หมอหญิงอัคคี

    ตอนที่ 58 จ้าวอินทรีย์

    ฉันมองขึ้นไปบนท้องฟ้า ก็ไม่เห็นเฟยเจินกับพวกนกที่ตีกันอยู่บริเวณนั้นเลย กระต่ายตัวหนึ่งก็บอกว่า พวกนกอินทรีย์ดำล่าถอยบินหนี ท่านนกอินทรีย์ทองกับนกเหยี่ยวก็บินตามพวกนกอินทรีย์ดำไปทางหน้าผาที่พวกนกอินทรีย์ดำอาศัยอยู่


    แม้เฟยเจินจะแข็งแกร่งแต่ฉันยังคงเป็นห่วงที่เขาตามบุกไปถึงรังของนกอินทรีย์ดำ ไม่อยากจะนึกเลยว่านกสองตนต่อสู้กับนกหนึ่งฝูงจะมีสภาพออกมาเป็นยังไง จึงขอให้ใครก็ได้ช่วยพาฉันไปที่รังของนกอินทรีย์ดำ ราชากระต่ายจึงอาสาจะพาไป เพราะเขาสามารถพากระโดดข้ามไปที่เกาะนกอินทรีย์ดำได้ จึงมีกระต่ายหนุ่มนักสู้บางตนที่ขอติดตามไปกับเราด้วย


    หมอจงก็ทักท้วงว่าพวกนกอินทรีย์ดำนั้นร้ายกาจทั้งยังพ่นไฟได้ ให้ฉันอยู่รอที่นี่ดีกว่าเดี๋ยวเขาจะไปเอง ฉันก็บอกหมอจงว่าไม่ต้องเป็นห่วงเพราะฉันถูกกันกับไฟ ถ้าเรื่องยกพวกตีกันฉันถนัด แต่ถ้ายกพวกตีกันกับผีฉันขอผ่าน จึงขอให้หมอจงช่วยพาพวกกระต่ายบาดเจ็บกลับไปรักษาที่ถ้ำ


    ราชากระต่ายให้ฉันขึ้นขี่หลังวิ่งกระโดดพาไปยังริมหน้าผาใกล้กับเกาะของนกอินทรีย์ดำ ก็เห็นเฟยเจินกำลังต่อสู้กับนกสีดำพ่นไฟลูกใหญ่กว่าตัวอื่น คาดว่าน่าจะเป็นนกจ่าฝูง และนกเหยี่ยวกำลังช่วยต่อสู้กับฝูงนกอินทรีย์ดำตัวอื่นๆ ทั่วบริเวณมีควันลอยโขมงเพราะถูกไฟไหม้ แต่นกเหยี่ยวของเฟยเจินนั้น มีพลังเวทย์น้อยกว่าฝูงอินทรีย์ดำ จึงถูกโจมตีอยู่ในสภาพเลือดไหลขนหลุดแหว่งเป็นบางส่วนเพราะถูกไฟเผา แต่นกเหยี่ยวก็ยังพยายามต่อสู้เคียงข้างเฟยเจินไม่ยอมถอยหนี


    ราชากระต่ายจึงสั่งกระต่ายนักสู้ที่ติดตามเรามาให้รออยู่ฝั่งนี้ เพราะพวกเขากระโดดข้ามเกาะไปไม่ถึง ราชากระต่ายจึงพาฉันกระโดดข้ามเกาะไปทันที และทันทีที่เท้าแตะเหยียบลงบนพื้น เปลวไฟอันร้อนแรงจากปากนกอินทรีย์ดำก็พ่นไฟใส่เราทันที แต่โชคดีที่สามารถเรียกแสงโล่ออกมาบังไฟได้ทัน


    ราชากระต่ายกับฉันก็เปิดฉากสู้กลับทันที โดยราชากระต่ายคว้าหยิบขอนไม้ที่กำลังติดไฟ ทุ่มใส่นกอินทรีย์ดำบนท้องฟ้าโดนนกบ้างไม่โดนบ้าง แล้วแต่ความไวว่านกจะหลบขอนไม้ทันมั้ย ส่วนฉันก็เรียกแซ่อสรพิษออกมาสะบัดตีนกร่วงตกลงมาที่พื้นบ้าง รัดตัวนกแล้วสะบัดทิ้งลงไปในทะเลบ้างก็มี


    เราต่อสู้กับฝูงนกอินทรีย์ดำไม่นานนักการต่อสู้ก็หยุดลง เพราะนกจ่าฝูงถูกเฟยเจินพ่นไฟเผาจนไหม้ทั้งตัวร่วงตกลงไปลอยตายอยู่ในทะเล เฟยเจินจึงโผบินกลับยืนมาข้างๆฉันกับราชากระต่ายแล้วกลายร่างเป็นมนุษย์ โดยมีนกเหยี่ยวโผบินลงมายืนอยู่ใกล้ๆในสภาพสะบักสะบอมกางปีกแทบไม่ไหว


    เฟยเจินมองดูฉันว่าไม่ได้บาดเจ็บอะไร ก็หันไปพูดสั่งกับพวกนกอินทรีย์ดำที่กำลังบนวนอยู่บนฟ้าว่านกจ่าฝูงได้ตายลงแล้ว ยังมีนกตัวไหนที่ยังไม่ยอมแพ้ ยังอยากจะสู้กับเขาอีกก็เข้ามา แต่ถ้าตัวไหนยอมแพ้ไม่ต่อสู้ก็ให้บินลงมาแล้วมาเจรจากันด้วยสันติ


    จึงมีนกตัวหนึ่งบินลงมายืนอยู่ตรงหน้าเฟยเจินแต่ไม่มีทีท่าจะต่อสู้อีก ทำให้นกตัวอื่นโผบินลงมายืนอยู่ทางด้านหลังนกตัวนั้น แล้วนกตัวนั้นก็พูดขึ้นว่าเขาเป็นรองจ่าฝูง ซึ่งโดยตามกฏของฝูงถ้าใครสามารถฆ่าจ่าฝูงตายลงได้ ผู้นั้นจะกลายเป็นจ่าฝูงของพวกเขาทันที และพวกเขาจะติดตามทำตามคำสั่งของจ่าฝูงทุกอย่าง


    เฟยเจินก็ตอบกลับทันทีว่าเขาไม่ใช่จ่าฝูงของพวกนกอินทรีย์ดำ แต่ที่เขาฆ่าจ่าฝูงตนเก่าตายเพราะไปโจมตีเผาทุ่งหญ้า ฆ่ากระต่ายเล่นตามอำเภอใจ เขาทนไม่ไหวจึงต้องตามมาถึงที่นี่ นกรองจ่าฝูงก็พูดตอบแค่ว่าพวกเขาต้องทำตามกฏต้องมีจ่าฝูงเป็นผู้นำ นกตนอื่นต่างมองหน้าเฟยเจินและตั้งใจฟัง โดยไม่มีคำถามหรือคำคัดค้านอะไรกันเลย


    ฉันจึงสะกิดบอกเฟยเจินให้รับเป็นจ่าฝูงไปก่อน แล้วตั้งกฏใหม่ให้พวกนกอินทรีย์ดำเลิกเผาทุ่งหญ้าล่ากระต่ายเล่น เฟยเจินก็พูดสวนฉันว่าแต่เขาไม่อยากอยู่เป็นจ่าฝูงที่นี่ เพราะเขาอยากอยู่กับฉันจะไม่ยอมแยกมาอยู่กับนกพวกนี้เด็ดขาด ฉันจึงแนะนำเขาไปว่าก็ให้นกรองจ่าฝูงดูแลแทน ส่วนเฟยเจินก็แค่ควบคุมพฤติกรรมนกพวกนั้น และบินมาดูเป็นครั้งคราวก็ได้ แต่ถ้าจะให้นกพวกนี้ประลองเพื่อแย่งชิงตำแหน่ง ก็คงไม่มีใครสู้เฟยเจินได้อยู่ดี


    ราชากระต่ายก็พูดยุแกมขอร้องเฟยเจินว่า ให้รับตำแหน่งจ่าฝูงตามที่ฉันแนะนำเถอะ ความสงบสุขเหมือนแต่ก่อนจะได้กลับคืนมาสักที เฟยเจินยังมีท่าทีลังเลไม่อยากเป็นจ่าฝูง ฉันจึงพูดยุเฟยเจินไปอีกว่า ถ้าเขาเป็นจ่าฝูงก็ดีจะได้มีกองทัพนกอินทรีย์เป็นของตัวเอง


    อีกอย่างพวกนกอินทรีย์ดำสามารถพ่นไฟได้ จะได้เป็นกำลังเสริมร่วมกับกองทัพแมงมุมของซิ่นหลิง เพื่อต่อสู้กับสุนัขเยือกแข็งน่ารำคาญพวกนั้น เราจะได้เก็บแรงกำลังไว้ต่อสู้กับปีศาจเยือกแข็งได้เต็มที่ หรือถ้าเขาไม่อยากบินเทียวไปเทียวมา ก็ให้คัดเลือกนกที่แข็งแรงมีพลังเวทย์สูงไปอยู่ที่ป่าไผ่เขียวก็ได้


    ราชากระต่ายก็ทักถามขึ้นมาทันทีว่า ทำไมไม่พาไปให้หมดเลยจะเหลือทิ้งไว้ทำไม ฉันจึงอธิบายให้ราชากระต่ายฟังว่า ธรรมชาติได้สร้างผู้ถูกล่าขึ้นมา ก็สร้างนักล่าขึ้นมาด้วยเช่นกันเพื่อควบคุมความสมดุลของธรรมชาติ


    ถ้าพวกกระต่ายหรือสัตว์กินพืชอื่นๆเอาแต่ผลิตลูกออกมาแต่ไม่มีนักล่าเลย แม้สัตว์กินพืชจะอยู่กันสงบสุขก็จริงแต่จะมีอยู่ล้นเกาะ จนพืชผักและอาหารมีไม่เพียงพอ บนเกาะก็จะเกิดความแห้งแล้งอดอยาก เมื่อบนเกาะไม่มีอะไรให้กิน บางทีพวกเขาอาจจะต้องพัฒนาตัวเองให้หันมากินกันเอง เพราะขาดความสมดุลทางธรรมชาติ


    ราชากระต่ายรับฟังและทำความเข้าใจตามที่ฉันอธิบาย จึงขอทำข้อตกลงกับพวกนกอินทรีย์ว่า ขอให้แบ่งเขตทุ่งหญ้าด้านบนและด้านล่างบริเวณที่มีต้นไม้และมีผลไม้ให้พวกกระต่าย และถ้าพวกกระต่ายไปหากินนอกเขตพวกนกอินทรีย์ก็สามารถจับกินได้เลย เฟยเจินก็ถามราชากระต่ายกลับไปว่า สามารถยอมรับและทำใจได้ใช่ไหมที่จะแบ่งกระต่ายให้พวกนกอินทรีย์กินบ้าง


    ราชากระต่ายตอบว่ายอมรับได้ เพราะเขารู้ว่ากระต่ายถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นอาหารให้กับสัตว์กินเนื้อ แต่ข้อดีคือกระต่ายสามารถมีลูกได้ครั้งละมากๆและมีได้ตลอดทั้งปีจึงไม่มีทางสูญพันธุ์แน่นอน ผิดกับสัตว์กินเนื้อตัวใหญ่ที่มีลูกได้น้อย หรืออาจจะมีแค่ครั้งละหนึ่งตัวต่อปีแววสูญพันธุ์จึงมีมากกว่ากระต่าย ถ้าเขาจะแบ่งลูกๆที่มันดื้อไม่เชื่อฟังให้พวกนกอินทรีย์ดำไปกินบ้างก็ไม่เป็นไร


    ฉันกับเฟยเจินฟังแล้วยิ้มแหยๆกับคำพูดตลกร้ายแดกดันของราชากระต่าย แต่ก็นั่นแหละมันเป็นกฎของธรรมชาติที่เราต้องยอมรับ เฟยเจินจึงประกาศกฎต่อหน้านกอินทรีย์ดำว่า ต่อไปให้ล่ากระต่ายเพื่อเป็นอาหารเท่านั้น ห้ามล่าเล่นเพื่อความสนุกและห้ามเผาป่าเผาทุ่งหญ้า นอกนั้นก็ให้ใช้ชีวิตไปตามปกติเคยทำอะไรก็ทำไปตามเดิม


    อีกทั้งเฟยเจินยังบอกพวกนกอีกว่า นกตัวไหนที่รู้ตัวเองว่าแข็งแรง อยากจะติดตามเขาไปต่อสู้กับพวกปีศาจเยือกแข็งที่แข็งแกร่งมาก ก็ให้ฝึกฝนตัวเองไว้เมื่อถึงเวลาเขาจะพาไปอยู่และฝึกฝนที่ป่าอัคคีเพื่อสู้ศึกกับพวกปีศาจเยือกแข็ง พวกนกกับราชากระต่ายต่างมีสีหน้าตกตะลึง รีบถามเฟยเจินทันทีว่าเรามาจากป่าอัคคีเหรอ


    เฟยเจินตอบว่าใช่ รองจ่าฝูงจึงเสนอตัวทันทีว่าขอติดตามไปด้วย ยิ่งรู้ว่าเรามาจากป่าอัคคีเขายิ่งชอบ เพราะเขาเคยรู้มานานแล้วว่าปีศาจในป่าอัคคีนั้น ต่อสู้เก่งและดุร้ายยิ่งกว่าปีศาจจากป่าอื่นๆ อีกทั้งเขาเองก็อยากไปอยู่ที่ป่าอัคคีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เพราะเบื่อที่ต้องอยู่ในเกาะคอยล่ากระต่าย ล่ามนุษย์ พ่นไฟเผาทุ่งหญ้าเล่นไปวันๆ เขาอยากต่อสู้กับปีศาจอื่นที่แข็งแกร่งกว่าดูบ้าง คงจะคุ้มค่ากับการเฝ้าฝึกฝนที่เขาเพียรพยายามมา


    ซึ่งนกอินทรีย์ดำหลายตัวก็บอกว่าจะขอติดตามไปด้วยตอนนี้เลย แต่เฟยเจินบอกพวกนกว่า ตอนนี้เขายังติดธุระบางอย่างยังไม่ได้กลับป่าอัคคี จึงอยากให้พวกนกฝึกฝนตนเองไว้ พวกนกก็รับคำสั่งของเฟยเจินทันที ฉันจึงเรียกนกเหยี่ยวให้เดินมาหา และทำการรักษาบาดแผลให้ แต่ขนที่ขาดแหว่งหายไปนั้นคงต้องรอสักพักให้ขนงอกขึ้นมาใหม่


    จากนั้นก็หันไปถามราชากระต่ายว่าอยากไปวัดพลังที่ป่าอัคคีด้วยกันไหม ราชากระต่ายตอบว่าไม่ เขาเป็นห่วงเผ่าพันธุ์กระต่ายที่เกาะนี้ อีกทั้งยังสัญญากับภรรยาไว้ว่าจะไม่ทิ้งพวกเขาไปไหน แล้วเขาก็เล่าเรื่องราวในอดีตให้เราฟังว่า


    เมื่อครั้งที่เขายังเป็นหนุ่มเลือดร้อนไม่ประมาณตนว่ามีพลังเวทย์ต่ำ ออกท่องเที่ยวไปในป่า เขาเคยประจันหน้าต่อสู้กับนายพรานผู้มีพลังมีวิชาคนหนึ่ง กระทั่งเขาถูกนายพรานจับตัวไว้ได้ และขายเขาให้เป็นสัตว์เลี้ยงกับพ่อค้าเรือคนหนึ่ง เขาถูกขังอยู่แต่ในกรงบนเรือ กระทั่งวันหนึ่งเกิดมีพายุกลางทะเลคลื่นลมโหมกระหน่ำ ทำให้เรืออัปปางกลางทะเล


    โชคดีที่เขาหลุดรอดออกจากกรงมาได้ แต่ด้วยความที่เขาว่ายน้ำไม่เป็น จึงอาศัยเกาะโต๊ะไม้ลอยมาตามกระแสคลื่น และถูกคลื่นซัดเข้ามาเกยฝั่งบนเกาะนี้ และได้ภรรยามาช่วยไว้ ฉันจึงพูดกับราชากระต่ายว่า เช่นนั้นก็รักษาสัญญาที่ให้ไว้กับภรรยาและพวกกระต่ายเถิด ฉันก็แค่ชักชวนเขาไปเที่ยวเล่นที่บ้านเผื่อเขาอยากจะวัดพลังกับปีศาจที่ป่าอัคคี


    จากนั้นเราจึงออกจากเกาะนกอินทรีย์ดำกลับมาที่ถ้ำกระต่าย ก็เห็นหมอจงกับเหล่ากระต่ายกำลังรอเราอยู่ พวกเขาถามเราว่าเป็นอย่างไรบ้าง ราชากระต่ายก็ตอบทุกคนว่าสงบศึกกันแล้ว เพราะเฟยเจินกลายเป็นจ่าฝูงของพวกนกอินทรีย์ดำ ต่อไปทุ่งหญ้าด้านนอกพวกกระต่ายก็สามารถออกไปวิ่งเล่น และไปกินผลองุ่นกับผลไม้อื่นๆได้แล้ว


    เมื่อสถานการณ์บนเกาะคลี่คลายเราจึงขอตัวลากลับ ราชากระต่ายจึงบอกเราว่า ขากลับให้ปีนลงหน้าผาใกล้ๆกับเกาะนกอินทรีย์ดำ เพราะทางนั้นจะไม่ต้องเจอกับผีนางโจร แม้เส้นทางจะอ้อมนิดหน่อยแต่ทางเดินด้านล่างจะเดินง่ายและสะดวกกว่า มีสมุนไพรดีๆแปลกๆขึ้นอยู่เต็มไปหมด


    อีกทั้งตรงหน้าผายังมีหญ้าสีฟ้าขึ้นอยู่ เป็นสมุนไพรบำรุงกำลัง พวกนกที่ป่วยกับสัตว์ที่สามารถปีนหน้าผาได้มักไปกินเวลาที่ป่วย หายชะงัดดีนักแล แต่ให้ระวังที่ด้านล่างหน้าผาจะมีดอกไม้สีส้ม ระวังอย่าไปสูดดมใกล้ๆเพราะดอกไม้มีกลิ่นฉุนทำแสบจมูกแสบตาได้เลย แต่เมื่อผ่านดงดอกไม้สีส้มไปแล้วทางเดินก็สะดวก ส่วนที่ชายหาดก็มีเรือของคนที่พยายามเข้ามาหาสมบัติจอดทิ้งอยู่หลายลำ สามารถใช้เรือพวกนั้นพายกลับไปที่ฝั่งได้เลย


    ฉันกับหมอจงพอได้ยินว่ามีสมุนไพรดีๆแปลกๆขึ้นอยู่หลายชนิด เราจึงเห็นพ้องต้องกันว่าจะกลับตามเส้นทางที่ราชากระต่ายแนะนำ เพราะอยากไปเก็บสมุนไพรดีๆแปลกๆติดมือกลับไปบ้าน ซึ่งในระหว่างที่เราเดินกันไปนั้น หมอจงก็พูดว่าเขาเคยเห็นเฟยเจินกลายเป็นนกอินทรีย์ครั้งหนึ่ง แต่ในตอนนั้นเขาไม่แน่ใจว่าเฟยเจินเป็นปีศาจหรือเปล่า


    ฉันจึงตอบหมอจงทันทีว่าเฟยเจินไม่ใช่ปีศาจ แต่เป็นเทพตกสวรรค์ที่ถูกผลักตกลงมาจากก้อนเมฆ และไม่เคยเข่นฆ่ามนุษย์เล่นเหมือนกับนกอินทรีย์ดำ หมอจงแม้จะดูไม่ค่อยเชื่อในคำพูดฉันสักเท่าไหร่นัก แต่เขาก็ไม่ซักถามอะไรต่อแต่พูดเพียงแค่ว่า เฟยเจินจะเป็นเทพหรือเป็นปีศาจนั้นไม่สำคัญ สิ่งสำคัญอยู่ที่จิตใจต่างหาก คิดดีเพียงครั้งก็กลายเป็นเทพ คิดร้ายเพียงครั้งก็กลายเป็นปีศาจ


    เฟยเจินก็พูดตอบหมอจงว่าเขาไม่สนใจว่าใครจะมองยังไง เพราะชีวิตเขาไม่ได้ผูกติดอยู่กับคนพวกนั้น เขามีเพียงฉันและพี่น้องที่มีชีวิตผูกติดกัน ซึ่งหมอจงก็ไม่พูดอะไรต่อแต่ยังคงเก็บความสงสัยบางอย่างไว้ในใจ


    จนเราเดินมาถึงริมหน้าผา หมอจงก็บอกว่าให้เราผูกเชือกไว้ที่เอวด้วยกันแบบเดิมดีกว่า เพราะเฟยเจินมีปีกจะช่วยให้เราปลอดภัยจากการปีนหน้าผา ซึ่งฉันกับเฟยเจินก็เห็นด้วยกับความคิดของหมอจง โดยเฟยเจินจะปีนลงไปก่อนเป็นคนแรกเหมือนเดิม เพราะฉันกับหมอจงจะช่วยกันเก็บหญ้าสีฟ้าที่ขึ้นอยู่ตามหินผา


    เราปีนกันลงไปช้าๆอย่างระมัดระวัง เพราะหน้าผาด้านนี้มีความสูงชันและสวยงามมากกว่าหน้าผาอีกฝั่ง อีกทั้งเบื้องล่างยังมีดอกไม้สีส้มสดบานอวดความงามอยู่เกือบเต็มทุ่งหญ้า ซึ่งในขณะที่ฉันกำลังเอื้อมมือเก็บหญ้าสีฟ้าอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงของหมอจงร้องดัง "โอ๊ะ!!! ระวัง!!!"


    แล้วหมอจงก็ร่วงลงมาก้นกระแทกใส่หน้าฉันเต็มๆ ทำให้ฉันพลัดหลุดจากที่เกาะเกี่ยวหินผา จนตัวของเราทั้งสองร่วงตกใส่เฟยเจินที่กำลังปีนอยู่ด้านล่าง พร้อมกับเสียงร้องดังแหกปากลั่นป่าของฉันกับหมอจง เฟยเจินไม่รอช้ากลายร่างเป็นนกอินทรีย์รับร่างของเราทั้งสองคนไว้ แต่เฟยเจินรับน้ำหนักสองคนพร้อมกันไม่ไหว พยายามบินกระท่อนแท่นประคองตัวให้ร่อนลงสู่เบื้องล่างไม่เร็วมากนัก แม้เราจะไม่ได้รับบาดเจ็บที่ตกลงมาจากหน้าผา แต่ที่แย่ก็คือดันตกลงไปในดงดอกไม้สีส้ม

    คล้ายกับเรื่องหมอหญิงอัคคี ที่คุณอ่าน