ตอนที่ 58ใจคนก็เหมือนน้ำ
ส่วนของร้อนอย่างปืน เสือน้อยก็ไม่ปิดบังพ่อแม่ อยู่ดี ๆ วันหนึ่งเขาก็ขนเอาคลังแสงชุดใหญ่ขึ้นมาบนบ้าน ให้ลูกน้องประจำตัวค่อย ๆ หิ้วขึ้นมา
พอพ่อแม่กลับมาพร้อมหน้ากันตอนเย็นก็เปิดดูกระเป๋าเก็บปืนก็ตกตะลึง นี่มันจะเอาไปรบกับใครพวกเขาไม่ได้สงสัยเลยว่าเสือน้อยจะมีเงินซื้อหรือเปล่า?
ถึงแม้จะได้มาฟรีแต่คุณภาพก็ดีเยี่ยมใหม่เอี่ยม
ไม่รู้ว่าทำไมคนพวกนี้ชอบ‘โอนลอย’ เสียเหลือเกิน นั่นจึงทำให้เขาสวมรอย กลายเป็นผู้ครอบครองอย่างชอบธรรมซึ่งมีทนายรักคอยจัดการให้ โดยที่ไม่พบปัญหาใด ๆ เสียเท่าไหร่เขาจึงกล้าขนขึ้นบ้าน
เสือน้อยก็บอกพ่อแม่ว่าธุรกิจร้านสะดวกซื้อเห็นมีข่าวโจรมาปล้นร้านอยู่บ่อย ๆ ดังนั้นควรเตรียมอาวุธไว้ป้องกันตัว
พ่อแม่ก็ส่ายหน้ามีหรือเขาจะไม่รู้ว่าเสือน้อยจะเก็บไว้เล่นงานไอ้พวกที่ปาระเบิดประทัดครั้งก่อน หรือศัตรูของเขา!
แต่ว่าเจ้าตัวมีเหตุผลให้อ้างพ่อกับแม่จึงไม่สามารถปฏิเสธได้เลย เพราะอีกฝ่ายมัดมือชกขนปืนมาถึงบ้านเสียแล้วได้แต่เตือนเขาอ้อม ๆ ให้ระมัดระวัง!
……
ด้านมืดของเสือน้อย เผยออกมาให้เห็นยามเมื่อถูกทำร้าย
คล้ายพยัคฆ์ที่บาดเจ็บทว่าแม้แต่เสือโคร่งยามปกติ หรือยามป่วย ยังต้องทุ่มพละกำลังทั้งหมดเพื่อล่าเหยื่อแล้วนับประสาอะไรกับเสือน้อย ที่เจ็บเพียงกาย แต่สมองยังทำงานได้อยู่!
ยามลงมือเขาก็ทำเสร็จสรรพและเด็ดขาดใช้วิธีที่รัดกุมวางแผนหลายชั้น แม้จะป่วยไข้
แต่พอถึงวินาทีเป็นตายขึ้นมาเขาจึงทำให้เขาจำต้องกัดฟันทน
ในช่วงแรกนั้นเขาต้องการแค่สั่งสอนแต่ว่าพอเขาได้ยิน แต่ละคนที่ตอบคำถามก็เปลี่ยนความคิดไปทันที
ซึ่งมัน ‘เป็นคำถาม’ที่เสือน้อย ให้แยกออกไปสอบปากคำทีละคน และก็ได้ค้นพบความชั่วช้าเลวทรามของแต่ละคนเช่นคำถามว่า “ทำไมต้องปาประทัดใส่คนอื่น?”
“ก็แค่ปาเล่น ๆ สนุกสนานวันลอยกระทงเขาก็จุดกันไม่ใช่เหรอ?”
หลังจากถามอีกก็ได้คำตอบบัดซบมา“สงกรานต์มีน้ำเยอะเหมือนลอยกระทง มันจะต่างกันตรงไหนอีกอย่างทำไมพวกมึงหลบไม่ทันกันเอง!?”
นี่คือคำสารภาพที่เพชรได้รวบรวมมาจากคนทั้งเก้าโดยการยืนเค้นถามอยู่หลายสิบนาที ความมืดมนก็ก่อตัวในใจของเสือน้อย เมื่อได้ยินความคิดบัดซบอันนี้…
เมื่อนำความเลวจากปากมันผสมกับความเจ็บปวดที่ต้องประสบพบเจอในวันนั้น และนั่นคือวินาทีเสี่ยงตาย ที่เขาไม่อาจลืมได้เลยก็ทำเอาเสือน้อยใบหน้าพยับเมฆบอกบุญไม่รับ
ความคิดชั่วร้ายที่เก็บอยู่ในใจมันถูกพันธนาการไว้ด้วยศีลธรรมอันดีงาม ที่ปลูกฝังไว้ตั้งแต่เล็กจนโต
ทั้งจากพระธรรมคำสอนของ‘พระครูมหาไผ่’ ทั้งการอบรมจากพ่อและแม่บังเกิดเกล้าทำให้เขาไม่อาจปลดเปลื้องมันออกมาได้
แต่ยามเมื่อเจอคนชั่วช้าสามานย์สันดานทรามเหล่านี้
มันจึงทำให้ประตูระบายน้ำค่อย ๆ คลายออกโดยไม่รู้ตัว ความคิดชั่วร้าย ที่คล้ายน้ำในเขื่อนเมื่อประตูเปิดออกก็ทำให้เกิดน้ำหลาก พากันไหลพรั่งพรูออกมาจากประตูเขื่อน
น้ำมันมากพอที่จะท่วมท้นหมู่บ้านโดยรอบทำให้คนได้รับความเดือดร้อน
ยังโชคดีที่จำกัดอยู่เฉพาะที่หน้าเขื่อนมิได้หลากไปถึงหลังเขื่อนหรือคนที่ไม่เกี่ยวข้อง นี่คงเป็นเพียงข้อดีเพียงอย่างเดียวของการเปิดประตูระบายน้ำครั้งนี้
แผนการการเล่นชักเย่อกับจิตใจคน เปรียบความชั่วร้ายคือน้ำ
และน้ำที่กำลังหลั่งไหลออกมาจาก‘สมอง’ ของเขา สั่งออกทาง ‘ปาก’ เขาได้สั่งเพชรให้ ‘เล่นเกม’ตามที่ตนบอกและนั่นก็คือ…แฉวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ของพวกเดียวกันเอง
เขาก็ได้ใช้มันเพื่อทำให้คนพวกนั้น‘บั่นทอนจิตใจ’ ของกันและกัน ทำลายความสามัคคีในหมู่คณะจนแทบไม่เหลือชิ้นดี
ไม่มีใครหรอกที่ชอบโดนแฉความลับโดยเฉพาะเรื่องสกปรกโสมม ที่ก่นด่ากันออกมา พาเทสาดสีกันไปมา
ความคิดชั่วร้ายที่เก็บไว้ในใจมาตลอดคล้ายได้รับที่ปลดปล่อย ในระหว่างที่คิดแผนการพวกนี้จิตใจของเขารู้สึกตื่นเต้นรอยยิ้มที่น่ากลัวปรากฏอยู่ที่มุมปาก
เสือน้อยจึงให้โอกาสทุกคนเล่นเกมที่สอง
“ผู้ถูกเลือก…ใครเลวที่สุด…จะถูกโหวตโดยเพื่อนร่วมกลุ่ม” ยิ่งตอกย้ำกับการเล่นจิตใจของเขา
ทำให้คนเห็นความหวังเลือนรางในการอยู่รอดหรือตายในเวลาเดียวกันนี่จะยิ่งเป็นการถางแผลให้กว้างมากยิ่งขึ้น
ขณะที่ทุกคนเขม่นกันอยู่แล้วความคิดอยากทำร้ายผู้อื่น ก็ปรากฏขึ้นในสมองของพวกเขา ผ่านคำพูดของแต่ละคนเพื่อความอยู่รอด
แน่นอนว่าแค่สองเกมแรกก็เพียงพอที่จะทำให้รอยร้าวไม่อาจประสานติดแล้ว แต่กลับมีการใช้ ‘นาฬิกาปลุก’ เพื่อเขย่าขวัญให้อีกฝ่ายรู้สึกถึงเวลาตาย
คล้ายกับตอนที่ตนโดนประทัดระเบิดใส่ข้างๆ ทำให้จิตใจของทุกคนตกอยู่ในอาการหวาดหวั่น รู้สึกว่านาฬิกาดังครั้งหนึ่งชีวิตของตนเองก็ใกล้จะถึงจุดจบมากขึ้นทุกที
จนสุดท้ายจิตใจของคนพวกนั้นจะถูกทำให้เชื่องไปตามสัญชาตญาณ
เพราะความกลัวที่ก่อขึ้นจากข้างในจิตใจทำให้หลายต่อหลายคน พากันขวัญหนีดีฝ่อ เมื่อจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวในช่วงเวลาณ ตอนนั้น จะสั่งให้หันซ้ายหันขวาก็ยังได้อีกทั้งยังต้องใช้เวลากว่าจะเรียกมันกลับคืนมาได้
เขาจึงเล่นกับจิตใจของห้าคนผู้อยู่รอดและสี่คนผู้ต้องตายในท้ายที่สุด โดยให้เพชรทิ้ง ‘มีดไว้ให้เก้าเล่ม’ พวกเขาอาจจะหวาดผวาหลบหนีไปจากความกลัวที่ถูกทรมานของกลุ่มเสือน้อย และกลัวอีกฝ่ายเปลี่ยนใจกลับมาเล่นงาน
เสือน้อยให้ลูกน้องขู่ไว้ก่อนไปโดยขีดเส้นให้เป็นช่วงนาฬิกาดังครั้งถัดไปถึงจะปลอดภัย
ซึ่งนั่นจะเป็นเวลาที่พวกเขาเรียกสติกลับคืนมาได้เป็นเวลาที่ทั้งสองกลุ่มเริ่มจะหายจากความหวาดกลัวหากแต่เปลี่ยนมาเป็นหวาดระแวงกันเอง หวาดระแวงทุกสรรพสิ่งรอบด้านกลัวว่าจะมีใครคอยเล่นงานอยู่หรือเปล่า
พวกเขาจะต้องหยิบมีดขึ้นมาเพราะว่ามันเป็นอาวุธเพียงชิ้นเดียว ที่พวกเขาสามารถหามันได้ในตอนนี้ซึ่งคือความคิดอย่างแรกของมนุษย์ ที่จะหยิบมันขึ้นมาเพื่อนำมาใช้ในการปกป้องตัวเอง
มีดคล้ายกับเป็นที่พึ่งพิงทางจิตใจอย่างน้อยก็เป็นอาวุธชิ้นเดียวที่จะช่วยพวกเขาได้
หลังจากหยิบมีดขึ้นมาพวกเขามีเวลาครุ่นคิดสำรวจโดยรอบ มีทางเลือกมากมายว่าจะทำอย่างไรต่อไป และพอสำรวจรอบด้านไม่เห็นกลุ่มคนเหล่านั้นพวกเขาก็จะคลายใจ หัวใจที่ขึงตรึงแน่นก็ค่อย ๆ ผ่อนลงสติสตังที่กระเจิดกระเจิงก็จะกลับมารวมตัวกันใหม่…
แน่นอนว่า ‘สี่คนผู้ต้องตาย’ ย่อมต้องอาฆาตพยาบาทเป็นธรรมดา เพียงแต่ว่าพวกเขากลับมีทางเลือก
‘ว่าจะเอาคืนไอ้พวกรุ่นน้อง’ที่ทำให้พวกเขาต้องมาพบเจอ กับความทรมานอันสุดแสนจะเจ็บปวดนี่ดี หรือว่าเลือกที่จะ‘หนีเอาตัวรอดก่อน’ เพราะกลัวไอ้พวกนั้นกลับมาเล่นงานอีกครั้ง
ส่วน ‘ห้าคนผู้อยู่รอด’ย่อมเกิดใจระแวงว่าจะถูกรุ่นพี่มาทำร้าย แต่พวกเขาได้ยินไอ้พวกที่ใส่ชุดดำซึ่งพูดตามเสือน้อย“โดยบอกว่าอีกสี่คนนั้นตายไปแล้ว!” เพราะจับมัดมือมัดเท้าโยนลงแม่น้ำตามที่หัวหน้ากลุ่มอีกฝ่ายพูด
แน่นอนพวกเขาทั้งห้าคนย่อมหวังให้พวกสี่คนนั้นตาย ๆ ไปเสีย เพียงแต่ว่ามันจะต้องไปพิสูจน์ให้เห็นด้วยตาตนเองอย่างน้อยก็ควรเห็นร่องรอย
และที่น่าสนุกที่สุดนั่นก็คือตอนทั้งสองฝ่ายมาเจอกันพวกมันจะทำอย่างไร? ทั้งเวลาทั้งอาวุธเขาก็มีให้พวกมันพร้อม ‘ทางเลือกก็เช่นกัน’ เสือน้อยฉีกยิ้มกว้างแววตาแฝงไปด้วยความมืดมน
หากทั้งสองกลุ่มเลือกที่จะ‘ลงมือ’ มันก็จะกลายเป็นแก้วร้าว ที่ถูกทุบทำลายไปโดยสมบูรณ์
หรือหากว่า‘ไม่ลงมือ’ แก้วเหล่านั้นก็จะแตกกระจาย กลายเป็นชิ้นส่วนต่าง ๆ และไม่อาจนำมาผสานติดได้ใหม่แต่ก็สามารถเลือกที่จะต่างคนต่างอยู่ได้
และเกมสุดท้ายนั้นที่เสือน้อยได้มอบให้กับพวกเขาทั้งเก้าคน นั่นก็คือ…การชักเย่อกับจิตใจของตนเอง!
ความรักสามัคคีมีชั่วร่วมทำมีกรรมร่วมก่อ พอถึงเวลาเช่นนี้พวกมันเลือกที่จะทำอย่างไรกับสภาพจิตใจของตัวเอง
นี่เป็นเพียงการคาดคะเนของเสือน้อยเขามองไปถึงใจของมนุษย์ที่เป็นเช่นนั้น พร้อมทั้งคำพูดคำใบ้ตลอดระยะเวลาที่ลงมืออันที่จริงถ้าไม่ติดว่าเขาป่วยอยู่เกรงว่า คงจะได้ลงมือทำอะไรเองซึ่งดูท่าแล้วมันคงจะสนุกกว่านี้เยอะ
รอยยิ้มที่ชั่วร้ายปรากฏบนใบหน้าของเด็กหนุ่มเขาดูคล้ายเปลี่ยนไปเป็นคนละคน
……
ส่วนผลลัพธ์ออกมาปรากฏว่าพวกเขาทั้งเก้าคนเลือกที่จะ ‘ลงมือ’ ทำ
แน่นอนว่าเสือน้อยไม่รู้ว่าเขาเลือกกันแบบไหนจนกระทั่งมีข่าวออกมา โดยที่เสือน้อยไม่ต้องไปลงมือเองเลยเขาก็ได้ใช้วิธียืมมีดฆ่าคน เพราะเมื่อถึงตอนนั้นพวกมันจะไม่เป็นอันตรายกับเสือน้อย
สุภาษิตว่าไว้“ตีงูต้องตีให้ตาย ไม่อาจให้มันกลับมาแว้งกัดได้” เสือน้อยเลือกที่จะเชื่อ
เสือน้อยสัมผัสได้ถึงความชั่วร้ายในใจของเขาตอนนี้คล้ายเขื่อนที่เต็มไปด้วยน้ำล้นปริ่ม ได้เปิดประตูระบายน้ำออกมาเต็มกำลังมันถูกใช้ไปกับแผนการชั่วร้ายที่ใช้กับคนเหล่านี้ จนในที่สุดระดับน้ำก็กลับมาอยู่ในระดับแห้งขอด
ตอนนี้จิตใจของเขากลับโล่งโปร่งสบายเป็นอย่างมากและมันก็พิสูจน์อะไรได้บางอย่าง ซึ่งนั่นก็คือสัจธรรมของ ‘น้ำและใจคน’
เพราะสรุปแล้ว “ใจคนก็เหมือนกับน้ำซึ่งไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ”นี่เป็นธรรมชาติวิถี
และที่ต้องวุ่นวายคิดให้ปวดหัวนั่นก็เพราะว่าเสือน้อยกลัวที่จะกลายเป็นคนเลวทรามเหมือนคนกลุ่มนั้น
ทว่าเขาถามหาเหตุผลที่ตนได้คลายประตูระบายน้ำออก หากไม่ใช่ว่าคนพวกนั้นมายุ่งกับเขาก่อนมีหรือที่เขาจะคิดไปทำอะไรกับพวกมันขนาดนั้น
นี่ไม่ใช่การปลอบใจตัวเองหากแต่เป็นความจริง!
เมื่อขบคิดดีแล้วเขาก็คลายใจน้ำในเขื่อนก็แทบจะไหลหายไปเกือบจะหมดสิ้น ส่วนที่เหลืออยู่ก็ตกตะกอนอยู่ด้านล่างหากไม่มีใครไปกวนน้ำ มันก็ยังคงอยู่อย่างนั้น!