กรุงสุโขทัยแต่โบราณปกครองโดยราชวงศ์พ่อขุนศรีนาวนำถมก่อนจะถูกยึดครองโดยขอมสบาดโขลญลำพง
พ่อขุนผาเมืองพระโอรสของพ่อขุนศรีนาวนำถมทรงชักชวนพระสหายคือพ่อขุนบางกลางหาวเจ้าเมืองราด เข้าโจมตีขับไล่ขอมสบาดโขลญลำพงออกไปแต่ด้วยเหตุที่พ่อขุนผาเมืองมีพระมเหสีเป็นพระราชธิดาของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗กษัตริย์ขอมเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาภายในและภายนอกระหว่างชาวสุโขทัยและชาวขอมที่จะตามมาพระองค์จึงทรงยกเมืองให้พ่อขุนบางกลางหาวครอบครอง ทรงมอบพระนามพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ให้พระสหายสถาปนาราชวงศ์พระร่วงแห่งสุโขทัยขึ้น สืบต่อมาถึง ๔ รัชกาลโดยมีองค์พ่อขุนพระยางั่วนำถม แห่งราชวงศ์ศรีนาวนำถม สลับขึ้นครองกรุงสุโขทัยในลำดับรัชกาลที่๕ ก่อนจะเกิดจลาจลขึ้นเมื่อสิ้นรัชกาล และองค์พ่อขุนพระยาลิไทแห่งราชวงศ์พระร่วงเสด็จขึ้นครองราชย์สืบต่อไป
องค์พ่อขุนพระยาลิไททรงเลื่อมใสและแตกฉานในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่งโปรดให้สร้างวัดและวิหารมากมาย รวมทั้งพระพุทธรูปองค์สำคัญต่างๆพระปรีชาญาณของพระองค์ปรากฏชัดในพระราชนิพนธ์ “ไตรภูมิพระร่วง”จนได้รับขนานพระนามว่า “พระมหาธรรมราชา”
ในแผ่นดินปัจจุบันซึ่งเป็นรัชกาลต่อมาองค์พ่อขุนพระยาลือไทพระราชโอรสของพระองค์ ทรงขึ้นครองราชย์ ออกพระนามตามพระสุพรรณบัฏว่าสมเด็จพระมหาธรรมราชาที่ ๒
หลังจากทรงว่าราชการงานเมืองในช่วงบ่ายเสร็จสิ้นองค์พ่อขุนพระยาลือไทเสด็จออกจากท้องพระโรงสำหรับฝ่ายหน้าซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของพระราชวังที่ประทับเมื่อทรงย่างพระบาทพ้นพระทวาร พนักงานวังในซึ่งรอรับเสด็จอยู่พลันกราบบังคมทูลว่า
“ขอเดชะฝ่าพระบาท พระศรีธรรมราชพระมเหสีมีพระราชเสาวนีย์ให้ข้าพระพุทธเจ้ามากราบทูลฝ่าพระบาทความว่า บัดนี้พระองค์หญิงกัณฐิมาศเจ้าฟ้าเมืองน่านเสด็จกลับสู่สุโขทัยแล้วฝ่าพระบาทจะมีพระประสงค์ให้พระองค์หญิงเข้าเฝ้าเมื่อใด พระพุทธเจ้าข้า”
“องค์หญิงกัณฐิมาศ..” รับสั่งทวนพระนามด้วยพระทัยยินดี“แล้วตอนนี้ พระนางอยู่ที่ใด”
“พระนางประทับอยู่กับพระมเหสีในพระราชวังพระพุทธเจ้าข้า”
“ดีแล้ว.. เราจะกลับวัง จะได้พบและเจรจาพร้อมกับพระสาขา”
พระสาขา คือพระนามเดิมของพระมเหสี ซึ่งเป็นพระราชธิดาของพระยาการเมืองกษัตริย์เมืองน่านพระองค์ก่อน และเป็นพระขนิษฐา (น้องสาว) ของพระยาผากองกษัตริย์เมืองน่านองค์ปัจจุบัน อีกทั้งมีศักดิ์เป็นพระเชษฐภคินี (พี่สาว) ต่างพระมารดาขององค์หญิงกัณฐิมาศ
องค์พ่อขุนทรงพระดำเนินไปเบื้องทิศตะวันตกเพียงครู่ก็เสด็จถึงพระราชวังที่ประทับซึ่งอยู่ด้านหน้าวัดมหาธาตุเป็นพระราชวังขนาดใหญ่ หน้าองค์ปราสาทขนาดกว้างราว ๒๖ วา (๕๒ เมตร)ตัวฐานพระราชวังก่ออิฐโบกปูนแข็งแรงเป็นรูปบัวคว่ำบัวหงายสูงราว ๑ วาด้านบนปราสาทสร้างด้วยไม้สักขนาดใหญ่ ฉลุลายทองประดับตามขอบมุม แลดูสวยงามอลังการ
องค์หญิงกัณฐิมาศทรงหมอบกราบกับพื้นเมื่อองค์พ่อขุนเสด็จมาประทับบนพระราชอาสน์ร่วมกับพระมเหสี
“ลุกขึ้นนั่งเถิด หลานเรา” องค์พ่อขุนรับสั่งเรียกพระองค์หญิงตามสายสัมพันธ์แห่งเชื้อพระวงศ์สุโขทัย
เมื่อพระองค์หญิงทรงลุกขึ้นประทับบนพระแท่นองค์เล็กเบื้องข้างพระนางสาขาแล้วองค์พ่อขุนจึงรับสั่งถามด้วยสีพระพักตร์เบิกบาน
“ตัวเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง หายไปนานกว่าสองปีเราส่งคนไปตามที่เมืองน่านอยู่หลายครั้งก็เพียงแจ้งว่าออกจากเมืองไปเที่ยวเล่นตามหัวเมืองต่างๆ”
“เกล้ากระหม่อมฉันต้องขอพระราชทานอภัยโทษที่กระทำให้ฝ่าพระบาทขัดเคืองพระราชหฤทัยเหตุเพราะออกจากเมืองไปโดยมิได้กราบบังคมทูลลา เพคะ.. เกล้ากระหม่อมฉันไปพำนักยังเมืองน่านและเมืองทางใต้ที่พอจะท่องเที่ยวออกไปได้แม้จะมีความเพลิดเพลินอยู่บ้างแต่มิได้สบายใจเลย ด้วยอดเป็นห่วงและระลึกถึงฝ่าพระบาททั้งสองพระองค์เพคะ”
“เจ้านี่ ช่างรู้จักประจบเจรจานัก”ทรงพระสรวล พอพระราชหฤทัยในคำกราบทูลของพระนางผู้เปรียบเหมือนพระภาคิไนย (ลูกของน้องสาว)
“แล้วองค์พระยาผากองเล่า ทรงหายจากพระอาการบาดเจ็บดีแล้วหรือไม่”รับสั่งถามถึงพระเจ้าเมืองน่าน
“ตั้งแต่กลับจากศึกเมืองชากังราวครั้งก่อนพระเชษฐาธิราช (พี่ชายซึ่งเป็นกษัตริย์) ทรงได้รับบาดเจ็บแม้มิสาหัสแต่ก็ต้องพักพระวรกายอยู่นานถึง๔ เดือน จึงทรงกลับมามีพระพลานามัยแข็งแรงดังเดิมเพคะ พระองค์ทรงให้เกล้ากระหม่อมฉันมากราบถวายพระพรฝ่าพระบาทด้วยระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ เพคะ”
สีพระพักตร์ขององค์พ่อขุนซึ่งประดับด้วยรอยแย้มพระสรวลพลันคลายออกทรงถอนพระปัสสาสะ (ลมหายใจออก) ตรัสว่า
“ศึกอโยธยาที่เมืองชากังราวเมื่อ ๒ปีก่อน นับว่าเป็นศึกหนักที่สุดของกรุงสุโขทัยผู้คนทั้งสองฝ่ายต่างล้มตายกันมากมาย แม้สุดท้ายอโยธยาจะถอยทัพกลับไปแต่ทางฝ่ายเรากลับต้องสูญเสียมากกว่าโดยเฉพาะบรรดาขุนพลแม่ทัพที่ถูกกุมตัวจับไป”
ทรงนิ่งไปชั่วครู่ จึงรับสั่งถามต่อขึ้นว่า
“เราได้ยินมาว่าขณะที่พระยาผากองทรงเสียทีแก่ “ขุนปราบ” แม่ทัพใหญ่ฝ่ายอโยธยามีทหารคนหนึ่งในกองทัพอโยธยาได้แปรพักตร์ช่วยเหลือพระองค์ไว้ เรื่องนี้พระองค์ทรงกล่าวถึงบ้างหรือไม่”
“เรื่องที่ฝ่าพระบาททรงรับฟังมามีส่วนถูกต้องเพคะ ขณะที่องค์พระยาผากองทรงช้างอยู่หน้าศึก ขุนปราบแม่ทัพใหญ่ฝ่ายอโยธยาไสช้างเข้าหาพระองค์ขุนปราบนั้นเป็นผู้มีฝีมือเป็นหนึ่งในอโยธยาหามีผู้ใดจะทัดเทียมได้ ขณะที่พระองค์ทรงเพลี้ยงพล้ำต้องคมง้าวของขุนปราบมีทหารคนหนึ่งของอโยธยาไสช้างเข้ามาช่วยและต่อสู้กับขุนปราบจนบาดเจ็บไปทั้งคู่ทำให้พระองค์ที่ได้รับบาดเจ็บสามารถนำกองทัพถอยกลับเมืองน่านได้เพคะส่วนทหารที่ช่วยพระองค์ไว้ เห็นว่าลักษณะการแต่งกายไม่ใช่ทหารใหญ่ เป็นเพียงหัวหมู่ธรรมดาแต่ฝีมือเก่งกาจมิได้แตกต่างจากขุนปราบเลยเพคะ”
องค์พ่อขุนทรงรับฟังพร้อมทรงพยักพระพักตร์และเม้มพระโอษฐ์ พระอาการเคร่งขรึม
“นับว่าเป็นบุญของพระยาผากองทรงได้คนดีมาช่วยไว้ มิเช่นนั้นคงจะยับไปทั้งกองทัพน่าน..”
หลังจากทรงเงียบไปสักครู่หนึ่ง จึงทรงเปลี่ยนเรื่องรับสั่ง
“หลานเรากลับมาก็ดีแล้วเจ้ารู้ไหมพระสาขาทรงคิดถึงเจ้ามาก”
“เกล้ากระหม่อมฉันสำนึกตัวดีเพคะว่าพระมเหสีทรงพระเมตตา.. บุญคุณที่ได้ชุบเลี้ยงมาตลอดสิบกว่าปี เกล้ากระหม่อมฉันจดจำไว้มิได้ลืมเลือนเพคะ”
องค์หญิงกัณฐิมาศประสูติที่เมืองน่านแต่หลังจากพระยาการเมืองถูกลอบปลงพระชนม์พร้อมพระมารดาของพระนาง พระองค์หญิงก็ทรงถูกรับกลับมาถวายการเลี้ยงดูอยู่ที่สุโขทัยกับพระมาตุจฉา(พี่สาวของแม่) ซึ่งเป็นพระธิดาองค์โตของพระมหาเถรศรีศรัทธาภายหลังเมื่อพระมาตุจฉาสิ้นพระชนม์ลง พระนางสาขาจึงทรงรับพระนางมาอุปถัมภ์ดูแลด้วยเป็นพระเชษฐภคินี (พี่สาว) ต่างพระมารดา พระชนมายุห่างกันถึง ๑๕ ชันษาความผูกพันรักใคร่จึงประดุจน้าและหลานไม่ปาน
“อีกคนที่คงจะดีใจในการกลับมาของเจ้าก็คือ“ขุนกาฬ” ครั้งก่อนที่เจ้าหนีออกจากเมืองไปก็เพราะไม่ยินยอมหมั้นหมายกับเขากลับมาครานี้คงจะปลงใจได้แล้วกระมัง”
พระมเหสีที่ทรงนิ่งอยู่ พลันรับสั่งขัดขึ้น
“พระองค์อย่าเร่งรับสั่งถึงเรื่องขุนกาฬเลยน้องหญิงเราเพิ่งจะกลับมา เดี๋ยวจะหนีหายไปอีก”
องค์พ่อขุนทรงรำลึกได้ว่าพระมเหสีทรงเจรจาความกับพระองค์หญิงมาได้ครู่ใหญ่คงจะทรงหยั่งน้ำพระทัยอย่างใดมาได้บ้าง จึงรับสั่งไปเพียงว่า
“ช่างเถอะ เรายังมีเวลาอีกมาก..เราเพียงเห็นใจในความภักดีที่ “ขุนไกรหาญ” และขุนกาฬ สองอาหลานมีต่อเรา ทั้งสองขุนต่างทุ่มเทกายถวายชีวิตเพื่อปกป้องเมืองสุโขทัย..ตัวขุนกาฬเองก็เป็นขุนทัพมีฝีมือเป็นเอกกว่าผู้ใดในแคว้นเรา สมเป็นชาติอาชาไนยที่เหมาะสมคู่ควรกับหลานเรายิ่งนัก”
พระนางกัณฐิมาศรับสั่งเลี่ยงไปว่า
“เกล้ากระหม่อมฉันได้ยินระหว่างเดินทางกลับมาว่าอโยธยาเตรียมจะยกทัพขึ้นมาทำศึกอีกคราหลังเสร็จฤดูเก็บเกี่ยวข้าว อย่างไรเสียฝ่าพระบาทอย่าทรงนิ่งนอนพระทัยเพคะ”
องค์พ่อขุนทรงถอนพระปัสสาสะ ตรัสว่า
“บรรดาพ่อค้าที่ขึ้นล่องกับหัวเมืองทางใต้ก็โจษจันกันอยู่เรื่องกองทัพอโยธยาจะยกมาตอนนี้ทุกคนต่างเสียขวัญ เราจึงคิดจะสร้างพระพุทธรูปองค์สำคัญประจำรัชกาลขึ้นเพื่อเป็นศิริมงคลและกำลังใจของชาวเมือง.. เย็นนี้เราได้เรียกสามสำนักช่างใหญ่มาเฝ้าเพื่อบอกกล่าววิธีคัดเลือกช่างเอกผู้ดำเนินการ”
“สำนักบ้านเงินบ้านทอง” องค์หญิงทรงรำพึงขึ้นทันที
“ใช่สำนักบ้านเงินบ้านทองเป็นหนึ่งในสามสำนักที่เราเรียกมาประกวดคัดเลือกในครั้งนี้”
--------------------------------------------------