“พี่ฉางเซิง... ภายหลังข้าจะตั้งครรภ์ด้วยหรือไม่” ภายในห้อง ไป๋เยวี่ยเกอลูบท้องแบนราบของตัวเองพลางถามด้วยความไร้เดียงสา
ด้วยวุฒิภาวะของนางยังขาดความเข้าใจเกี่ยวกับการมีบุตรอยู่มาก
“อืม! ต่อไปเยวี่ยเอ๋อร์จะเป็นมารดาแล้ว!” ซูฉางเซิงลูบท้องของนางด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ดีจังเลยเจ้าค่ะ!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นดวงตาทั้งสองของไป๋เยวี่ยเกอก็เปล่งประกายระยิบระยับ ใบหน้าเต็มไปด้วยความคาดหวังราวกับนึกภาพตัวเองอุ้มลูกน้อยอยู่ในอ้อมแขน
“สัตว์เดรัจฉาน!”
กู้ชิงเกอที่อยู่ด้านข้างไขว้แขนพลางพูดด้วยน้ำเสียงดูถูกเล็กน้อยไป๋เยวี่ยเกอยังเป็นเด็กอยู่แท้ๆ
บัดนี้เวลาผ่านไปกว่าครึ่งปีท้องของนางก็เริ่มนูนขึ้นเล็กน้อย มีเค้าโครงของสตรีมีครรภ์แล้ว
ไม่เพียงเท่านั้นรูปร่างของนางยังอวบอิ่มขึ้นบ้าง เผยเสน่ห์แห่งความเป็นสตรีเต็มตัวออกมา
“เด็กดี!”
ซูฉางเซิงไม่โกรธเคืองเพียงแค่ยิ้มพลางลูบผมของกู้ชิงเกอเบาๆ ราวกับกำลังปลอบเด็กน้อย สิ่งนี้ทำให้นางรู้สึกเขินอาย
นี่มันกระไรกันถือว่านางเป็นเด็กหรืออย่างไร
“จริงสิ ช่วงนี้เจ้าอย่าไปยุ่งกับองค์หญิงเก้าผู้นั้นเลยนางมีภูมิหลังที่ไม่ธรรมดา!”
แม้ว่ากู้ชิงเกอจะรู้สึกเขินอายทว่าก็สงบสติอารมณ์ลงอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็นึกถึงบางสิ่งขึ้นมาได้ จึงเตือนออกไป
ภูมิหลังไม่ธรรมดาหรือ
สีหน้าซูฉางเซิงตกตะลึงเล็กน้อยอีกฝ่ายมีสถานะเป็นมากกว่าองค์หญิงเก้าแห่งราชสำนักสวรรค์หรือ
หรือเป็นเพราะสายเลือดหงส์บริสุทธิ์สายตรงของนาง
“วางใจเถิด ช่วงนี้ข้าจะไม่ไปยุ่งกับนาง!”
ซูฉางเซิงส่ายหัวพลางยิ้มเขาไม่ได้โง่เขลา ราชสำนักสวรรค์ฉางเซิงถือเป็นอภิมหาอำนาจที่มิอาจต่อกรได้ในเวลานี้
ยังไม่ถึงเวลาที่จะล่วงเกิน
“ดีแล้ว!”
กู้ชิงเกอเหลือบมองเขานางกังวลจริงๆ ว่าซูฉางเซิงผู้บ้าบิ่นคนนี้จะลงมือทำกระไรต่อองค์หญิงเก้า
หลังจากนั้นไม่นานซูฉางเซิงก็ออกจากห้อง ส่วนกู้ชิงเกอและไป๋เยวี่ยเกอก็เริ่มบำเพ็ญเพียร
ถึงแม้จะตั้งครรภ์ทว่าทั้งสองก็ไม่ได้ละทิ้งสิ่งนี้ไป
โดยเฉพาะกู้ชิงเกอนางคือจักรพรรดินีที่กลับชาติมาเกิด และยังปลุกพลังร่างกายอมตะหมื่นภัยพิบัติแล้วด้วยความเร็วในการบำเพ็ญเพียรของนางจึงรวดเร็วยิ่งกว่าซูจื่อยวนเสียอีก
หากไม่ใช่เพื่อเสริมสร้างรากฐานให้แข็งแกร่งนางคงฝ่าทะลวงไปถึงระดับมนุษย์สวรรค์ถึงกระนั้นนางก็เป็นผู้ฝึกตนในระดับความสามารถศักดิ์สิทธิ์แล้ว
“ท่านบรรพบุรุษ ตระกูลเรากำลังเตรียมที่จะย้ายถิ่นฐานแล้วขอรับ!”
รุ่งขึ้นซูอวิ๋นมารายงานด้วยความเคารพ
บัดนี้เขาเป็นผู้ดูแลตระกูลซูอันยิ่งใหญ่พลังบำเพ็ญเพียรของเขาเพิ่มขึ้นอย่างมาก บารมีในตัวเขาก็แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆแม้แต่หากเทียบกับเจ้าสำนักระดับกึ่งเซียนนักบุญก็ไม่ด้อยไปกว่ากัน
มีบารมีของผู้นำสำนักกองกำลังระดับสูงอย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตามต่อหน้าซูฉางเซิง เขายังคงแสดงความเคารพและไม่คิดล่วงเกินแม้แต่น้อย
“ดี เริ่มย้ายได้เลย!”
ซูฉางเซิงพยักหน้า
หลังจากพัฒนามากว่าครึ่งปี ตระกูลซูได้กลายเป็นสำนักกองกำลังระดับสูงอย่างเป็นทางการ และยังได้รับสมญาว่า‘ตระกูลโบราณ’ อีกด้วย ภายใต้การปลุกเสกเบิกเนตรโชคชะตาของตระกูลจำนวนอัจฉริยะในตระกูลก็เพิ่มขึ้นพุ่งพรวด
ผู้อาวุโสก็ฝ่าทะลวงขีดจำกัดได้ง่ายขึ้น
ยิ่งไปกว่านั้นด้วยการสนับสนุนทรัพยากรที่เพิ่มขึ้นเป็นสิบเท่า การฝ่าทะลวงขีดจำกัดของสมาชิกตระกูลซูก็กลายเป็นเรื่องง่ายดายราวกับกินข้าวดื่มน้ำ
จำนวนผู้ฝึกตนในระดับนิรันดร์เพิ่มขึ้นหลายสิบคนซึ่งเดิมติดอยู่ที่ระดับอนัตตาขั้นสูงสุด และอาศัยเม็ดยาหมื่นภัยพิบัติทะลวงขีดจำกัดได้สำเร็จ
นอกจากนี้จำนวนอัจฉริยะที่เพิ่มขึ้นช่วยให้พวกเขาได้รับโอกาสมากมายจากการออกไปท่องยุทธภพภายนอกจำนวนอัจฉริยะและยอดฝีมือจึงเพิ่มขึ้นหลายเท่า
อาจกล่าวได้ว่าตระกูลซูในเวลานี้มีทุกอย่างเทียบเท่ากับสำนักกองกำลังระดับสูงสุดที่แข็งแกร่งที่สุด
น่าเสียดายเพียงอย่างเดียวคือยังไม่มีอัจฉริยะที่มีสังขารเทพศักดิ์สิทธิ์ปรากฏตัวขึ้นในตระกูล
“เมืองว่านเซี่ยงถูกยึดครองโดยจอมเซียนโบราณท่านหนึ่ง ท่านบรรพบุรุษจะปฏิบัติต่อเขาอย่างไรขอรับ”
ซูอวิ๋นถาม
เมืองว่านเซี่ยงเป็นคูเมืองพิเศษแห่งหนึ่งมีขนาดใหญ่กว่าเมืองเทียนหยวนหลายสิบเท่า ตั้งอยู่บริเวณรอยต่อระหว่างสำนักว่านโซ่วและสำนักกองกำลังระดับสูงต่างๆซึ่งเชื่อมต่อกับดินแดนของสำนักกองกำลังระดับสูงมากมาย
ยิ่งไปกว่านั้นใต้บาดาลของเมืองแห่งนี้ยังมีเหมืองแร่วิญญาณชั้นยอดเก้าแห่งและเหมืองแร่ต้นกำเนิดระดับสูงสุดอีกหนึ่งแห่ง พลังปราณที่นี่เข้มข้นมากเทียบเท่ากับสำนักใหญ่ของสำนักกองกำลังระดับสูง
ทั้งหมดนั้นทำให้เมืองแห่งนี้มีความพิเศษเป็นที่ต้องการ และมีค่ายิ่ง
สำนักกองกำลังระดับสูงทุกแห่งต่างก็หมายปอง
เพราะหากยึดครองได้เพียงแค่เหมืองแร่ต่างๆ ที่อยู่เบื้องล่างก็เพียงพอที่จะทำให้พลังของสำนักกองกำลังระดับสูงเพิ่มขึ้นอย่างมาก
อย่างไรก็ตามเมืองแห่งนี้ถูกยึดครองโดยเซียนผู้แข็งแกร่งเซียนนักบุญขั้นที่ห้าที่รู้จักกันในนาม ‘จอมเซียนว่านเซี่ยง’
ด้วยการกระโดดลงไปบัญชาการด้วยตนเองของเขาสำนักกองกำลังระดับสูงทุกแห่งต่างก็หวาดกลัว ไม่กล้ายึดแย่งโดยตรงทำได้เพียงส่งกองกำลังบางส่วนเข้าไปตั้งรกราก
ดังนั้นเมืองว่านเซี่ยงจึงมีผู้คนมากมายจากทุกสารทิศ พัวพันกับสำนักกองกำลังมากมายไม่มีสำนักกองกำลังระดับสูงใดกล้าลงมือทำสิ่งใดกับเมืองแห่งนี้
“บอกเขาว่า ยอมสวามิภักดิ์หรือจะเลือกตาย!” ซูฉางเซิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
เมืองว่านเซี่ยงคือดินแดนใหม่ของตระกูลซู
จอมเซียนโบราณแล้วอย่างไรหากกล้าขวางทางก็เพียงกำจัดทิ้งซะ
“ให้ผู้อาวุโสซูเจี๋ยไปด้วย!”
“ขอรับ!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นซูอวิ๋นก็แสดงสีหน้าดีใจ
ซูเจี๋ยคือผู้บำเพ็ญเพียรระดับเซียนนักบุญที่ระบบมอบให้เป็นเซียนนักบุญระดับขั้นที่เก้า เมื่อปลดปล่อยพลังทั้งหมดออกมา ตบเพียงฝ่ามือเดียวก็สังหารเซียนนักบุญขั้นที่ห้าได้สบายๆ
หากเขาเป็นผู้ออกโรงจอมเซียนธรรมดาๆ คงไม่อาจต้านทานได้
ตูม!
รุ่งขึ้นผู้อาวุโสของตระกูลซูก็เคลื่อนพล เมืองเทียนหยวนสั่นสะเทือนกองทัพตระกูลซูอันเกรียงไกร พร้อมด้วยสมาชิกตระกูลซูนับไม่ถ้วน
รถศึกเรือศักดิ์สิทธิ์ และยานเหาะเหินนับพันลำเปล่งประกายแสงศักดิ์สิทธิ์นับล้านสายส่องสว่าง สร้างวงเวทเคลื่อนย้ายจำนวนมากเชื่อมต่อไปยังเมืองว่านเซี่ยง
บารมีอันน่าเกรงขามเช่นนี้ได้สร้างความตกตะลึงให้กับสิ่งมีชีวิตนับไม่ถ้วนไปตลอดทาง
“ตระกูลซูกำลังย้ายถิ่นฐานแล้ว!”
“ไม่แปลก เมืองเทียนหยวนเล็กเกินไป ไม่คู่ควรกับตระกูลซูในเวลานี้ จำเป็นต้องมีเมืองที่ใหญ่กว่า!”
“ไม่รู้ว่าตระกูลซูจะสร้างเมืองใหม่ หรือจะยึดเมืองโบราณบางแห่งมาใช้ทดแทน”
“องค์กรของสำนักว่านโซ่วก็ไม่เลว นั่นคือสำนักกองกำลังระดับสูง น่าจะใหญ่พอจะเป็นที่ตั้งใหม่ของตระกูลซู!”
ตลอดทางผู้อาวุโสจากสำนักกองกำลังต่างๆ ล้วนแอบสังเกตการณ์และคาดเดาการเคลื่อนไหวของตระกูลซู
“กระไรนะ ทิศทางนั้น... เป็นเมืองว่านเซี่ยง!”
“นั่นคือดินแดนของจอมเซียนว่านเซี่ยง!”
“หรือว่าตระกูลซูจะเลือกจอมเซียนโบราณผู้นั้นเป็นเป้า”
อย่างไรก็ตามสิ่งที่อยู่นอกเหนือความคาดหมายของสำนักกองกำลังทั้งหมด เป้าหมายของตระกูลซูคือเมืองว่านเซี่ยง
จอมเซียนโบราณผู้นี้แม้แต่สำนักหลิงซวีเจี้ยนก็ไม่กล้าล่วงเกิน
อย่างไรเสียจอมเซียนโบราณผู้รักความสันโดษผู้นี้มีพลังอำนาจที่น่ากลัวอย่างยิ่ง
หากไม่มั่นใจว่าจะกำจัดได้แน่นอนคงไม่มีผู้ใดกล้าล่วงเกินผู้มีพลังน่าเกรงขามเช่นนั้น
ตูม!
เนื่องจากมีวงเวทเคลื่อนย้าย
ในไม่ช้ากองทัพตระกูลซูก็มาถึงบริเวณใกล้เคียงกับเมืองว่านเซี่ยงรัศมีอันน่าพรั่นพรึงทำให้ผู้ฝึกตนในเมืองว่านเซี่ยงนับไม่ถ้วนตกตะลึง
รวมถึงจอมเซียนโบราณผู้เฝ้ารักษาเมืองว่านเซี่ยงอย่างจอมเซียนว่านเซี่ยง!
“กล้าลงมือกับข้าหรือ!”
จอมเซียนว่านเซี่ยงลืมตาขึ้นดวงตาเย็นชาเปี่ยมล้นจิตสังหาร เขาไม่คาดคิดว่าตระกูลซูจะกล้าลงมือกับเขา
ตระกูลซูไม่กลัวการตอบโต้ของเขาหรือ
ซูฉางเซิงแข็งแกร่งก็จริงทว่าท้ายที่สุดก็ยังไม่ถึงขั้นราชานักบุญ เหตุใดจึงกล้าลงมือกับจอมเซียนโบราณผู้รักสันโดษเช่นนี้
“ตระกูลซู ไสหัวออกไปจากเมืองของข้า!”
เหนือเมืองว่านเซี่ยงรัศมีแห่งเซียนอันเกรียงไกรปรากฏขึ้น จอมเซียนว่านเซี่ยงปรากฏตัวร่างกายของเขาเปล่งประกาย แสงศักดิ์สิทธิ์นับพันสายส่องสว่างราวกับราชาเทพยุคโบราณถือง้าวขนาดใหญ่ในมือพลางตะเบ็งเสียงดัง
บารมีของเขาส่งให้ฟ้าดินสั่นสะเทือนเป็นระยะทางนับหมื่นลี้
“เป็นจอมเซียนว่านเซี่ยงนั่นเอง เขายอมปรากฏตัวแล้ว!”
“ตระกูลซูช่างโอหังนัก แม้ว่าซูฉางเซิงจะแข็งแกร่งทว่าสุดท้ายก็เป็นเพียงเซียนนักบุญขั้นที่สี่เท่านั้น เหตุใดจึงกล้าลงมือกับจอมเซียนว่านเซี่ยง”
“หึๆ เศรษฐีหน้าใหม่ก็คือเศรษฐีหน้าใหม่ ดูเหมือนจะเหลิงไปหน่อยไม่รู้จักแยกแยะความแตกต่างของพลัง!”
ในเมืองว่านเซี่ยงรวมถึงผู้อาวุโสจากสำนักกองกำลังต่างๆ ที่ถูกดึงดูดความสนใจมาตลอดทางเมื่อเห็นเช่นนี้ต่างก็หัวเราะเย้ยหยัน
บรรดาผู้นำของสำนักกองกำลังระดับสูงต่างก็รู้ถึงพลังของซูฉางเซิงจากเหตุการณ์ผู้นำของสำนักหลิงซวีเจี้ยนแล้ว
เซียนนักบุญขั้นที่สี่ทว่ามีพลังต่อสู้เทียบเท่ากับขั้นที่เจ็ด
พลังเช่นนี้แข็งแกร่งมากจริงทว่าการจะสังหารจอมเซียนโบราณผู้แข็งแกร่งนั้นเป็นไปไม่ได้
ทุกคนต่างก็อยากเฝ้าดูว่าซูฉางเซิงจะจัดการอย่างไร!
ตูม!
ภายในตระกูลซูร่างอันน่าเกรงขามปรากฏขึ้น ร่างนั้นเปล่งประกาย แสงศักดิ์สิทธิ์ส่องสว่างไม่อาจมองเห็นใบหน้าที่ชัดเจนได้ มีเพียงรัศมีชวนขนพองสยองเกล้าเท่านั้นที่พวยพุ่งออกมาฟ้าดินพลันสะเทือนเลือนลั่นเป็นระยะทางนับหมื่นลี้
จากนั้นเขาก็ตบฝ่ามือลงไปปลดปล่อยพลังอันยิ่งใหญ่เทียบเท่ากับขั้นที่เก้าออกมา
“เซียนผู้ยิ่งใหญ่ขั้นที่เก้า!”
จอมเซียนว่านเซี่ยงตกตะลึงร่างกายของเขาสั่นสะท้านด้วยความหนาวเหน็บ สัมผัสได้ถึงภัยคุกคามถึงชีวิตเขาคำรามเสียงดังและปลดปล่อยพลังต่อสู้แข็งแกร่งที่สุดออกมา
ตูม!
ชั่วพริบตาต่อมาเขาและง้าวในมือก็ถูกฟาดจนร่างแหลกสลาย ร่างกายเซียนของเขาระเบิดกระจายออกเป็นเสี่ยงๆแทบจะทันใด
จอมเซียนว่านเซี่ยงถูกตบจนแหลกสลายด้วยฝ่ามือเดียว…