“คุณก็คงทราบแล้วนะครับผู้การว่าถ้าลงรูปนี้แล้วมันหมายความต่อไปว่ายังไง” ทนายความกระซิบพูดกับผม“ผมคิดว่า คุณเห็นจะต้องยอมรับแล้วละครับว่าตลอดเวลาที่คุณไม่อยู่ เมียคุณสวมเขาให้คุณเอง”
“แล้วยังไง...ถ้าอย่างนั้นมันก็หมายความว่าหล่อนไปเอากับใครต่อใครจนทั่วซานฟรานซิสโก ั้แ่ไชน่าทาวน์จนถึงเพรสซิดิโออย่างนั้นเลยหรือไง?” ผมโกรธจนระงับอารมณ์ไม่อยู่
“ลุค” ทนายความหันมาจ้องหน้าผมทันที “เลิกคิดถึงตัวคุณเองสักครั้งได้ไหมแล้วคิดถึงอนาคตของลูกสาวของคุณ คุณรู้ไหมว่าขณะนี้มันกำลังจะเกิดอะไรขึ้นกับแกมันกำลังเป็การประจานแก...แล้วอะไรจะเกิดขึ้น...ถ้าเกิดมีการแฉโพยขึ้นมาว่าแม่ของแกเองไปนอนกับไอ้หัวขโมยที่ไหนก็ไม่รู้และแกกำลังตกอยู่ในฐานะเครื่องเล่นชิ้นหนึ่งของพวกผู้ใหญ่ คิดสิลุค คิดให้ดี”
“แกจะต้องไม่เป็อย่างนั้น...แกจะถูกประจานไม่ได้”ผมร้องออกมา
“แต่เวลานี้แกก็กำลังเป็อยู่แล้วไม่ใช่หรือ?” ทนายความองตอบผม
ผมไม่อาจปฏิเสธความจริงข้อนี้ได้ผมพูดไม่ออก เสียงอ่อนๆ ใสๆ ของดาเนียลดังก้องขึ้นอีกว่า
“พ่อจ๋า...รับ”
ผมก้มตัวลงเก็บลูกบอลอย่างอัตโนมัติดาเนียลวิ่งเข้ามาหาผมอย่างร่าเริงแล้วก็โถมตัวเข้ามาในอ้อมแขนผมผมอุ้มแกขึ้นไว้อย่างทะนุถนอม แกกำลังหัวเราะ ดวงตาคู่สีนิลฉายแสงพรายแพรว
แล้วผมก็หันมองไปรอบๆห้อง ผู้พิพากษานั่งอยู่ตรงนั้น ต่อมาก็เป็ที่นั่งของเลขานุการศาลผมมองผ่านไปยังกอร์ดอน...แล้วก็นอร่าพบว่าสายตาทุกคู่กำลังจ้องมองดูผมอยู่นอกจากนอร่า เพราะเธอกำลังมองเลยหัวผมไป
ผมก้มลงพิจารณาใบหน้าผ่องผุดของลูกสาวน้อยๆที่อยู่ในอ้อมแขนแล้วก็ตื้นตันขึ้นมาในหัวอก หัวจิตหัวใจของผมแทบจะภิณฑ์พัง...ถูกแล้วทนายความของผมพูดถูก ผมจะทำอย่างนั้นไม่ได้ผมจะยอมให้มีการประจานประวัติชีวิตของร่างน้อยๆที่อยู่ในอ้อมแขนของผมนี้ได้อย่างไร ผมจะทำลายดวงใจเล็กๆ ที่เรียกผมว่า” พ่อ” ได้อย่างไร
“แล้วผมจะทำยังไงดี?”ผมถามอย่างเลื่อนลอย
ผมอ่านสายตาที่แสดงความเสียใจร่วมด้วยกับผมอย่างสุดซึ้งนั้นออก...
“ผมจะเจรจากับท่านผู้พิพากษาเอง”
ผมยังคงยืนอยู่ตรงนั้นโดยมีดาเนียลอยู่ในอ้อมแขน ปล่อยให้ทนายความเดินไปหาผู้พิพากษาแต่เพียงผู้เดียวและอีกไม่กี่นาทีต่อมา เขาก็เดินกลับมาหาผม
“ผมตกลงกับท่านผู้พิพากษาแล้วคุณจะมาเยี่ยมแกได้ปีละ 4 ครั้งและอีก 2 ชั่วโมงสำหรับวันอาทิตย์ที่คุณเข้ามาซานฟรานซิสโก พอใจไหมครับ?”
“ไม่มีทางเลือกมากกว่านี้อีกแล้วหรือ?”ผมถามด้วยความขมขื่นใจเป็ที่สุด
ทนายความส่ายหน้าเกือบจะทันที
“เราจำเป็ต้องทำอย่างนี้ขอให้เข้าใจนะลุค”
“โอเค” ผมตอบออกไป “โอ...พระเ้า ลูกคงเกลียดผมจับใจเลย”
เราลืมคิดไปว่าขณะที่เรากำลังพูดกันอยู่นั้นดาเนียลยังคงอยู่ในอ้อมแขนผมและดูเหมือนแกจะรู้ด้วยว่าเรากำลังพูดกันถึงเื่อะไร
“ไม่...ไม่เอา...หนูจะอยู่กับพ่อ...อย่ายอมนะจ๊ะพ่อจ๋า...!”แกหยุดพูดครู่สั้นๆ จ้องมองหน้าผมเขม็งก่อนจะรีบพูดต่ออย่างเอาใจว่า
“แม่รักพ่อ...แม่บอกหนู...แม่รักเราทั้งสองคน”
ผมก้มลงมองใบหน้าเล็กๆนั้น แววตาแกบอกความลังเล อยากจะให้ผมยอมรับในสิ่งที่แกเชื่อมั่น ผมหลับตาลงบังคับให้น้ำร้อนๆ ที่เอ่อท้นขึ้นในดวงตา ไหลย้อนกลับลงไปในอก
“จ้ะลูก...ลูกยอดรักของพ่อ”
ผมรู้...รู้ว่าผมปลอบแกไปอย่างนั้นเอง...ชั่วชีวิตนี้เราอาจจะไม่มีเวลาที่จะได้กลับมาพบกันอีก ความจริงกำลังปรากฏขึ้นแล้วนอร่าลุกขึ้นจากที่นั่งและกำลังเดินตรงเข้ามาหาเรา
“มากับแม่เถอะลูก”เธอว่า “ถึงเวลากลับบ้านแล้ว...มาสิจ๊ะ”
ดาเนียลมองตอบเธอแล้วก็หันมามองผมอย่างไม่แน่ใจนักผมพยักหน้าให้แกขณะที่นอร่าเอื้อมมือมารับแกออกไปจากอ้อมแขนผม...ผมรู้สึกได้ถึงความว่างเปล่า...ความว้าเหว่เดียวดายที่พลุ่งขึ้นในอารมณ์ ความอาวรณ์อย่างเหลือล้นท้นขึ้นมาในหัวอก
และแล้วเราก็เงยหน้าขึ้นประสานสายตากัน...สำหรับผมมันเป็แววตาของผู้พ่ายแพ้แก่ความเ้าเล่ห์เพทุบายนั้นอย่างสิ้นเชิงแต่สำหรับนอร่า...
ก็แววอย่างนี้ละที่ผมเคยเห็นมาก่อนตอนที่เธอทำลายรูปปั้นฝีมือของตัวเองที่สำเร็จเป็รูปร่างขึ้นมาแล้วแต่เธอเกิดไม่ถูกใจขึ้นมา...แล้วผมก็เกิดสำนึกขึ้นมาได้ ว่าบางทีดาเนียลคงจะมีความหมายต่อตัวเธอบ้าง...นอร่า้าลูกแกคืองานศิลปะอย่างหนึ่งที่นอร่างสร้างขึ้นมาด้วยตัวของเธอเอง
เธอวางดาเนียลให้ยืนกับพื้นและแล้วก็จูงมือแกเดินออกไปยังประตูขณะที่นอร่าเอื้อมไปเปิดประตูนั้น ดาเนียลหันกลับมามองหน้าผม
“เดี๋ยวพ่อจะตามไปใช่ไหม...กลับไปบ้านของเรานะ”เสียงอ่อนๆ ใสๆ ของแก เกือบจะทำให้ผมสะอื้นออกมาอย่างหมดอาย
ผมสั่นศีรษะน้ำร้อนๆ ไหลเอ่อขึ้นมาในเบ้าตาทั้งสองข้างของผมอีกแล้วสายตาผมพร่าเลือนจนแทบจะมองไม่เห็นอะไรไปชั่วขณะและแล้ว...ผมก็บังคับตัวเองให้พูดออกไปว่า
“ไม่หรอกลูก พ่อยังกลับไม่ได้ต้องอยู่คุยกับท่านสุภาพบุรุษเหล่านี้อีกสักพักหนึ่งก่อน แล้วพ่อจะไปหานะ”
“มาเร็วๆนะพ่อ...บ๋าย...บาย” แกโบกมือเล็กๆ ให้ผมรอยลักยิ้มบุ๋มบนร่องแก้มสีแดงปลั่ง โอ...พระเ้า...โอ...ความบริสุทธิ์
ประตูปิดตามหลังไปนานแล้วแต่ผมก็ยังคงนั่งอยู่ในห้องนั้น เซ็นรับทราบในเอกสารสำคัญหลายแผ่น
และหลังจากนั้นผมก็ออกจากศาลจับรถไฟไปลา จอลล่า แล่นเรือคู่ชีวิตออกไปกลางทะเลและตั้งต้นดื่ม...
เป็เวลาเกือบอาทิตย์กว่าที่ผมจะทำใจให้ยอมรับกับการสูญเสียครั้งนี้ได้.
ผมชำระค่าตั๋วเครื่องบินเมื่อพนักงานที่สนามบินตรวจตรากระเป๋าเดินทางของผมเรียบร้อยแล้วเราก็เข้าไปในห้องพักรอสำหรับผู้โดยสาร ซึ่งมีเครื่องดื่มไว้บริการนั่งลงที่โต๊ะเล็กๆ ตัวหนึ่งและสั่งแมนฮัตตันมา 2 ที่
ผมจิบเครื่องดื่มช้าๆปล่อยให้รสหวานและความเย็นฉ่ำของมันซ่านเข้าไปในลำคอ แล้วผมก็หันมาพิจารณาอลิซาเบทท่าทางเธอดูเหนื่อยอ่อน
“คุณเป็ยังไงบ้าง?”ผมถาม “ที่จริงแล้วผมไม่น่ายอมให้คุณออกมากับผมอย่างนี้เลย”
เธอยกแก้วเครื่องดื่มขึ้นจิบ
“ไม่เป็ไรหรอกค่ะฉันปกติดี” แก้มเธอแดงเรื่อขึ้นเล็กน้อย “อาจจะกังวลใจมากไปหน่อยแต่ตอนนี้ไม่มีอะไรแล้วค่ะ”
“อันที่จริงก็ไม่น่าจะมีอะไรต้องกังวลนี่นาผมก็เดินทางเสมอๆ อยู่แล้ว”
“ฉันไม่ได้ห่วงเื่เครื่องบินหรือเื่การไปของคุณหรอกค่ะแต่ที่ฉันห่วงคือตัวคุณเอง”
ผมหัวเราะออกมาเบาๆ ”ไม่ต้องเป็ห่วงหรอก ผมก็ยังเป็ผม จำไว้ว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย”ผมยิ้มให้เธอ
แต่เธอไม่ได้ยิ้มตอบ
“ในที่สุดคุณก็ต้องกลับไปพบเธออีกจนได้”
เพียงเท่านั้นผมก็รู้ว่าความกังวลใจของอลิซาเบทนั้นหมายความถึงอะไรเธอคิดถูกต้องแล้ว...นอร่ารู้วิธีที่จะตัดตอนผมเสมอแล้วก็จะเอาชิ้นส่วนที่ตัดตอนนั้นเก็บกลับมาผสมผสานกันใหม่ ผมคงเป็อย่างนั้นจริงๆเป็เสมือนงานชิ้นหนึ่งที่เธอพยายามสร้างขึ้นเมื่อไม่สมบูรณ์แบบตามความปรารถนาของเธอ นอร่าก็สามารถทำลายมันลงได้
ผมเพิ่งนึกขึ้นมาได้ตอนที่อลิซาเบทพูดกับผมนี่เองผมหวนกลับไปสู่ความทรงจำรำลึกเก่าๆ อีกครั้ง มันเป็เวลาประมาณ 6 ปีมาแล้ว และดูเหมือนจะเป็ครั้งสุดท้ายที่เราได้พบกัน ซึ่งเป็เวลาภายหลังจากที่ผมได้หย่าขาดจากเธอ 5ปีเต็ม