ตอนขามา เหยียนฟางนั่งรถม้าคันเดียวกับเหยียนจื่อม่อ ทว่าตอนกลับอาจเพราะรู้สึกว่าอีกฝ่ายน่าเบื่อเกินไป จึงขอสลับรถม้ากับเหยียนหลินบุตรสาวสายรองของบ้านรอง
เหยียนจื่อม่อไม่มีข้อโต้แย้งต่อเรื่องนี้ หากเทียบกับเหยียนฟางที่มักสอดรู้สอดเห็นเรื่องของตน นางชอบเหยียนหลินจากบ้านรองที่ไม่พูดจาประหนึ่งไร้ตัวตนผู้นี้มากกว่า
บางทีอาจเป็นเพราะอาสะใภ้บ้านรองเติ้งซื่อเข้มงวดเกินไป ในฐานะบุตรสาวสายรอง เหยียนหลินจึงไม่ชอบพูดจานัก ปกติยามอยู่ในจวนจึงไม่ค่อยรู้สึกถึงการมีตัวตน แม้ในหมู่พี่น้องตระกูลเหยียนนางจะเป็นพี่สาวคนโต แต่เหมือนว่าอีกฝ่ายจะเป็นคนที่ถูกเอาเปรียบเสียเอง
...อย่างเช่นเมื่อครู่ที่เหยียนฟางให้สลับรถม้า ตัวเลือกแรกก็คือนาง
พวกนางนอกจากคำทักทายในตอนแรกแล้ว เวลาอื่นไม่ได้พูดคุยอะไรกัน เมื่อเหยียนจื่อม่อได้ยินเสียงหัวเราะอย่างสนุกสนานจากนอกรถม้าก็เพียงแค่ยกมุมปากเงียบๆ
ขณะเหยียนจื่อม่อรู้สึกว่าตนกำลังจะหลับ พลันสัมผัสได้ว่ารถม้าโคลงเคลง นางจึงลืมตาขึ้นทันทีก่อนเห็นเหยียนหลินกำลังหน้าซีดเผือด มือกำขอบรถม้าไว้แน่น
หากเหตุการณ์ม้าตื่นครั้งก่อนเป็นอุบัติเหตุ เช่นนั้นครั้งนี้ต้องมีคนหมายเอาชีวิตนางแน่นอน เหยียนจื่อม่อพยายามรักษาสมดุลจากแรงสั่นสะเทือนพลางมองออกไปนอกรถม้า เห็นเพียงบริเวณใกล้เคียงล้วนเป็นหน้าผาสูงชัน แม้สารถีพยายามคุมม้าที่กำลังเสียการควบคุม ทว่าเรื่องราวกลับไม่เป็นดั่งใจนัก
“คุณหนู ม้าตื่นขอรับ”
สารถีเห็นว่าไม่สามารถควบคุมม้าได้แล้ว จึงได้แต่บอกคนที่อยู่ด้านในไปตามตรง หากตอนนี้เขากระโดดลงจากรถม้าอาจมีโอกาสรอด ทว่าคุณหนูทั้งสองซึ่งอยู่ในรถม้าไม่มีแม้แต่โอกาสให้กระโดดออกมา
“พยายามคุมไปทางเชิงเขา”
เหยียนจื่อม่อเงียบเสียงครู่หนึ่งแล้วตัดสินใจ ตราบใดที่ไม่ได้ตกหน้าผายังมีโอกาสรอด อีกอย่างหินแหลมคมเช่นนั้นอาจทำเพลารถม้าหักได้
“ขอรับ ท่าน...ท่านกับคุณหนูใหญ่ระวังตัวด้วยนะขอรับ”
สารถีออกแรงดึงคราหนึ่งจนม้าร้อง จากนั้นเหยียนจื่อม่อพลันรู้สึกถึงการสั่นสะเทือนประดุจฟ้าดินพลิกกลับด้าน นางจึงยื่นมือออกไปดึงเหยียนหลินมาอยู่ข้างกาย ครู่ต่อมาผิวไม้ของรถม้าถูกขูดด้วยหินแหลมคม
“เกาะไว้ หมอบลง”
นางวางมือลงบนคานไม้ที่อยู่ต่ำที่สุด คนทั้งสองหมอบลงเพื่อลดโอกาสการถูกแทง แม้เหยียนหลินจะตกใจจนหน้าซีด แต่ยังคงกัดฟันไม่ยอมส่งเสียงสักคำ
เมื่อเหยียนจื่อจวิ้นที่ขี่ม้าอยู่ด้านหลังเห็นสถานการณ์ ดวงตาพลันหดเกร็งก่อนจะฟาดแส้ม้าในมือให้เร็วขึ้น แต่ไม่ว่าเขาจะเร่งตามไปอย่างไรก็ยังช้ากว่าเล็กน้อย กระทั่งจะเข้าใกล้ม้าที่ร้องอย่างคลุ้มคลั่งก็ยังทำไม่ได้เลย
“น้องหญิงห้า...เหยียนจื่อม่อ...”
ขณะมองรถม้าที่ส่ายไปมาจวนจะตกหน้าผาอย่างหมดหนทาง ทันใดนั้นร่างหนึ่งก็ควบม้าผ่านไปอย่างรวดเร็วพร้อมฟันดาบในมือลงมา ตัวรถม้าและม้าคลั่งพลันแยกออกจากกัน สารถีที่กำลังจะร่วงตกถูกเขาดึงกลับมาด้วย
กระทั่งเหยียนจื่อม่อถูกเหยียนจื่อจวิ้นพยุงลงจากรถม้าถึงเพิ่งรู้สึกตัวว่าตนรอดชีวิตมาได้แล้ว นางเช็ดเหงื่อที่ไหลซึมบนหน้าผากพลางมองบุรุษที่ยืนเอามือไพล่หลังอยู่ตรงนั้น ครู่หนึ่งถึงเหลือบมองใบหน้าอีกครั้ง
...ตั้งแต่เกิดใหม่ ทุกครั้งที่นางเจอเขาล้วนอยู่ในสภาพทุลักทุเลอย่างยิ่งเสมอ โชคชะตาช่างเป็นดั่งปีศาจคอยทำให้ชีวิตคนยุ่งเหยิงเสียจริง
“คุณชายเซี่ย ขอบคุณที่ช่วยเหลือน้องหญิงข้า”
แม้เขาไม่รู้จักมักคุ้นกับเซี่ยจิ่นเหยียน แต่พี่ใหญ่พูดถึงความสามารถของอีกฝ่ายให้ตนฟังอยู่เสมอ ทั้งยังเป็นผู้ที่มีแนวโน้มคว้าอันดับหนึ่งในการสอบครั้งนี้ที่สุด กระนั้นฝีมือที่เขาแสดงออกมาเมื่อครู่หาใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะทำได้
“ข้ากับพี่ใหญ่เจ้าเป็นสหายกัน ไม่จำเป็นต้องเกรงใจเช่นนี้”
เซี่ยจิ่นเหยียนแอบชำเลืองมองเหยียนจื่อม่อแวบหนึ่ง อันที่จริงเขาไม่จำเป็นต้องแสดงตัวเพื่อช่วยคน ทว่าหลังจากได้ยินเหยียนจื่อจวิ้นตะโกนเรียกชื่อนางอย่างตื่นตระหนก ตัวเขาก็พุ่งออกไปโดยไม่ทันคิดแล้ว