ตอนที่ 8: คำสารภาพใต้แสงจันทร์และแผนการชิงแก่นอสูร
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมห้องพักหรูหราของหอสุราเมฆาล่องอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหวีดหวิวที่พัดผ่านรอยแตกของกระเื้ัคาที่เพิ่งพังทลายลงมา แสงจันทร์สีเงินยวงสาดส่องลอดช่องโหว่นั้นลงมาทาบทับร่างของนักฆ่าชุดดำที่นอนบิดเบี้ยวอยู่บนพื้นไม้ เงา ของจ้าวหานทอดตัวยาวบดบังร่างของเหยื่อไว้อย่างมิดชิด บรรยากาศรอบตัวเด็กหนุ่มแผ่ซ่านไปด้วยกลิ่นอายที่เย็นเยียบและหนักแน่นประดุจขุนเขาที่กำลังจะถล่มลงมาทับ
จ้าวหานนั่งลงบนเก้าอี้ไม้แกะสลักอย่างใจเย็น เขายกจอกชาที่ยังคงหลงเหลือความอุ่นอยู่ขึ้นจิบช้าๆ ท่าทางนิ่งสงบนั้นขัดกับสถานการณ์รอบข้างอย่างสิ้นเชิง ั์ตาสีดำขลับจดจ้องไปยังนักฆ่าที่กำลังพยายามหายใจเข้าปอดอย่างยากลำบากเนื่องจากกรามที่ถูกบีบจนผิดรูป
"เ้ามีเวลาสามนาที..." จ้าวหานเอ่ยเสียงเรียบ ทว่ากลับแฝงไปด้วยอำนาจที่กดดัน "ศูนย์... ตรวจสอบอัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิตของมัน ถ้ามันเริ่มโกหกแม้แต่คำเดียว ให้ส่งกระแสไฟฟ้าผ่านระบบประสาทส่วนกลางของมันทันที"
[รับทราบครับเ้านาย! ระบบตรวจสอบสรีรวิทยาพร้อมทำงาน... แหม คุณเริ่มมีหัวทางการสอบสวนแบบยุคอนาคตขึ้นมาบ้างแล้วนะเนี่ย ผมจะปรับแรงดันไฟฟ้าไว้ที่ระดับ 'กระตุกจนลืมิญญา' ก็แล้วกันครับ] เสียงของศูนย์ขานรับด้วยความกระตือรือร้น
จ้าวหานใช้นิ้วมือที่แข็งแกร่งดุจคีมเหล็กจับกรามของนักฆ่าเข้าที่เดิมด้วยเสียง 'กร๊อบ' นักฆ่าสะดุ้งสุดตัวด้วยความเ็ปแต่กลับไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงร้องออกมา เพราะเขาััได้ว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าไม่ใช่ผู้ฝึกตนทั่วไป แต่เป็สัตว์ร้ายในร่างมนุษย์ที่เยือกเย็นเกินกว่าจะคาดเดา
"บะ... บอกแล้ว ข้าจะบอกทุกอย่าง..." นักฆ่าละล่ำละลัก แววตาที่เคยคมกริบของมือสังหารบัดนี้เต็มไปด้วยความหวาดกลัว "ข้าชื่อ 'ม่อเซิน' เป็คนของหน่วยเขี้ยวโลหิตที่ตระกูลหลินจ้างมา... คุณชายรองหลินเทียนอวี่โกรธจัดที่ถูกท่านทำให้อับอายที่หอสุรา เขาจึงสั่งให้ข้ามาปลิดชีพท่านในคืนนี้ และถ้าเป็ไปได้... ให้ชิงเอา 'สมบัติวิเศษ' ที่ท่านใช้มาให้เขาด้วย"
จ้าวหานเหยียดยิ้มที่มุมปาก "สมบัติวิเศษงั้นรึ? เ้าหมายถึงปืนกระบอกนี้สินะ... แล้วเื่งานประมูลล่ะ ตระกูลหลินเตรียมการไปถึงไหนแล้ว?"
ม่อเซินตัวสั่นเทิ้มเมื่อรู้สึกถึงแรงกดดันที่เพิ่มมากขึ้น "ตระกูลหลินทุ่มสุดตัวเพื่อแก่นอสูรเพลิงโลกันต์... พวกเขา้ามันเพื่อให้หลินเทียนอวี่ใช้ทะลวงผ่านระดับก่อตั้งปราณไปสู่ขั้นทองคำเขียว นอกจากนี้... พวกเขายังจ้างกลุ่มทหารรับจ้าง 'พยัคฆ์ทมิฬ' มาเพื่อคุ้มกันและจัดการกับใครก็ตามที่กล้าประมูลแข่งกับพวกเขาในงานครั้งนี้ด้วย"
"พยัคฆ์ทมิฬ?" จ้าวหานทวนคำ "คนพวกนั้นแข็งแกร่งแค่ไหน?"
[จากการสแกนข้อมูลพื้นฐานในย่านการค้า... พยัคฆ์ทมิฬนำโดยจอมยุทธ์ระดับขั้นทองคำเขียวขั้นต้นสองคนครับเ้านาย] ศูนย์แทรกขึ้นมา [ซึ่งถ้าเทียบกับกายาหินผาระดับปัจจุบันของคุณ... หากโดนรุมเกินสิบคน คุณอาจจะมีรอยฟกช้ำดำเขียวได้บ้างนะครับ แต่ถ้าคุณยิงระดับ 1 เต็มกำลังสวนกลับไป พวกเขาก็เป็แค่กองขี้เถ้าดีๆ นี่เอง]
จ้าวหานรำพึงกับตัวเองเบาๆ พลางเคาะนิ้วบนโต๊ะเป็จังหวะ ข้อมูลที่ได้มาทำให้เขาเห็นภาพรวมของความขัดแย้งในเมืองเมฆาครามชัดเจนขึ้น ตระกูลหลินไม่ใช่เพียงแค่เศรษฐีที่โอหัง แต่ยังมีกำลังรบที่น่าเกรงขามรองรับอยู่ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เขาสนใจที่สุดไม่ใช่การแก้แค้นคุณชายรองนั่น แต่คือ "แก่นอสูรเพลิงโลกันต์" ที่จะเป็เชื้อเพลิงให้การเลื่อนระดับกายาของเขา
"แก่นอสูรนั่น... จะถูกนำมาประมูลเมื่อไหร่?"
"ในอีกสามวันข้างหน้า... ที่อาคารประมูล์ร่วง" ม่อเซินตอบเสียงสั่น "ข้าบอกท่านหมดแล้ว... ได้โปรดไว้ชีวิตข้าด้วย..."
จ้าวหานมองดูนักฆ่าที่หมอบกราบอยู่แทบเท้า แววตาของเขาไม่ได้มีความสงสารแม้แต่น้อย "ข้าไม่ฆ่าเ้าหรอก... เพราะเ้ายังมีประโยชน์ในฐานะ 'ผู้นำสาร' กลับไปบอกหลินเทียนอวี่ด้วยว่า... แก่นอสูรเพลิงโลกันต์นั่น ข้าจ้าวหานขอจองเอาไว้แล้ว ถ้าไม่อยากให้ตระกูลหลินกลายเป็หลุมลึกรังสีกลางเมือง ก็จงเตรียมเงินและเตรียมใจไว้ให้ดี"
เขาสะบัดมือเบาๆ ร่างของม่อเซินก็ถูกเหวี่ยงออกไปนอกระเบียง นักฆ่าผู้นั้นไม่รอช้ารีบพุ่งตัวหนีไปตาม เงา ของหลังคาบ้านเรือนอย่างรวดเร็วโดยไม่คิดจะหันกลับมามองอีกเลย
เมื่อกลับสู่ความสงบ จ้าวหานจึงลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปที่กระจกทองแดงบานใหญ่ เขามองดู เงาสะท้อน ของตัวเองที่ดูสงบเงียบแต่กลับแฝงไปด้วยพละกำลังที่มหาศาล ิัของเขาเริ่มกลับมาเป็สีเนื้อปกติหลังจากที่หยุดการกระตุ้นวิชากายาหินผา แต่เขารู้สึกได้ถึงความหนาแน่นที่เพิ่มขึ้นในระดับโมเลกุล
"ศูนย์... การเตรียมการสำหรับ 'กายาเหล็กไหล' พร้อมแค่ไหน?"
[วัตถุดิบทางชีวภาพพร้อมครับเ้านาย แต่เรา้าตัวจุดชนวนความร้อนที่รุนแรง แก่นอสูรนั่นคือสิ่งที่ดีที่สุด ถ้าเราได้มันมา ผมจะทำการสร้าง 'เตาปฏิกรณ์ชีวภาพ' ขนาดจิ๋วขึ้นในช่องท้องของคุณ เพื่อทำหน้าที่เป็เครื่องยนต์ถาวรสำหรับแปลงพลังงานเมื่อนั้น... การยิงปืนมหาประลัยระดับ 2 จะไม่เป็ภาระกับร่างกายคุณอีกต่อไป]
จ้าวหานพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ "ดี... เช่นนั้นพรุ่งนี้เช้า เราคงต้องไปหารือกับสปอนเซอร์รายใหญ่ของเราสักหน่อย"
เช้าวันรุ่งขึ้น แสงแดดอ่อนๆ เริ่มสาดส่องผ่านม่านหมอกที่ปกคลุมเมืองเมฆาคราม เมืองทั้งเมืองเริ่มกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง จ้าวหานในชุดคลุมสีดำที่เรียบง่ายแต่ดูภูมิฐานขึ้น (ซึ่งมู่รุ่ยเสวี่ยเป็คนจัดเตรียมไว้ให้) เดินออกจากหอสุราเมฆาล่องมุ่งหน้าไปยังคฤหาสน์ตระกูลมู่
ตลาดเช้าของเมืองเมฆาครามเต็มไปด้วยความคึกคัก พ่อค้าแม่ขายต่างส่งเสียงเรียกแขกกันอย่างเซ็งแซ่ จ้าวหานเดินผ่านแผงขายสัตว์อสูรย่าง กลิ่นหอมของมันกระตุ้นความหิวของเขาให้ทำงานอีกครั้ง เขาจึงแวะซื้อเนื้อวัวอสูรเสียบไม้ย่างสิบกว่าไม้มาเคี้ยวเล่นระหว่างทาง
[เ้านายครับ... มวลกล้ามเนื้อของคุณกำลังซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอจากแรงกระแทกเมื่อคืน ประสิทธิภาพการดูดซึมเช้านี้อยู่ที่ 88 เปอร์เซ็นต์... ยอดเยี่ยมมาก! กินเข้าไปเยอะๆ เลยครับ ร่างกายที่แข็งแกร่งคือกุญแจสู่การยิงที่แม่นยำ] ศูนย์เอ่ยสนับสนุน
เมื่อถึงหน้าคฤหาสน์ตระกูลมู่ จ้าวหานพบว่ามู่รุ่ยเสวี่ยกำลังยืนรอเขาอยู่หน้าประตูทางเข้าด้วยสีหน้าที่ดูเคร่งเครียดกว่าปกติ นางสวมชุดสีแดงเพลิงที่ขับเน้นความงามและความสง่างามของบุตรสาวผู้นำสมาคมการค้า
"คุณชายจ้าว... ท่านมาพอดี" นางรีบเดินเข้ามาหา "ข้าได้รับรายงานเื่เมื่อคืนแล้ว ท่านจัดการกับนักฆ่าของตระกูลหลินได้รวดเร็วอย่างที่ข้าคาดไว้จริงๆ แต่สถานการณ์ตอนนี้มันซับซ้อนขึ้นมาก"
นางนำเขาเข้าไปในห้องรับรองส่วนตัวที่ตกแต่งอย่างหรูหรา ภายใต้ เงา ของแจกันหยกขนาดใหญ่ที่วางอยู่ตรงมุมห้อง มู่รุ่ยเสวี่ยเริ่มกางแผนผังและรายการของที่จะเข้างานประมูล
"ตระกูลหลินร่วมมือกับสำนักกระบี่เขียวและกลุ่มทหารรับจ้างพยัคฆ์ทมิฬ พวกเขาประกาศชัดเจนว่าจะเอาแก่นอสูรเพลิงโลกันต์มาให้ได้ แม้จะต้องใช้กำลังบังคับก็ตาม" นางมองสบตากับจ้าวหาน "สมาคมการค้าตระกูลมู่มีกำลังเงินพอที่จะสู้ แต่เราขาด 'ผู้คุ้มกัน' ระดับสูงที่สามารถต้านทานพวกยอดฝีมือขั้นทองคำเขียวได้... ท่านพอจะร่วมมือกับข้าแบบเต็มตัวได้หรือไม่?"
จ้าวหานหยิบผลไม้อบแห้งขึ้นมาเข้าปากพลางแสยะยิ้ม "แม่นางมู่... ข้าบอกท่านแล้วว่าข้าจองแก่นอสูรนั่นไว้แล้ว และข้าก็ไม่ใช่คนประเภทที่ชอบทำงานครึ่งๆ กลางๆ ท่านแค่เตรียมเงินประมูลให้พร้อม ส่วนเื่ความปลอดภัย... ข้าจะทำให้ตระกูลหลินรู้เองว่า เงาของความตาย ที่แท้จริงหน้าตาเป็อย่างไร"
มู่รุ่ยเสวี่ยรู้สึกถึงพลังที่ไร้มองเห็นที่แผ่ออกมาจากตัวเด็กหนุ่ม มันไม่ใช่พลังปราณที่นางคุ้นเคย แต่มันคือความมั่นใจที่มาจากรากฐานที่แข็งแกร่งดุจภูผา
"ถ้าเช่นนั้น... ในอีกสองวันที่เหลือก่อนงานประมูล ข้าจะเปิดคลังสมุนไพรระดับสูงของตระกูลมู่ให้ท่านใช้ได้อย่างเต็มที่ ท่าน้าสิ่งใดเพื่อเสริมสร้างกายาของท่าน ขอให้บอกข้ามาได้เลย"
"นั่นแหละคือสิ่งที่ข้า้ายินดี" จ้าวหานตอบด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง
ตลอดสองวันต่อมา จ้าวหานใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในห้องลับใต้ดินของตระกูลมู่ เขาเสพสมุนไพรบำรุงเืและเนื้อสัตว์อสูรระดับสูงปริมาณมหาศาลที่ถูกส่งมาให้อย่างต่อเนื่อง ภายใต้การควบคุมของศูนย์ มวลสารเ่าั้ถูกบีบอัดลงสู่ทุกอณูเซลล์ของเขา กายาหินผาของเขาบัดนี้มีความหนาแน่นถึงขีดสุด สีผิวของเขากลายเป็สีเทาอมม่วงจางๆ ดูแปลกประหลาดแต่กลับทรงพลังอย่างลึกลับ
เขาทดสอบการเคลื่อนไหวและการปล่อยพลังงาน Micro-Burst ในระดับที่ละเอียดขึ้น ทุกลมหายใจของเขาเริ่มส่งเสียงครืดคราดคล้ายเครื่องยนต์ที่กำลังรอวันะเิพลัง
และแล้ว วันประมูลครั้งใหญ่ก็มาถึง...
บรรยากาศหน้าอาคารประมูล์ร่วงเต็มไปด้วยผู้ฝึกตนจากทั่วสารทิศ รถหรูหรานับร้อยคันจอดเรียงรายอยู่เบื้องหน้า ตระกูลหลินมาถึงด้วยขบวนที่ยิ่งใหญ่ นำโดยหลินเทียนอวี่ที่บัดนี้มีผ้าพันแผลตามตัวหลายแห่งแต่แววตายังคงเต็มไปด้วยความอาฆาต
เมื่อรถม้าของตระกูลมู่เคลื่อนที่มาถึง จ้าวหานก้าวลงมาในชุดสีดำสนิทที่ดูลึกลับ เขาไม่ได้พกอาวุธใดๆ ให้เห็นภายนอก แต่ทุกลยฝีเท้าที่เขากดลงบนพื้นถนนกลับทำให้ผู้ฝึกตนระดับสูงหลายคนต้องหันมามองด้วยความสงสัย
"นั่นใครกัน? ข้าััพลังปราณไม่ได้เลยแม้แต่น้อย แต่ทำไมข้าถึงรู้สึกกดดันขนาดนี้?" จอมยุทธ์คนหนึ่งพึมพำ
จ้าวหานเดินขนาบข้างมู่รุ่ยเสวี่ยเข้าไปในอาคารประมูล สายตาของเขาเหลือบไปเห็นหลินเทียนอวี่ที่กำลังจ้องเขม็งมาทางนี้
"ยิ้มไว้เถอะคุณชายรอง..." จ้าวหานรำพึงในใจ "เพราะหลังจากวันนี้... เ้าจะไม่มีวันยิ้มออกอีกเลย"
ภายใต้ เงา ของอาคารประมูลที่ตั้งตระหง่าน การต่อสู้เพื่อชิงความเป็หนึ่งและความแข็งแกร่งใหม่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น และอาวุธนิวเคลียร์เดินดินอย่างจ้าวหาน... ก็พร้อมแล้วที่จะแผดเผาทุกกฎเกณฑ์ที่ขวางหน้า