของตนไปที่เ้าตัวน้อย ก่อนจะกล่าวคำสัตย์สาบานต่ออาชาไอยราตัวน้อย “ด้วยลิขิตแห่ง์..ด้วยคำสัญญาแห่งพื้นพิภพ..ข้าซีว่างขอทำสัญญาต่อเ้า!!”
นี่คือการทำสัญญาทางิญญากับสัตว์อสูร , สัตว์อสูรนั้นเมื่อถูกทำสัญญาเท่ากับชีวิตมันต่อจากนี้ไป จะขึ้นอยู่กลับเ้านายของมัน
< เ้าจะทำอะไร!! > เสียงของหญิงสาวดังอยู่ในหัวของเด็กหนุ่ม < หากเ้าสงสารมัน..ทำไมเ้าไม่ฆ่ามันตามแม่มันไป ข้าไม่มีวันแบ่งพื่นที่ของข้า..ให้กับอสูรชั้นต่ำเด็ดขาด > หญิงสาวเ้าอารมณ์ ไม่พอใจเป็อย่างมาก ที่ต้องมีเ้าตัวอะไรไม่รู้ เข้ามาอยู่ร่วมกันกับตนภายในโลกิญญา
แต่ชายหนุ่มก็ไม่สนใจพลันกล่าวกลับไปว่า < ข้างในพื้นที่มากมาย เ้าจะใจดีแบ่งให้มัน สักหน่อยจะเป็ไรสาวน้อย > หญิงสาวสบถถ้อยคำต้องห้ามมากมายด่าชายหนุ่ม แต่ก็ไม่อาจทะลุ ความหน้าด้านหน้าทนของชายหนุ่มไปได้
เมื่อสัญญาทำสำเร็จ เ้าอสูรน้อยก็หายวับเข้าไปในโลกิญญาของชายหนุ่ม
ชายหนุ่มจึงส่งจิตเข้าไปในโลกิญญาเพื่อตรวจสอบเ้าอสูรน้อย แต่สิ่งที่พบตรงหน้าของชายหนุ่ม คือหญิงสาวกำลังพุ่งเข้าไปทำร้ายเ้าอสูรน้อย พร้อมกกับปล่อยจิตสังหารออกมา “หยุด!!” ชายหนุ่มไม่มีวันที่จะเข้าไปห้ามหญิงสาวได้ทัน จึงทำได้แค่ออกปากห้ามไปเท่านั้น
เมื่อกำลังจะถึงตัวเ้าอสูรน้อย ก็มีโล่สีฟ้าขึ้นมาขวางกั้น หญิงสาวจากอสูรน้อยไว้ จากประสบการณ์ ของหญิงสาวที่คุ้นชินกับ พลังอย่างนี้ จึงยังไม่ได้ออกหมัดอะไรไป พลันหยุดตัวเองไว้ก่อน ก่อนจะสบถด่าบิดาของตนเอง แล้วพาลไปถึงชายหนุ่ม
เมื่อเห็นอย่างนั้นซีว่างจึงโล่งใจ ก่อนเดินไปลูบหัวเ้าอสูรน้อย และกล่าวกับหญิงสาวว่า “ที่มันกำพร้า ก็เป็เพราะข้าเองที่ทำผิดไป อย่าไปโกรธเ้าตัวน้อยนี้เลย” ก่อนจะถอนใจหนึ่งที และกล่าวกับหญิงสาวต่อว่า “เพราะข้าก็เคยเป็เด็กกำพร้ามาก่อน ข้าจึงไม่อยากให้...เ้าตัวน้อยนี้ต้องโดดเดี่ยว..อยู่ตัวเดียว” เมื่อเด็กหนุ่มพูดจบ หญิงสาวก็แสดงสีหน้าเศร้าใจขึ้นมา
คำพูดของเด็กหนุ่มที่พูดไปโดยไม่คิด พลันไปจี้ใจดำของหญิงสาว เพราะหญิงสาวก็กำพร้าแม่เช่นเดียวกัน พอเห็นอาการของหญิงสาว ชายหนุ่มจึงทำตัวไม่ถูก มันไม่เคยเห็นหญิงสาวทำหน้าแบบนี้มาก่อน ชายหนุ่มจึงพยายามจะพูดแก้ตัวต่อหญิงสาว “แม่นาง...”
“ออกไป!!” ไม่ทันได้พูดอะไร ชายหนุ่มรู้สึกตัวอีกที ก็กลับมาที่โลกภายนอกแล้วชายหนุ่มจึงพยายามกล่าวแก้ตัวอีกครั้ง < แม่นางหยางน่า...ข้า... >
< หุบปาก!! > เสียงของหญิงสาวผสมด้วยพลังปราณ ทำให้สิ่งของรอบกายหายไปอีกครั้ง
เมื่อเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า เ้าอสูรน้อยพลันเดินเข้าไปหาหญิงสาวด้วยความเดียงสาของมัน มันเอางวงน้อย ๆ ของมันลูบหลังหญิงสาวเบา ๆ เป็การปลอบโยน " ฮูมม ฮูม "
หญิงสาวไม่ได้ต่อต้านอะไร แต่กลายเป็สงสัยในสิ่งที่มันทำ ก่อนจะเดินหนีอสูรน้อย ไปนั่งที่ม้านั่งตัวโปรดของนาง แต่เ้าอสูรน้อยก็เดินตามหญิงสาวไป ก่อนจะนั่งลงข้าง ๆ นางแกว่งหางไปหางมาพร้อมกับร้องออกมาเล็กน้อย “ฮุมฮุม”
ชายหนุ่มเมื่อเห็นสถานการณ์ไม่ดี จึงไม่ได้พูดอะไรต่อ พลันรีบกลับบ้านของตนเองอย่างว่องไว เพราะมันฝึกวิชามาเนิ่นนานจนเกือบถึงเวลาอาหารเย็นแล้ว
เมื่อมาถึงเขตบ้านของตนเอง ชายหนุ่มจึงะโข้ามกำแพงหลังบ้าน เพื่อไม่ให้มารดาของตน ต้องเห็นสภาพดูไม่ได้ของตนเอง ไม่ว่าจะาแหรือสภาพร่างกายที่สกปก ซีว่างจึงรีบเข้าห้องน้ำ อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ก่อนมีใครมาเห็น
ตอนนี้ใกล้ได้เวลาอาหารค่ำแล้ว ชายหนุ่มจึงเดินไปตามทางเดิน เพื่อไปห้องอาหาร
เมื่อชายหนุ่มมาถึงห้องอาหาร ภายในห้องอาหารก็ไม่มีข้ารับใช้ มีเพียง บุคคล 5 คน อยู่ภายในห้อง ภายในห้องนั้นมี พ่อแม่และน้องของตนเอง อีก 2 คนคือ เฟิงอวิ๋น และพ่อของเขา เฟิง เจียว
พอคนเห็นซีว่าง เดินมา บิดา มารดา และ เฟิงเจียว พลันคุกเข่า ลงและกล่าวพร้อมกัน “คารวะองค์ชาย”