การกลับมาของจอมปราชญ์ศักดิ์สิทธิ์

    ลัทธิมาร

            ภายในห้องโถงเต็มไปด้วยโลหิตศพมากมายนอนอยู่ที่พื้นหากเป็นเมื่อก่อนมีหรือที่อดีตประมุขและเมี่ยวอิงเยว่จะกล้าลงมือขนาดนี้ แต่เพราะหยุนเหยาจับตาดูอยู่พวกนางไม่กล้าใจอ่อนจะต้องโหดเหี้ยมแม้จะทำให้หุบเขาเฟยเซียงอ่อนแอลงในช่วงนี้ก็ดีกว่าถูกทำลาย

            “นี่มัน”ฉินอู่เหยามองภาพตรงหน้าด้วยสีหน้าไม่อยากเชื่อเพื่อศิษย์คนหนึ่งทั้งสองครึ่งเซียนลงมือสังหารผู้อาวุโสสำนักไปหลาย10 คน ระดับตัดวิญญาณเกือบ 10 คนที่เหลือระดับวิญญาณอีก

            “ครั้งนี้ถือเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดูในอนาคตใครกล้าคิดฝ่าฝืนกฎและทรยศสำนักจุดจบที่ต้องพบจะต้องเป็นแบบนี้”เมี่ยวอิงเยว่กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา

            “พวกเจ้าทำแบบนี้กับข้าได้ยังไงเพื่อสำนักข้าได้ลงแรงไปเท่าไหร่และเพื่อเจ้าข้าต้องอดทนจนถึงตอนนี้แต่เจ้ากลับคิดจะสังหารข้า”จางหลี่นั้นยังไม่ตายแต่ก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสมาก

            “เพื่อสำนักจางหลี่ข้านั้นจับตาดูเจ้ามาหลายปี คนอื่นอาจจะมองไม่ออกแต่ข้ามองออกหลายครั้งเจ้ามักจะนำผลประโยชน์ที่ควรเป็นของสำนักไปให้ตระกูลจางแอบยักยอกสมุนไพรและเม็ดยาของสำนักไปจำนวนมากนี่เหรอที่เพื่อสำนักส่วนเรื่องของข้า ข้าจำเป็นต้องให้เจ้ามาทำเพื่อข้างั้นเหรอ ข้าขอบอกเอาไว้เลยนะสำหรับข้าเจ้านั้นไม่คู่ควรกับข้า” เมี่ยวอิงเยว่กล่าว

            “ดีดี ดีมาก เจ้าทำให้ข้าประหลาดใจจริงๆ ในเมื่อเจ้าไม่เห็นความรู้สึกของข้าอยู่ในสายตาถ้างั้นวันนี้ข้าจะเปลี่ยนสำนักให้กลายเป็นสุสานของคนทั้งหมด”จางหลี่คำรามพร้อมกับนำเม็ดยาสีแดงโลหิตกลืนเข้าไป

            พริบตาร่างของจางหลี่ก็แผ่กลิ่นอายแห่งความตายออกมาดวงตากลายเป็นสีแดงฉานสีผิวซีดขาว

            “นั่นมันอะไรกัน”เหล่าผู้อาวุโสที่เห็นพากันตกใจรูปร่างของจางหลี่เริ่มที่จะเปลี่ยนไปไม่เหมือนกับมนุษย์เลย

            “นี่เจ้าฝึกฝนวิชามารโลหิตงั้นเหรอ”เมี่ยวอิงเยว่ตกใจ

            “อะไรนะวิชามารโลหิตจางหลี่ถึงกับเป็นคนของลัทธิมารพวกนั้นงั้นเหรอ” อดีตประมุขตกใจ

            “หนี้แค้นในวันนี้สักวันพวกข้าจะกลับมาแก้แค้น”จางหลี่ดูดกลืนโลหิตจากศพทั้งหมดในห้องโถงเข้าไปทำให้พลังเทียบได้กับครึ่งเซียนขั้นต้นทันทีแต่ถึงแบบนั้นจางหลี่ก็ไม่ได้โง่ต่อสู้กับครึ่งเซียนถึงสองคน

            “คิดจะหนี”เมี่ยวอิงเยว่ไม่คิดจะปล่อยอีกฝ่ายไปอยู่แล้วโจมตีวิชาเมฆาเหมันต์ออกไปคิดจะหยุดอีกฝ่ายเอาไว้

            “สายไปแล้วพวกเราไป” ด้านหลังของจางหลี่ปรากฏวังวนโลหิตขึ้นมาจางหลี่และจางไถต่างก็ถอยเข้าไป

            “เรื่องนี้ไม่ง่ายแล้วหากลัทธิมารปรากฎขึ้นอีกครั้งดินแดนแห่งนี้จะต้องอยู่ในความโกลาหล” อดีตประมุขกล่าว

            “เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆจำเป็นต้องแจ้งให้สำนักทั้งหมดในแดนมนุษย์รู้เพื่อเตรียมป้องกันเอาไว้ข้าเชื่อว่าในแต่ละสำนักจะต้องมีสายของพวกมันแน่”เมี่ยวอิงเยว่กล่าว

            “ท่านประมุขกล่าวถูกแม้ตอนนี้จะต้องตรวจสอบผู้อาวุโสและศิษย์ทุกคนก็ต้องทำไม่งั้นหากพวกชั่วช้าพวกนี้วางแผนใหญ่ขึ้นมาพวกเราจะป้องกันได้ยาก”เหล่าผู้อาวุโสพากันกังวลขึ้นมา

            เมื่อหลายหมื่นปีก่อนลัทธิมารนั้นปรากฏและเข้าโจมตีกองกำลังต่างๆของแดนมนุษย์แดนวิญญาณและแดนเซียนทำให้ตอนนั้นผู้คนจำนวนมากล้มตายสำนักและนิกายถูกทำลายไม่รู้ว่าต้องมีกี่ชีวิตที่ต้องถูกพวกลัทธินำไปบูชายัญ

            “ในตอนนั้นจอมปราชญ์ได้รวบรวมกำลังคนทั้งหมดในแดนเซียนวางแผนต่อสู้กับพวกลัทธิมารจนสุดท้ายทำให้อีกฝ่ายบาดเจ็บสาหัสและกองกำลังถูกทำลายหนีหายไปไม่คิดว่าหมื่นปีต่อมาจะปรากฎอีกครั้ง” อดีตประมุขกล่าว

            “แล้วเราจะเอายังไงกับตำแหน่งศิษย์สืบทอด”ผู้อาวุโสตระกูลฉินมองไปยังฉินอู่เหยาเพราะในบรรดาศิษย์นางคือคนที่เหมาะสมที่สุด

            “ศิษย์ของข้ายังไม่ตายท่านเซียนได้ช่วยเอาไว้แล้วและอีกไม่นานจะกลับมา” เมี่ยวอิงเยว่กล่าว

            “หรือว่าอาจารย์ของเขากลับมาแล้ว”ต้วนซิวเอ๋อตกใจ

            “อืมเขาปรากฏตัวต่อหน้าพวกเรา และเป็นเขาที่ต้องการคำอธิบายข้าจึงต้องลงมือโหดเหี้ยมไม่งั้นสำนักพวกเราคง.....”อดีตประมุขกล่าว

            “เป็นเซียนจริงๆงั้นเหรอ”ผู้อาวุโสคนหนึ่งรู้สึกเชื่อได้ยาก

            “เจ้าอยากจะลองเจอดูใหมละขนาดข้าอยู่ต่อหน้านางข้ายังขยับตัวไม่ได้แม้แต่ยืนก็ยืนไม่ได้เลย” อดีตประมุขคำราม

            “นี่!!!!!!!!!!”ใบหน้าของผู้อาวุโสหลายคนซีดลง

            “ไหนๆแล้วข้าจะบอกความจริงให้ก็ได้ที่ข้ารับอู๋เซิ่งเป็นศิษย์สืบทอดเพราะต้องการจะรั้งเขาให้อยู่ในสำนักพวกเรา ขอแค่มีเขาอยู่เราก็จะเหมือนมีเซียนคอยปกป้องแต่ใครจะคิดว่าพวกสวะพวกนี้จะลงมือโหดเหี้ยมกับอู๋เซิ่งแบบนี้โชคดีที่อู๋เซิ่งยังไม่เป็นอะไรงั้นละก็ทั้งข้าและพวกเจ้าคงไม่ได้ยืนหายใจอยู่ตรงนี้หรอก”เมี่ยวอิงเยว่กล่าว

            “เรื่องนี้เอาไว้ก่อนรีบแจ้งข่าวไปยังสำนักต่างๆเถอะเรื่องนี้จะช้าไม่ได้”อดีตประมุขกล่าว

            อย่างช้าๆเวลาผ่านไปหลายวันหลังจากข่าวที่คนของลัทธิมารปรากฎตัวขึ้นทำให้แดนมนุษย์สั่นสะเทือนในแดนมนุษย์นั้นประกอบไปด้วย 9 สำนักแต่คนที่คุมอำนาจของแดนมนุษย์กลับไม่ใช่ 9สำนักแต่เป็นจ้าวดินแดน จ้าวดินแดนคือบุคคนที่รับหน้าที่ดูแลปกป้องแดนมนุษย์ซึ่งระดับพลังของเขานั้นลึกลับอย่างมาก

            ในตอนนี้หลังจากข่าวกระจายออกไปสำนักทั้ง9 ก็เริ่มเคลื่อนไหวเพราะพวกเขานั้นให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก แม้แต่จ้าวดินแดนที่มักจะไม่ยุ่งกับความขัดแย้งของสำนักทั้ง9 ก็ยังออกคำสั่งให้ตรวจสอบอย่างจริงจัง

            ขณะเดียวกันอู๋เซิ่งอยู่กับหยุนซานและหยุนเหยาไม่เพียงแต่แข็งแกร่งขึ้นความรู้ใหม่ๆอู๋เซิ่งก็ได้รับมาอย่างต่อเนื่อง

            “ท่านปู่หยุนตอนนี้พิษทั้งหมดในร่างกายของท่านหายจนหมดแล้วพลังของท่านน่าจะฟื้นฟูได้สัก 8 ใน 10 ส่วนแล้วใช่หรือไม่” อู๋เซิ่งตรวจสอบร่างกายของอีกฝ่ายเป็นครั้งสุดท้าย

            “ใช่แล้วหลายวันมานี้ได้เจ้าช่วยเหลือจึงขจัดพิษที่ซ่อนอยุ่ทั้งหมดในร่างออกหมดแล้วคงถึงเวลาที่ข้าจะต้องกลับตระกูลหยุนแล้ว”หยุนซานกล่าว

            “ตอนแรกคิดว่าจะใช้เวลา1-2 ปี แต่ไม่คิดว่าน้องอู๋เซิ่งจะช่วยประหยัดเวลาได้มากขนาดนี้” หยุนเหยายิ้ม

            ยิ่งอยู่ด้วยกันนางยิ่งพบว่าอู๋เซิ่งมีความสามารถมากมายเขาทำได้ทุกอย่างไม่ว่าจะปรุงยา สร้างค่ายกล วาดยันต์ หลอมอาวุธ

            “ข้าเห็นหอกของเจ้ามันเป็นแค่อาวุธระดับวิญญาณทั่วๆไปดูเหมือนเจ้าจะไม่มีวัสดุชั้นเลิศสินะ” หยุนซานจับหอกของอู๋เซิ่งและส่ายหัว

            “ใช่แล้วในดินแดนแห่งนี้วัสดุที่สูงกว่านี้หายากมากๆ” อู๋เซิ่งกล่าว

            “พอดีเลยข้าเคยได้รับหอกเล่มหนึ่งมา หอกเล่มนี้ข้าได้จากการเข้าไปสำรวจพื้นที่โบราณแห่งหนึ่งแต่ข้าไม่ใช้หอกเลยไม่ได้นำมันออกมาใช้แถมระดับของมันก็เป็นแค่ขั้นเซียนเท่านั้นก็เลยขี้เกียจนำไปขาย”หยุนซานนำหอกสีเงินออกมา ตัวหอกปล่อยประกายอสนีออกมา

            “หอกนี้สร้างมาจากโลหะเซียนและแร่อสนีงั้นเหรอ”อู๋เซิ่งตื่นเต้น

            “ใช่แล้วแม้มันจะไม่ใช่ของชั้นยอดอะไรมากมายแต่มันน่าจะช่วยเจ้าได้มากในช่วงนี้” หยุนซานยิ้ม ด้วยหอกเล่มนี้พลังของอู๋เซิ่งจะต้องสามารถต่อสู้กับระดับวิญญาณขั้นกลางถึงสูงได้แน่

             

    คล้ายกับเรื่องการกลับมาของจอมปราชญ์ศักดิ์สิทธิ์ ที่คุณอ่าน