[จบแล้ว]ฉันจะไม่ยอมเป็นบอสที่ต้องตายตอนต้นเรื่องเด็ดขาด !

    42 หนีสุดชีวิต

    ต้นไม้สูงใหญ่แผ่กิ่งก้านปกคลุมผืนป่า บนถนนที่เกิดขึ้นมาเพราะมีผู้คนเดินผ่านมีรถม้าคันหนึ่งกำลังแล่นด้วยความไวมุ่งหน้าไปยังพื้นที่ภาคกลาง  สองข้างทางเต็มไปด้วยความมืดมิดบดบังทุกสิ่งอย่าง  


    นายน้อยผู้ที่นั่งอยู่บนรถม้ารู้สึกหวาดหวั่น ท่าทางของผู้คุมรถม้าและข้ารับใช้จำนวนหนึ่งที่ท่านปู่ส่งมาด้วยแสดงให้เห็นถึงความเร่งรีบราวกับมีสิ่งอันตรายกำลังตามหลัง


    เทียนอวี้เคยเดินทางไปยังภาคกลางหลายครั้ง ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 สัปดาห์ไปถึงที่แห่งนั้น  กลับไม่มีครั้งใดเลยที่มันเดินทางในช่วงฟ้ามืดเช่นนี้


    เสียงของสัตว์ป่าที่เคยได้ยินเงียบหาย จักจั่นเรไรไม่ได้ส่งเสียง นกกลางคืนที่ออกมาหากินยังต้องเงียบราวกับว่ามีเรื่องอันตรายใกล้เข้ามา


    เทียนอวี้ไม่รู้ว่ามีใครเดินทางตามมาหรือไม่ แต่จากความเร็วของมันแล้ว ไม่น่าจะมีใครไล่ตามมาทัน ในตอนที่จ่ายค่าผ่านทางให้กับทหารเฝ้าหน้าประตูเมือง มันไม่เห็นสิ่งผิดปกติใดเลยจึงคิดว่าคนของเจ้าเมืองคงยังไม่เคลื่อนไหว


    “ เร็วเข้า  เร่งความเร็วให้มากกว่านี้อีก! ”


    หนึ่งในชายชุดดำสวมหมวกไม้ไผ่สานร้องดัง เทียนอวี้ไม่รู้ว่าเขาคนนั้นร้องตะโกนทำไม มันจึงหันมองไปด้านหลังรถม้าเผื่อจะเห็นอะไร


    สายตาทั้งสองจ้องมองไปด้านหลัง ไฟสีส้มอมแดงกำลังส่องสว่างจากสถานที่ไกลออกไป บนถนนทอดยาวที่มันเคยใช้ มีตะเกียงหลายดวงกำลังวิ่งใกล้เข้ามา


    เสียงเกือกม้าเริ่มดังสะเทือนเข้ามาใกล้ ทั้งที่ม้าทั้ง 4 ที่ลากจูงรถม้าของมันคือม้าชั้นยอด ม้าที่กำลังไล่ตามมากลับสามารถไล่ตามเข้ามาใกล้ได้เรื่อยๆจนระยะทางหดสั้นลงจนน่าใจหาย


    “ พวกมันเป็นผู้ใดกัน ”


    “ นายน้อยห้ามโผล่หน้าออกมา เรายังไม่รู้ว่าพวกที่กำลังตามมาเป็นผู้ใด ขอให้ท่านอยู่แค่ภายในรถม้าห้ามโผล่หน้าออกมาเด็ดขาด ”


    เทียนอวี้ปิดหน้าต่างอย่างเร็วไวแล้วปล่อยทุกอย่างให้เป็นหน้าที่ของคนคุ้มกัน ทุกคนที่ท่านปู่ส่งมานั้นเป็นถึงระดับจิตยุทธ์ หรือผู้ฝึกยุทธ์ระดับ 5 ที่ทุกคนรู้จัก หนึ่งในนั้นเป็นระดับหลอมกายทองคำที่อยู่สูงถึงระดับ 6


    “ หยุด! ”


    น้ำเสียงทุ้มหนักส่งมาจากกลุ่มคนที่ควบม้าวิ่งไล่ตาม เทียนอวี้ไม่คิดจะหยุดตามคำสั่ง เขาทำเพียงนั่งนิ่งรอให้การเดินทางนี้ไปถึงเมืองหลวง ทุกอย่างเป็นหน้าที่ของคนคุ้มกัน


    “ หยุดเดี๋ยวนี้ พวกข้าคือทหารเกราะดำจากเมืองชุยฉาน ถ้าหากเจ้ายังคงมุ่งหน้าต่อไป เช่นนั้นข้าจะคิดว่าพวกเจ้ากำลังหลบหนีการจับกุม ข้าจะลงมือโดยไม่สนใจสิ่งใดอีก หยุด! ”


    เทียนอวี้เบิกตาด้วยความตกใจ ความรู้สึกหวาดกลัวเกาะกุมแผ่นหลัง ทหารเกราะดำคือคนจากท่านเจ้าเมือง การที่มันถูกทหารเกราะดำไล่ตามมาหมายความว่าท่านเจ้าเมืองจะต้องรู้ตัวคนร้ายที่เผาตระกูลม่อแล้วอย่างแน่นอน


    เทียนอวี้รู้สึกสับสนและตกใจไปในเวลาเดียวกัน มันไม่รู้ว่าจะต้องแก้สถานการณ์นี้เช่นไร ท่านปู่ของมันไม่ได้บอกสิ่งใดนอกจากให้นั่งอยู่บนรถม้าจนกว่าจะเดินทางถึงเมืองหลวงในที่ราบภาคกลาง


    ทันใดนั้น มันได้ยินเสียงอาวุธปะทะกันดังออกมาจากด้านนอกจนรู้ว่าคนคุ้มกันปะทะกันกับทหารเกราะดำแล้ว


    “ นายน้อย สวมผ้าปิดหน้าเอาไว้ ท่านต้องไม่ให้พวกเขาเห็นหน้า ”


    เทียนอวี้ทำตามเสียงร้องของคนคุ้มกันที่กำลังต่อสู้อยู่ด้านนอก  การปะทะกันระหว่างดาบและกระบี่ดังขึ้นไม่ขาดสายจนเขาไม่รู้ว่ามีการฟาดฟันเกิดขึ้นกี่ครั้ง


    หลังจากสวมใส่หมวกไม้ไผ่สานและผ้าดำปิดหน้าตาเอาไว้แล้ว ประตูรถม้าก็ถูกฟันจนเสียหายเผยให้เห็นเหตุการณ์ด้านนอก


    ต่อให้รอบด้านจะมืดจนมองไม่เห็นสิ่งใด ตะเกียงจากม้าสวมเกราะสีดำกลับมากพอจะส่องสว่างจนเห็นทุกอย่าง


    คนคุ้มกันของมันกำลังต่อสู้อย่างหนักหน่วงกับทหาร บางร่างนอนจมกองเลือดตกตายใต้เท้าม้าสวมเกราะดำที่เหยียบย่ำผ่านไป


    “ นายน้อย ขึ้นหลัง ข้าจะพาท่านออกจากที่นี่ ”


    หนึ่งในคนคุ้มกันพุ่งเข้ามารับเทียนอวี้แล้วพาขี่หลังวิ่งออกไป ความเร็วของผู้ฝึกวรยุทธ์มากกว่าม้า ต่อให้จะเป็นม้าของทหารเกราะดำก็ไม่มีทางตามทันได้


    พวกมันใช้รถม้าในการเดินทางก็เพื่อเก็บออมพลังเอาไว้ เพราะรู้ดีว่าสุดท้ายคนของเจ้าเมืองก็จะตามมาทัน


    “ มันทิ้งรถม้าไปแล้ว ”


    ชายชุดดำ 5 คนพุ่งลงจากถนน ตะเกียงที่คอยส่องสว่างไม่ใช่สิ่งที่มันพกติดตัวไปด้วย  ผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูงสามารถมองเห็นในที่มืดได้ พวกมันจึงคิดจะใช้ความมืดพรางตัวเพื่อหาโอกาสพานายน้อยหลบหนี


    ทหารเกราะดำเห็นว่าชายชุดดำทิ้งรถม้าไปแล้วพวกเขาจึงทำลายรถม้าทิ้งพร้อมกับฆ่าม้าของอีกฝ่ายป้องกันไม่ให้กลุ่มชายชุดดำย้อนกลับมาขี่ม้าหลบหนีไป


    “ ตามไป ท่านเจ้าเมืองต้องการจับเป็น ”


    ถึงแม้เป้าหมายจะลอบวางเพลิงตระกูลม่อ เจ้าเมืองกลับไม่มีสิทธิสังหารเขาระหว่างไล่ล่า ทางเดียวที่ทหารเกราะดำทำได้คือการจับนายน้อยตระกูลไป๋หลงเทียนอวี้ไปสอบสวนให้รับผิดจากนั้นถึงจะลงโทษตามกฎหมายของเมือง สำหรับคนคุ้มกันพวกเขาสามารถสังหารได้ การพานายน้อยหลบหนีถือว่ามีความผิดมากพอให้สังหาร  ทหารเกราะดำส่วนหนึ่งจึงทิ้งม้าแล้ววิ่งไล่ตามจนกว่าจะจับนายน้อยตระกูลไป๋หลงกลับไปเมือง


    เทียนอวี้พยายามกวาดตามองออกไปรอบๆ ทุกอย่างถูกความมืดบดบัง คืนนี้มีพระจันทร์ แสงของมันกลับส่องลงมาไม่ถึงพื้นเพราะต้นไม้สูงใหญ่บดบังเอาไว้ทั้งหมด


     ทหารเกราะดำที่กำลังไล่ตามไม่ได้ถือตะเกียงอีกต่อไป มันจึงรู้สึกราวกับกำลังถูกมัจจุราชไล่ตามหลัง ถึงแม้มันจะเป็นเพียงระดับปราณไหลเวียนก็ตาม ยังคงพอเห็นเงาสีดำของทหารเกราะดำที่กำลังไล่ตามมา


    “ ไปเร็ว พวกแกวิ่งให้เร็วกว่านี้ไม่ได้หรือไรพวกมันตามมาทันแล้ว ”


    คนคุ้มกันไม่ได้พูดสิ่งใดทำเพียงพยายามมองหาเส้นทางหนี พวกมันรู้สึกวิตกเช่นเดียวกันเพราะสถานที่แห่งนี้รายล้อมไปด้วยภูเขาบางลูกไม่สามารถปีนป่ายข้ามไปได้


    หากทหารเกราะดำมาช้ากว่านี้อีกสักนิด พวกมันคงจะเข้าเขตปลอดภัยที่สามารถวิ่งหนีได้ง่ายดายกว่านี้


    สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่ภูเขาและหน้าผาสูงชัน อันตรายของพื้นที่แห่งนี้คือสัตว์ปีศาจ  พวกมันหวงพื้นที่เป็นอย่างมาก ยิ่งเป็นช่วงกลางคืนความดุร้ายของพวกมันจะเพิ่มเท่าทวีคูณขึ้นไปอีก


    เพียงแต่ว่าคืนนี้กลับดูเงียบสงบมากเกินไป สัตว์ปีศาจที่ควรจะออกมาเพ่นพ่านเงียบหาย ราวกับว่าพวกมันกำลังหลบซ่อนจากบางสิ่ง เทียนอวี้จึงรู้สึกวิตกเป็นอย่างยิ่งเพราะมันรู้แล้วว่าคนที่ตามมาแข็งแกร่งยิ่งกว่าสัตว์ปีศาจในพื้นที่แห่งนี้


    พิ้ว ฉัวะ!


    ธนูหนึ่งดอกปักเข้าไปที่ต้นคอของคนคุ้มกัน ระดับจิตยุทธ์หรือก็คือผู้ฝึกยุทธ์ขั้น 5 ทำได้เพียงทิ้งตัวลงไปนอนตายไม่สามารถหลบลูกธนูที่ลอบโจมตีมาจากทางด้านหลังได้


    “ แยกกันออกไป! ”


    ผ้าคลุมผืนใหญ่สวมทับร่างคนคุ้มกันจนแยกไม่ออกว่าใครให้นายน้อยขี่หลัง จากนั้นพวกเขาก็วิ่งแยกย้ายกันไปคนละทิศทางเพื่อหลอกล่อ


    เทียนอวี้มองไม่เห็นด้านหลังอีกต่อไปเพราะผ้าบดบัง มันจึงพยายามเงี่ยหูฟังเสียงเท้าวิ่งจากด้านหลัง สิ่งที่มันได้ยินกลับมีแค่เสียงลมที่พัดผ่าน  เท้าของผู้ฝึกยุทธ์ที่กำลังไล่ตามเงียบหายราวกับเขาไม่มีตัวตนอยู่


    “ ไม่มีผู้ใดตามเรามาหรือ ”


    “ นายน้อย พวกมันยังไม่ได้ไล่ตามเรามาต่างหาก ท่านอย่าได้ส่งเสียง อาจจะมีคนหูดีกว่าปกติได้ยินเสียงของท่าน ”


    คนคุ้มกันเร่งฝีเท้าให้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น ทันใดนั้นมันก็ได้ยินเสียงวิ่งไล่ตามมาจากทางด้านหลัง แต่แล้วด้านหน้าของมันกลับเป็นหน้าผาสูงชันมองไม่เห็นอีกฝั่ง ด้านล่างมีเพียงเสียงลมพัดผ่านผสานมากับเสียงน้ำไหลเชี่ยวกราก


    ทหารเกราะดำที่ตามมาทันไม่ได้พูดสิ่งใด หนึ่งในพวกเขาปลดปล่อยพลังระดับก่อกำเนิดเทพปราณออกมาจากร่างสะกดข่มคนคุ้มกันที่เป็นเพียงระดับหลอมกายทองคำจนเขาตัวสั่น 


    เทียนอวี้รู้ว่าการหนีจบสิ้นแล้วอีกไม่นานมันคงจะถูกลากตัวกลับไปสอบสวนที่เมืองชุยฉาน 


    “ นายน้อย ถ้าข้าเดาไม่ผิดหน้าผาด้านหลังของท่านอาจจะเป็นหน้าผาเดียวกันกับหน้าผาที่เชื่อมต่อมาจากผาปีศาจ หากท่านรอดชีวิตแล้วมุ่งหน้าไปทางเหนือเรื่อยๆ ท่านจะออกจากหน้าผาได้ ท่านคงรู้ว่าจะต้องทำเช่นไรต่อจากนั้น ”


    “ เจ้าจะให้ข้ากระโดดลงไปเช่นนั้นหรือ เจ้าบ้าหรือไร ”


    “ ข้าไม่ได้บ้านายน้อย ข้าสู้พวกเขาไม่ได้ ทางเดียวที่ท่านจะรอดคือกระโดดลงไป จะเป็นหรือตายขึ้นอยู่กับโชควาสนาของท่าน” 


    เทียนอวี้มองไปยังก้นเหว ทุกอย่างเต็มไปด้วยความมืดมิด หากมันใช้ดาบแทงไปยังหน้าผาเพื่อลดความเร็วในการร่วงตกอาจจะมีชีวิตรอดออกไปได้


    “ ไปเร็วนายน้อย! ”


    คนคุ้มกันร้องตะโกนสุดเสียงแล้วชักดาบออกมารับการโจมตีของระดับก่อกำเนิดเทพปราณ เพียงแต่ว่าอาวุธภายในมือของมันถูกตัดไปพร้อมกับแขนจนกรีดร้องออกมา เทียนอวี้เห็นท่าไม่ดีตัดสินใจกระโจนลงจากหน้าผาพร้อมกับชักดาบแทงลงไปตามจะงอยหินที่ยื่นออกมาหวังว่าจะทำให้ตนเองชะลอความเร็วในการร่วงตกลงไปได้


    เพียงแต่ว่าหินจากหน้าผาแข็งเป็นอย่างมากทำให้มันแทงดาบเข้าไปไม่ได้ สุดท้ายมันก็ร่วงตกลงไปโดยไม่สามารถชะลอความเร็ว


    ทหารเกราะดำสังหารคนคุ้มกันแล้วมองลงไปในหน้าผา ไม่มีทางที่นายน้อยจะรอด ถึงอย่างนั้นพวกเขาจำเป็นต้องไล่ตามลงไป เพียงแต่ว่าต้องรอให้พระอาทิตย์ขึ้นก่อน การเดินทางลงไปในตอนนี้นับว่าอันตรายไม่น้อย.




    คล้ายกับเรื่อง[จบแล้ว]ฉันจะไม่ยอมเป็นบอสที่ต้องตายตอนต้นเรื่องเด็ดขาด ! ที่คุณอ่าน