ทัพไท่หยางแตกพ่ายย่อยยับในการศึกที่เยว่หลิงแต่การสู้รบตรงส่วนอื่นของแม่น้ำต้าเฉอก็ยังคงดำเนินต่อไปอย่างไรก็ตามเมื่อขาดกุนซือหยางไปแล้ว ทัพไท่หยางก็เริ่มตกเป็นรองถึงแม้ว่าพวกเขาจะยังมีแม่ทัพมากฝีมืออยู่อีกหลายคน แต่พวกเขาก็มิใช่คู่มือของที่ปรึกษาใหญ่แห่งทัพหลงทว่าที่ปรึกษาคนสำคัญผู้นั้นก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะจัดการศัตรูให้เด็ดขาดไป
ส่วนทางด้านทัพของมู่เฟิงเทียนหลังจากได้ชัยเหนือทัพไท่หยางแล้วก็ตั้งค่ายขึ้นที่ริมฝั่งน้ำต้าเฉอเฝ้ารักษาการณ์ชายแดนอยู่อย่างสงบ ไม่มีทีท่าว่าจะเคลื่อนพลเข้ายึดหัวเมืองแคว้นไท่หยางเลยแม้แต่น้อย
“และที่แปลกที่สุดก็คือในการประชุมขุนนางประจำวัน ไม่มีหัวข้อเกี่ยวกับการศึกระหว่างไท่หยางเลยเจ้าค่ะที่พูดถึงกันก็มีแต่เรื่องการศึกที่หลงซานเท่านั้นซึ่งสุดท้ายฮ่องเต้ก็มีรับสั่งให้ตระกูลหยางรับผิดชอบการศึกทางด้านนั้นไปบ่าวได้ยินว่าคุณชายหยางต้าหลงถูกเรียกตัวกลับจากทุ่งหญ้าเป็นการด่วนด้วยเจ้าค่ะ”
ดรุณีน้อยในชุดกระโปรงสีชมพูหวานรายงานเนื้อความที่สตรีเช่นนางไม่สมควรจะรับรู้อย่างไม่มีติดขัดใบหน้าเล็กๆ ก้มต่ำไม่มองสบตากับผู้เป็นนาย สีหน้าเรียบนิ่งปรากฏเพียงรอยยิ้มบางๆตามที่ได้รับการอบรมมาแต่เล็ก สองมือประสานกันไว้ที่หน้าท้องท่าทางเรียบร้อยสมกับเป็นสาวใช้ในวังอ๋องอย่างยิ่ง
เบื้องหน้าของสาวใช้ผู้นั้นเป็นฉากกั้นลวดลายวิจิตรบดบังสายตาของนางไม่ให้มองเห็นผู้ที่อยู่อีกฟากหนึ่งของฉากกั้นได้ เสียงน้ำกระฉอกดังเบาๆบ่งบอกให้ทราบว่าผู้ที่อยู่หลังฉากกั้นกำลังเคลื่อนไหว
“อืม...”
ร่างอวบอิ่มที่แช่ตัวอยู่ในน้ำลอยกลีบดอกไม้หอมกรุ่นส่งเสียงครางออกมาเบาๆหัวคิ้วของนางขยับเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนจะคลายออกริมฝีปากสีแดงสดเหยียดยิ้มยามกล่าวว่า
“คนจากเขามรกตรักสงบเหมือนในข่าวลือจริงๆคำร้องจากทางการคือให้เขาช่วยปกป้องชายแดนไม่ให้ถูกตีแตกนี่ก็นับว่าเขาได้ทำตามคำร้องขอนั้นอย่างไม่บกพร่อง ส่วนฝ่าบาท...”
กล่าวถึงตรงนี้รอยยิ้มของนางก็แย้มกว้างกว่าเดิม“ข้าเชื่อว่าพระองค์ทรงมีแผน...”
‘และไม่แน่ว่าบางทีนั่นอาจจะเป็นแผนปัดกวาดราชสำนักก็เป็นได้’
นางต่อประโยคของตนในใจพลางขัดถูเรียวแขนของตนอย่างอ้อยอิ่งความจริงแล้วสตรีเช่นนางไม่สมควรยุ่งเกี่ยวเรื่องการเมืองแต่เพราะญาติส่วนใหญ่ของนางมีแต่พวกหวังสมบัติ สนใจแต่ผลประโยชน์ของตัวเองไม่ได้ใส่ใจต่อภาระหน้าที่ในฐานะคนตระกูลหลินเลยแม้แต่น้อยและบรรดาพี่น้องที่ไม่ร่วมสงครามแย่งชิงสมบัติในตระกูลส่วนใหญ่แล้วหากไม่ใช่เด็กเล็กๆ ก็เป็นพวกที่ไม่ชอบยุ่งเกี่ยวกับเรื่องวุ่นวายซึ่งคนกลุ่มหลังนี้หากไม่หนีไปบวชก็ชิงหนีออกจากบ้านไปนานแล้ว
“จะว่าไป...น้องแปดกลับมาแล้วสินะ”
พอคิดถึงพวกรักสงบที่ทิ้งให้นางต้องสู้รบกับบรรดาอนุชายาของบิดาแล้วหญิงสาวก็พลันนึกถึงคนผู้หนึ่งขึ้นมาแม้จะมีมารดาคนละคนกัน แต่เขาก็ได้ชื่อว่าเป็นน้องชายของนางน้องแปดผู้นี้เบื่อหน่ายการชิงดีชิงเด่นกันภายในวังและวันหนึ่งเขาก็หายตัวไปพร้อมกับบ่าวคนสนิท มีเพียงจดหมายวางทิ้งไว้บอกว่าจะออกเดินทางหาประสบการณ์เหมือนกับพี่ใหญ่ซึ่งพี่สาวคนดีอย่างหลินอวี้เหมยก็ไม่คิดขัดอะไร แต่ใครจะคาดว่าเจ้าเด็กตัวแสบจะไปสมัครเป็นทหารในกองทัพ
“แถมยังเจ็บหนักกลับมาอีก...ใช้ไม่ได้เลยจริงๆ”
นางบ่น พลางถอนหายใจนัยน์ตาสีเงินหม่นแสงลงเล็กน้อยเมื่อนึกถึงอาการบาดเจ็บของผู้เป็นน้องชาย
ฝ่ายสาวใช้ทั้งหลายเมื่อได้ยินนายหญิงกล่าวเช่นนั้นก็มิได้แปลกใจกับคำพูดเฉยชานั่นแม้แต่น้อยเนื่องจากพวกนางล้วนทราบดีว่าท่านหญิงรองหลินอวี้เหมยรักและเป็นห่วงน้องชายผู้นี้มากเพียงใด และที่นางกล่าวถึงอาการบาดเจ็บของเขาก็เท่ากับเป็นคำถามว่า“อาการของเขาเป็นเช่นไรบ้าง” นั่นเอง
“ท่านหมอหลวงกล่าวว่าอาการของท่านอ๋องไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงเจ้าค่ะพักสักสองสามเดือนก็น่าจะกลับมาแข็งแรงดังเดิมแล้ว ท่านหมอยังกล่าวอีกว่า ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าท่านหมอเทวดาเซี่ยได้ทำการรักษาท่านอ๋องจนพ้นขีดอันตรายแล้วจึงค่อยส่งตัวกลับมาเจ้าค่ะ”
นางเรียกขานน้องชายของหลินอวี้เหมยว่า“ท่านอ๋อง” เพราะเด็กหนุ่มรับสืบทอดตำแหน่งอ๋องมาจากผู้เป็นบิดาเช่นเดียวกันกับพี่ชายน้องชายคนอื่นๆ ที่กลายเป็น “หลินอ๋อง” เหมือนกันทุกคนสำหรับแคว้นหลงแล้ว “หลินอ๋อง” ในปัจจุบันนั้นเป็นตัวตนที่แปลกประหลาดและทรงอำนาจอย่างมากพวกเขาไม่ใช่เชื้อพระวงศ์แต่มีอำนาจเทียบเท่ากับอ๋องที่มาจากเชื้อพระวงศ์มีเมืองและกองทัพเป็นของตัวเองยิ่งไปกว่านั้นยังมีสิทธิ์และศักดิ์เทียบเท่ากับขุนนางชั้นสูงสุด เป็นรองเพียงฮ่องเต้ กับอัครมหาเสนาบดีซ้ายขวา[1]เท่านั้นหน้าที่ของ “หลินอ๋อง” คือการปกป้องแคว้นหลงจากภยันตรายทั้งปวง เป็น
ผู้พิทักษ์ของแคว้นที่ไม่อาจคิดทรยศต่อบ้านเมืองได้
“ส่งคนไปติดต่อแม่สื่อให้น้องแปดด้วย”
หลินอวี้เหมยกล่าวเพียงสั้นๆนางคิดว่าในเมื่อน้องแปดกลับมาแล้วก็สมควรจะกราบไหว้ฟ้าดินกับคู่หมั้นเสียให้เรียบร้อยพวกสกุลเทียนจะได้ไม่มีข้ออ้างมาตำหนิตระกูลของนางได้และเด็กสาวจากเมืองหลงซานผู้นั้นก็จะได้ไม่ถูกฮูหยินใหญ่สกุลเทียนล้างสมองไปมากกว่านี้
มือเรียวขาวของท่านหญิงรองแห่งวังหลินกรีดกรายอยู่ท่ามกลางไอน้ำสีขาวปลายนิ้วเรียวที่จรดลงบนผิวน้ำนั้นขยับไปมาคล้ายกำลังขีดเขียนอะไรบางอย่างดวงตาคู่งามหรี่ลงเล็กน้อยอย่างใช้ความคิดระหว่างนั้นก็มีเสียงของสาวใช้เอ่ยรับคำดังมาจากอีกฟากหนึ่งของฉากกั้นอย่างไรก็ตามพวกนางก็หาได้ออกไปจากห้องไม่
“จะว่าไปแล้ว...ขบวนสินค้าร้านเลี่ยงเลี่ยงเป็นอย่างไรบ้าง?”
หลินอวี้เหมยหมายถึงร้านค้าอันเป็นกิจการลับๆที่นางได้รับสืบทอดต่อมาจากบิดา สถานะที่แท้จริงของร้านค้าแห่งนี้มีเพียงนางกับพี่ชายใหญ่เท่านั้นที่ทราบ เดิมเขากับนางช่วยกันบริหารงานแต่ตอนนี้เขาชิงหนีไปเป็นจอมยุทธ์พเนจรเสียแล้ว ปล่อยให้นางต้องรับมือกับเรื่องน่าปวดหัวเพียงลำพัง
“หนึ่งขบวนอยู่ในเฟิ่งหวงและกำลังจะเข้าสู่เขตแคว้นเสวี่ยอีกหนึ่งขบวนพักอยู่ที่จุดพักสินค้านอกด่านเจ้าค่ะ”
ขบวนสินค้าทั้งสองขบวนออกเดินทางไปก่อนที่เฟิ่งหวงจะทำการโจมตีตลบหลังแคว้นหลงนั่นทำให้ขบวนสินค้าทั้งสองกลายเป็นหมากชั้นดีสำหรับหลินอวี้เหมย
“ให้พวกเขากระจายข่าวความพ่ายแพ้ของทัพไท่หยางออกไปโดยเฉพาะข่าวการตายของแม่ทัพและขุนพลคนสำคัญยิ่งเสริมแต่งให้ไท่หยางสูญเสียมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น”
หญิงสาวสั่งการด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยนิ้วเรียวยังคงตวัดวาดอะไรบางอย่างบนผิวน้ำที่เต็มไปด้วยกลีบผกาสีสวยริมฝีปากสีชาดสั่งการต่อไปว่า
“ส่วนที่ชายแดนเฟิ่งหวงกับเสวี่ย...นอกจากข่าวของไท่หยางแล้วให้ปล่อยข่าวเพิ่มไปอีกว่าแม่ทัพหยวนไฉ่ทุ่มเทกำลัง และความสนใจทั้งหมดไปกับการสำรวจป่าหงหลงหาได้ใส่ใจการศึกสงครามไม่ ส่งผลให้พวกเขาเพลี่ยงพล้ำแก่ทหารแคว้นหลง จนแตกพ่ายไปในที่สุด”
“แต่นั่นจะมิเป็นการทำลายชื่อเสียงของกองทัพแคว้นหลงหรือเจ้าคะ?”
สาวใช้ผู้มีหน้าที่เป็นสายข่าวให้กับผู้เป็นนายอดไม่ได้ที่จะถามออกมานางพอจะเข้าใจว่าท่านหญิงต้องการแพร่ข่าวลือออกไปว่า
ไท่หยางอ่อนแอกว่าแคว้นหลง แต่การให้ข่าวออกไปว่าสาเหตุที่ทำให้
แม่ทัพหยวนไฉ่แห่งไท่หยางต้องพ่ายแพ้ เป็นเพราะการมุ่งสำรวจป่า
หงหลงจนไม่ทันระวังทัพหลงเท่าที่ควรนั้น สำหรับนางแล้ว มันเป็นข่าวที่ไม่เอื้อประโยชน์ต่อแคว้นสักเท่าไหร่
“แคว้นหลงไม่จำเป็นต้องแข็งแกร่งในสายตาของผู้อื่น”
หญิงสาวเจ้าของนัยน์ตาสีเงินกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย
“สิ่งที่ข้าต้องการคือไท่หยางที่อ่อนแอและมีพิรุธเท่านั้น”
ขบวนพ่อค้าจากต่างแดนถือเป็นเครื่องมือกระจายข่าวลือชั้นเยี่ยมเป็นที่รู้กันดีว่าพ่อค้าเดินทางไปทุกที่ และมีหูตาอยู่ทุกแห่ง แม้แต่สายข่าวของแคว้นต่างๆยังไม่อาจดูเบาข่าวจากขบวนสินค้าได้ การสร้างข่าวลือว่าแคว้นไท่หยางกำลังตกเป็นรองแคว้นหลงและสูญเสียกำลังสำคัญไปมากมายนั้นมีจุดประสงค์เพื่อปลุกปั่นให้ชนเผ่าเร่ร่อนในทุ่งหญ้ารวบรวมกำลังพลบุกโจมตีไท่หยางคนเหล่านั้นต้องการจะทวงคืนแผ่นดินเกิดของตนอยู่นานแล้ว หากพวกเขาทราบว่าทัพไท่หยางกำลังเพลี่ยงพล้ำให้แก่หลงย่อมต้องไม่ปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไปอย่างแน่นอน
ส่วนข่าวเรื่องพฤติการณ์ไม่ชอบมาพากลของทัพไท่หยางในความดูแลของแม่ทัพหยวนไฉ่นั้นความจริงแล้วเป็นเพียงเรื่องที่นางกุขึ้นเพื่อสร้างความหวาดระแวงให้กับแคว้นใหญ่อีกสองแคว้นขึ้นชื่อว่าป่าหงหลงไม่ว่าจะอย่างไรก็ดึงดูดความสนใจของสี่แคว้นใหญ่ได้เป็นอย่างดี
หมากตานี้ของหลินอวี้เหมยนับว่ามีความเสี่ยงอยู่บ้างแต่มันก็คุ้มที่จะเสี่ยง หากโชคดีไท่หยางจะต้องผจญกับศึกทางการทูตจากแคว้น
เฟิ่งหวงและเสวี่ย ในขณะที่หลงเองก็คงจะส่งทูตไปเจรจาในเร็วๆ นี้อย่างแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้นแคว้นเฟิ่งหวงกับเสวี่ยเองก็คงไม่เคลื่อนไหวทางการทูตเพียงอย่างเดียวแน่หลินอวี้เหมยเชื่อว่าเมื่อข่าวลือของนางแพร่ออกไป ไท่หยางจะต้องเผชิญกับกองทัพสายลับจนวุ่นวายเป็นแน่
อย่างไรก็ตามหญิงสาวคงคาดไม่ถึงว่าข่าวลือที่แทบจะไม่มีมูลความจริงของนางนั้นใกล้เคียงกับความจริงมากถึงขั้นที่ไท่หยางต้องแตกคอกับพันธมิตรลับๆ ของตนเลยทีเดียว
[1] หมายถึงอัครมหาเสนาบดีฝ่ายพลเรือนกับอัครมหาเสนาบดีฝ่ายทหาร