บทที่ 42 หาที่ซ่อน
ยายหวังมองสภาพอันน่าสยดสยองตรงหน้า แต่กลับไม่โกรธ แถมยังหัวเราะออกมา เสียงหัวเราะของนางช่างน่าขนลุกเหมือนผีไม่มีผิด ในพื้นที่ปิดตายแบบนี้ ยิ่งฟังดูน่าเศร้าสลดใจ ผมกับไอ้หมูอ้วนได้แต่เอามืออุดหู มองหน้ากันไปมาโดยไม่ได้พูดอะไร
หลี่หมิ่น ยืนตัวสั่นเทาอยู่ข้างฝา เธอมองพี่สาวหวังซีที่ตอนนี้กลายเป็นยายหวังสุดแสนวิกลจริตด้วยความหวาดกลัว ได้แต่หันมามองผมด้วยแววตาขอร้อง ผมที่ได้กลิ่นเหม็นเน่า แต่กลับรู้สึกคอแห้งผาก อยากจะรวบรวมความกล้าเข้าไปพูดปลอบใจสักสองสามคำ แต่ก็ไม่รู้จะพูดอะไร
ในขณะที่พวกเรากำลังสู้กับเสี่ยวหง ลุงอวี้ก็ถือโอกาสตอนชุลมุน พาเจ้างูยักษ์มาทำลายทุกอย่างที่ยายหวังสร้างสมมาหลายปีจนพินาศย่อยยับ ไม่ว่าผลการต่อสู้จะเป็นยังไง ใครแพ้ใครชนะ นับจากวันนี้เป็นต้นไป ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่บ้านผีแห่งนี้ก็คือลุงอวี้
สุนัขจิ้งจอกเฒ่าตัวนั้นจัดการทุกอย่างได้อย่างง่ายดายพอคิดถึงเรื่องนี้ผมก็รู้สึกหนาวสันหลังวาบ ต่อไปต้องรับมือกับเจ้าจิ้งจอกเฒ่านั่นอีก คิดแล้วก็ใจคอไม่ค่อยดี เสี่ยวหงเคยบอกว่าลุงอวี้มีแต่กำลัง แต่ไม่มีสมอง เป็นแค่คนไร้ค่าดูเหมือนว่าเธอจะมองคนผิดไปหน่อยแล้ว
ตอนที่ผมเจอลุงอวี้กับเจ้างูที่โบสถ์ ผมน่าจะคิดได้ตั้งแต่ตอนนั้นแล้วว่ามันต้องขุดโพรงได้ น่าจะเตือนยายหวังไว้หน่อย ยายหวังเดินเหยียบเศษซากปรักหักพังไปที่หน้าโพรงงู ยื่นมือไปลองทิศทางลมใช้นิ้วปาดน้ำลายงูที่ยังเหลืออยู่ตรงปากรูแล้วหันกลับมาบอกพวกเราว่า
“โพรงนี้ทะลุไปถึงข้างนอก ข้างบนตอนนี้น่าจะกลายเป็นทะเลเพลิงไปแล้ว พวกเราก็ออกไปทางนี้เถอะ” พูดจบนางก็ก้าวเท้าเข้าไปในโพรงงู ผมให้ไอ้หมูอ้วนเดินตามยายหวังไปติด ๆ เพราะกลัวว่านางจะเป็นอะไรไป แล้วหันไปเรียกหลี่หมิ่น เด็กสาวมองทุกอย่างตรงหน้าด้วยความหวาดกลัว ผมได้แต่ส่ายหน้าถอนหายใจ แล้วจูงมือเล็ก ๆ ที่เย็นเฉียบของเธอเข้าไป
ในโพรงงูนี้กว้างใหญ่มาก เจ้างูยักษ์ของลุงอวี้อย่างมากก็ยาวแค่สิบเมตรช่วงตัวที่กว้างที่สุดก็แค่หนึ่งเมตร แต่มันกลับขุดโพรงได้กว้างถึงสองเมตร หรือว่าไม่กี่วันที่ไม่ได้เจอกัน มันจะตัวโตขึ้นอีกเยอะแล้วนะ
ตั้งแต่ที่ร่วมมือกับยายหวัง ผมก็คิดมาตลอดว่าอาวุธสำคัญที่จะใช้รับมือกับเจ้างูยักษ์ตัวนี้ก็คือ ดักแด้หนอนไหมกับแมงมุมของยายหวัง ไม่คิดว่าวันนี้จะถูกทำลายจนหมดสิ้น
ส่วนลุงอวี้นะ แค่เอาอิฐทุบก้อนเดียวก็เรียบร้อยแล้วแต่เจ้างูยักษ์ ที่เก่งกาจแบบนี้จะจัดการกับมันยังไงดี ผมมองหลี่หมิ่นที่ทำท่างง ๆ ไม่พูดไม่จาอยู่ด้านข้าง ถ้าร่างกายของเธอยังอยู่ด้วยฝีมือและพละกำลังอันมหาศาลของศพก็คงสู้กับเจ้างูยักษ์ได้อย่างสูสี
ปัญหาตอนนี้ก็คือดักแด้หนอนไหมของยายหวังโดนทำลายไปแล้ว แล้วจะแก้พิษกู่ให้ไอ้หมูอ้วนได้ยังไง หลี่หมิ่นดูเหมือนจะรู้สึกถึงความกังวลในใจของคนที่อยู่ข้าง ๆ เธอเงยหน้าขึ้นมองผมด้วยดวงตาที่เป็นประกาย
ตอนนี้ร่างวิญญาณของหลี่หมิ่นก็เตี้ยกว่าไหล่ผมนิดหน่อย พอโดนแววตาบริสุทธิ์ของเธอมอง แววตาที่แสนไร้เดียงสาของเด็กน้อย เมื่อเทียบกับแววตาสกปรก มองแต่ผลประโยชน์ของผมแล้วก็รู้สึกประหม่าขึ้นมาทันที ผมจึงรีบหลบสายตาก้าวเท้าเดินต่อไปข้างหน้า
โพรงงูนี้ยาวไม่ถึงห้าสิบเมตร ไม่นานพวกเราก็โผล่ออกมาจากพงหญ้า ไฟที่ลุกไหม้อยู่ไม่ไกล ได้เผาผลาญบ้านเรือนแถวนั้นกลายเป็นทะเลเพลิงไปหมดแล้ว โชคดีที่อาคารบ้านเรือนส่วนใหญ่ในสือฟางสร้างด้วยหิน จึงช่วยสกัดกั้นไม่ให้ไฟลุกลามไปไกลกว่านี้ได้
ยายหวังหรี่ตามองแต่กลับไม่แสดงสีหน้าโศกเศร้าเสียใจออกมาแม้แต่น้อย เธอมองอยู่นานแล้วจึงหันกลับมามองพวกเรา
“จริง ๆ แล้ววันนี้ ยายแก่นี่ดีใจมาก ได้เจอหน้าน้องสาวอีกครั้ง นับว่าสมปรารถนาสูงสุดในชีวิตแล้ว” ยายหวังพูดพลางจับมือหลี่หมิ่นไว้ แววตาเต็มไปด้วยความรู้สึก เธอพูดแล้วก็มองผม สุดท้ายสายตาก็มาหยุดอยู่ที่ไอ้หมูอ้วน
“แต่ฉันก็ยังรู้สึกเสียใจอยู่บ้าง เดิมทีสัญญากับเสี่ยวจื่อไว้ว่าจะช่วยเพื่อนของเขาแก้พิษกู่ ตอนแรกก็คิดว่าจะสำเร็จแล้วกลับโดนเฒ่าอวี้คนชั่วคนนั้นทำลายจนหมดสิ้น ตอนนี้พวกเราทำได้แค่ฝากความหวังทั้งหมดไว้ที่เส้นทางออกจากเมืองนี้เท่านั้น” ยายหวัพูดพลางหยิบเศษกระจกออกมาสองแผ่น แผ่นทองแดงของกระจกหยินนี้ เหลือแค่ส่วนที่เป็นมุมซ้าย ภายใต้แสงไฟ มันเปล่งประกายสีฟ้าอ่อนออกมา
“พวกเราต้องรวบรวมชิ้นส่วนที่อยู่ในมือของลุงอวี้ให้ครบ แล้วตามหาทางเข้าสุสาน แบบนั้นพวกเราก็จะกลับไปยังโลกปกติได้ ถึงตอนนั้น ยายแก่นี่ขอสัญญากับพวกเธอว่าจะต้องตามหาตัวไหมกู่มาช่วยเพื่อนของเธอถอนพิษให้ได้” ยายหวังพูดกับพวกเราด้วยสีหน้ารู้สึกผิด
ผมก็รู้สึกเสียดายอยู่บ้าง คนเราคิดการณ์ใดก็สู้ฟ้าลิขิตไม่ได้ ส่วนไอ้หมูอ้วนกลับมองโลกในแง่ดี มันโบกมือไปมาแล้วพูดว่า
“คราวที่แล้ว ยายกับฮ่าวจื่อ ก็ช่วยฉันจากเสี่ยวหงมาได้แล้ว นับว่าหายกันแล้วละ ถ้าออกจากเมืองนี้ไปได้ก็ดี ถ้าออกไปไม่ได้ ต้องให้ฉันอยู่อย่างพวกแก ไม่รู้วันรู้คืนอยู่ไปอีกเป็นร้อย ๆ ปี แถมไม่มีผู้หญิงซะด้วย ฉันไม่มีความอดทนขนาดนั้นหรอก ให้ฉันตาย ๆ ไป แล้วเกิดใหม่ดีกว่า สาธุ พระแม่มารี” พูดจบยังทำท่าประนมมืออีก
“ไปไกล ๆ เลย ท่าสำนักวัดเส้าหลิน” ผมถีบก้นตึง ๆ ของมันไปทีหนึ่ง “พูดอะไรอัปมงคล มีชีวิตอยู่ดีกว่าตาย ฉันจะต้องพาพวกเราออกจากหมู่บ้านผีบ้านี่ให้ได้ โลกภายนอกน่ะน่าอยู่จะตาย ฉันอายุสิบเก้าปี ยังไม่เคยได้จับมือแฟนเลย ฉันยังอยากมีชีวิตอยู่ไปอีกห้าร้อยปี”
ไอ้หมูอ้วนได้ยินแล้วรู้สึกคุ้นหู กำลังจะร้องเพลงประกอบละครจักรพรรดิคังซี ผมรีบห้ามมันไว้ สถานการณ์ตอนนี้ต้องให้ยายหวังเป็นคนตัดสินใจ
“ยาย ตอนนี้ต้องตัดสินใจแล้ว พวกเราต้องหาที่ซ่อนตัวก่อน ถึงค่อยวางแผนกันต่อไป” ยายหวังเองก็คิดแบบนั้น นางคิดอยู่ครู่หนึ่ง ที่เรียกว่ากระต่ายฉลาดต้องมีสามรู ถ้าไม่มีแผนสำรองไว้บ้าง จะอยู่รอดในหมู่บ้านผีที่แย่งชิงกันอย่างดุเดือดแบบนี้ได้ยังไง
“ศาลาต้นหลิว” ยายหวังพูดพลางมองท้องฟ้าที่เริ่มสาง ต่อสู้กันครึ่งคืน เผาผลาญกันอีกครึ่งคืน ตอนนี้หมอกในหมู่บ้านจางลงไปบ้างแล้ว เผยให้เห็นเมฆหมอกสีเทาของท้องฟ้าในเวลากลางวัน
ซุ้มต้นหลิวชื้น ๆ แบบนั้นมีชื่อเรียกไพเราะแบบนี้ด้วยเหรอ ผมยิ่งรู้สึกนับถือยายแก่นี่มากขึ้นทุกที ในบรรดาคนเป็นสามคนที่อยู่ในหมู่บ้านผีแห่งนี้ เท่าที่ได้สัมผัสมายายหวังถือว่าปกติที่สุด ในเมื่อตกลงกันได้แล้วก็ไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลง รีบเผ่นดีกว่าต้องคอยหลบ ๆ ซ่อน ๆ ป้องกันไม่ให้ถูกฝูงหมาป่าไล่ล่า
โชคดีที่ตลอดทางไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ตอนที่ฟ้าสาง พวกเราสามคนกับหนึ่งผีก็ซ่อนตัวอยู่ในโพรงใต้ต้นหลิวแล้ว ที่นี่เหมือนเดิมทุกอย่าง ด้านบนมีกำแพงหักพัง ด้านล่างมีม่านน้ำและสาหร่ายสีเขียว
“ที่นี่มีที่แบบนี้อยู่ด้วยเหรอ” ไอ้อ้วนเพิ่งเคยมาที่นี่เป็นครั้งแรกถึงกับเอ่ยปากชื่นชม ส่วนหลี่หมิ่นเดินไปเดินมาสัมผัสไปทั่ว
ยายหวังวางถุงผ้าและเศษกระจกหยินไว้บนโต๊ะหิน ในถุงผ้ามีพวกยาเม็ดกับลูกกลม ๆ สีดำ นางให้ผมกับไอ้หมูอ้วนกินยาคนละเม็ด เพื่อป้องกันความชื้นและบำรุงร่างกาย นางก็ทานยาไปด้วยแล้วก็นั่งทำสมาธิ อยู่ด้านข้าง
ผมกับไอ้หมูอ้วนไม่ได้ฝึกวิชาอะไรพวกนั้น แต่พอกินยาเข้าไปก็รู้สึกมีเรี่ยวมีแรงขึ้น อาการปวดเมื่อยก็บรรเทาลงไปมาก ไอ้หมูอ้วนหาที่สะอาด ๆ นอนลงไม่นานก็หลับเป็นตาย