ทะลุมิติไปเป็นพระชายาแพทย์ผู้มากพรสวรรค์ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 115 สังเกตความเปลี่ยนแปลง...อีกแล้ว?

            เพียงแต่เล่อเทียนไม่คิดเลยว่าลำพังเพียงแค่มู่จื่อหลิงจะทำให้ฮองเฮาทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ไม่เลือกวิธีการ ทุ่มเทความคิดจะเผยข้อได้เปรียบทั้งสองอันออกมาจนสิ้น

            เขาควรชื่นชมความสามารถของมู่จื่อหลิงหรือหัวเราะความโง่เขลาของฮองเฮาดี

            แต่มู่จื่อหลิงแต่งเข้าจวนฉีอ๋องไม่นาน ก็มีคนใช้เป็นร้อยเป็นพันแผนการคิดจนสมองแทบแตกเพื่อกำจัดนาง

            ในตอนนี้ฮองเฮาใช้ทั้งการฆ่าต่อหน้าและการลอบสังหารแล้วดูท่าวันเวลาข้างหน้าของมู่จื่อหลิงคงไม่มีทางสงบสุขแล้ว

            เพียงแต่ฉีอ๋องจะโต้ตอบครั้งนี้อย่างไร?

            จู่ๆ หลงเซี่ยวอวี่ก็หยัดกายลุกขึ้นยืนเอามือไพล่หลังในอากาศอาภรณ์สีดำมืดก็ยิ่งสูงศักดิ์แวววาว ทว่ากายกลับมีท่วงท่าสง่างามที่น่าเกรงขามดุจราชาแห่งสรรพชีวิตผู้หยิ่งยโส

            ดวงตาแวววาวสีดำขลับอันเย็นชาราวน้ำแข็งของเขาทอดมองไปไกลด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ครู่ใหญ่ๆ ริมฝีปากบางจึงขยับเล็กน้อย“หลายปีมานี้ฮองเฮาใช้ชีวิตอย่างอิสรเสรี กลับสะสมไขมันไว้ไม่น้อยเลย”

            “สตรีในวังหลังผู้หนึ่งสามารถติดต่อกับสองสำนักที่ร้ายกาจอย่างยิ่งได้ ช่างเป็นผู้ที่ร้ายกาจจริงๆ” เล่อเทียนโค้งมุมปากเป็นรอยยิ้มบางไม่รู้ว่าชมเชยหรือเสียดสี

            เล่อเทียนลอบเหลือบมองหลงเซี่ยวอวี่ลูบคางเกลี้ยงเกลา มุมปากโค้งเป็นรอยยิ้มที่แฝงความนัย น้ำเสียงผ่อนคลาย “เพียงแต่ฮองเฮาเชิญสำนักชางฉยงมาขายชีวิตหวางเฟย มีครั้งที่หนึ่งย่อมมีครั้งที่สอง คาดว่ากับหวางเฟยแล้วไม่ตายคงไม่เลิกราวันคืนข้างหน้าของหวางเฟยคงไม่ราบรื่นเสียแล้ว”

            วันนั้นหลงเซี่ยวอวี่ยังคงมีท่าทางสูงสง่าไม่ข้องเกี่ยวพูดกับเขาอะไรนะ หลุมที่นางขุดต้องถมเอง

            หลุมที่มู่จื่อหลิงขุดตอนนั้นยังไม่ลึกเท่าไหร่แต่ตอนนี้กลับยิ่งขุดยิ่งลึก หากขุดลงต่อไปอีก ชีวิตอาจจะหล่นหายไปจริงๆ

            เล่อเทียนไม่เชื่อว่าจวบจนบัดนี้แล้ว หลงเซี่ยวอวี่จะยังยืนเก็บไม้เก็บมืออยู่ด้านข้าง

            จริงดังคาด

            “ขายชีวิตฉีหวางเฟย? เปิ่นหวางเองอยากรู้เหมือนกันว่าชีวิตของมู่จื่อหลิงใต้หล้านี้จะมีใครซื้อได้” หลงเซี่ยวอวี่พูดออกมาทีละคำ ใบหน้าราบเรียบไร้อารมณ์แต่คำพูดกลับเจือไปด้วยแววอำมหิตอันกระหายเลือด

            ดูเหมือนในคำพูดหลงเซี่ยวอวี่จะมีคำพูดซ่อนอยู่

            เล่อเทียนและกุ่ยหยิ่งต่างก็ไม่คาดว่าหลงเซี่ยวอวี่จะพูดเช่นนี้พวกเขาตกตะลึงไปกับคำพูดในเวลาเดียวกัน หัวใจพวกเขาแทบจะรับเอาไว้ไม่ไหว

            คำพูดหนักแน่นวาจาเฉียบคม! ช่างทรงอำนาจนัก!

            ใครจะซื้อชีวิตของฉีหวางเฟยได้กับใต้หล้านี้ใครจะซื้อชีวิตของฉีหวางเฟยได้ต่างกันเพียงสามคำแต่ความหมายกลับไม่เหมือนกันอย่างใหญ่หลวง

            ใต้หล้านี้ใครจะซื้อได้? เกี่ยวพันไปถึงใต้หล้าเช่นนั้นมู่จื่อหลิงก็เป็นสตรีเพียงคนเดียวที่ฉีอ๋องยอมรับแล้ว

            หลงเซี่ยวอวี่กำลังพูดว่าสตรีของเขา ชีวิตย่อมมิอาจประเมินค่าได้

            ใต้หล้านี้ใครเล่าจะซื้อชีวิตที่มิอาจประเมินค่าได้?

            วันหน้าใครแตะต้องมู่จื่อหลิงก็เท่ากับแตะเกล็ดมังกรของหลงเซี่ยวอวี่ด้วย เช่นนั้น...

            โชคดีนะ!

            เล่อเทียนกลืนน้ำลายอย่างยากลำบากท่าทางขึ้นๆ ลงๆ ในฉับพลันนี้ ทำให้เหลือเชื่ออยู่บ้าง

            เดิมเขาคิดว่าหลงเซี่ยวอวี่คงสนใจมู่จื่อหลิงเพียงเล็กน้อยเท่านั้นต่อให้สนใจ อย่างไรก็คงเป็นไปทีละขั้น อย่างไรก็คงหล่อเลี้ยงขึ้นอย่างช้าๆ

            หลงเซี่ยวอวี่ประกาศออกมาอย่างหนักแน่นเช่นนี้ในทันทีดวงใจเล็กๆ ของเขาจะรับไหวได้อย่างไร

            ฉีอ๋องพูดแล้วว่าให้สังเกตการณ์ไปก่อนนี่? เปลี่ยนไปมากนักในครู่เดียวเท่านั้น

            คิดไปแล้วก็ถูก

            ถ้าหลงเซี่ยวอวี่จะคอยรับชมอยู่ด้านข้างคงไม่สอดมือเข้าไปสืบเรื่องนี้

            จริงดังคาดแผนการเปลี่ยนไปจนตามไม่ทัน ฉีอ๋องเตรียมจะสอดมือเข้าไปแล้วหรือว่านี่เดินไปตามใจคิด? ทำไปตามใจปรารถนา?

            “เซี่ยวอวี่เช่นนั้นยามนี้เตรียมทำอย่างไร?” หลังจากที่ปลอบโยนใจดวงน้อยตามลำพัง เล่อเทียนก็ถามอย่างงงงันไม่เข้าใจ

            เขาสงสัยนักว่าหลงเซี่ยวอวี่จะใช้วิธีใดโค่นล้มฮองเฮา

            อย่างไรเสียก็เป็นมารดาแห่งแผ่นดินมิใช่นางสนมส่งๆ อันใด เพียงแค่นักฆ่าจากสำนักชางฉยงก็ไม่นับว่าประหลาดพอสั่นคลอนฮองเฮาไม่ได้แม้แต่น้อย

            แม้นิกายกู่ตู๋อาจจะสั่นคลอนฮองเฮาได้แต่นิกายกู่ตู๋เร้นกายไปหลายปี ไร้ร่องรอย ต้องการหาที่ตั้งของนิกายกู่ตู๋ในเวลาอันรวดเร็วมิใช่เรื่องที่ง่ายดาย

            เล่อเทียนรอคำตอบจากหลงเซี่ยวอวี่ด้วยใจที่เปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง

            ใครจะรู้

            หลงเซี่ยวอวี่ชำเลืองมองเล่อเทียนอย่างเย็นชาสีหน้าสงบเยือกเย็น เอ่ยออกมา “สังเกตการณ์ไปก่อน”

            เป็นสังเกตการณ์ไปก่อน...อีกแล้ว?

            “เอ่อ...” เล่อเทียนสำลักขึ้นมาโดยพลันเขาคิดว่า หากคนตรงหน้ามิใช่หลงเซี่ยวอวี่ เขาจะต้องระเบิดโทสะตรงนั้นพุ่งเข้าไปทุบตีซึ่งๆ หน้าสักรอบแล้ว

            เหตุใดเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาก็กลับไปที่จุดก่อนยอมรับแล้วเล่าไหนเลยจะมีคนที่ปั่นหัวผู้อื่นเช่นนี้?

            หรือเขาเข้าใจผิดไป?

            ไม่มีทาง!

            ต่อให้หูเขาไม่ดีที่สวนจิ้งซินดวงตาเขาก็เห็นจริงๆ จะเข้าใจผิดได้อย่างไร?

            แต่ว่า

            ใจของฉีอ๋องนั้นก็เป็นดั่งงมเข็มในมหาสมุทรจริงๆ คาดเดาเจตนาที่แท้จริงไม่ออก!

            กุ่ยหยิ่งสับสนมึนงงไปหมดอย่างไรก็คิดไม่เข้าใจ

            “ฟูเหรินทางนั้นไปจับตามองให้มาก”หลงเซี่ยวอวี่ทิ้งท้ายอย่างเย็นชา

            จากนั้น ก็ทะยานจากไป

            กุ่ยหยิ่งสบสายตากับเล่อเทียนอย่างไม่เข้าใจและจากไปตาม

            -

            มู่จื่อหลิงพาทหารเข้าไปในป่าลึก

            ในป่านั้นเงียบสงัดเป็นอย่างยิ่งนอกจากได้ยินเสียงสวบสาบของฝีเท้าพวกเขาบนพื้นแล้ว ก็มิได้ยินเสียงอื่นใดอีก

            เพราะทางข้างหน้านั้นนอกจากหมอกทึบสีขาวแล้วก็มองไม่เห็นสิ่งใดอีก

            พวกเขายังต้องเตรียมรับมือสัตว์ร้ายที่พร้อมปรากฏกายขึ้นตลอดเวลาดังนั้นฝีเท้าพวกเขาจึงรักษาจังหวะปกติไว้ตลอด ไม่เร่งรีบไม่ชักช้า

            ทหารทั้งห้าเดินล้อมมู่จื่อหลิงเอาไว้ระแวดระวังรอบข้างอยู่ตลอดเวลา

            “รอเดี๋ยว” จู่ๆ มู่จื่อหลิงก็ยกมือขึ้นหยุดชะงักฝีเท้าของคนทั้งหมด

            “หวางเฟย เกิดอันใดขึ้น” เฮยชีถามอย่างไม่เข้าใจ

            “ชู่!” มู่จื่อหลิงทำท่าทางจากนั้นเอียงหูฟัง

            หลังจากนั้น คิ้วนางก็ขมวดน้อยๆสีหน้าเคร่งขรึม ลดเสียงลง “พวกเจ้าไม่ได้ยินเสียง?”

            “เสียง? ไม่มีนี่!” เฮยชีสีหน้าเหลอหลาเขาเอียงหูฟังอย่างละเอียด “มีเสียง คล้ายกับเสียงร้องไห้ของคน?”

            “ข้าก็ได้ยิน ไม่เพียงแค่เสียงร้องไห้คล้ายว่าจะยังมีเสียงขู่ต่ำๆ ของสัตว์ด้วย” เฮยลิ่วสีหน้าตกใจ

            มู่จื่อหลิงเพิ่มความระแวดระวังกระซิบสังเกตการณ์ “เหมือนเสียงจะอยู่ข้างหน้านี้ไม่ไกลมีสัตว์ร้ายก็อาจจะมีเบาะแส พวกเราเข้าไปดู ทุกคนระวังตัวด้วย”

            คนทั้งหมดพยักหน้าพร้อมเพรียงกันเพิ่มระดับความระมัดระวังขึ้น ก้าวไปบริเวณต้นตอของเสียงช้าๆ

            เสียงใกล้เข้ามาเรื่อยๆยิ่งฟังยิ่งชัดเจน

            เมื่อใกล้เข้ามาเรื่อยๆมู่จื่อหลิงก็ให้คนทั้งหมดหมอบลง ใช้ใบไม้อำพรางตัว

            ตามมาด้วย

            “โฮก!”

            เสียงคำรามดุร้ายของพยัคฆ์

            “ฮือๆ...ช่วยด้วย...”

            “หวางเฟย เป็นเสือหนึ่งตัวบนต้นไม้เตี้ยยังมีเด็กน้อยคนหนึ่งร้องขอความช่วยเหลือ” เฮยชีส่งเสียงอย่างตกใจกระซิบกระซาบ

            มู่จื่อหลิงก็ได้ยินชัดเจนเช่นกันถัดจากหมอกที่บังสายตาก็พอจะมองเห็นเด็กน้อยบนต้นไม้กับเสือได้อย่างเลือนราง

            เสือเรียกได้ว่าเป็นสัตว์ที่ดุร้ายที่สุดในป่ายามนี้ปล่อยให้พวกเขาพบได้อย่างง่ายดาย

            เพียงแต่นางคิดไม่ออกว่าป่าสายหมอกที่อันตรายเช่นนี้จะมีคนได้อย่างไร? แล้วยังเป็นเด็กน้อยคนหนึ่ง ไม่ปกติอย่างยิ่ง

            ‘ซ่าๆๆ’

            เสียงใบไม้ที่สั่นไหวอย่างรุนแรง

            “ไม่ดีแล้วเสือกำลังกระแทกต้นไม้ เด็กน้อยผู้นั้นจับไม่อยู่ใกล้จะตกลงมาแล้วหล่นลงปากเสือได้ทุกเมื่อ”เฮยลิ่วอุทาน ท่าทางวิตกกังวล

            มู่จื่อหลิงไม่คิดมากไปชั่วขณะล้วงขวดยาออกมาจากแขนเสื้อ เอ่ยปากเสียงแผ่วเบา “นำผงพิษนี้ไปทาบนกระบี่พวกเจ้า”

            นางไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “เฮยชี เจ้าลอบไปอีกด้านหนึ่ง รอพวกข้าส่งเสียงดึงดูดความสนใจของเสือเจ้าก็ไปข้างหลังมันและแทงไปทางมัน ไม่ต้องกังวลว่ามันจะโจมตีกลับมันไม่มีแรงจะโจมตีแล้ว”

            ร่างกายเสือตัวนี้ใหญ่ยิ่งนักหากใช้ไม้แข็งกับมันต้องมีความเสียหายเป็นแน่ ดังนั้นมู่จื่อหลิงจึงใช้วิธีที่ปลอดภัยที่สุด รัดกุมที่สุด

            และวรยุทธ์ของเฮยชีก็ไม่กระจอกความเร็วว่องไว ไม่มีทางที่จะแทงกระบี่พลาด

            “ขอรับ” เฮยชีตอบรับเสียงเบายามนี้เขามีความมั่นใจต่อหวางเฟยถึงร้อยส่วน

            สถานการณ์เร่งด่วนคนทั้งหมดจึงมิได้ถามคำถามไร้สาระให้มาก ใช้ผงพิษทาบนกระบี่ของตนเองทีละคน

            และเฮยชีก็ย้ายไปซ่อนอีกที่หนึ่งอย่างไร้สุ้มเสียง

            “ดึงดูดเสือมาก่อน” มู่จื่อหลิงทำเป็นพูดเสียงดัง

            สิ้นเสียงพูดนางก็ลุกขึ้นโดยทันที ส่งเสียงดังออกไป

            จากนั้นทหารไม่กี่คนก็ลุกตามนางพร้อมกัน การเคลื่อนไหวใหญ่โต เบี่ยงเบนความสนใจของเสือตัวนั้นได้ในทันที

            “โฮก!”เสือส่งเสียงคำรามอย่างดุร้ายราวกับเห็นของโอชะกองหนึ่งอย่างไรอย่างนั้น

            สายตามู่จื่อหลิงจับจ้องเสือที่กำลังก้าวมาทางพวกเขาอย่างช้าๆ

            กระทั่งเสือตัวนั้นห่างจากพวกเขาเพียงไม่กี่ก้าวมู่จื่อหลิงจึงได้ขยับปากแบบไม่มีเสียงถามเฮยชีที่ซุ่มอยู่ด้านหลังเสืออย่างเงียบเชียบ‘พร้อมหรือไม่?’

            เฮยชีพยักหน้าอย่างหนักแน่น

            “ลงมือ!” มู่จื่อหลิงออกคำสั่ง

            ฉับไวจนมิอาจตามทัน!

            เสียง ‘ฉึก’ ดังขึ้นเฮยชียกกระบี่ในมือขึ้นแทงไปที่ท้องเสืออย่างดุดัน

            “โฮก!” เสือร้องเสียงแหลมขึ้นมาอย่างกะทันหัน

            มู่จื่อหลิงโค้งริมฝีปากเป็นรอยยิ้มพึงพอใจเฮยชีไม่ทำให้ผิดหวังจริงๆ แทงถูกเสือในทันที

            ในชั่วขณะนั้นหลังจากเสียงร้องอันน่าเวทนา เสือก็ล้มลงกระแทกพื้น ส่งเสียงคร่ำครวญต่ำๆ

            เฮยชีแทงซ้ำเข้าไปยังลำตัวเสือที่หายใจแผ่วเบาด้วยความลิงโลดทำให้มันสิ้นใจในทันที

            “หวางเฟย สำเร็จแล้ว” เฮยชีพลันตื่นเต้นขึ้นมาไม่คิดว่าจะมีวันที่ล้มเสือตัวใหญ่เพียงนี้ได้อย่างง่ายดาย ช่างสะใจเหลือเกิน

            ทหารไม่กี่คนนั้นก็พูดไม่ออกกับผงพิษที่มู่จื่อหลิงมอบให้พิษร้ายแรงเพียงนี้ สามารถล้มเสือตัวหนึ่งได้ในชั่วพริบตา

            “ฮือๆ...” เสียงร้องไห้ของเด็กน้อยบนต้นไม้เตี้ยยังดังขึ้นไม่หยุดหย่อน

            เฮยลิ่วรีบวิ่งไปอุ้มเด็กน้อยบนต้นไม้เตี้ยมาเบื้องหน้ามู่จื่อหลิง“หวางเฟย เด็กคนนี้...”

            เด็กน้อยที่ถูกเฮยลิ่วอุ้มมาส่งเสียงสะอึกสะอื้นอยู่นานราวกับตกใจจนขวัญเสียสีหน้าตื่นตระหนก

            สายตามู่จื่อหลิงตกไปที่ร่างของเด็กน้อย

            เป็นเด็กน้อยคนหนึ่งอายุก็ประมาณเจ็ดแปดขวบ ผมเผ้ายุ่งเหยิง คราบน้ำตาเต็มหน้าเสื้อผ้าเก่าเป็นอย่างยิ่ง ปะชุนอยู่หลายแห่ง ดูเหมือนจะยากจนข้นแค้น น่าสงสารจนทำให้ผู้อื่นเวทนาเป็นพิเศษ

            ทว่าก่อนเข้าใจสถานการณ์ชัดเจนมู่จื่อหลิงไม่มีทางเมตตาเด็กน้อยที่มีประวัติไม่ชัดเจนในป่าสายหมอกที่มีหมอกหนาทึบเช่นนี้แน่

            ยิ่งไปกว่านั้นในช่วงเวลาพิเศษเช่นนี้นางต้องไม่ประมาทโดยเด็ดขาด

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติไปเป็นพระชายาแพทย์ผู้มากพรสวรรค์ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน