ท่ามกลางป่าที่มืดมิดเงียบสงัดบรรยากาศคล้ายกับวินาทีก่อนที่ซามูไรจะชักดาบตัดสิน ภาพที่เห็นคือโดมสีแดงเลือดคล้ายแก้วใส กินพื้นที่เป็นวงกว้างสองกิโลเมตร รอบนอกคือกองทัพยักษ์และมังกรนับแสนชีวิตที่กำลังจับจ้องเหตุการณ์ภายในเขตแดน
เบื้องหน้าของศิลาคือบุรุษหน้าตาคมสันหล่อเหลา บึกบึนกำยำผมยาวผิวกายสีเขียวทศกัณฐ์ ด้านข้างคือหนุมานและพญาครุฑเวรไตร ข้างหนุมานคือบุรุษรูปงามหน้าตาหมดจดสะอาดผิวสีเผือก
“ไม่คิดว่าท่านจะเข้าพวกกับยักษ์ด้วยพระลักษมณ์” ศิลาหน้าเครียด “มากระทั่งหนุมาน พระลักษมณ์ พระพญาครุฑเวรไตร แหม่ กลัวผมถึงขนาดต้องยกพวกมารุมเลยหรอ” เขารีบหาทางเอาตัวรอด
พญาครุฑเวรไตรหรี่ตามองศิลาก่อนจะพูดขึ้น “คิดว่าพวกข้าจะหลงกลเจ้าหรือไงคิดจะใช้คำพูดหาทางเอาตัวรอด คิดง่ายไปแล้วจอมมาร”
ศิลายิ้มกลบเกลื่อนความกังวล
“อย่าเข้าใจผิดบุรุษของจันทราเทพ” พระลักษณม์พูดเสียงเรียบ “เรามาจับตาดูสถานการณ์ตามบัญชาของท่านพี่รามเพียงเท่านั้น อีกอย่างเรากับทศกัณฐ์มิได้เป็นมิตรกัน แต่ก็มิได้เป็นศัตรู เราจะไม่ยื่นมือเข้าไปขวางท่าน เช่นกันเราก็จะไม่ยื่นมือไปขวางทศกัณฐ์”
“ไม่ใช่มิตรไม่ใช่ศัตรู?....” ศิลาสงสัย “ท่านจะไม่สอดมือเข้ามาขวางผม ไม่ขวางทศกัณฐ์ หากผมปลดเขตแดนท่านและหนุมานจะยอมถอยไปจะได้หรือไม่”
“แน่นอน” พระลักษมณ์ตอบ
ศิลาปลดเขตแดนออกชั่วขณะ พระลักษมณ์และหนุมานจึงออกไปนอกเขตแดนทิ้งให้เหลือเพียงพญาครุฑเวรไตรและทศกัณฐ์
“ฮึม..” ทศกัณฐ์ฉีกยิ้มหัวเราะในลำคอ “คิดว่าเหลือข้าสองตน เจ้าจะเอาชนะได้หรอ”
ศิลาส่ายหัว “มิได้ มิได้ ท่านทั้งสองคงตึงมือผมเกินไป อีกอย่างถึงผมจะฆ่าท่านได้ท่านก็ฟื้นขึ้นมาได้อยู่ดีจริงไหม ท่านทศกัณฐ์”
“โอ้ว” ทศกัณฐ์เลิกคิ้ว ยิ้มหัวเราะลั่น “นี่เจ้ารู้ด้วยเหรอว่าข้าถอดดวงใจ”
“ใช่ผมรู้ แต่ถึงทำลายดวงใจท่านไปท่านก็ฟื้นขึ้นมาได้อยู่ดี”
ทศกัณฐ์ชะงักหรี่ตามองศิลา “หมายความว่ายังไง”
“เพราะท่านมีผู้ทำสัญญายังไงล่ะ หากผู้ทำสัญญาเจ้านายท่านไม่ตาย ต่อให้ผมสังหารท่านเป็นร้อยเป็นพันครั้งก็ไร้ความหมาย”
“ฮ่า ฮ่า” ทศกัณฐ์หัวเราะชอบใจ “เจ้ารู้ถึงขนาดนั้นเลยหรอเนี่ย หลากแหลมมาก เจอกันแค่ครั้งแรกเจ้าก็มองทุกอย่างแทบจะทะลุปุโป่ง ข้ามั่นใจแล้วว่าเจ้ามันตัวอันตราย” น้ำเสียงของทศกัณฐ์ฟัฃดูจริงจัง
ฟุ้บ... ทั้งสามชีวิตหายวับเกิดเป็นเส้นสายเงาสีแดงสองสายและสีเขียวหนึ่งสายวิ่งตัดผ่านกันไปมาส่งคลื่นพลังแตกระเบิดถี่ยิบ
ตัดมาทางสนาทรบ
ร่างพญานาคสีดำโบยบินในท้องนภาพร้อมกับฟ้าครามระดมยิงศรพลังปราณออกมาไม่ขาดสาย เบื้องร่างคือฝูงซาลามันเดอร์และไวเวิร์นที่กำลังบุกตีฝ่าเข้าประชิดกำแพงเมือง ฟ้าครามรอบตรวจสอบพวกไวเวิร์นและพบว่าพวกมันคือไวเวิร์นธาตุแสง ซึ่งขั้วตรงข้ามกับพลังของเธอและภุชจัง และถ้าว่ากันตามตรงตามวัฏจักรธาตุนั้น ธาตุแสงอาจจะชนะธาตุความมืดอยู่นิดหน่อยด้วยซ้ำ
“ภุชจัง ไวเวิร์นพวกนั้นเป็นธาตุแสงชั้นสูง พลังของภุชจังพอจะใช้กับพวกมันได้ไหม” เจ้าหล่อนถามน้ำเสียงกังวล
“ไม่ต้องห่วงค่ะนายหญิง พลังธาตุความมืดของข้าข้ามขีดจำกัดไปแล้วหลังจากที่ทำพันธสัญญากับท่าน หากไม่ใช่พลังธาตุแสงของอามาเทราสึข้าก็ไม่แพ้ผู้ใช้พลังธาตุแสงหน้าไหนแน่นอน” ภุชจังตอบกลับน้ำเสียงมั่นใจ
“ตกลง” ฟ้าครามพยักหน้า “เราจะใช้การโจมตีประสาน แต่อย่าใช้พลังมากไปไม่งั้นเราจะไม่เหลือพลังรับมือกับลัสเตียน” หญิงสาวสั่งอย่างคล่องแคล่วก่อนจะเริ่มร่ายเวทมนต์
วงเวทย์สีดำกระจ่างดาวรูปดาวห้าแฉกประดับด้วยอักขระตัวหนังสือโบราณลอยตระหง่าอยู่เหนือท้องฟ้า กระพริบแสงไปมา
“ในนามแห่งข้าเทพีรัตติกาล ความวิบัติจงบังเกิดแก่ผู้ที่บังอาจ
เมื่อข้าปรากฎตัวทวยเทพเทวาจงหลีกหนี เมื่อข้าปรากฎตัวสุริยันจักษ์สิ้นแสง
เมื่อข้าปรากฎตัวจงบูชา จงคาราวะ จงเกรงกลัว
ข้าเทพีรัตติกาลผู้กลืนกินทุกชีวัน
มหาเวทย์รัตติกาลกลืนสุริยัน” ฟ้าครามกระแทกเสียง
“อเวจีนาคราช” ภุชจังคำราม ยิงเพลิงสีดำออกมาจากปาก
เพลิงสีดำและลำแสงสีดำสว่างวาบพุ่งตกลงมาจากท้องฟ้าลงสู่เบื้องล่าง วินาทีต่อมาปรากฎเสียงระเบิดดังสนั่นพร้อมกับเสียงโหยหวนดังระงม
ตอนนั้นเองพญายักษาท้าวลัสเตียนลอยอยู่กลางอากาศมองดูกองทัพของตนถูกมหาเวทย์ของฟ้าครามและเพลิงของภุชจังถล่ม
“นางภุชคินทร์” ลัสเตียนเน้นเขี้ยวเน้นฟัน พุ่งตัวเข้าหาภุชคินทร์ตรีศูลแก้วในมือแทงผ่าอากาศเข้าโจมตีอย่างเฉียบคม
ด้วยความยาวของรางพญานาคทำให้ภุชคินทร์ไม่สามารถหลบได้ ฟ้าครามที่เห็นลัสเตียนเข้ามาโจมตีตรงๆจึงยิงศรพลังปราณจันทราเข้าสกัด ตรีศูลแก้วในมือของลัสตวัดปัดป้องคลื่นพลังอย่างทันท่วงทีเกิดเสียงระเบิดดังสนั่นพร้อมกับคลื่นพลังแตกกระจาย
ร่างของภุชจังพลันโผยบินผาดโผนเข้าโจมตีลัสเตียน ลัสเตียนเองก็ไม่ยิ่งหย่อนเหาะเหินเดินอากาศทยานร่างไปมาหลบรอดคมเขี้ยวพิษมรณะของภุชจัง ทว่าภุชจังเองก็ไม่ลดละทยานร่างผาดโผนแล่นไปมาเคลื่อนไหวราวกับร่ายรำฟ้าครามยิงศรพลังเข้าช่วยอีกแรง ลัสเตียนโรจน์โผนหลบซ้ายทีขวาทีตวัดตรีศูลเพชรในมือปัดป้องคลื่นพลังของฟ้าคราม ซาลามันเดอร์และไวเวิร์นเบื้องร่างระดมยิงบอลเพลิงบอลแสงเข้าโจมตีร่างของภุชจังทว่าก็ไร้ผลเมื่อกระสุนแสงและกระสุนเพลิงปะทะกับเกล็ดของภุชจัง พลังของพวกมันแตกกระจายหายไปทันที
“น...นี่มัน” ลัสเตียนหยุดชะงักเมื่อมองภาพเบื้องหน้า
ปรากฎวงเวทมนต์ที่ภุชจังสร้างขึ้นมาจากการบินผาดโผน แต่รู้ตัวตอนนี้สายเกินวงไสยเวทย์สีดำรัตติกาลขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเจ็ดเมตรลอยตระหง่าบนผืนฟ้าก่อนจะสาดแสงสีดำลงมายังใจกลางวงเวทย์ ทว่าทุกชีวิตกลับไม่ได้รับบาดเจ็บทำเอาทุกคนชะงักและตลึงแต่ทว่ากองทัพยักษ์พบบางสิ่งที่ผิดปกติคือพวกมันไม่สามารถใช้เวทมนต์ได้
“ผนึกพลังเวทย์หรือ?” ลัสเตียนมองวงเวทย์อุทานออกมา “แย่แน่แบบนี้แย่แนนๆ” เขามองเบื้องล่างเห็นพวกอาชญากรยังสามารถใช้พลังเวทมนต์ได้ตามปกติ
ณ.บนยอดเขาบริเวณห่างไกลออกไปแต่สามารถมองเห็นฉากสงครามได้
“ยังร้ายกาจเหมือนเดิม อักขระไสยเวทย์ พลังที่สามารถผนึกพลังของอีกฝ่าย” คำกล่าวชมจากชายชุดคลุมสีดำสนิทที่กำลังมองดูภุชจัง “ร้ายกว่าคือพิษนาคราชของนางที่ครั้งหนึ่งเคยทำให้ท่านผ่ายแพ้มาแล้วจริงไหมท่านชิงหลงไม่ซิหรือจะให้เรียกมังกรเขียวเซริวผู้พิทักษ์ทิศตะวันออก” ชายปริศนาหันไปมองชายในชุดคลุมสีเทา
ไม่มีคำตอบจากชายชุดคลุมสีเทาดวงตาของชิงหลงจ้องแต่ภาพเบื้องหน้า ตามภาษาจีนจะเรียกมังกรเขียวตนนี้ว่าชิงหลง หากเป็นญี่ปุ่นจะเรียกเทพพิทักษ์มังกรเขียวนี้ว่าเซริวและเกาหลีจะเรียกว่าชุง รวอง
ชิงหลงไม่ตอบคำใดออกมาสายตาจับจ้องภาพภุชจังที่กำลังสู้กับลัสเตียน นัยน์ตาของมังกรเขียวในร่างมนุษย์กำลังบอกเล่าเรื่องราวย้อนถึงความหลัง
“แค่นี้เจ้าก็เอ่ยชมแล้วนางแล้วเหรอ จูเชวี่ย ว่าแต่ท่านเถอะเป็นถึงพญาหงส์แดงคิดยังไงกับฟีนิกซ์ตัวนั้นล่ะ เห็นแล้วไม่คิดว่าพญาวิหคจักษ์ต้องมีเพียงหนึ่งหรอกหรือ” ชิงหลงถามเชิงยั่วยุ
“ฮ่า ฮ่า อย่ายุ่ข้าเลยท่านมังกรเขียวข้าเองก็พึ่งจักษ์ตื่นจากนิทราอันเป็นนิรันดร์ร่างกายยังฝืดๆ พลังยังไม่สเถียรแต่เมื่อไหร่ที่ข้าพร้อมข้าลงมือแน่ ท่านเถอะหวังว่าคงไม่กลัวภุชคินทร์จนหัวหดหรอกนะ”
ชิงหลงหันมองจูเชวี่ยนัยน์ตารุกโชนแสดงถึงความเกรี้ยวกราดส่วนร่างของใบหน้าเผยให้เห็นร้อยยิ้มอัมหิตเย็นชาแต่แฝงไปด้วยความมั่นใจราวกับเหยียดหยามให้กับทุกสรรพสิ่ง ก่อนที่จะเดินหายเข้าไปในเงามืด
ตอนนั้นเองบุรุษในชุดคลุมสีน้ำตาลอีกคนก็โผล่ออกมาจากเงามืดแทนที่ชิงหลงพร้อมกับพูดขึ้น
“อรุณสวัสพญาหงส์แดงผู้พิทักษ์ทิศใต้” น้ำเสียงเข้มขรึมดังขึ้น
จูเชวี่ยหันมามองเจ้าของเสียง “อรุณสวัส อ๋อไม่ซิสายยันสวัส ท่านพยัคขาวไป๋หู่ ท่านเองก็ตื่นจากนิทราด้วยหรือ”
“แน่นอน” ไป๋หู่ตอบยิ้มๆ เดินมายืนมองฉากสงครามข้างกับจูเชวี่ย “ท่านจะเอายังไง” ชายหนุ่มถามขึ้น
“เรื่องอะไร” จูเชวี่ยทำสีหน้าไม่เข้าใจ
“ท่านก็น่าจะรู้นี่ บัดนี้หวงหลงท่านพญามังกรทองแห่งทิศกลางผู้เป็นศูนย์กลางของพวกเราผู้พิทักษ์ทิศทั้งสี่ทรงมีบัญชาให้กำจัดบัลลังก์มารนั่นไปพร้อมกับภุชคินทร์ แล้วท่านล่ะมีความเห็นเช่นไร” ไป๋หู่หันไปถาม สีหน้าของเขาแสดงถึงความสับสนออกมาอย่างไม่ปกปิด
“แล้วท่านเต่าทมิฬเสวียนอู่ผู้พิทักษ์ทิศเหนือล่ะ”
ไป๋หู่ส่ายหัวถอนหายใจออกมาดังเฮือก ก่อนจะพูดขึ้น “ท่านเต่าทมิฬเสวียนอู่ถูกสังหารแล้ว”
“อะไรน่ะ” จูเชวี่ยหันมองหน้าผู้พูดสีหน้าตลึงเบิกตากว้าง “ใคร” เขาถามกระแทกเสียง “ใคร ใครกัน ผู้ใดบังอาจ”
“นีโอและโอนิ เป็นดวงวิญญาณต่างโลกเหมือนกับบัลลังก์มารนั่น” ไป๋หู่ตอบเสียงเครียด
“งั้นหรอ ข้านึกว่านีโอที่เป็นเทพทวารบาลและโอนิยักษ์แห่งแดนอาทิตย์อุทัยเสียอีก” จูเชวี่ยน้ำเสียงโล่งใจ “หวังว่าพวกมันคงไม่ตื่นจากนิทราเหมือนพวกเราหรอกนะ” เขาหันไปถามไป๋หู่
ไป๋หู่ส่ายหัว “ข้าไม่ทราบ แต่ที่ทราบคือบัดนี้พวกเราต้องกำจัดบัลลังก์มารนั่นตามบัญชาของท่านหวงหลง” ทั้งสองจ้องมองฉากต่อสู้อีกครั้งด้วยความเงียบสงบ ก้านหลังในเงามือมีสิ่งมีชีวิตตาแดงฉานหลบซ่อนอยู่มากมาย
“เฉียบขาดจริงๆค่ะ กองทัพอาชญากรตอนนี้กำลังโต้กลับดันทัพยักษ์ถอยล่นห่างกำแพงเมืองจันทราออกไปแล้ว” จีเอ็มสาวพากษ์ออกรสชาติ
“เป็นเวทมนต์ที่โกงมาก การใช้เวทมนต์ในสงครามไม่ได้ก็ไม่ต่างกับเสียแขนขา ภุชคินทร์ถือเป็นสัตว์อสูรที่น่ากลัวมากในเวลาสงคราม” จีเอ็มวิ๊งแซ่บเสริม
ขณะเดียวกันในสนามรบเกิดเหตุการณ์พลิกผันอีกครั้ง ลัสเตียน กุมภกรรณ อินทราชิต สดายุ และสัมพาทีได้ใช้เขตแดนสัตว์อสูรออกมาพร้อมกันด้วยผลสกิลเขตแดนสัตว์อสูรทำให้เหล่ากองทัพแข็งแกร่งขึ้นมา พละกำลังร่างกายเพิ่มขึ้นอีกหลายขั้น เวทมนต์ของผู้เล่นไม่สามารถทำร้ายหรือสร้างดาเมจใส่กองทัพยักษ์ได้สิ่งเดียวที่สร้างดาเมจใส่พวกมันได้คือการโจมตีปกติเท่านั้นถ้าให้เปรียบก็เหมือนฝ่ายยักษ์คือบัวขาวฝ่ายอาชญากรคือนักมวยวัดขึ้นสังเวียนมาชกกัน
แนวรับของกำแพงด้านตะวันตกถูกฝูงซาลามันเดอร์เข้ามาประชิดกับแนวรับของเหล่าอาชญากรแล้ว เหล่าผู้เล่นที่ได้สายอาชีพอัศวินและนักรบต่างพากันออกแนวหน้าตังกำแพงป้องกันสูงใช้ร่างกายและโล่ในมือเข้าปกป้องพวกพ้องเพราะพวกมีค่า STR มากที่สุดทำให้พลังกายมากกว่าผู้เล่นอาชีพสายอื่น
เพิร์จรีบออกไปแนวหน้าทันทีก่อนจะตะโกนสั่งการน้ำเสียงร้อนรน “เสริมกำลังแนวป้องกันด้านขวาเข้าไปอีก อย่าถอยไปมากกว่านั้น” ทว่าดูเหมือนสถานการณ์จะไม่เป็นใจอย่างที่เขาคิดเมื่อแนวรับเริ่มปริแตกมีรอยร้าวเหมือนเขื่อนที่กำลังจะพังทลาย
“ฟ้า...” เสียงของฮานะตะโกนลั่นเรียกหญิงสาว ฟ้าครามก้มลงมามอง ฮานะจึงรีบพูดขึ้นต่อ “ศิลาอยู่ไหน แนวรับของเราเอาไม่อยู่แล้ว แค่พลังการโจมตีกายภาพอย่างเดียวพวกเราเอาชนะพวกยักษ์และมังกรไม่ได้ จะให้พวกเราทำยังไงรีบบอกด้วย” ฟ้าครามหน้าเครียดก่อนจะตัดสินใจในสิ่งที่ชายหนุ่มได้สั่งไว้เมื่อครั้งที่เธอและเขาอยู่ในเขตแดนรัตติกาลตอนที่ปลดผนึกคาลิเนีย
ครืน......
เสียงอากาศสั่นสะเทือน ทุกสายตาหันไปมองด้านหนึ่งของสนามรบ บนทองฟ้าเห็นกองทัพหนึ่ง ทั้งหมดดูคล้ายมนุษย์แต่ด้านหลังมีปีกสีแดงเพลิงผิวกายสีขาวซีดจำนวนของกองทัพนั้นมีมากกว่าหนึ่งแสนและที่สะดุดตาคือพญาหงส์แดงและพยัคขาวขนาดตัวมหึมาที่ตะบึงเข้ามาสนามรบอย่างรวดเร็ว
วินาทีนั้นเองบนพื้นดินปรากฎวงเวทมนต์สีทองกินพื้นที่เท่าขนาดบริเวณอาณาเขตเมืองจันทรา แสงสีทองสว่างวาบสาดสูงขึ้นฟ้า
“น...นี่มันของนายท่าน” สัมพาทีพูดเสียงติดขัด
ตอนนั้นเองเสียงของฟ้าครามที่ร่ายบทสวดก็ดังขึ้นก้องกังวาล ทุกสายตาต่างเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวที่กำลังยืนบนเศียรพญานาคราวกับถูกมนสะกดตราตึงในอาภรณ์ท่วงทำนองอ่อนหวานและน้ำเสียงอ่อนช้อยนั้น
“จงนิทราจงหลับไหลอย่างเป็นสุข
ปิดดวงตาทอดกายาล้มลงนอน
ขอให้ฝันในสิ่งที่เจ้าใฝ่ฝัน
นครจันทราผู้ร่วงโรยกลับคืนสู่ผืน
พสุธา
ขอพระเเม่ธรณีโปรดเมตตารับดวง วิญญาณนครจันทราไว้โอบกอด
ซึ่งคลายสิ้นจากความโดดเดี่ยวและเดียวดาย
ข้าเทพีรัตติกาลขอผนึกนครจันทรา จากวันเป็นเดือนจากเดือนเป็นปี
หวังสุดท้ายขอฝันหวังมิให้เจ้าตื่นชัวนิรันดร”
อักขระเวทมนต์สีทองเคลื่อนเข้าหาเมืองจันทราตามสิ่งปลูกสร้างก่อนจะซึมหายเข้าไปวินาทีสิ้นแสงทุกสายตาต่างตลึง เมืองจันทรา ทั่วอาณาเขตบริเวณปรากฎคริสตัลสีทองคล้ายเพชรปกคลุมทุกสรรพสิ่งทั้งต้นไม้ พื้นดิน เมือง
เหล่าผู้เล่น ยักษ์ มังกร ต่างตลึงพบว่าตนเองยืนอยู่บนคริสตัลสีทองภายในมีอักขระเวทมนต์สีดำ
“อ้า...เออ” จีเอ็มทั้งสองอุทานออกมาอย่างลืมตัวแทบหยุดหายใจ
“ถอย................” เสียงหวานใสของฟ้าครามตะโกนลั่นบอกพรรคพวก “ถอยทัพ หนีไป คิดแค่เรื่องหนีเอาชีวิตรอดก็พอพวกเราในตอนนี้เอาชนะกองทัพยักษ์ไม่ได้ และกองทัพอื่นกำลังมาทำลายพวกเราอีก” ทว่าทุกคนกลับไม่ยอมถอยหรือทำตามคำสั่งของหญิงสาวพวกเขายังอยากจะสู้ แต่ทว่ากองทัพของพญาหงว์แดงและพยัคขาวก็กำลังมาถึง
เพิร์จกำหมัดกัดฟันแน่นสีหน้าของเขาบ่งบอกถึงความเจ็บปวดที่ใจ เจ็บปวดในความไร้พลังของตน เขาตัดสินใจทำสิ่งที่ยากที่สุด
“ถอย.....ทำตามที่นายหญิงบอก” เขาตะโกนลั่น “การถอยไม่ได้แปรว่าเราแพ้ เมืองจันทราไม่แตก รักษากำลังพลไม่เพี่ยมพล้ำถือว่าเราชนะ”
อดัมกระโดดขึ้นมายืนบนคริสตัลที่เป็นส่วนกำแพงเมือง “ไปกันได้แล้ว พวกเราขนย้ายอุปกรณ์จากห้องวิจัยเรียบร้อยแล้ว”
ฟ้าครามได้ยินแบบนั้นเจ้าหล่อนจึงออกคำสั่งต่อทันที “เพิร์จ อดัม หงอคง สัมพาที ฮารุ ฮานะ อยู่แนวหลัง รับหน้าทีสกัดกำลังของศัตรู ที่เหลือคิดแค่หนีเอาตัวรอดก็พอ” หญิงสาวหันไปสั่งภุชจัง “ภุชจังเราต้องรีบทำลายเขตแดน คิดว่าพอจะทำได้ไหม”
รับทราบ..... ทั้งหมดตอบรับเสียงเดียวกัน