“หลินเหนียงจื่อเจ้าพูดจาเหลวไหลอันใด!” เว่ยห่าวเอ่ยออกมาอย่างเดือดดาลสีแดงลามจากใบหน้าไปจนถึงต้นคอ
หลินเสวี่ยจู๋ไม่สนใจนางแม้แต่น้อยเพียงเอ่ยต่อ “มารดาของพวกเจ้าชอบขโมยของผู้อื่นแล้วยังคิดจะขโมยคนอีกด้วย”
“หลินเหนียงจื่อ!” เว่ยห่าวโกรธจนแทบคลั่ง
เรื่องพรรค์นี้พูดกับเด็กได้หรือ?
นางพุ่งเข้ามาหาหลินเสวี่ยจู๋รีบดึงเด็กชายแต่ละคนไปไว้ด้านหลังตนเอง แล้วจ้องมองหลินเสวี่ยจู๋ด้วยความโมโห “เจ้ากล้าดีอย่างไร? เรื่องพรรค์นี้ยังกล้าพูดออกมา!”
หลินเสวี่ยจู๋มีท่าทีสงบนิ่งเพียงเหลือบมองอีกฝ่ายแล้วถามกลับ “เจ้าเป็นมารดาที่มีบุตรชายสองคน เหตุใดยังกล้ามาเกาะแกะบิดาข้าอีก? ข้าเพียงต่อว่าเจ้าสองสามประโยคเจ้าก็ทนไม่ไหวแล้วหรือ?”
“เจ้าพูดจาเหลวไหลให้น้อยลงหน่อยข้ามาหานายท่านหลินเพียงเพื่อขอความเมตตาจากเขาเท่านั้น” เว่ยห่าวยังคงปากแข็ง
ทันทีที่นางพูดจบ ฝ่ามือก็ฟาดลงบนใบหน้าของนางอย่างแรง
“หลินเหนียงจื่อเจ้าข่มเหงผู้อื่น...”
ยังไม่ทันพูดจบ ฝ่ามือก็ฟาดลงมาอีกฉาด
เมื่อหลินเสวี่ยจู๋คิดจะตบคนนางก็ตบทั้งสองข้างด้วยความยุติธรรม
ใบหน้าของเว่ยห่าวบวมเป่งขึ้นมาทันที
หลินเสวี่ยจู๋เอ่ยอย่างเย็นชา “พวกเราเป็นสตรีเหมือนกัน เจ้าเล่นกลอุบายกับข้าให้น้อยลงหน่อยวันนี้หากเจ้าไม่มาหาเรื่องข้า ข้าก็คร้านที่จะลงมือกับเจ้าแต่เจ้าดันมาทำให้บิดามารดาข้าขยะแขยง ข้าย่อมปล่อยเจ้าไปไม่ได้หากวันหน้าข้าเห็นเจ้าเข้าใกล้บุรุษในครอบครัวข้าอีก ข้าเจอเจ้าเมื่อไรก็จะตบเจ้าเมื่อนั้น!”
พูดจบนางก็เปลี่ยนเป็นใบหน้ายิ้มแย้มแล้วหันไปพูดกับเด็กชายสองคนที่อยู่ด้านหลังเว่ยห่าว “เด็กดีจับตาดูมารดาของพวกเจ้าให้ดี อย่าให้นางออกมาสร้างเรื่องฉาวโฉ่อีกหน้าประตูของหญิงหม้ายย่อมมีเรื่องวุ่นวายมากพออยู่แล้ว ยิ่งนางชอบหาเรื่องใส่ตัวเองเช่นนี้ด้วยก็ยิ่งแล้วใหญ่หากตอนนี้พวกเจ้าไม่ดูแลนางให้ดี วันข้างหน้าชื่อเสียงของนางจะเสียหายย่อมส่งผลกระทบต่อพวกเจ้า เข้าใจหรือไม่?”
เด็กชายทั้งสองยังคงมีท่าทางคล้ายเข้าใจคล้ายไม่เข้าใจแต่กลับถูกหลินเสวี่ยจู๋ทำให้ตกใจจนต้องก้าวถอยหลังและพยักหน้าหงึกๆ
หลินเฉิงจางคิด ‘ฆ่าคนไม่สู้ทำลายจิตใจบุตรสาวของเขาเก่งกาจเป็นที่สุด’
เว่ยห่าวรู้ดีว่าหากอยู่ที่นี่ต่อไม่แน่ว่าหลินเสวี่ยจู๋อาจทำเรื่องร้ายแรงก็เป็นได้
อีกฝ่ายมีคนในครอบครัวนับสิบคนบุรุษก็หลายคน แล้วยังมีผู้คุมคอยหนุนหลังอีก ส่วนตนเองต้องเลี้ยงดูบุตรชายทั้งสองเพียงลำพังไม่อาจต่อกรด้วยได้
เว่ยห่าวไม่ยอมเสียเปรียบ รีบจูงมือบุตรชายทั้งสองจากไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อไล่คนไปได้แล้วหลินเสวี่ยจู๋ก็มองหลินเฉิงจางด้วยสายตาผิดหวัง
หลินเฉิงจางกระวนกระวายใจรีบดึงแขนหลินเสวี่ยจู๋เอาไว้ “ลูกสาว อย่าบอกมารดาเจ้าเลย”
“ไม่บอกอยู่แล้วเจ้าค่ะบอกท่านแม่ไปนอกจากจะทำให้ท่านแม่ขยะแขยงแล้วจะมีประโยชน์อันใดอีก?” หลินเสวี่ยจู๋นึกถึงท่าทางที่เว่ยห่าวทำโดยคิดไปเองว่างดงามก็แทบจะคลื่นไส้
ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าหากเหวินซิ่วชิงเห็นฉากนี้เข้าจะขยะแขยงเพียงใด
หลินเฉิงจางถอนหายใจด้วยความโล่งอก “ลูกสาวเจ้าอย่าโทษที่พ่อจัดการเรื่องพรรค์นี้ไม่ได้เลยความจริงเป็นเพราะเมื่อก่อนพ่อไม่เคยเจอสตรีเช่นนี้มาก่อน”
หลินเสวี่ยจู๋มองบิดาอย่างเหลือเชื่อ “ท่านพ่อ ท่านไม่เป็นที่นิยมในหมู่สตรีถึงเพียงนี้เชียวหรือเจ้าคะ?”
อย่างไรเสียก็เป็นชายหนุ่มรูปงามอายุสามสิบกว่าปีทั้งยังเป็นถึงขุนนางขั้นห้าที่มีอนาคตไกล จะไม่มีสตรีมาชมชอบเลยหรือ!
หลินเฉิงจางหัวเราะอย่างขมขื่น “เจ้าอย่าคิดเพียงว่าพ่อเป็นถึงขุนนางขั้นห้าเจ้าเชื่อหรือไม่ว่าต่อให้ไม่ได้ถูกเนรเทศ อีกยี่สิบปีข้างหน้าพ่อก็ยังคงเป็นขุนนางขั้นห้าเหมือนเดิม”
เมื่อเห็นหลินเสวี่ยจู๋ไม่พูดไม่จาเขาก็พูดต่อ “พ่อทำอันใดไม่ได้ เป็นคนสกุลรองก็แบบนี้หากท่านปู่ของเจ้ายังอยู่อาจช่วยวางแผนให้พ่อได้ แต่น่าเสียดาย...”
หลินเฉิงจางหยุดพูดเท่านี้
สาเหตุที่เขารู้สึกขอบคุณนายท่านผู้เฒ่าหลินก็เพราะนายท่านผู้เฒ่าหลินไม่ได้ดูถูกที่เขาเป็นบุตรชายอนุทั้งยังสนับสนุนให้เขาเป็นขุนนางด้วย
แน่นอนว่านั่นเป็นเพราะหลินเฉิงคุนไม่เอาไหนไม่อาจเป็นขุนนางได้
แต่ถึงอย่างไรเขาก็เคารพบิดาของตนเองยิ่งนัก
หลินเสวี่ยจู๋เห็นหลินเฉิงจางพูดถึงเรื่องนี้ด้วยความเศร้าโศกจึงตบบ่าบิดาเบาๆแล้วพูดปลอบใจ “ไม่เป็นไรนะเจ้าคะท่านพ่อท่านถูกเนรเทศแล้ว ไม่จำเป็นต้องเป็นขุนนางขั้นห้าไปอีกยี่สิบปีแล้ว”
หลินเฉิงจางคิด ‘ลูกสาว ขอบใจมากนะเจ้าแทงใจดำเก่งจริงๆ’
เมื่อเห็นบิดายังคงหดหู่หลินเสวี่ยจู๋ก็พูดปลอบใจต่อ “ท่านพ่อลองคิดดูนะเจ้าคะ หากท่านเป็นขุนนางขั้นห้านานถึงยี่สิบปีผู้อื่นก็จะคิดว่าท่านไม่โดดเด่น ทำงานมาตั้งนานก็ยังไต่เต้าไม่ได้ ทว่าตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้วท่านถูกเนรเทศ เช่นนี้ผู้อื่นก็ว่าท่านไม่ได้แล้วกระมัง ท่านว่าจริงหรือไม่เจ้าคะ?”
หลินเฉิงจางหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออกทำได้เพียงคิด ‘ลูกสาวเจ้าจะพูดอะไรก็พูดไป พ่อไม่อยากพูดแล้ว’
หลินเสวี่ยจู๋ปลอบใจบิดาเสร็จก็กระโดดโลดเต้นตามหลินเฉิงเหยาไปเก็บสมุนไพร
นางเป็นคนเรียนรู้เร็ว ทั้งยังความจำดีเพียงไม่กี่วันก็รู้จักสมุนไพรหลายชนิดแล้ว หลินเฉิงเหยาพึงพอใจมาก เห็นหน้านางทีไรก็มักจะชมเชยสักหลายประโยค
แต่วันนี้หลินเฉิงเหยากลับทำตัวแปลกไปท่าทางเหมือนมีเรื่องหนักอึ้งในใจ
หลินเสวี่ยจู๋คิดว่าระยะหลังตนเองเอาแต่สนใจเรื่องความเป็นอยู่ของคนในครอบครัวจนอาจละเลยด้านจิตใจไป นางจึงเอ่ยปากถาม “ท่านอา ท่านมีเรื่องไม่สบายใจอันใดบอกข้าได้นะเจ้าคะ”
ตอนแรกหลินเฉิงเหยายังคงมีท่าทีลังเลแต่ทนแรงตื๊อของหลานสาวไม่ไหว ในที่สุดก็ยอมเล่าเรื่องที่เก็บไว้ในใจออกมา
“เรื่องเป็นแบบนี้” เขาพูด “เมื่อหลายวันก่อนตอนที่ข้ากำลังเก็บสมุนไพรข้าเห็นโจวเซินอี้กำลังเก็บสมุนไพรอยู่เช่นกัน”
หลินเสวี่ยจู๋ฟังแล้วก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไร
โจวเซินอี้เองก็เป็นหมอ เมื่อเห็นสมุนไพรจะเดินไปเก็บบ้างก็เป็นเรื่องปกติอย่างยิ่ง
หลินเฉิงเหยาเล่าต่อ “ตอนแรกข้าก็ไม่ได้สนใจเขาแต่ต่อมาข้าพบว่าเขาเก็บโกฐหัวบัวไปเป็นจำนวนมาก”
“โกฐหัวบัว?” หลินเสวี่ยจู๋นึกถึงเรื่องที่หลินเฉิงเหยาเคยสอน
โกฐหัวบัวมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงไตทั้งยังใช้แก้พิษและเป็นยาถ่ายได้ แต่ก่อนใช้ต้องนำไปต้มกับถั่วดำก่อนมิฉะนั้นจะไม่สามารถขจัดพิษในโกฐหัวบัวออกไปได้ และจะเป็นอันตรายต่อร่างกายแทน ยิ่งไปกว่านั้นต่อให้เป็นโกฐหัวบัวที่ผ่านการต้มแล้วก็ต้องใช้ในปริมาณที่เหมาะสม ไม่อาจกินติดต่อกันเป็นเวลานาน
นางนึกอะไรบางอย่างออกทันที
“ท่านอาท่านหมายถึง...”
หลินเฉิงเหยาพยักหน้า
ก่อนหน้านี้เขาได้ยินว่าหลินเฉิงคุนท้องเสียทุกวันแต่ก็ไม่ได้สนใจอะไร ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นการเดินทางไกล อีกทั้งอาหารก็ไม่สะอาดผู้คนมักจะเจ็บป่วยได้ง่าย
แต่วันนี้เมื่อเขาออกไปเก็บสมุนไพรแล้วเห็นโกฐหัวบัวเขาก็อดไม่ได้ที่จะเชื่อมโยงเรื่องการตายของหลินเฉิงคุนเข้ากับการกระทำของโจวเซินอี้เมื่อหลายวันก่อน
หลินเฉิงคุนมีภรรยาและอนุมากมายแต่ไม่รู้จักบำรุงร่างกาย ไม่แปลกเลยที่จะมีอาการไตพร่องและโลหิตจาง
การที่โจวเซินอี้ใช้โกฐหัวบัวบำรุงร่างกายให้เขาดูเผินๆ ก็เหมือนไม่มีปัญหาอะไร แต่ปัญหาอยู่ที่เขาจะเอาถั่วดำมาจากไหน?
ระหว่างการเนรเทศแม้ว่าจะเป็นถึงผู้คุมก็ทำได้เพียงนำอาหารที่ตนเองทานเหลือมาขายให้นักโทษ ผู้ใดจะพกถั่วดำที่ใช้เวลาปรุงนานเช่นนี้ติดตัวมาด้วย?
สองอาหลานสบตากันต่างคนต่างเข้าใจ
การตายของหลินเฉิงคุนเกรงว่าจะไม่ได้เรียบง่ายถึงเพียงนั้นแต่คนก็ถูกฝังไปแล้ว จะสืบหาความจริงย่อมไม่มีหนทาง โชคดีที่พวกเขาเพียงอยากรู้อยากเห็นเท่านั้นไม่ได้ใส่ใจกับความเป็นความตายของหลินเฉิงคุน สองอาหลานจึงตกลงกันโดยปริยายว่าจะไม่พูดถึงเรื่องนี้อีก
เนิ่นนานหลินเฉิงเหยาก็ขมวดคิ้วมุ่นแล้วเอ่ยอย่างไม่เข้าใจ “หลานสาวหากสิ่งที่ข้าสงสัยเป็นจริง เช่นนั้นเหตุใดโจวเซินอี้ถึงทำเรื่องพรรค์นี้กันเล่า?”
.............................